email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 20

คำค้น : เซียน่า , ร้อน , ฤดูร้อน , อิตาลี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 57

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ม.ค. 2564 00:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 20
แบบอักษร

ห้องเรียน B2 ในวันจันทร์หลังเลิกเรียนถูกใช้เป็นสภาเสวนาเรื่องเทศกาลแข่งม้าหลังเปล่า ด้วยเหตุที่เช้านั้นก่อนออกมาเรียน นิสิตที่เช่าบีแอนด์บีใกล้จัตุรัสคัมโปอยู่อาศัย ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญของจัตุรัสกลางเมืองเซียน่า 

“ดูนี่สิทุกคน” มิโรสลาฟ นิสิตหนุ่มชาวโปแลนด์นำภาพที่ตนถ่ายก่อนมามหาวิทยาลัยมาให้เพื่อนๆ ดูจนรอบวง “สภาเมืองเพิ่งเอาดินเหนียวผสมทรายมาถมทางเดินรอบคัมโปเมื่อคืนนี้ ปาลิโอใกล้เข้ามาแล้วจริงๆ นะนี่”  

“ถมดินเหนียวผสมทรายเกี่ยวอะไรกับปาลิโอด้วย” สาวจีนงงงวย 

“เอ้า ก็ดินเหนียวผสมทรายที่ใช้สำหรับทำลานวิ่งม้าไงล่ะ” คนเริ่มเรื่องอธิบายอย่างไม่นึกว่าเพื่อนจะไม่รู้มาก่อน “ธรรมดาคัมโปเป็นจัตุรัสกลางเมืองที่คนเดินผ่านไปมาได้ทั่ว ตรงกลางปูอิฐก้างปลา รอบๆ ปูแผ่นหิน โซนที่เป็นพื้นหินนี่ล่ะที่ใช้เป็นลานให้ม้าวิ่งรอบในวันแข่งปาลิโอ เมื่อเอาดินเหนียวผสมทรายมาลง ก็เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าจวนจะถึงวันแข่งปาลิโอแล้วน่ะสิ”  

“อ๋อ” คนถามลากเสียงยาว ขณะที่อลิสายื่นหน้าเข้าไปดูภาพที่เพื่อนส่งมาให้ใกล้ขึ้น ความเปลี่ยนแปลงของจัตุรัสคัมโปที่เห็นมิใช่เพียงดินเหนียวที่ถูกนำมาถมจนทั่วทางเดินรอบนอกเท่านั้น บริเวณรอบจัตุรัสยังถูกล้อมกรอบอย่างแน่นหนาด้วยรั้วไม้ เบาะนวมที่เรียงรายเพื่อป้องกันอันตรายช่วงหัวโค้ง ผ้าประดับผูกห้อยตามระเบียงหน้าต่างตึกโดยรอบ รวมถึงนั่งร้านและเก้าอี้อัฒจันทร์ทำจากไม้สีน้ำตาลแดงที่ได้รับการติดตั้งจนแน่นขนัดแทบทุกซอกมุมซึ่งยังมีที่ว่างหลงเหลือ 

“ใครพอจะรู้บ้างว่าปาลิโอของเซียน่ามีมาตั้งแต่เมื่อไหร่” เด็กหนุ่มชาวอเมริกันจากแอริโซนาตั้งคำถามประสาคนใฝ่รู้ 

“อืม ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะ” มิโรสลาฟส่ายหน้า 

“น่าจะประมาณหนึ่งร้อยปีได้มั้ย” สาวชาวลิทัวเนียคาดเดา 

“ใครบอก ใหม่ไปมั้ง ฉันว่าน่าจะห้าร้อยปีได้” เพื่อนร่วมชาติของเธอแย้ง ก่อนจะโดนค้านอีกทีจากเพื่อนร่างอ้วนฉุชาวเปอโตริโก 

“นั่นก็มากไป แค่นี้ไม่ถึงห้าร้อยปีหรอกนะ”  

