email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 21

คำค้น : เซียน่า , ร้อน , ฤดูร้อน , อิตาลี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 55

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ม.ค. 2564 15:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 21
แบบอักษร

จำนวนจานกระเบื้อง แก้วน้ำ ช้อน ส้อม และมีดที่รอการเช็ดล้างทำความสะอาดในวันนี้มีมากกว่าทุกวัน สอดคล้องกับปริมาณนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วเซียน่าที่มาใช้บริการเมนซ่าแห่งนี้จนเนืองแน่น 

มัตเตโอเร่งมือฟอกสบู่ขัดถูจานโดยไม่สนใจว่าฟองสบู่หรือหยดน้ำจะกระเด็นมาติดเครื่องแบบพนักงานโรงครัวสีขาวของเขา อันจะมีผลให้เขาต้องลำบากถอดผึ่งให้แห้ง หรือแย่กว่านั้นก็คือต้องนำไปซักตากใหม่ภายในชั่วเวลาจำกัดจำเขี่ย เนื่องจากวันพรุ่งก็ยังต้องใส่มาทำงานที่นี่ซ้ำอีกหน ขณะนี้ทุกความรับรู้ของเขามุ่งไปรวมหมู่อยู่ที่คอกม้าของเอนโซ่กับทิวเขาชานเมือง ทุกจังหวะการเต้นของหัวใจเล่าก็กู่ร้องหาแต่สังเวียนปาลิโอซึ่งยังไม่รู้ว่าตนจะได้ลงแข่งหรือไม่ 

“ขยันขันแข็งเชียวนะ มัตเต้ รู้หรอกน่าว่ากำลังรีบไปไหนอยู่” โรแบร์โตทอดยิ้มปรานีให้กับลูกน้องที่กำลังจัดเรียงแก้วน้ำทีละใบ 

“น้าต้องเข้าใจ พักนี้ผมตั้งใจทำงานไม่ได้เหมือนปกติ”  

“ฉันรู้ๆ” ชายแอฟริกันร่างใหญ่พยักพเยิด แล้วโดยที่ทั้งคู่ไม่รู้ตัว เสียงแจ้งเตือนข้อความของวอตส์แอปก็ดังขึ้นจากเคาน์เตอร์ที่ชายหนุ่มวางไว้ 

พนักงานอบพิซซ่าหนุ่มรีบวางแก้วน้ำใบสุดท้าย และพรวดพราดไปหยิบโทรศัพท์มือถือตนท่ามกลางคำยั่วเย้าของหัวหน้างาน “แหม แหม แหม รีบเชียวนะ ดูทรงยังงี้ จะเป็นใครไปได้ ถ้าไม่ใช่หวานใจคนนั้น”  

ทว่ามัตเตโอหาได้ใส่ใจ หัวสมองเขาเหมือนจะหยุดกึกอยู่กับที่ตั้งแต่วินาทีที่มันอ่านจับใจความได้ว่า อาลิซ่ามารอเขาในเมนซ่าแห่งนี้แล้ว 

“ของผมยังเหลือโต๊ะเก้าอี้ข้างแผงสลัดที่ยังไม่ได้เก็บ ฝากน้าจัดการหน่อยนะ” ชายหนุ่มกล่าวเป็นทีให้รู้ว่าตนจะขอลากลับก่อน 

โรแบร์โตคนปากร้ายใจดียิ้มเยื้อน พยายามสะกดกลั้นขำพลางตกปากรับคำ “ไปเถอะ ทางนี้ฉันกับคนอื่นจัดการเองได้อยู่แล้ว”  

มัตเตโอถอดหมวกผ้าที่สวม ต่อด้วยแกะสายผ้ากันเปื้อนที่ผูกรัดหลังไว้ ควบคู่ไปกับสองเท้าที่ก้าวฉับไวไปนอกโรงครัว ร่างผอมบอบบางซึ่งพักหลังเขาเห็นจนเจนตา และเฝ้านึกถึงเรื่อยมาแม้ก่อนนอน ยืนรออยู่หน้าเตาอบ 

“อาลิซ่า” หนุ่มอิตาเลียนทักเก้อๆ “ไปกินเจลาโตกันดีไหม”  

