ลิตเติ้ลมักเกิ้ล / ตรงนู้นก็ไล่มาเล่นตรงนี้
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.9 [การตัดสินใจครั้งสำคัญ]

ชื่อตอน : Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.9 [การตัดสินใจครั้งสำคัญ]

คำค้น : แวมไพร์ , ไวท์กัปตัน , ปุณณ์โน่ , เงินออกัส , midnight society , midnight , society , vampire , lovesick , ผีดิบ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 29 เม.ย. 2559 20:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.9 [การตัดสินใจครั้งสำคัญ]
แบบอักษร

Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก

PARTแรก กัส+เงิน / ตอนที่ 9 [การตัดสินใจครั้งสำคัญ]

...........................................................

บนชั้น 3 ปราสาทอลาสเตอร์

แวมไพร์หนุ่มรูปงามก้าวเท้าเข้ามานั่งในห้องของไวท์เวเรี่ยนผู้เป็นพี่ชายด้วยความหนักใจ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจของเขาตอนนี้ แน่นอนว่ามันผิด เขาย่อมรู้ แต่เขากลับห้ามมันไม่ได้ และออกัสก็ไม่ได้ใจแข็งพอที่จะไล่น้ำเงินกลับเชียงใหม่ไปด้วย

เขารักน้ำเงินแล้ว...

.

2 เดือนที่ผ่านมาที่น้ำเงินมาอยู่ที่นี่ เปลี่ยนหัวใจเย็นชาของออกัสไปได้เยอะทีเดียว หมอนั่นเป็นคนบ้าบิ่น แถมบ้าบอด้วย ออกัสรู้ และบางทีก็อดนึกขำไปด้วยไม่ได้ ทั้งๆ ที่ปกติแล้ว แค่จะขยับกล้ามเนื้อบนใบหน้าสักนิดเขาก็แทบจะไม่ได้ทำ วันๆ จมอยู่กับเอกสารโบราณหาวิธีที่จะทำให้พี่ชายตัวเองตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลอีกครั้งก็เท่านั้น

มีผู้หญิงหลายคนเสนอตัวมาให้เขาถึงที่ แต่ออกัสไม่เคยสนใจ ไม่เคยใส่ใจใยดีเลยสักคน เพราะเขารู้อยู่แก่ใจว่า แวมไพร์ อย่างเขา ไม่สามารถรักใครได้

มันเป็นกฎ...

.

เขาไม่เคยคิดแหกกฎ เพราะรู้ดีว่าพี่ชายเป็นห่วงเขามากแค่ไหน การมีความรักสำหรับแวมไพร์ไม่ใช่เรื่องตลก เพราะมันหมายถึงอันตรายของคู่รัก และการผิดธรรมชาติหากมีความรักข้ามเผ่าพันธุ์

ออกัสเตียน อลาสเตอร์ เอามือกุมขมับตัวเองอย่างหนักใจ ความรู้สึกหน่วงกดหัวใจให้ปวดแปลบ ทั้งเรื่องพี่ชาย ทั้งเรื่องน้ำเงิน ช่างหนักหนาเกินไปแล้วจริงๆ

.

เขาจะทำยังไงกับเรื่องนี้ดี

.

.

#Specialออกัส

หน้าโลงศพของพี่ไวท์ ผมนั่งอยู่ตรงนี้มานานหลายชั่วโมง ตั้งแต่ท้องฟ้าสีส้ม เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน

ผมรู้ว่าพี่ไวท์รู้ ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่เขายังตื่นขึ้นมาไม่ได้จนกว่าจะถึงเวลาที่ฟื้นพลังได้เต็มที่ พี่ชายของผมหลับใหลไปนาน จากเรื่องบางอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ผมรอวันที่พี่จะตื่นขึ้นมา และมันก็คงใกล้จะถึงเวลาแล้ว

ไม่รู้พี่จะว่ายังไง เรื่องความรู้สึกที่ผมมีต่อน้ำเงิน

.

