ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่หนึ่งร้อยเจ็ด crowdsourcing และ peer review

ชื่อตอน : ตอนที่หนึ่งร้อยเจ็ด crowdsourcing และ peer review

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 330

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ม.ค. 2564 13:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่หนึ่งร้อยเจ็ด crowdsourcing และ peer review
แบบอักษร

ตอนที่หนึ่งร้อยเจ็ด crowdsourcing และ peer review 

  อีกสาเหตุหนึ่งที่ผมเน้นวิชาภายนอกเพราะมันถูกกว่าการให้หินวิญญาณพวกเขาที่อาจต้องใช้จำนวนมหาศาลและต้องแย่งกันกับศิษย์ในสำนักต่างๆอยู่แล้ว 

แต่อะไรที่ผมไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยทรัพยากร ผมแก้ไขด้วยเทคโนโลยี 

เทคโนโลยีคิดขึ้นมาในเรื่องของการตั้งอยู่บนความขาดแคลนและต้องการประสิทธิภาพอยู่แล้ว 

การเน้นเพิ่มพลังคิดค้นวิธีใหม่ๆ โดยไม่ใช้หินวิญญาณ 

หรือร่างกายเก้าหยินของอี้จิงและหยกไอเท็มโคตรโกงติดตัวของอี้จิง 

ที่พอใช้ประสานกัน 

คนก็คิดว่าผมเป็นอัจฉริยะในรอบพันปีเสียอย่างนั้น 

พอมาดูคนทั่วไปที่ค่อยๆฝึก ทำให้ผมคิดว่าพวกนายน้อยตระกูลหวังนี่ความจริงฝึกได้เร็วกว่าคนทั่วไปมหาศาลแล้ว 

ผู้ที่ครอบครองปัจจัยการผลิตและทรัพยากรได้ก็จะสามารถก้าวได้ไวกว่าคนอื่น และยิ่งไวกว่าคนอื่นก็ยิ่งฝึกวิชาขั้นสูงได้มากกว่า ทำให้ระยะห่างระหว่างคนยิ่งสูงมากขึ้นไปเรื่อยๆ 

แน่นอนยกเว้นพวกขี้โม้ที่ตีขั้นสูงกว่าได้สามขั้นอย่างอี้จิงและพระเอก 

ผมนึกถึงแนวเจาะเวลาหาจิ๋นซี 

ที่แนะนำให้สะบัดดาบสังหารหลิวปัง ฮั่นโกโจในดาบเดียวตอนที่ยังมีโอกาส 

เรียกว่าเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์มีอย่างนี้มาหลายครั้งแล้ว 

ทั้งในแดนตะวันตกและตะวันออก 

ในแดนตะวันออกยุคชุนชิว ที่มีการแนะนำว่า “หากท่านไม่รับคนนี้ไว้ใช้งานก็จงประหารเขาเสียเถิด อย่าได้ปล่อยเขาไป” 

เมื่ออ๋องเจ้าแห่งรัฐไม่เห็นดีด้วย ทั้งไม่ยอมเอามาใช้งานและไม่ยอมฆ่าเสีย ผลร้ายก็ตามมามากมายสุดคณานับเมื่อเจอกับการทำลายแผนประสานแนวดิ่งที่คิดจะใช้จัดการกับรัฐฉิน 

เรียกว่าของบางอย่าง มีแต่ผู้ที่รู้อนาคตหรือคนฉลาดที่ไม่ยึดติดกับผลได้เสียตรงหน้าเท่านั้นจึงจะพอคาดการณ์เรื่องราวบางอย่างได้ 

ซุลล่านายพลแห่งโรมันก็หวังจะประหารซีซ่าตอนที่ยังเป็นเด็กหนุ่ม แม้โดนเพื่อนเกลี้ยกล่อมยั้งมือไว้ไมตรีก่อนจะปล่อยไปก็กล่าวว่า”ตกลง แต่ขอเตือนไว้ก่อน ข้าเห็นในตัวของซีซ่าร์ผู้นี้เป็นมาริอัสอีกหลายคนที่จะทำลายปาร์ตี้ของพวกเราและสิ่งที่พวกเราพยายามจะปกป้อง” 

มาริอัสคืออีกหนึ่งจอมคนแห่งยุคของโรมัน ผู้ที่ได้เป็นกงสุลถึงหกครั้งในสาธารณรัฐโรมัน 

บางครั้งผมก็รู้สึกว่า ระดับอัจฉริยะของยุคนั้นอันที่จริงคาดการณ์ถูกต้องเสมอแต่บางทีก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ของเหตุการณ์ได้ 

ประวัติศาสตร์หากมองดีดี จะพบว่าปัญหาหลายอย่างอาจจะแก้ไขด้วยพฤติกรรมที่คาดการณ์ไม่ถึงหรือดูไร้สาระ 

และหากทำลงไป ผลกระทบก็จะร้ายแรงขนาดที่ว่าทุกคนไม่รู้สึกตัวว่ามีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นกับประวัติศาสตร์ 