“ไม่ต้องหรอก ฉันยังไม่อยากกินของหวาน” สาวไทยตอบหน้านิ่ง 

“งั้นเธอกินอะไรแทนดี ตอนนี้เมนซ่าปิดหมดแล้วนะ”  

“วันนี้ฉันไม่ได้มานี่เพื่อฝากท้องมื้อเที่ยงหรอก ที่ฉันมาก็เพราะมีเรื่องสำคัญจะถามเธอต่างหาก” อลิสาถามอย่างไม่อ้อมค้อม “เธอลงแข่งปาลิโอด้วยหรือ มัตเตโอ เธอเป็นจ๊อกกี้กับเขาจริงๆ หรือ ตอบฉันมาที”  

ชายหนุ่มถอยเกร็งด้วยความตกอกตกใจ มองไปในดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้น มันมีแต่ประกายของความอยากรู้จริงจังแกมรีดเค้นให้บอก ซึ่งเขาตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าเหตุไฉนเขาจึงไม่อยากเล่าถึงบทบาทนี้ให้เธอรู้ 

“ใครเป็นคนบอกเธอ” มัตเตโอสบช่องย้อนถาม 

“ผู้ชายคนที่ชื่อซิโมเน่บุกไปที่มหาวิทยาลัยของฉัน ไปพบกับครูของฉัน พอออกมาเขาก็ฝากให้ฉันมาบอกเธอว่าอย่าคิดจะชนะปาลิโอเลย”  

“พระเจ้าช่วย” สีหน้าผู้มาจากซาแลร์โนฉายแววตื่นกลัวอย่างโจ่งแจ้ง “เธออย่าได้ไปยุ่งกับเขาเชียวนะ ฉันบอกแล้วไง”  

“ฉันไม่ยุ่งกับเขาหรอกค่ะ แค่บังเอิญเจอกันเท่านั้นเอง” เด็กสาวยังมีท่าทางตระหนกกับสิ่งที่ตนพบมาเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว “ตอนนี้ฉันแค่อยากรู้ความจริงว่าเธอเป็นนักแข่งม้าหลังเปล่าด้วยหรือ ทำไมเขาถึงได้พูดถึงเธออย่างนั้น”  

ร่างอ้วนใหญ่ของน้าโรแบร์โตมายืนอยู่ข้างเตาอบตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครสังเกต แต่การได้เห็นเขามันก็ยิ่งตอกย้ำความแน่ใจให้อลิสาที่ตอนนั้นได้ยินเลาๆ ว่าชายหนุ่มที่ยืนตรงหน้าคลั่งไคล้กิจกรรมขี่ม้า ขณะเดียวกันมัตเตโอก็รู้สึกเหมือนโดนกดดันให้บอกความจริงอีกแรง เพราะหากเขาโกหกไป หัวหน้างานของเขาที่ยืนอยู่ข้างหลังก็ต้องรู้ และอาจเป็นกำลังสำคัญในการช่วยเธอเค้นเขาอีกคน 

“ได้” หนุ่มหล่ออ่อนใจ “วันนี้เธอไม่มีการบ้านหรือรีบไปไหนเนอะ”  

“ทำไมเหรอคะ” หัวคิ้วเข้มของสาวผิวแทนเลิกสูง 

“ฉันจะพาเธอไปพบกับโลกอีกใบของฉัน” มัตเตโอตอบ เหลียวหลังมองหัวหน้าซึ่งพยักหน้าให้เป็นเชิงสนับสนุน “ไปด้วยกันนะอาลิซ่า”  

 

เนินเขาลูกแล้วลูกเล่าผ่านสายตาไประหว่างทางที่หนุ่มเจ้าถิ่นพาเธอซ้อนรถเวสป้าออกนอกตัวเมือง ต้นหญ้าพลิ้วแผ่วตามลมเอื่อย ไม้สูงหลากขนาดและรูปทรงโอนลู่ เมื่อคนขับเลี้ยวรถสู่โรงเรือนหลังน้อยตรงเชิงเขาลูกเตี้ย 