พี่ไวท์เป็นคนเด็ดขาด ถ้าพี่สั่งให้เลิก ผมก็คงต้องเลิก ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าพี่จะไม่พูดคำนั้น

“ตื่นขึ้นมาเถอะครับพี่ ไม่ว่าผมจะรู้สึกกับน้ำเงินเพราะการผูกมัดของด้ายแดง หรือเพราะอะไรก็ตาม ผมก็รู้สึกอย่างนั้นไปแล้ว และผมอยากรู้ว่าพี่จะให้ความคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะน้ำเงิน ที่ไม่ใช่ผู้หญิงด้วย” ผมพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

พี่ไวท์ยังนอนนิ่งอยู่ในโลงทรงหกเหลี่ยมสีทอง ทรวงอกของพี่กระเพื่อมขึ้นลงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ รอยเสื้อคลุมของพี่มีหยดเลือดยูนิคอร์นสีขาวที่ผมทำหกเอาไว้อยู่สองสามหยด ผมไม่อยากใช้เลือดมนุษย์มาต่อชีวิตพี่ไวท์ เพราะมนุษย์กับม้ายูนิคอร์นแตกต่างกัน มนุษย์โดนกัดแล้วจะกลายเป็นแวมไพร์เหมือนเรา แต่ม้ายูนิคอร์น สามารถให้เลือดเราได้ เพราะเขาเป็นสัตว์วิเศษ และบริสุทธิ์กว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

ผมถอนหายใจและนั่งหันหลังพิงโลง ความรู้สึกตอนจูบต้นคอน้ำเงินยังติดตรึงอยู่ในหัวของผม เขาเองก็คงสับสนไม่ต่างกัน ความรู้สึกที่เรากำลังเป็นอยู่ ทั้งคู่ต่างรับรู้ได้ด้วยหัวใจ ผมรู้ว่าน้ำเงินก็รู้สึกเหมือนกัน ผมได้ยินเสียงความคิดของเขาชัดเจน แต่เราก็ไม่รู้จะทำยังไง เมื่อเขาติดพันธะกับผู้หญิงที่ชื่อเฟียร์ ส่วนผมก็มีข้อห้ามเรื่องเผ่าพันธุ์

ลมหายใจของผมถูกพ่นออกมาอีกครั้ง และล้มตัวลงนอนข้างๆ โลงของพี่ไวท์ ถ้าพี่ตื่นขึ้นมาอะไรๆ คงจะดีกว่านี้ พี่คงจะให้คำปรึกษาผมได้ พี่คงจะรู้ว่าผมควรทำอย่างไร ผมไม่อยากเคว้งอยู่คนเดียวแบบนี้เลย

.

พี่ไวท์ครับ...ผมเหนื่อยเหลือเกิน ตื่นขึ้นมาเถอะครับพี่

.

.

..................................................

#เสียงจากน้ำเงิน

@ 20.00 น. สนามบินสุวรรณภูมิ

สนามบินที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามตระการตา ด้านจิตรกรรมปูนปั้นและภาพเขียนฝาผนัง ฝีมือปรมาจารย์ไทยที่ชวนให้หลงใหล จนใครๆ ก็อยากถ่ายรูป Check in เก็บไว้เป็นความทรงจำสักครั้งหนึ่งในชีวิต ผมลากกระเป๋าออกจากทางออกที่ 8 และโผเข้ากอดแม่ด้วยความคิดถึง เมื่อท่านทั้งสองรู้ว่าผมจะกลับมาพักที่ไทย 1 สัปดาห์ หลังจากที่หายไปทำงานที่โรมาเนียนานถึง 5 เดือนโดยไม่เคยแวะกลับมาเลย ก็ออกอาการดีใจกันยกใหญ่ แทบจะแห่กลองยาวมารับผมเลยด้วยซ้ำ

“น้ำเงินเป็นไงบ้างลูก”

“สบายดีครับ แม่กับพ่อล่ะครับ”

“แม่พ่อสบายดีจ้ะ” ผมพยักหน้าและโผเข้ากอดท่าน พร้อมหอมแก้มอีกสองสามที ก่อนจะพากันเดินออกมาที่ลานจอดรถ

“ขึ้นเชียงใหม่มั้ยลูก”

“ไม่ล่ะครับ ผมขอพักอยู่ที่บ้านกรุงเทพดีกว่า ลามาพักร้อนแค่อาทิตย์เดียว ขืนบินไปบินมาล่ะก็เสียเวลาพอดี แถมเหนื่อยด้วย”