“ฉันค้นคว้าเรื่องนี้มาแล้ว ทุกคน” คาสึยะซึ่งพักหลังเริ่มกล้าล้อมวงสนทนากับคนอื่นมากขึ้นให้คำตอบที่แน่ชัด “ปาลิโอแบบที่วิ่งรอบจัตุรัสนี้เริ่มเพิ่งในปี 1633 แต่ก่อนที่จะมีปาลิโอแบบนี้ คัมโปเป็นที่จัดแข่งกีฬาสำคัญของเซียน่ามาตั้งแต่ยุคกลางแล้ว การแข่งม้าเริ่มมีในช่วงศตวรรษที่ 14 แต่ปาลิโอยุคนั้นกำหนดเส้นทางให้วิ่งยาวทั่วเมือง จนศตวรรษที่ 17 ค่อยเปลี่ยนเป็นวิ่งวนรอบจัตุรัสแบบที่เป็นอยู่นี้”  

เกิดเสียงฮือฮาขึ้นเมื่อคำอรรถาธิบายของคาสึยะจบลง 

“บราโว คาสึยะ” มิโรสลาฟคนเปิดประเด็นยกนิ้วชม “คมในฝักนะนายเนี่ย เห็นเงียบๆ อยู่ตั้งนาน ที่แท้ก็รู้หมดทุกอย่าง”  

“ฉันรู้นิดหน่อยเอง” หนุ่มญี่ปุ่นยกมือขึ้นลูบท้ายทอยอย่างต่ำตัว 

“เธอรู้อะไรเกี่ยวกับปาลิโออีกบ้าง เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ” หญิงผู้มาจากละตินอเมริการ้องขอด้วยสุ้มเสียงต่ำและยานคางเป็นเอกลักษณ์ 

“เท่าที่ฉันพอจะรู้อีกก็คือเมื่อก่อนมีปาลิโอวันที่ 2 กรกฎาคมวันเดียว ต่อมาเพิ่มวันที่ 16 สิงหาคม ตั้งแต่ปี 1701 เพื่อสมโภชเหตุการณ์พระแม่มารีย์เข้าสู่สวรรค์ซึ่งชาวคาทอลิกจะฉลองกันทุกวันที่ 15 สิงหาคม ทำให้ปาลิโอมีปีละสองครั้งประจำ นอกจากนี้ยังมีการแข่งปาลิโอรอบพิเศษอีก เช่น ‘ปาลิโอแห่งสันติภาพ’ ที่จัดขึ้นในปี 1945 เพื่อฉลองการสิ้นสุดสงครามโลก”  

“โอ้โฮ นี่สิคนรู้จริง” หนึ่งในกลุ่มออกปากชมเสียงดัง ตามมาด้วยการปรบมือชมเชยของเพื่อนทั้งโขยง จนคนได้รับคำชมอายม้วนต้วน 

รอยยิ้มมุมปากแห่งความยินดียังจุดอยู่ที่ใบหน้าของอลิสาเมื่อเธอผละออกมาจากกลุ่ม เธออดจะยินดีกับเพื่อนชายไม่ได้เมื่อเห็นคนสันโดษอย่างเขาได้รับความรักใคร่จากเพื่อนๆ ในห้องซึ่งทั้งเธอและเขาต่างไม่ได้สนิทสนมด้วยนัก แต่เพราะเธอเองก็ไม่ใช่คนชอบอยู่กับคนหมู่มากเช่นนี้เท่าไร เธอจึงตัดสินใจหลบฉากออกมา โดยทิ้งให้เพื่อนสนิทสุดในห้องตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของคนอื่นๆ ต่อไป 