“ถึงแล้ว” มัตเตโอบอกพร้อมกับตั้งขาตั้งรถ 

สาวไทยซึ่งโตมากับภาพทุ่งนาและต้นข้าวกางแขนออกอย่างจะดื่มด่ำรสชาติของลมเย็นและอากาศบริสุทธิ์ของยุโรปใต้ แม้จะอยู่ในฤดูร้อน ทว่าต้นไม้ใบหญ้าอันบริบูรณ์ในที่โล่งแจ้งก็ยังนำความชุ่มฉ่ำมากำซาบผิวกายไม่ขาดสาย 

“อากาศที่นี่ดีจัง ทั้งที่เป็นหน้าร้อนแท้ๆ” อลิสาหลับตาพริ้มรับลม 

“จะดีกว่านี้ถ้าเป็นฤดูใบไม้ผลิ แต่ก็เป็นนรกดีๆ เลยถ้ามาในฤดูหนาว” เขาตอบพร้อมกับสอดส่องไปรอบอาณาบริเวณ “คนฝึกซ้อมให้ฉันยังไม่มา แต่ไม่เป็นไร ฉันมีกุญแจคอก เราเอาม้าออกมาขี่กันก่อนก็ได้”  

“เธอพูดว่า ‘เรา’ งั้นหรือ” เด็กสาวฟังสรรพนามไม่ถนัด 

“อื้อ” มัตเตโอขยับริมฝีปากยิ้ม “อยากลองขี่ม้าดูไหมล่ะ”  

“มันจะดีเหรอ” นิสิตชาวตายลานเดเซ่อ้าปากจะทักท้วง หากฟานตีโน่ด้อยประสบการณ์ทำเป็นไม่ได้ยิน ก่อนที่เขาจะผลุบไปยังคอกม้า และจูงม้าแข่งเพศเมียตัวหนึ่งกลับออกมาหาเธอในเวลาอันสั้น 

“เธอชื่อ ฟูลเวีย” ชายหนุ่มแนะนำม้าพลางลูบไล้แผงคอของอาชาสีขาวอย่างอ่อนโยน “ใจดีสุด เป็นมิตรกับคนแปลกหน้ามากสุดในคอกนี้”  

“เชา ฟูลเวีย” อลิสาทักทายอย่างนึกสนุก “สบายดีมั้ยจ๊ะ”  

“ลองลูบแผงคอเธอดูสิ” เขาเสนอ “ฟูลเวียชอบให้ทำแบบนั้น”  

“อย่างนี้น่ะเหรอ...” ถามพลางเอื้อมสองมือสัมผัสแผงขนบนคอของม้าสาวที่ได้รับการตัดแต่งเป็นระเบียบ ผิวหนังสากเต็มไปด้วยขนสั้นให้ความรู้สึกคันแขยงกับมือที่สัมผัสมิใช่น้อย ถึงเธอจะเป็นเด็กต่างจังหวัด แต่ม้าก็เป็นสัตว์ที่อยู่ห่างไกลจากวิถีชีวิตชาวสยามประเทศจนไม่ได้คลุกคลีหรือเจอตัวกันง่ายๆ เปลี่ยนใหม่เป็นวัวหรือควาย เธอยังจะคุ้นเคยและกล้าเข้าใกล้เสียมากกว่า 

เมื่อนั้นเองที่แผนลวงอันแยบยลของมัตเตโอเริ่มเห็นผล ทันทีที่เด็กสาวเผลอตัว สองมือชายหนุ่มก็พุ่งพรวดเข้ายึดบั้นเอวเธอ ลำแขนที่แข็งแรงคู่นั้นช่วยให้เขาสามารถยกเธอขึ้นบนหลังของเจ้าฟูลเวียได้ไม่ยาก 

“อีตาบ้า! ตาคนผีทะเล!” คำสบถภาษาไทยหลั่งไหลไม่ขาดปาก ซึ่งคนฟังไม่ออกนอกจากจะไม่นำพาแล้ว ยังสนุกสนานกับการได้แกล้งเธออีก 

“ท่าขึ้นเธอสวยมาก ป้ายขาขึ้นคร่อมอย่างไว นิ่มนวล ไม่โดนลำตัว ครบสูตรการขี่ม้าหลังเปล่าทีเดียว” หนุ่มอิตาเลียนหัวเราะร่า มือจับขลุมจูงม้าแน่น “เอาล่ะ ทีนี้ก็ทิ้งน้ำหนักไปที่บั้นท้ายตัวเอง ขาปล่อยอิสระ อย่าหนีบ”  