“ได้จ้ะ” แม่ยิ้มรับ ส่วนพ่อผมพยักหน้าเออออตามมา เป็นอันว่าว่ายังไงก็ว่าตามกัน ไม่นานมากนัก เราก็มาถึงบ้านพักของผมที่ซื้อทิ้งไว้ที่กรุงเทพ มันไม่ใช่บ้านหลังใหญ่อะไรมากมายหรอกครับ แต่ก็น่ารักอบอุ่นดี

ผมทานข้าวต้มกุ้งที่แม่ทำให้ได้ไม่กี่คำ เพราะเหมือนร่างกายจะเกิดอาการเจ็ทเลท เลยต้องขอตัวขึ้นมาพักผ่อนชั้นบน น้ำเย็นๆ ช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาก ก่อนจะใส่กางเกงในตัวเดียวมานอนตากแอร์อยู่บนเตียง

อยู่คนเดียวก็งี้ สบายใจดีจะตาย

.

ตลอดระยะเวลา 5 เดือนที่ผมไปอยู่ที่นั่น เมืองโฟกชานี ประเทศโรมาเนีย ชีวิตของผมเริ่มซึบซับเอาวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตของคนที่นั่นมาไม่น้อย แถมยังเป็นรูปแบบแปลกๆ ของบ้านอลาสเตอร์ที่คนปกติไม่ทำกัน วิถีแวมไพร์ ชีวิตที่แปลกมากกว่าคนทั่วไปหลายสิบเท่า

ผมปรับตัวเข้ากับที่นั่นได้อย่างรวดเร็ว เร็วจนแม้แต่ตัวเองยังตกใจ ผมสามารถนอนกลางวันตื่นกลางคืนเหมือนพวกเขาได้อย่างกลมกลืน กินอาหารที่ไม่ใช่ข้าวได้ แถมยังรู้สึกเกลียดแสงแดดเมืองไทยตงิดๆ เหมือนพวกแวมไพร์เข้าไปทุกที

.

ความกลัวหัวใจตัวเองเริ่มก่อตัวขึ้นทีละนิด หลังจากวันที่ผมโดนดูด...เอ่อ...หลังจากวันที่ผมรู้ความจริงว่าออกัสเตียนไม่ใช่คนธรรมดา ผมก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นด้วยความระมัดระวังมากขึ้น แม้ออกัสจะทำตัวตามปกติ แต่ผมคงไม่สามารถทำใจให้ลืมความจริงได้ ว่าผมกับเขา เราสองคนต่างกัน ต่างกันเกินไป

.

ใช่ว่าผมจะไม่รู้ใจตัวเอง ว่าผมกำลังรู้สึกอะไรอยู่ แต่ความรู้สึกแบบนั้นมันผิดนี่นา ผมมีเฟียร์อยู่แล้ว แถมเจ้าหล่อนก็ไม่ได้ผิดอะไรด้วย อยู่ดีๆ จะมาให้ผมบอกเลิกแล้วหนีไปคบแวมไพร์แบบนั้น จะไม่เส็งเคร็งไปหน่อยเหรอ

นี่คือเรื่องกลุ้มใจมากในชีวิตจนผมต้องขอลาพักร้อน 1 สัปดาห์เต็มกลับมานั่งขบคิดปัญหาหัวใจที่เมืองไทย มันไม่ใช่แค่เรื่องแวมไพร์ หรือเรื่องที่เราต่างกันเท่านั้น แต่ผมมีสังคม มีพ่อแม่ที่ต้องผ่านการยอมรับ แล้วไหนจะพี่ชายของออกัส ที่ขึ้นชื่อเรื่องความดุมหาประลัยนั่นอีก ผมไม่อยากจะคิดถึงวันที่เขาจะตื่นขึ้นมาเลย ว่าถ้าหากเขารู้ว่าผมกับน้องชายเขารู้สึกยังไงต่อกัน เรื่องมันจะเป็นยังไง

ผมเคยเห็นออกัสโกรธ และผมรู้ว่าต้องรับมือยังไง แต่คุณไวท์เวเรี่ยน ผมเคยเห็นแค่เขานอนนิ่งๆ ในโลงหกเหลี่ยมสีทองเท่านั้น ยังไม่เคยเห็นเขาโกรธเลยสักครั้ง

.

ถ้าหากเขาเป็นคนอารมณ์ร้อน จับผมหักคอขึ้นมาล่ะ

.

ตือดึง!

เสียงโปรแกรมไลน์ดังขึ้นทำลายความเงียบงัน ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู พบว่าคนที่ส่งข้อความเข้ามาหาตั้งแต่บ่ายกว่าๆ คือกัปตันนั่นเอง โทรศัพท์ผมเพิ่งเปิดเครื่องและเชื่อมสัญญาณในไทยได้ เลยรีบวีดีโอคอลกลับไปหามันทันที

ไม่นาน ปลายสายก็ตอบรับ

[หวัดดีพี่เงิน]

“ดี ตระเวนถ่ายรูปทั่วโลกรึยัง” ผมถามยิ้มๆ ไอ้คนฝั่งนั้นโบกมือเหยงๆ ให้ผมด้วยความดีใจ ดูจากพื้นหลังแล้ว วันนี้มันคงไม่ได้ไปไหน คงนอนอยู่ในบ้าน เพราะวอลเปเปอร์รูปใหม่ ดาวิกาที่แปะอยู่ข้างฝาผนังนั่น ทำให้ผมจำได้สนิทใจว่า นั่นคือห้องนอนของมันแน่ๆ

[แหม ก็รอพี่ชวนผมไปถ่ายรูปที่โรมาเนียอยู่ไงฮะ ^^ ได้ข่าวว่าที่นั่นสวยมาก ผู้คนก็เป็นมิตรนี่นา]

“อย่าเลย” ผมส่ายหัว แล้วทิ้งตัวลงนอนเซ็งๆ “โรมาเนียนี่แหละ ที่กำลังจะทำให้ฉันเป็นบ้า”

[ทำไมอะ] กัปตันถาม และยกเลนส์กล้องขึ้นมาเช็คไปด้วย

มันคงจะใช้กล้องจากแล็ปท็อป ส่วนผมใช้กล้องมือถือ เลยทำให้ภาพสั่นตามการเคลื่อนไหว

“กลุ้มใจดิวะ ถ้าแกเกิดไปรักคนที่ไม่ปกติ แกจะทำยังไง”

[พี่เฟียร์น่ะเหรอไม่ปกติ]

“ฉันแค่สมมติ” ผมตอบเลี่ยงๆ

กัปตันนอนลงแล้วเอาหมอนมาหนุนคางไว้ ก่อนจะตอบผมว่า [รักก็คือรักมั้ง ไม่รู้ดิพี่]

.

รักก็คือรัก...งั้นเหรอ

.

“ถ้าเป็นแก...”

[ตอบยากว่ะ ผมไม่เคยมีแฟนซะด้วย]

“ครับๆ พ่อคาสโนว่า มีสาวมาให้เลือกเป็นกระบุงก็ไม่เลือกสักคน” ผมค่อนขอด

คนปลายสายหัวเราะหึหึ แล้วยกเกมส์ขึ้นมาเล่นโชว์ผมหน้าตาเฉย

.

เราต่างคนต่างนอนนิ่งคิดเรื่องของตัวเองกันไป จนผมนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “เออ ตัน รูปที่แกถ่ายอะ ไปโผล่อยู่ในนิทรรศการภาพถ่าย 70 ประเทศ ที่เมืองโฟกชานีด้วยนะ แกส่งไปเหรอ”

[ภาพของผมถูกเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศไทยน่ะ สวยอะดี๊]

“สวย เจ้านายฉันเขาชมแกใหญ่”

[จริงเหรอฮะ] คำชมทำให้ช่างภาพคนเก่งตาโตขึ้นมาได้ไม่ยาก กัปตันวางเกมส์ในมือลงอย่างสนอกใจสนใจ แล้วถามผมต่อ

[เขาอยากซื้อภาพรึเปล่า]

“เปล่า แต่เขาสนใจฝีมือนาย”

.

(เงิน เฟียร์มาหาแหน่ะลูก)

เสียงแม่ลอยตะโกนมาจากด้านล่าง ทำให้ผมต้องลุกขึ้นแต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วเดินมาบอกลากัปตัน “กู้ดไนท์ไอ้หนู ไว้วันหลังจะโทรไปคุยด้วยใหม่”

[โอเคเฮีย]

…………………………………………

ชุดเดรสสีแดงของเฟียร์ เผยผิวขาวช่วงหัวไหล่ ทำให้ผมพอจะเดาออกได้ไม่ยากว่า เธอน่าจะเพิ่งกลับจากงานอะไรสักอย่าง หรือไม่ก็เพิ่งออกจากกองถ่ายละครมา

“ติดถึงจังเลยค่ะเงิน” คนตัวเล็กโผเข้ากอดและหอมแก้มผม ผมทำได้แค่ยิ้มให้และยีหัวเธอเบาๆ ก่อนจะดึงตัวนางเอกสาวลงนั่งข้างๆ ด้วยกัน

“ทานอะไรมารึยัง”

“ไม่ทานแล้วล่ะค่ะ เฟียร์ไดเอ็ท เงินนี่จริงๆ นะคะ จะกลับกรุงเทพก็ไม่บอกกันบ้างเลย ให้เฟียร์รู้เองได้ยังไง”

“ใครบอกเฟียร์ล่ะ ว่าผมกลับมาที่นี่”

“น้องกัปตันไงคะ โทรไปบอกเฟียร์ตอน 5 โมง”

.

.

ไอ้ตัน!!!

หืมม เจอกันเมื่อไหร่จะโบกให้หัวเกรียนเลยคอยดู

“แล้วเฟียร์ไม่เหนื่อยเหรอ อยากพักผ่อนมั้ย”

“หมายถึงนอนห้องเงินเหรอคะ?” เธอถามเย้าแหย่

.

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมจะลากเธอขึ้นห้องโดยไม่รีรอ แต่ตอนนี้ผมกลับไม่มีความคิดที่จะทำอย่างนั้น

“ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะคะที่รัก เฟียร์ล้อเล่นเองค่ะ รู้อยู่หรอกว่าคุณรอวันแต่งงานของเราอยู่”

“เฟียร์...” ยิ่งพูด ผมยิ่งอึดอัดแฮะ

.

ผมควรจะทำยังไงให้เธอเจ็บน้อยที่สุดดี นี่ผมแย่มากเลยนะ แย่จนถึงขั้นเลวจริงๆ

“เงิน...”

“ครับ”

“พูดมาเถอะค่ะ เฟียร์รอฟังอยู่” เธอยืดตัวขึ้นและพูดกับผมด้วยน้ำเสียงจริงจัง

.

ผมไม่เคยรู้สึกอึดอัดใจมากเท่านี้เลย

“คือ...”

“โรมาเนียเป็นยังไงบ้างคะ”

.

เจ้าหล่อนถามเข้าตรงจุด

ผมรู้สึกกระอักกระอ่วนใจมากกับการพูดให้เฟียร์เข้าใจในความรู้สึกแปลกประหลาดนี้ของตัวเอง แต่ครั้นจะไม่พูด ก็เท่ากับผมโกหกเธอ ปิดบังเธอให้อยู่กับความรู้สึกปลอมๆ ที่ผมแกล้งทำให้

“เฟียร์เข้าใจค่ะ” เธอตอบอย่างเริงร่า

.

“หืม?”

“เฟียร์เข้าใจค่ะเงิน เราห่างกันตั้ง 5 เดือน คุณคงเหงามากใช่มั้ย มาค่ะ เฟียร์ช่วยเอง” ไม่พูดเปล่า แถมยังเบียดเนื้อเนียนๆ นั่นเข้ามาที่แผงอกของผมอีก

.

ผมเป็นผู้ชาย มีชีวิตจิตใจนะครับ

“เฟียร์”

 

“ขา...”

“คือ...” กลายเป็นผมเสียเอง ที่นั่งตัวแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูก

แทนที่เธอจะเกรงกลัวต่อสายตาพิฆาตของผม หล่อนกลับหัวเราะชอบใจเสียอย่างนั้น “คิกคิก”

“???”

“โอเคค่ะ เฟียร์แคจะเช็คให้แน่ใจเท่านั้นเอง” เธอตอบยิ้มๆ และหยิบเสื้อแขนยาวขึ้นมาสวมปกปิดร่างกายเอาไว้

.