แน่นอนมีนักประวัติศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องพลวัตรประวัติศาสตร์มีพลังมากกว่าปัจเจคบุคคลนั้นไม่เห็นด้วยเท่าไร 

แต่ผมก็ต้องยอมรับว่าอัจฉริยะคือตัวทำลายสามัญสำนึกอย่างการโจมตีข้ามขั้นของวงการชาวยุทธนี้แทบจะไม่เคยมีใครได้ยินและโดนหัวเราะเยาะกลับมาอย่างที่ผมเคยโดนมาแล้ว 

โชคดีที่ผมไม่ได้ทำอะไรร้ายแรงอย่างการเปลี่ยนประวัติศาสตร์อย่างนั้น 

(...-คนเขียน) 

การพอจะรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าคือข้อได้เปรียบไม่กี่อย่างของผม ผมถึงได้ให้ความสำคัญกับคนอย่างหวังม่อและอี้จิงที่วางแผนการได้เก่งกว่าผมนั่นเอง 

แต่การคาการณ์แผนการต่างๆเรื่องราวต่างๆนอกจากแผนการที่ผ่านการคัดกรองมาจากซีไอเอที่ผมเคยเรียนมาแล้ว 

ผมยอมรับว่าการตัดสินใจเฉพาะตัวของผมยังไม่สามารถเทียบกับอัจฉริยะแห่งยุคของเรื่องนี้ได้ 

จึงพยายามใช้วิธีของอัจฉริยะของยุคนี้มากกว่าตัวของผมเอง 

ยุทธการ crowd sourcing วิธีระดมปัญญาจากสาธารณชน 

อันที่จริงวิธีนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ผมอธิบายต่อพวกสาวกชาวบ้านต่างๆไปว่านี่คือวิธีนับแต่ครั้งบรรพกาลในยุคที่มหาเสนาบดีรัฐฉิน หลี่ปู้เหว่ย รวบรวมผู้มีความรู้วิทยาการด้านต่างๆมาเขียนหนังสือ หลี่ซื่อชุนชิว ให้สืบทอดต่อมาถึงรุ่นต่อไป 

พวกเราก็แค่จะทำอย่างนั้นบ้างและผมก็พยายามแทรกวิธีแนวคิดของเม่ยกั๋วเข้าไปในขั้นตอนรวบรวมความคิดนี่เอง 

มหาสารานุกรมที่ผมใช้เวลาหลายเดือนในการที่จะทำให้เป็นรุปเป็นร่างก็เพราเหตุนี้นั่นเอง 

ค่อยๆเริ่มจากประวัติศาสตร์ ตำนานเรื่องเล่า 

ใช้พวกนี้ในการเขียนบัตรตัวอักษรในการสอนหนังสือพวกคนไร้บ้านและสร้างสถานศึกษาที่สามารถโต้เถียงในในด้านวิชาการความรู้ได้ 

โดยการให้เตรียมเอกสาร คำโต้แย้ง คำกล่าวอย่างเป็นทางการ 

เพื่อใช้พิธีกรรม ให้การทะเลากัน โต้แย้งในด้านวิชาการนั้นดูศักดิ์สิทธิ์ 

จนผมชักคิดขึ้นมานิดๆแล้วว่าหรือจริงๆแล้ว พวกคนที่มีความรู้ในยุคสมัยบรรพกาลจะคิดอย่างนี้เหมือนกัน 

ว่าความรู้ที่เข้าใจจะให้คนปฏิบัติตามได้ ต้องเคลือบด้วยศาสนาหรืออย่างน้อยก็ต้องประเพณีและพิธีกรรม จึงจะควบคุมความประพฤติบางอย่างได้ 

และแม้กระทั่งผมเองที่คิดว่าตนเองมีความรู้ก้าวหน้า ก็ยังต้องผุกติดด้วย political will พลังทางการเมือง ที่ต้องพัฒนาบางอย่างไปตามค่านิยมของคนในยุคสมัยนี้ด้วยนั่นเอง 

วิหารเทพเสินหนงที่เผยแพร่แนวความคิดด้านการเกษตร ผมสร้างไว้ด้วยเหตุนี้นั่นเองในการเผยแพร่แนวความคิดและหาเหตุผลแบบข้างๆคูคู 

“เหลวไหล จะปลุกพืชกลางอากาศโดยไม่มีดินได้อย่างไร?” 

บัณฑิตคนหนึ่งนามเฉินโต่ว ได้กล่าวกับผม 

ท่าทางภายนอกเขาเป็นคนที่เหมือนบัณฑิตทั่วไปคือการชอบโต้เถียง พูดจาหน้าดำหน้าแดงใส่อารมณ์ แต่ผมรู้จักคนนิสัยแบบนี้พอสมควร 

พวกเขาโมโห พวกเขาเถียงไม่จบสิ้น แต่ลึกในใจพวกเขาสนุกกับมันนั่นเอง 

“เหตุไฉนจึงมีพืชเกิดในน้ำได้เล่า?” 