ไม่รู้เป็นเพราะเธอฟังไม่ออกหรือเพราะตื่นเต้นจนรับรู้สิ่งรอบกายไม่ได้ การขึ้นม้าไร้อานครั้งแรกในชีวิตจึงส่อเค้าวุ่น ค่าที่เธอเอาแต่กอดคอม้า ขาหงิกงอ ซ้ำร้ายยังเอาเท้าหนีบลำตัวของมันไว้ จนม้าสาวฟูลเวียเริ่มออกลายพยศ 

“เอาฉันลงเดี๋ยวนี้นะ ปล่อยฉันลง” อลิสาเอ็ดอึง  

“ปล่อยขาสิ แล้วก็ยึดแผงคอไว้ อย่าไปเอาขาหนีบอย่างนั้น ม้าจะตกใจ” เสียงร้องเตือนของฝ่ายชายฟังดูจะดังสู้เสียงโวยวายลั่นทุ่งของฝ่ายหญิงไม่ได้ เขาสำนึกแล้วว่าไม่ใช่ทุกคนจะขี่ม้าได้เพียงฟังคำแนะนำอย่างที่เขาเป็น 

“ช่วยฉันด้วยมัตเตโอ ทำให้ฟูลเวียสงบลงที”  

“โธ่เว้ย” คนถูกร้องให้ช่วยอุทานอย่างหัวเสีย เสี้ยวพริบตาที่ได้จังหวะ เขารีบแตะหลังม้า กระโดดป้ายขาขึ้นซ้อนหลังอลิสา 

“ที่จริงเราสองคนไม่ควรขี่หลังม้าพร้อมกันอย่างนี้หรอกนะ” หนุ่มผมหยักศกรั้งสายบังเหียน “แต่เพราะเธอตัวเล็ก ตัวฉันก็น้ำหนักไม่มาก อีกอย่างคือถ้าฉันไม่ทำอย่างนี้ ฉันก็ไม่รู้จะช่วยเธออย่างไรแล้วเหมือนกัน”  

การกระทำนั้นทำอลิสาใจเต้นป่วน อาการหวิวไหวพุ่งปราดไปทั่วช่องท้อง เมื่อร่างกายของเขาประชิดเธอจนลมหายใจรดต้นคอ 

สาวไทยเอนตัวไปข้างหน้าอย่างจะหลีกลี้หนีจากความรู้สึกนั้น แต่ก็ไม่แคล้วโดนดึงตัวกลับมาด้วยคำสั่งว่า “อย่าโน้มตัวไปข้างหน้า”  

ม้าแข่งเพศเมียที่ให้ทั้งสองซ้อนหลังสงบลงแล้ว แต่ในอกของคนนั่งหน้ากลับสั่นสะเทือนประหนึ่งมีม้าพยศทั้งฝูงวิ่งแข่งกันอยู่ภายใน ตลอดเวลาที่มืออาชีพสอดแขนขนาบช่วงเอวเธอเพื่อบังคับม้าให้ย่างเหยาะดังใจต้องการ 

“พอม้าเริ่มเหยาะอย่างนี้ เราทิ้งขาเราตามสบายได้เลย” ริมฝีปากที่พร่ำสอนวิธีขี่อยู่ห่างใบหูเธอไม่ถึงคืบ “สำคัญคือเราต้องทำให้ม้ากับตัวเราสัมพันธ์กัน คิดเสียว่าขาม้าคือขาเรา ถ้าทำได้แล้วการขี่ม้าหลังเปล่าก็ไม่ใช่เรื่องยาก”  

อลิสาฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ประสาทในตัวเธออ่อนการรับรู้ลงเมื่อต้องอยู่ใกล้ชิดกับเขา...ชายหนุ่มซึ่งเธอเคยเข้าใจว่าเป็นเพียงคนเฝ้าหอพักปากปีจอคนหนึ่ง 