เสียงท้องร้องแว่วมาจากกระเพาะพร้อมกับความรู้สึกหิวอาหารที่ปรูดปราดไปทั่วกาย บ่อยครั้งที่เธอรู้สึกหิวตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เพราะอาหารที่ตกใส่ท้องในแต่ละมื้อนั้นแทบไม่พอยาไส้ ขณะที่อาหารปริมาณมากพอจะประทังความหิวก็มีราคาแพงลิ่วจนนักเรียนนอกที่มีความเป็นอยู่กระเบียดกระเสียรอย่างเธอจ่ายไม่ไหว เป็นแต่ความหิวครั้งนี้ร่ำร้องหาแต่อาหารไทย ไล่มาตั้งแต่ข้าวสวย ผัดกะเพรา แกงเขียวหวาน และอีกหลายเมนูที่เป็นน้ำซุปหรือมีรสเผ็ดๆ จัดๆ ซึ่งหาไม่ได้เลยในประเทศนี้ 

“โอย คิดถึงของเผ็ดบ้านเราจะแย่” เด็กสาวเปรยในใจ ยกมือขึ้นกุมหน้าท้องอย่างจะลดทอนความหิวโหยซึ่งมาควบคู่กับความรู้สึกคิดถึงบ้าน ไม่รู้กี่สิบรอบแล้วที่เธอถวิลหาความเป็นไทยใจจะขาด อยากกลับบ้านไปพบหน้าพ่อ แม่ น้องสาว หรือใครต่อใคร พร้อมกับยลภาพท้องนา ตลาดสด วัดเก่า และอีกหลายสิ่งอย่างที่บ่งบอกว่าไม่มีที่ไหนนอกเสียจากเมืองไทยที่เธอเกิดและโตมาที่เดียว 

แต่ก็ช่างน่าขันและน่าเขินในเวลาเดียวกัน เมื่อรู้ว่าสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ความคิดถึงบ้านทุเลาลงได้อย่างน่าอัศจรรย์ หาใช่คนไทย ร้านอาหารไทย หรืออะไรไทยๆ ในเมืองนี้ หากแต่เป็นบุคคลซึ่งทำให้เธอลืมบ้านเกิดอยู่บ่อยครั้ง และเกิดอาการสองจิตสองใจอยากยืดเวลาที่เซียน่าออกไป ด้วยเกรงว่าจะไม่ได้พบเขาอีก... 

“มัตเตโอ” เด็กสาวเรียกชื่อนั้นในใจ เพียงไม่กี่วินาทีก่อนที่เธอจะพบกับความไม่ชอบมาพากลของคนแปลกหน้าที่เหยียบย่างเข้ามา 

 

ประตูบานเลื่อนอัตโนมัติตรงทางเข้ามหาวิทยาลัยแยกออกจากกันทันทีที่ร่างกำยำของชายหนุ่มเดินอาดเข้าใกล้ ฟานตีโน่หนุ่มฝีมือดีรู้ว่าเวลานี้ผู้เป็นครูในวงการแข่งม้าหลังเปล่าของเขายังไม่ไปไม่ถึงโรงม้า เพราะคาบสอนของเขาเพิ่งจบลงเดี๋ยวนี้เอง จึงดั้นด้นมาถึงนี่โดยไม่แยแสว่าคนในสถานศึกษาจะมองเขายังไง 

หลักฐานสำคัญอยู่ในมือเขาแล้ว มันแน่นหนาพอที่จะตะครุบเจ้าคนอวดดีให้อยู่ในกำมือของเขาอย่างชนิดดิ้นไม่หลุดทีเดียว ซิโมเน่คิดด้วยความลำพองใจ สองเท้าก้าวฉับๆ ไปยังห้องพักครู...ในที่สุดวันนี้ที่เขารอคอยก็มาถึงจนได้ วันที่ตาแก่เอนโซ่จะได้เห็นความจริงว่ามัตเตโอเองก็เป็นเด็กฝึกไม่เอาไหนเช่นเดียวกัน หรืออาจจะมากกว่าเขาเสียด้วยซ้ำ เพราะตัวหมอนั่นยังไม่เคยลงสนามแข่งจริงสักครั้ง ขณะที่เขายังเคยชนะปาลิโอรายการเล็กที่มีผู้เข้าแข่งขันแค่สี่คนมาแล้ว 

รองเท้ารัดส้นที่สวมใส่ยามกระแทกพื้นกระเบื้องส่งเสียงดังพอให้คนเหลียวมองด้วยความตกอกตกใจ ในจำนวนนั้นคืออลิสาซึ่งกำลังคิดทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ที่ตนได้เผชิญมาในเซียน่าอยู่บริเวณทางสามแพร่งในอาคาร 

“นายคนนั้น...ที่เราเจอเมื่อวานในร้านนานนีนี่ใช่มั้ยนะ”  

เด็กสาวยังไม่ลืมกริยาที่หยาบช้า ดูคุกคาม ซึ่งเขากระทำกับเพื่อนชายของเธอ ตลอดจนสายตาคมกริบที่เขาจ้องมองตาเธออย่างมีเลศนัย ไม่ว่าพิจารณาจากเหลี่ยมมุมใด ผู้ชายคนนี้ก็ไม่มีอะไรที่ชี้ชัดถึงความเป็นคนดีในตัวสักอย่าง น่ากลัวแต่ว่าการบุ่มบ่ามเข้ามาที่นี่ของเขาจะเกี่ยวพันกับตัวเธอด้วย 

แม้ใจหนึ่งจะพยายามเตือนตัวเองไม่ให้เอาตัวเข้าไปเสี่ยงตามคำกล่าวเตือนของมัตเตโอที่ให้อยู่ห่างๆ ตานี่ไว้ ทว่าอีกใจที่ความใจกล้าบ้าบิ่นเข้าครองกลับมีอานุภาพมากกว่า ซึ่งไม่ช้ามันก็ได้นำเธอสะกดรอยตามนายคนนั้นไป 

“โปรเฟสซอเร” ซิโมเน่ เบียงโคเนโร ตะโกนเรียกพร้อมกับผลักประตูห้องพักของผู้ที่ตนตั้งใจมาหาเข้าไปสุดตัว  

“ซิโมเน่” เจ้าของห้องที่กำลังก้มหน้าตรวจการบ้านนิสิตทำปากกาตกจากมือด้วยท่าทีที่บอกว่าขวัญผวา “เธอมีธุระอะไร”  

“ธุระน่ะหรือ หึ เรื่องที่ทำให้ผมตั้งใจบากหน้ามาหาคุณวันนี้เป็นเรื่องที่ผมอยากจะแฉให้คุณได้รับรู้มาตั้งนานนมแล้ว” ผู้อ่อนวัยสืบเท้าเข้ามา 

“เรื่องอะไร พูดมาเร็วเข้าสิ” เอนโซ่ไม่ทะยาทะแยกับอารัมภบท 

หนุ่มเนื้อตัวล่ำด้วยมัดกล้ามเปิดยิ้มหยัน “สาเหตุแท้จริงที่มัตเตโอขาดซ้อมบ่อยในระยะหลัง ถ้าคุณไม่เชื่อก็ดูด้วยตาตัวเองแล้วกัน”  

ภาพแอบถ่ายจากหน้าร้านนานนีนี่ถูกนำมาฉายให้ผู้อื่นดูอีกครั้ง ครานี้คนดูมีสีหน้าตกตะลึงอย่างโจ่งแจ้ง เพราะฝ่ายหนึ่งก็คือลูกศิษย์ที่เขาสอนในห้องเรียนที่มหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติ อีกฝ่ายหนึ่งก็คือลูกศิษย์ที่เรียนวิชาปาลิโอจากเขาในบทบาทอดีตฟานตีโน่ ช่างน่าเหลือเชื่อที่ชะตาพาทั้งคู่มารู้จักกัน 

“แล้วยังไงล่ะ” ชายวัยทองตีขรึมอย่างรักษาเหลี่ยม 

“ถามใจตัวคุณเองเถอะเอนโซ่ ว่าคุณรู้สึกยังไงกันแน่เมื่อได้เห็นรูปนี้” ผู้เป็นศิษย์กดดัน “นี่น่ะหรือฟานตีโน่ดาวรุ่งที่คุณภาคภูมิใจนักหนา เห็นอย่างนี้แล้วคุณก็พอจะรู้ใช่ไหมว่าทำไมถึงไม่มีคอนตราดาไหนเลือกมันเป็นตัวแทนในปาลิโอสักที ก็เพราะต่อหน้าคุณมันก็ทำเป็นสอพลอ ขยัน ตั้งใจฝึกซ้อม แต่พอลับหลังมันก็เที่ยวไปเกี้ยวหญิง ป้อนิสิตต่างชาติ จนไม่เป็นอันซ้อม”  

รองศาสตราจารย์กัปเปลลีจ้องหน้าคู่สนทนานานเนิ่น 

“แล้วมันเกี่ยวกับเธอตรงไหน” เขาลุกขึ้นยืนและก้าวเท้าไปหาคนคาบเรื่องมาฟ้องที่ยืนหน้าสั่นอยู่ “บอกฉันมาซิว่าการที่มัตเตโอไม่รักษาวินัยในตัวเองมันเกี่ยวกับเธอยังไง ทำไมเธอถึงต้องแจ้นมาหาฉันเพราะเรื่องนี้ด้วย”  

“เพราะมัตเตโอเป็นเพื่อนผม และผมไม่อยากเห็นเพื่อนต้องเสียผู้เสียคนอย่างนี้” ซิโมเน่เชิดอกขึ้น แต่ท่าทางส่อแววพิรุธเต็มประดา 

“เพื่อนหรือ เธอแน่ใจหรือว่าเธอมองมัตเตโอด้วยสถานะนั้นจริง เพราะคำพูดและการกระทำต่างๆ ที่ผ่านมาของเธอ ดูยังไงก็ไม่เห็นเหมือนว่าเธอจะมองเขาเป็นเพื่อนเลยสักนิด มีแต่ดูถูกเหยียดหยาม กลั่นแกล้งเขาสารพัน” เอนโซ่จ้องเข้าไปในตาของชายหนุ่ม “กลับกัน ถ้าเจ้ามัตเตโอบอกว่าเธอเป็นเพื่อนเขา ฉันยังจะเชื่อเสียมากกว่า เพราะตลอดเวลาเป็นปีๆ ที่พวกเธอร่วมซ้อมกันมา ไม่เคยมีสักหนที่มัตเตโอคิดร้ายกับเธอ หรือปฏิบัติต่อเธออย่างที่เธอปฏิบัติกับเขา”  

“งั้นคุณก็จงรู้ไว้ด้วยว่าคุณเป็นผู้ฝึกที่ลำเอียงเหลือเกิน” ซิโมเน่ระเบิดอารมณ์ที่กรุ่นอยู่ในอกออกมา “ขนาดผมเอาหลักฐานแน่นหนามาฟ้องคุณอย่างนี้ คุณยังจะกางปีกป้องมัตเตโอไม่ลืมหูลืมตา ลองคิดในมุมกลับสิว่าถ้าคนในรูปนี้เป็นผม คุณจะดุด่าว่ากล่าว หรือจะย้อนถามคนที่เอาความจริงมาแสดงอย่างที่ทำอยู่นี่”  

“แล้วมันใช่หน้าที่ของเธอไหมที่ต้องทำตัวเป็นสปายสืบหาความผิดของเขาเพื่อโร่มาฟ้องฉัน” อาจารย์มหาวิทยาลัยขึ้นเสียงแข่ง “เธอจะมองมัตเตโอเป็นเพื่อนหรือเป็นอะไรก็ช่าง แต่เมื่อลงสนามไปแล้ว เธอทั้งสองคนก็คือศัตรูของกันและกัน การที่เขาไม่มีวินัยในการซ้อมวิชา ถ้าฉันเป็นเธอ ฉันจะยิ่งดีใจเสียด้วยซ้ำที่ตัดคู่แข่งออกไปได้คนหนึ่งเพราะความแพ้ภัยตัวเอง แล้วฉันก็จะใช้เวลาและโอกาสนั้นในการฝึกฝีมือตัวเองให้เก่งกาจยิ่งขึ้น เพื่อไปชิงชัยกับคู่แข่งอีกแปดคนที่เหลือต่อ”  

“ผมแค่อยากให้คุณรู้ความจริงว่ามัตเตโอไม่ใช่อย่างที่คุณคิด” ชายหนุ่มวนกลับมาแก้ตัวเรื่องเดิมเสียงอ่อยๆ เมื่อตกเป็นฝ่ายโดนรุกเร้าเสียเอง 

“ไม่จริง ฉันเองก็รู้ความจริงอีกด้านที่เธอเก็บงำมาตลอด” คนผ่านโลกมามากปริปากพูดความลับที่ตนมองเห็นแต่เลือกเก็บมันไว้ในใจตลอดมา “เธอกลัวมัตเตโอ เธอกลัวที่เขากล่าวอ้างว่ามีสายเลือดของฟูลมีเน่ และกลัวที่สุดที่เห็นเขาบากบั่นเอาจริงเอาจังกับการแข่งปาลิโอ ขณะที่เธอซึ่งพรั่งพร้อมด้วยประสบการณ์และพื้นฐานชีวิตกลับเอาแต่หลงระเริงกับสิ่งล่อลวงจนไม่เป็นอันซ้อม เธอกลัวที่จะยอมรับความจริงว่าเขามีความตั้งใจกว่าเธอ แล้ววันหนึ่งเธออาจต้องพ่ายแพ้แก่เขา”  

ดวงหน้าแดงสุกด้วยตากแดดเป็นประจำเผือดซีดอย่างเห็นได้ชัด ในหัวสะกดแต่คำว่า ‘กลัว’ ที่โปรเฟสซอเรเน้นย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า สมองของเขาดูเหมือนจะแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทีเดียว เมื่อไม่อาจข้ามผ่านคำพูดซ้ำซากนั้นได้ 

“เลิกสบประมาทผมสักที ผมไม่มีอะไรต้องกลัวเจ้าบ้านั่น” เขาขึ้นเสียงด้วยความเดือดดาล “คุณต่างหากที่ลำเอียงเข้าข้างมันมาตลอด”  

“เธอก็ว่าแต่ฉันลำเอียง เคยพินิจดูตัวเองบ้างไหมว่าทำไมฉันถึงต้องทำแบบนี้ ทั้งๆ ที่พวกเธอทั้งสองคนต่างเป็นความภูมิใจของฉันเสมอ”  

“แต่คุณก็รักไอ้ลูกไม่มีพ่อนั่นมากกว่า” ซิโมเน่ชักคุมอารมณ์ไม่อยู่ 

“ก็ที่ผ่านมาเธอมีแต่ความก้าวร้าว เย่อหยิ่งทะนงตัว แถมยังไม่เอาไหน กลับตัวกลับใจเสียทีสิ ฉันจะได้รักและเอ็นดูพวกเธอเท่าเทียมกัน”  

“ไม่ต้องมาสั่งสอนข้า ไอ้แก่ปากมาก!”  

จบคำ ชายหนุ่มที่สติยั้งคิดสูญเสียไปเพราะแรงผลาญจากเพลิงแค้นก็ถลาพรวดเข้าใส่อาจารย์วัยจวนเกษียณเต็มเหนี่ยว แรงปะทะพาทั้งคู่ซวนเซไปชนโต๊ะ ข้าวของหล่นเปรื่อง ขณะที่ซิโมเน่ผู้มีพละกำลังมากกว่าอาศัยสองมือที่แน่นราวคีมบีบรัดลำคอเหี่ยวย่นจนเอนโซ่หายใจไม่ออก 

“อ...อ...” หนุ่มใหญ่ดิ้นรนเอาชีวิต รู้สึกได้ว่าแสงตาของตนหม่นลง ด้วยพละกำลังเฮือกสุดท้าย เขารวบรวมมันไว้ที่ฝ่ามืออวบหนา ก่อนจะตวัดฟาดโหนกแก้มผู้หมายเอาชีวิตตนสุดแรงเกิด จนฝ่ายนั้นร้องลั่นและปล่อยมือโดยพลัน 

“ไสหัวไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้ หรือจะให้ฉันแจ้งตำรวจมาลากตัวเธอออกไป” คุณครูผมขาวผู้มากด้วยมุกตลกแพรวพราวและเป็นที่นิยมชมชอบของนิสิตต่างชาติ กลับกลายเป็นคนละคนเมื่อยื่นคำขาดครั้งนี้ 

เอนโซ่มองแววตาระคนความเจ็บปวดของคนถูกตบหน้าอย่างสังเวชใจครู่หนึ่ง แล้วจึงปิดตาตัวเองลงพลางประกาศอย่างคนตัดเยื่อใยได้ขาด 

“แล้วไม่ต้องเยี่ยมหน้าไปที่โรงม้าของฉันอีกแล้ว” น้ำเสียงผู้เป็นครูฟังดูเจ็บร้าว “ต่อแต่นี้ไปที่นั่นไม่ต้อนรับเธออีก อยากไปฝึกกับใครก็เชิญ”  

ซิโมเน่ที่กำลังกุมแก้มเห่อชาของตัวเองด้วยความคุมแค้น เหลือกตามองคู่สนทนาอย่างไม่เชื่อหู ทว่าสิ่งที่เขาได้รับกลับมามีแต่ความเย็นชาทั้งในกระแสเสียงและดวงตาถมึงทึง เมื่อโปรเฟสซอเรไม่มองเขาเป็นศิษย์ในสายตาแล้ว ตัวเขาเองก็พร้อมจะลบลืมความดีทุกอย่างที่โปรเฟสซอเรมีให้เขาเช่นกัน 

“ก็ได้ เอนโซ่” ฟานตีโน่หนุ่มขืนตัวให้ยืนตรง ก่อนจะกองประกาศิตของตนไว้ในห้องพักครู “จากนี้ไปเราจะได้เห็นดีกัน”  

เมื่อชายหนุ่มถลันออกมาจากห้องด้วยสภาพสะบักสะบอม คนแรกที่พบเขาในสภาพนั้นก็คืออลิสาที่กำลังตั้งท่าจะหนีหรือแจ้งให้ใครสักคนได้รับทราบถึงเหตุชุลมุนและสุ้มเสียงการต่อสู้ด้วยกำลังในห้องนั้น 

ผู้ตั้งตนเป็นคู่อริของมัตเตโอแค่นเสียงคำรามราวสุนัขป่าที่คั่งแค้น นัยน์ตาพองโตเพ่งเขม็งมายังสีหน้าหวาดๆ ของผู้ที่ยืนละล้าละลัง พลันเอ่ย... 

“ไปบอกไอ้มัตเตโอด้วยนะ อย่าริฝันจะชนะปาลิโอครั้งนี้เลย น้ำหน้าอย่างมันไม่มีฝีมือพอจะแซงฉันเข้าเส้นชัยด้วยซ้ำ”  

อลิสากลัวลานจนพูดไม่ออก เธอได้ยินแว่วๆ ว่า “ไปบอกมัตเตโอ” กับ “ชนะปาลิโอ” นั่นเป็นครั้งหนึ่งที่เธองงงวยมากที่สุดในชีวิตยี่สิบปีมานี้  

ซิโมเน่ตบเท้าจากไปท่ามกลางความพรั่นพรึงของบรรดานิสิตในบริเวณนั้น แต่วาจาที่เขาฝากไว้กับผู้หญิงไทยกลับแล่นวาบเข้าไปในใจเธออย่างไม่อาจลืมได้ลง อะไรคือ “ชนะปาลิโอ” ที่เขากล่าวถึง ทำไมเธอต้อง “ไปบอกมัตเตโอ” เด็กสาวซักไซ้ถามใจตัวเองไม่รู้จบ เช่นเดียวกับความหวาดระแวงซึ่งเริ่มขยายตัวในอก ฉับพลันที่รู้ว่าผู้ชายซึ่งตนเริ่มมีใจให้ อาจมีอีกบทบาทหน้าที่หนึ่งซึ่งเขาไม่เคยบอกเธอ 

“มัตเตโอ” อลิสาหมกมุ่นครุ่นคิด “เธอเป็นนักแข่งปาลิโอด้วยหรือ”  

 

แตรรถที่ถูกบีบดังราวเสียงก่นด่าของคนขี้โมโหกระหึ่มถนนสูงชันในเขตเมืองเก่าจนผู้คนบริเวณนั้นแตกฮือไปคนละทางอย่างรักตัวกลัวตาย มีเสียงสาปแช่งไล่หลังดังทะลุกระจกมาเป็นระยะ ทว่าคนบังคับพวงมาลัยหาได้ใส่ใจไม่ 

ทำไมเขาจะต้องใส่ใจใครหน้าไหนอีก ในเมื่อเวลานี้เขากลายเป็นฟานตีโน่ไร้ผู้ฝึก ไม่มีใครอนุเคราะห์ม้าและสถานที่ให้ยืมซ้อมวิชาก่อนแข่งจริง ครั้นจะไปหาคนใหม่ก็ใช่จะง่ายดาย ด้วยเวลาที่เหลือนั้นกระชั้นชิดเพียงสองสัปดาห์เศษ 

แต่อันที่จริงเขาก็ไม่เห็นจะต้องอาลัยอาวรณ์เลย ‘เวนตอชโช’ หรือปัจจุบันก็คือตาแก่เอนโซ่ กัปเปลลี คนนี้เมื่อครั้งยังใช้ฉายา ‘ลมใหญ่’ สู้ศึกชิงแผ่นผ้าไหมอยู่ ก็เป็นเพียงนักแข่งปลายแถวฝีมือดาดๆ ที่ลงแข่งเป็นสิบปีเพิ่งได้แชมป์ปาลิโอหนเดียวเท่านั้น เรื่องอะไรเขาจะต้องเสียใจเมื่อถูกผู้ฝึกดีกรีแค่นี้ขับไล่ไสส่ง 

หมู่ธงสีน้ำเงิน-เหลืองของคอนตราดาพลิ้วไหวตลอดทางที่รถวิ่งผ่าน พานให้เขาฉุกคิดถึงแผนใหม่...ถ้าเซียน่าจะมีใครสักคนที่สามารถฝึกปรือวิชาให้เขาได้สูสีหรือดีกว่าที่เคยฝึก อีกทั้งยังทำให้ไอ้แก่ผมหงอกดอกเลาเจ็บแค้นอย่างชนิดไม่มีวันลืมได้ คนคนนั้นจะเป็นใครไปได้อีก หากไม่ใช่คนที่เขากำลังคิดถึง 

ซิโมเน่หัวเราะด้วยความคลุ้มคลั่ง ความแสบชาที่ได้รับจากฝ่ามือนั้นสร่างจางหายไปในพริบตา เมื่อรู้ว่าคนสร้างแผลช้ำบนใบหน้าเขาจะต้องเจ็บช้ำมากกว่าเป็นร้อยพันเท่า จากการล้างแค้นสุดเจ็บแสบที่เขาเตรียมจะประเคนให้ภายหน้า 

ความคิดเห็น