ผมยังนั่งทื่องงอยู่กับที่

“เฟียร์รู้ค่ะ ว่าความรู้สึกที่เรามีให้กัน มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว”

“คุณรู้”

“รู้สิคะ...แหม ตอนคุณพูดถึงเจ้านายคุณทีไร เสียงนี่แทบเต้นเลยเชียว”

.

ให้ตาย...นี่ผมเก็บอาการไม่อยู่เลยเหรอ

เฟียร์ยิ้มให้ผมอย่างจริงใจ และคว้ามือผมไปจับไว้ “ไม่ต้องซีเรียสหรอกนะคะ เฟียร์ไม่ได้คิดมากเรื่องพวกนี้หรอกค่ะ รักกันเลิกกันมันเป็นเรื่องธรรมดา สำคัญที่ว่าตอนนี้เรารักใคร เฟียร์แค่จะมาเช็คให้แน่ใจน่ะค่ะ เอ้อ...เงินคงรู้ใช่มั้ยคะ ว่าตอนนี้เฟียร์มีข่าวกับพระเอกคนนึงอยู่”

“ค ครับ”

.

กลายเป็นผมเสียเองที่เป็นฝ่ายช็อค เธอดูไม่รู้สึกทุกข์ร้อนอะไรเลย ทั้งๆ ที่ปกติเฟียร์ขี้วีนจะตาย

“ถ้าเงินจะขอเลิกกับเฟียร์ ก็ได้นะคะ เฟียร์จะได้เป็นข่าวได้เต็มที่ ไม่ต้องเกรงใจเงินอีก”

.

.

ผู้หญิงสมัยนี้เค้าพูดตรงกันขนาดนี้เลยเหรอวะเนี่ย

“เอ่อ เฟียร์จะไม่โกรธผมใช่มั้ย เรายังเป็นเพื่อนกัน...”

“แน่นอนค่ะเงิน ^^” เธอยื่นมือซ้ายออกมาเช็คแฮนด์กับผม

“ยินดีต้อนรับเพื่อนใหม่ค่ะ”

ง่ายอย่างนี้เลยเหรอวะ O O?

.

ผมเช็คแฮนด์กับเธอแล้วนั่งคุยกันต่ออีกนิดหน่อย ก่อนที่อดีตแฟนของผมจะขอตัวกลับ โดยให้เหตุผลว่าพรุ่งนี้มีฉากเลิฟซีน วันนี้ต้องพักผ่อนเยอะๆ หน้าจะได้ผ่องๆ

ผมคิดว่าเธอจะต้องร้องไห้ฟูมฟาย เสียอกใจเสียใจกับสิ่งที่ผมพูด แต่เปล่าเลย เธอเข้าใจง่ายกว่าที่ผมคิดไว้ตั้งเยอะ

“ฝันดีนะคะเงิน” เป็นธรรมดาของเจ้าบ้านที่ต้องออกมาส่งแขกขึ้นรถ เฟียร์ส่งจูบให้ผมเหมือนดาราทั่วๆ ไปทำกัน แต่ยังไม่วายมากระเซ้าว่า

“เห็นหน้าคุณออกัสแบบนั้นแล้ว ไม่แปลกใจหรอกค่ะที่เงินจะหวั่นไหว เฟียร์เห็นแค่รูปยังรู้สึกว่าเขาหล่อมากเลยนะคะ มีเสน่ห์มากๆ แต่ผิวขาวซีดไปนิดนึง ถ้าได้อาบแดดสักหน่อยล่ะก็ คงจะแซ่บกว่านี้อีกสิบล้านเลยค่ะ”

“ไปๆ กลับไปได้แล้ว” ผมดันหัวเพื่อนสาวเข้าไปในรถ เสียงหัวเราะใสๆ ดังออกมาอย่างอารมณ์ดี ก่อนที่มินิคูเปอร์สีขาวจะหายลับสายตาผมไป

.

ผมถอนหายใจแล้วเดินขึ้นไปเคาะประตูห้องนอนของพ่อแม่ ถ้าวันนี้ผมไม่พูด ผมนอนไม่หลับแน่นอน ยังไงก็ต้องถามกันให้รู้เรื่องคืนนี้

“มีอะไรลูก”

“พ่อหลับรึยังครับ”

“ยังจ้ะ กินโกโก้อยู่แหน่ะ” แม่ตอบ ผมทำใจเย็นแล้วเดินเข้าไปนั่งนวดขาให้ท่าน

“พ่อครับ”

“ว่า?”

“ผมมีเรื่องจะถามครับ”

“ว่า?” พ่อยังตอบคำเดิม

.

นิ่งๆ แบบนี้ ผมเดาไม่ถูกเลยว่าท่านกำลังคิดอะไรอยู่ “ผมขอโทษครับ ผมคิดว่าผมกำลังรักผู้ชาย”

“.....” ท่านนิ่งไปทั้งคู่ ผมคิดไว้แล้วล่ะว่าต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ

“ผมขอโทษที่ผิดปกติครับ”

“.....”

“ผมขอโทษครับ” ผมกราบลงไปที่เท้าของท่านทั้งสองและไม่อาจเงยหน้าขึ้นมาได้

.

น้ำตารื้นคลอที่หัวตา เสียงวางแก้วลงบนโต๊ะกระจกดังกริ๊ก ตามมาด้วยมือใหญ่ๆ ลูบหัวผม น้ำตาแม่งไหลยังกะเขื่อนแตก ผมกลั้นไม่อยู่จริงๆ

“ผมอึดอัดตัวเองเหมือนกันที่ผิดปกติแบบนี้”

“แขนยังอยู่ดีมั้ยลูก” พ่อถาม

.

“หืม?”

“พ่อถามว่าแขนขายังอยู่ดีมั้ย”

“ย อยู่ดีนี่ครับ”

“พิการมั้ย?”

“ไม่ครับ”

พ่อยิ้ม แล้วดึงผมเข้าไปกอด “งั้นลูกพ่อก็ไม่มีอะไรที่เรียกว่าผิดปกตินี่นา”

.

โฮ TTOTT

.

แทบจะแหกปากออกมาดังๆ ทั้งดีใจทั้งขำ ผมทำหน้าไม่ถูกว่าจะดีใจหรือเสียใจกันแน่ พ่อกอดผมอย่างเข้าใจ แม่ก็เช่นกัน พ่อถามถึงคนๆ นั้น ผมก็เล่าให้ฟังอย่างละเอียด ว่า 5 เดือนที่ผ่านมาออกัสเป็นคนยังไง (แต่ไม่ได้บอกนะครับ ว่าเขาเป็นแวมไพร์ และผมไปเลี้ยงม้ายูนิคอร์น กลัวท่านหัวใจวายกันทั้งคู่)

“รูปหล่อซะด้วย” แม่ยิ้มให้คนในโทรศัพท์

“ไอ้ภาษาวัยรุ่นเค้าเรียกอะไรนะเงิน คิงส์กับควีนเหรอ”

“โธ่พ่อ...ผมไม่ได้เป็นเกย์นะฮะ ผมเป็นผู้ชาย ที่ยังชอบผู้หญิงทั่วไปนั่นแหละ แต่บังเอิญไปรักคุณออกัสเฉยๆ”

“พูดเต็มปากเลยนะเรา” พ่อแซว

“อยู่ข้างบนหรือข้างล่าง?”

“พ่ออ่า”

.

เสียงหัวเราะดังขึ้นในห้องนอนของเรา ผมโชคดีที่มีพ่อแม่เข้าใจ คืนนี้ผมขอนอนกับท่าน แม้จะเบียดกันไปหน่อยแต่ก็อบอุ่นดี วันนี้นอนเอาแรง แล้วค่อยออกเที่ยวให้สบายใจ พ้นสัปดาห์นี้ไปเมื่อไหร่ ผมจะกลับโรมาเนีย ไปสะสางปัญหาหัวใจที่ค้างไว้ที่โน่นให้เสร็จ จะเอายังไงก็เอากัน เรื่องที่ไทยทางสะดวกแล้ว

.

รอก่อนเถอะออกัสเตียน กลับไปเมื่อไหร่จะกอดให้หายคิดถึงเลย คอยดู

....................................................................

 

----- โปรดติดตามตอนต่อไป -----

ความคิดเห็น