“ลองขี่ไปดูให้ทั่วๆ กันเถอะ” โดยไม่ต้องรอลงความเห็นจากอีกฝ่าย ชายหนุ่มก็เร่งความเร็วสัตว์กีบสี่เท้าที่ตนนั่งอยู่ เรียกความงุนงงจากเด็กสาวที่ยังไม่ลืมว่าเขาขึ้นมาบนหลังม้าเพื่อช่วยเธอลงไม่ใช่หรือ 

 

ทัศนียภาพท้องทุ่งแคว้นตอสกานาช่างงดงามสมคำร่ำลือเสียนี่กระไร หญ้าเขียวที่ขึ้นคลุมเนินลูกคลื่นแผ่กว้างออกไปสุดสายตา สนยอดแหลมลำต้นชะลูดแผ่อาณาเขตตามแนวถนน แซมด้วยต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งใบสีแดงอ่อน บ้านทรงอิตาเลียนในภาพจำอย่างเรือนปูนทรงเตี้ย ทาสีมัสตาร์ด หลังคามุงกระเบื้องกาบกล้วยสีแดง แลดูเป็นภาพหายากเมื่อเทียบกับจำนวนต้นไม้ที่ขึ้นดกดื่นหนาตา แนวเขาซึ่งกินพื้นที่โดยมากของประเทศนี้วางตัวเหยียดยาวเป็นพื้นหลัง ดูงดงามอย่างน่าพิศวงใต้ปุยเมฆขาวซึ่งลอยต่ำจนดูราวกับจะช้อนพวกมันลงมาจากท้องฟ้าได้ 

เด็กสาวพิศชมธรรมชาติรายรอบด้วยจิตใจที่ผ่อนคลายความวาบหวามลง หลังจากได้นั่งบนหลังม้าด้วยกันมานานพอให้ความชินชาบังเกิด ก็พอดีกับที่ม้าแข่งตัวนี้วิ่งมาถึงชายป่าซึ่งมีหมูป่าออกหากินประปราย 

“หมูป่าเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ประจำแคว้นนี้” มัตเตโอชวนคุย 

“ชั่วชีวิตนี้ฉันไม่เคยเห็นหมูป่าตัวเป็นๆ มาก่อนเลย”  

“ก็จงเห็นไว้เมื่อมานอกเมืองอย่างนี้ เพราะในเมืองเซียน่า เธอจะเห็นแต่พวกมันแบบที่ตายแล้ว และถูกแยกชิ้นส่วน” เขายิ้มกริ่ม 

“หมายความว่าไงนะ” เธอทำหน้าสยดสยอง 

“ก็หมายความว่าพวกเรากินพวกมันด้วยน่ะสิ” มัตเตโอขยายความพลางชักม้าพาวนกลับไปยังคอก “ฉันรู้ว่ามันดูแปลก เพราะที่อื่นหมูป่าเป็นสัตว์สงวนหรือสัตว์คุ้มครอง แต่ในตอสกานาเรายังมีหมูป่าจำนวนมากจนรัฐบาลอนุญาตให้ผู้คนจับมากินเป็นอาหารได้ บางร้านก็ขายแต่เนื้อหมูป่าอย่างเดียวเลย เป็นต้นว่าร้านที่มีหัวหมูป่าใส่แว่นติดอยู่หน้าทางเข้าใกล้ๆ คัมโป เธอเคยเห็นมั้ย”  

“ร้านนั้นน่ะเอง” อลิสานึกออกทันใด พลันถามตัวเองว่าใครบ้างที่อยู่เซียน่าแล้วไม่รู้จักร้านดังที่ผู้คนชอบแห่แหนไปมุงดูกัน 

“ถ้ามีเวลาว่าง ฉันอาจจะพาเธอไปชิมเนื้อหมูป่าร้านนั้น”  

“เอาสิ” เสียงใสสะท้อนไปมากับแนวป่า “ถ้าเธอเลี้ยง ฉันไปแน่”  

“ได้ แต่รอให้ฉันชนะปาลิโอก่อนแล้วกัน”  

ทั้งสองคนหยอกเอินกันไปมา พลันอารมณ์สุนทรีก็หยุดชะงักไปดื้อๆ เมื่อพวกเขาแลเห็นร่างค่อนข้างท้วมประสาคนมีอายุ สวมเสื้อโปโลกับกางเกงยีนส์ขายาว กำลังยืนกอดอกอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลจากคอกม้า ผมขาวโพลนเหมือนปุยฝ้ายอันเป็นเอกลักษณ์สะท้อนเงาแดดที่ส่องทแยงผ่านใบไม้เป็นจ้ำๆ  

“โปรเฟสซอเร” คนบนหลังม้าประสานเสียงกัน และต่างฝ่ายต่างก็นึกไม่ถึงว่าอีกคนหนึ่งจะรู้จักกับชายสูงวัยที่ยืนทอดถอนใจอยู่ข้างหน้า 

ผู้สร้างความงงงวยแก่ทั้งสองดูจะเข้าใจสาเหตุที่ลูกศิษย์ต่างสถาบันของตนอยู่ด้วยกันแล้ว เขาจึงเพียงแต่กระแอมเพื่อขับไล่ความเคอะเขินให้กับทุกฝ่าย 

“ไว้ฉันค่อยอธิบายให้พวกเธอเข้าใจทีหลัง ตอนนี้มีเรื่องสำคัญกว่า” เอนโซ่ถอนหายใจเฮือกใหญ่เหมือนยังตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่หาย “ซิโมเน่จะไม่มาซ้อมร่วมกับเธอแล้วนะมัตเตโอ ฉันเป็นคนไล่เขาออกไปเอง”  

 

“เสร็จสักที โอย เหนื่อยชะมัดยาด”  

หัวหน้าพนักงานโรงอาหารพูดคนเดียวเมื่อพื้นที่ในความรับผิดชอบได้รับการดูแลและทำความสะอาดจนครบถ้วนทุกกระเบียดนิ้ว 

เสียงผิวปากสบายอารมณ์แว่วดังไปในทุกย่างก้าวที่ชายผู้อพยพมาอิตาลีแต่หนุ่มจนได้รับสัญชาติก้าวเดินไป เมื่อไขกุญแจปิดเมนซ่าดังที่ปฏิบัติติดต่อกันมาร่วมสิบปีเป็นที่เรียบร้อย โรแบร์โตก็อดไม่ได้ที่จะค่อนขอด เมื่อตามองทะลุกระจกประตูไปยังเตาอบพิซซ่าที่วันนี้เขาเป็นคนจัดเก็บอุปกรณ์ให้เอง 

“ร้ายนักนะ มัตเต้” เขาหัวเราะ “ทีไปซ้อมปาลิโอฉันยังไม่เห็นนายกระวีกระวาดไปซ้อมขนาดนี้ พอเป็นผู้หญิงมาหาเท่านั้นแหละ รีบรุดไปหายังกะรถดูคาติออกตัวในสนามแข่งโมโต จีพีเลย ร้ายกาจจริงๆ นะไอ้นี่”  

ร่างอวบอ้วนกระเพื่อมไขมันตามทางที่เดินไป  

“หนุ่มๆ ก็เป็นซะอย่างนี้ เจอสาวหน่อยเป็นไม่ได้ พูดถึงตอนอายุเท่านาย ฉันก็เป็นเหมือนกันนี่หว่า” โรแบร์โตหัวเราะให้กับความหลังสมัยพบกับภรรยาครั้งแรกซึ่งยังฝังตรึงไม่รู้ลืม ทันใดสิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อของแข็งชิ้นหนึ่งลอยมากระทบศีรษะเขาอย่างจัง จนหัวหน้าคนงานเมนซ่าล้มพับด้วยความเจ็บเจียนตาย 

“โอ๊ย!” หนุ่มใหญ่คำรามเหมือนช้างป่าล้ม  

“โดนซะไอ้มืด” มือดีออกคำสั่งพลางก้มดูผลงานของตนด้วยความสะใจ “ถ้าแกยังไม่ตายก็ช่วยไปบอกลูกน้องด้วยนะ ว่าจงถอนตัวจากปาลิโอเสีย”  

เสียงตะคอกสั่ง เศษหินที่แตกกระจุยกระจาย และพื้นเปื้อนเลือดจากศีรษะของเขา เหล่านั้นคือสิ่งสุดท้ายที่โรแบร์โตได้รู้ก่อนที่แสงตาจะดับลง! 

ความคิดเห็น