ผมเถียงไปแบบเปิดโอกาสให้เขาพูดต่อไป 

เทคนิค flame war การใส่ไฟต่างๆในบทสนทนา 

ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับแนวความคิดที่ว่า ไม่มีการโฆษณาอะไรเป็นโฆษราที้เลวร้าย 

ตราบใดที่สาธารณชนยังสนใจ ไม่ว่าทางบวกหรือทางลบ เรื่องนั้นก็ยังเป็นเรื่องดี 

“นั่นก็เพราะว่าพืชแต่ละอย่างมีธาตุพลังต่างกัน พืชน้ำอาศัยธาตุน้ำ ข้ายังไม่เคยเห็นพืชที่ลอยอยู่กลางฟ้ามาก่อน” 

ครับเราก็มาเข้าสู่ช่วงสำคัญแล้วนี่ล่ะที่ผมต้องหาเหตุผลข้างๆคูคูมาอธิบายให้คนในยุคนี้เข้าใจ 

“ตามตำนานก็มีเรื่องของพืชผลในแดนสวรรค์ไม่ใช่หรือ ในแดนสวรรค์ยังปลุกได้ทำไมเรายังปลูกไม่ได้?” 

“ท่านกล่าวเหลวไหล ตำนานก็เป็นแค่ตำนาน เราผู้มีปัญญาควรจะพิสูจน์ก่อนแล้วจึงเชื่อ” 

เห็นไหมล่ะครับ 

เฉินโต่วมีแนวคิดออกแนววิทยาศาสตร์มากในทางเทคนิค แต่ด้วยความเชื่อบางอย่างทำให้เขาขัดขวางความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เอง 

“ตามหลักการแต่ครั้งบรรพกาล ครูบาอาจารย์ตรวจสอบคำตอบของลุกศ่าย์ทำผิดหรือทำถูก ดังนั้นเราไยไม่ย้อนกลับไปในทางบรรพกาลเล่า?” 

“อ้อความหมายของท่านคือ?” เฉินโต่วกล่าวอย่างสงสัย 

“พวกเราลองพิสูจน์คำตอบกันแต่อาจจะไม่ใช่ในฐานะอาจารย์แต่ในฐานะสหายด้านความรู้ ข้าจะลองสร้างการปลุกพืชกลางอากาศ ส่วนท่านมีหน้าที่ตรวจสอบพิสูจน์ตั้งคำถามให้หายสงสัย เราจะเรียกวิธีการนี้ว่า การตรวจสอบของสหาย peer review” 

ที่เราต้องผ่านในการป้องกันวิทยานิพนธ์นั่นเอง 

พูดสั้นๆคือนิสัยของนักวิชาการจะทำให้คนทั่วไปรู้สึกว่าช่างซักถามจู้จี้ ไม่ไว้ใจคนจริงๆ 

แต่นั่นคือระเบียบวิธีการในการวิจัยต่างๆที่ต้องป้องกันสมมติฐานและผลการวิจัยของนักวิชาการของตนเองนั่นเอง 

แต่นั่นอาจจะเป็นตัวอธิบายประวัติบุคคลสำคัญก็ได้ ที่ตั้งแต่เด็กมักชอบจะบรรยายว่าช่างซักถามช่างสงสัยมาตั้งแต่ต้นแล้ว ระเบียบวิธีวิจัยมองในแง่หนึ่งคือการทำให้นิสัยของเด็กที่ช่างซักถาม กลายสภาพเป็นระเบียบวิธีการที่เคร่งครัดในการสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการในรูปแบบใหม่และเปิดโอกาสให้ซักถามจนสิ้นความสงสัย 

ชาวจงหยวนคิดสามเหลี่ยมพีธากอรัสได้ก่อนอสูรผมแดงนับพันปี 

แต่เพราะขาดระเบียบวิธีวิจัยที่ถูกต้องทำให้ความรู้ต้องงติดตามหลัง 

ที่ผมให้แก่พวกเขาไม่ใช่แค่ความรู้ แต่คือระเบียบวิธีวิจัยที่เป็นมาตรฐานต่างหาก 

เฉินโต่วก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ผมเห็นว่ามีแนวความคิดที่ดีในเรื่องของการคิดที่จะพิสูจน์ก่อนแล้วจึงเชื่อ ซึ่งผมคิดจะใช้งานเขานั่นล่ะ 

วิถีเม่ยกั๋วไม่เคยกลัวคนเก่งเพราะเราเชื่อว่ามีตำแหน่งแห่งที่ให้คนทุกคนเสมอ 

จงหยวนแม้มียอดคนอย่างแจ็กหม่า ก็ยังพยายามจะกีดกัน 

เปลือกนอกฮ่องเต้ให้ความสนับสนุน แต่ภายในกลับทำการสะกดข่มท่านประมุขหม่า!!!

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว