facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

“หากมิใช่เพราะอาเชียน ข้าคงได้เป็นสามีของผีร้ายแล้ว เพื่อแสดงความขอบคุณต่ออาเชียน ฐานะข้ายากจน ไม่มีของสิ่งใดที่จะตอบแทนอาเชียน สิ่งของมีค่าที่มีคือตัวข้าเอง มิสู้...ข้ามอบร่างกายเป็นการตอบแทน อาเชียนโปรดรับข้าไว้เถอะ”

ตอนที่ 27 พิงถิงจวิ้นจู่จอมหาเรื่อง

ชื่อตอน : ตอนที่ 27 พิงถิงจวิ้นจู่จอมหาเรื่อง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.9k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ม.ค. 2564 15:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 27 พิงถิงจวิ้นจู่จอมหาเรื่อง
แบบอักษร

 

           เมื่อถึงคำถามนี้ ลั่วชิงเฉินก็รีบเอ่ยออกไปว่า “เรื่องนี้ถือเป็นจุดบกพร่องของข้า ข้ามักจะเดินทางไปทั่วทั้งแดนตะวันออกและตะวันตกจึงยังไม่ได้แต่งงานหรือหมั้นหมาย” 

        “อ้อ ผู้ชายชาวต้าเหลียงหากเข้าพิธีสวมหมวกแล้วก็จะต้องกำหนดการแต่งงาน เหตุใดคุณชายลั่วถึงได้...ข้าถามเรื่องนี้มากเกินไปแล้ว คุณชายลั่วรำคาญหรือไม่” แววตาของฮูหยินผู้เฒ่าเต็มไปด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา นางรู้ดีว่าลั่วชิงเฉินไม่มีทางเปิดเผยอะไรออกมามากนัก แต่นางก็แค่อยากรู้ความในใจของลั่วชิงเฉิน นางถึงจะยืนยันได้ว่าจะให้ผู้ชายคนนี้คบหากับเชียนได้หรือไม่ 

        “ฮูหยินใหญ่คิดมากเกินไปแล้ว ข้าเพียงรู้สึกว่าฮูหยินใหญ่เป็นกันเองมาก ที่ข้ายังไม่ได้แต่งงานอันที่จริงไม่ใช่ว่าข้ามีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษ ข้าเพียงต้องการหาคนที่ตัวเองชอบและเข้าตาก็เท่านั้น” ลั่วชิงเฉินเอ่ยตอบ 

        ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้าแล้วเอ่ยต่อไปว่า “ดูท่าแล้วองค์ชายลั่วท่าจะเป็นคนที่จริงจังเรื่องความรักผู้หนึ่ง มิทราบว่านิสัยเช่นนี้ ท่านชอบสตรีแบบใด ตัวข้ามีหลานสาวทั้งหมดห้าคน นอกจากคนเล็กสุดที่ยังไม่ถึงวัยแต่งงานแล้ว อีกสี่คนที่เหลือก็อ่อนโยนราวดอกไม้ราวหยก พวกเราถือว่ามีชะตาต่อกัน หากท่านถูกใจท่านจะได้เลือกหลานสาวของข้าไปสักคนหนึ่ง” 

        ลั่วชิงเฉินคิดไม่ถึงว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะพูดออกมาตามตรงว่าให้เลือกหลานสาวของตระกูลหลินไปคนหนึ่งแบบนี้ เขาจึงไม่รู้ว่าควรจะตอบไปว่าอย่างไรดี สายตาของเขาจึงมองไปยังเชียนที่แสร้งหลับอยู่ หยุดไปพักหนึ่งแล้วเขาก็ยังหาคำตอบที่ดีไม่ได้ 

        ใช่แล้ว หากพูดออกไปตรงๆ ว่าชอบเชียน ฮูหยินผู้เฒ่าจะคิดอย่างไร แต่หากพูดว่าไม่ได้สนใจลูกสาวของตระกูลหลินเลย ก็จะถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติกัน นี่ที่เรียกว่าผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน คำพูดเพียงไม่กี่คำของฮูหยินผู้เฒ่านี้ทำเอาเขาอับจนหนทาง ไม่รู้ว่าควรจะเลือกอย่างไรดี 

        สิ่งที่ฮูหยินหลินต้องการก็คือปฏิกิริยาเช่นนี้ของลั่วชิงเฉิน นางยิ้มแล้วเอ่ยว่า “คุณชายลั่วมิต้องลำบากใจ เมื่อครู่นี้ข้าเพียงพูดเล่น หลานสาวของข้าล้วนมีนิสัยเสียเป็นของตนเอง ต่างยากจะหาคนที่ตนเองถูกใจ ข้าไม่กล้าเลือกคู่ครองให้พวกนางหรอก” 

        “ใช่ ใช่ขอรับ...” ลั่วชิงเฉินพยักหน้า  

        คงชิงที่อยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโล่งใจ เขารู้สึกราวกับว่าเมื่อครู่นี้คุณชายเผชิญหน้าเข้ากับสุนัขจิ้งจอกเฒ่าตัวหนึ่งที่ยากจะรับมือ ยากมากจริงๆ 

        และอีกหลายวันต่อจากนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าก็จะแสร้งทำเป็นถามคำถามที่ดูคล้ายตั้งใจและคล้ายไม่ตั้งใจหยั่งเชิงลั่วชิงเฉิน นางสนใจฐานะของลั่วชิงเฉินเป็นอย่างมากจึงอยากจะยืนยันให้มั่นใจสักหน่อย หากคนผู้นี้สามารถให้ชีวิตที่หรูหราสุขสบายกับเชียนได้ นางก็จะตัดสินใจให้คนทั้งสองแต่งงานกัน 

        ส่วนเชียนเองก็รู้เจตนาของฮูหยินผู้เฒ่าแต่กลับแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง 

        แต่คงชิงนั้นกลับแตกต่าง เขาถือโอกาสที่ทุกคนกำลังลงจากรถม้าเอ่ยถามเชียนว่า เหตุใดฮูหยินผู้เฒ่าถึงไม่เอ่ยถามเรื่องที่ทั้งสองใส่หน้ากากเหมือนกัน เชียนเพียงหัวเราะแล้วเอ่ยอธิบายว่า “เรื่องที่ชัดเจนมากขนาดนี้เหตุใดต้องถามด้วยเล่า ต่างฝ่ายต่างเก็บเอาไว้ในใจนั่นจะไม่เป็นการดีกว่าหรือ” เมื่อคงชิงได้ยินก็ยิ่งอับจนหนทาง สุดท้ายจึงต้องล้มเลิกการถามไปอย่างไร้หนทางนเมื่อถม้าเอ่ยถามเชียนว่า เหตุใดฮูหยินใหญ่หลินถึงไม่เอ่ยถามเรื่องที่ทั้งสองใส่หน 

        วันที่ยี่สิบแปดเดือนเจ็ด ในที่สุดรถม้าของเชียนก็ได้มาถึงที่เป่ยอัน รถม้ายังไม่ทันถึงจวนอัครมหาเสนาบดี ลั่วชิงเฉินกับคงชิงก็ขอตัวลงจากรถ ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าเองก็มิได้รั้งลั่วชิงเฉินให้ไปที่จวนตระกูลหลินแต่อย่างใด นางเกรงว่าหากเชียนพาชายหนุ่มกลับไปสองคนเช่นนี้จะโดนพวกหลินหวานหว่านวิจารณ์เอาได้ ชื่อเสียงของสตรีนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง 

        ดังนั้นจึงเอ่ยเพียงคำพูดตามมารยามสองสามประโยคด้วยการบอกว่าวันหลังจะเชิญพวกเขามาเป็นแขกที่จวน จากนั้นฮูหยินผู้เฒ่าจึงลากเชียนขึ้นรถม้าเพื่อมุ่งหน้ากลับจวนอัครมหาเสนาบดีต่อไป 

        ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงตอนนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้เอ่ยถามเชียนเกี่ยวกับเรื่องของลั่วชิงเฉินเลยสักนิด นางเพียงใช้สายตาสังเกตว่าคนทั้งสองมีท่าทีอะไรต่อกันหรือไม่ 

        ฮูหยินผู้เฒ่าจึงพบว่า แม้ว่าหน้ากากจะทำให้มองไม่เห็นสีหน้าของคนทั้งสอง แต่จากแววตานั้นนางก็พอรู้ได้ว่าความรู้สึกของลั่วชิงเฉินที่มีต่อเชียนนั้นลึกซึ้งมากทีเดียว ส่วนของเชียนเชียนนั้นกลับดูแปลกประหลาด สายตานั้นไม่ได้แสดงออกว่ารังเกียจแต่ก็ไม่ใช่แววตาที่แสดงถึงความชอบพอของหนุ่มสาว 

        ฮูหยินผู้เฒ่าคิดว่า คงน่าจะเป็นเพราะลั่วชิงเฉินยังไม่น่าสนใจสำหรับเชียนเท่าไหร่นัก 

        แต่ถึงอย่างไรหลานสาวของนางวันนี้ก็มีรูปโฉมงดงามราวกับเทพธิดา รอให้องค์ชายรองล้มเลิกงานแต่งงานก่อนถึงตอนนั้นอยากจะเลือกใครก็เลือกได้ทั้งนั้น ตอนนี้จึงยังไม่ต้องรีบร้อน ลั่วชิงเฉินผู้นี้ต้องดูๆ ไปก่อน หากฐานะของเขาเป็นที่แน่ชัดแล้วแล้วค่อยว่ากัน 

 

        ณ จวนมหาเสนาบดี 

        เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าลงจากรถม้าฮูหยินหลินกับเหล่าสาวใช้ของนางก็มาล้อมหน้าล้อมหลัง หลินหวานหว่านและหลานสาวทั้งสามต่างก็แทรกตัวเข้ามาเพื่อถามไถ่สารทุกข์สุขดิบและคำถามที่แสดงถึงความห่วงใยต่างๆ นานา ส่วนเชียนนั้นเหมือนเป็นเพียงที่สาวใช้คนหนึ่งที่ถูกเบียดออกไปยืนอยู่ด้านข้าง 

        นางเฝ้ามองคนกลุ่มนั้นห้อมล้อมฮูหยินผู้เฒ่าแล้วพร้อมพาเดินเข้าไปด้านใน ส่วนตัวเองนั้นกลับยืนอยู่ด้านนอกประตูใหญ่พลางถูกบรรดาหัวหน้าสาวใช้จ้องเขม็ง 

        เชียนดึงมือของอวี้จู๋เอาไว้ ตอนที่กำลังจะเดิน หัวหน้าสาวใช้คนหนึ่งก็ออกมาขวางไว้ “คุณหนูเชียนเชียน ท่านห้ามเดินผ่านประตูบานนี้ ประตูสำหรับท่านคือบานนั้นต่างหากเจ้าค่ะ” 

        มือของแม่นมชราชี้ไปยังประตูเล็กๆ บานหนึ่ง ที่ต้าเหลียงแห่งนี้กฎระเบียบเรื่องประตูนั้นถือว่าเข้มงวดมาก ประตูใหญ่มีไว้สำหรับให้เจ้านายเดิน ส่วนประตูเล็กนั้นมีไว้สำหรับบ่าวไพร่เดิน 

        นี่หมายความว่ามองนางเป็นบ่าวไพร่งั้นหรือ เชียนหัวเราะเยาะแล้วคิดในใจว่า ่าวไหร่งั้นหรหรับให้เจ้านายเดิน ส่วนประตูเล็กนั้นมีไว้สำหรับบ่าวไพร่เดินืนอยู่ดานข้าง่สารทุกข์สุขดิบและคนพวกนี้ช่างไม่รู้จักเรียนรู้อะไรเอาเสียเลย 

        เพียะ 

           เสียงฝ่ามือดังขึ้นหนหนึ่ง แม่นมชราเอามือกุมหน้าจ้องเชียนอย่างโกรธแค้นแล้วเอ่ยอย่างไม่พอใจว่า “คุณหนูเชียนเชียนตบข้าทำไม” 

        เชียนถูมือไปมาแล้วเอ่ยเสียงแข็งว่า “ในเมื่อเจ้าเรียกข้าว่าคุณหนู ยังไม่รู้อีกหรือว่าเหตุใดข้าถึงตบเจ้า” 

        แม่นมชรานิ่งเงียบไร้วาจา 

        เชียนกวาดตามองไปยังสาวใช้คนอื่นๆ ที่อยู่ข้างหลังหัวหน้าของพวกนางแล้วเอ่ยเสียงเฉียบว่า “ข้าคิดว่าเจ้าอยู่ที่จวนมหาเสนาบดีมานานเกินไปแล้ว คงจะลืมไปแล้วว่ากฎระเบียบเป็นอย่างไร เช่นนั้นวันนี้ข้าจะสอนพวกเจ้าเอง ฟังให้ดีๆ ข้าหลินเชียนเชียน เป็นบุตรสาวคนโตของจวนมหาเสนาบดีแห่งนี้ กฎระเบียบของต้าเหลียงระบุเอาไว้อย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย บุตรสาวคนโตต้องเดินผ่านประตูไหน” 

        แม่นมชราเหล่านี้คิดไม่ถึงว่าเชียนจะยกเอากฎระเบียบของต้าเหลียงขึ้นมาอ้าง พวกนางจึงมองหน้ากันไปมา ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยตอบ ก่อนหน้านี้คุณหนูใหญ่ที่ยอมก้มหัวให้คนอื่นตลอดเป็นอย่างไรนั้น พวกนางล้วนลืมไปสิ้น แต่ตอนนี้พอได้ยินเสียงประกาศก้องเช่นนี้แล้ว แม่นมชราเหล่านี้ต่างนึกขึ้นมาได้ 

        หลินเชียนเชียนในวันนี้ไม่เหมือนอย่างในวันก่อนอีกแล้ว 

        “โธ่เอ๊ย ข้าก็ว่าผู้ใด ที่แท้ก็แม่อัปลักษณ์หลินเชียนเชียนนี่เอง ลือกันว่าวันนี้ที่จวนมหาเสนาบดีมีเรื่องน่าสนุก พอข้ามาก็พบเรื่องน่าสนุกเข้าจริงๆ โถๆๆ คุณหนูใหญ่หลินเป็นถึงบุตรสาวคนโตแต่กลับโดนสาวใช้รังแก เรื่องแบบนี้ที่ต้าเหลียงไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย” หลังจากนั้นก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นตามมา 

        เชียนค่อยๆ หันตัวไปช้าๆ จึงพอเข้ากับสายตาของสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง ซึ่งนั่นก็คือพิงถิงจวิ้นจู่นั่นเอง นางสวมใส่ชุดสีแดงแขนกว้างพร้อมกระโปรงที่พลิ้วไหว บนศีรษะประดับปิ่นปักผมรูปหงส์สีทอง หว่างคิ้วแต้มดอกไม้งามวิจิตรเอาไว้ เมื่อมองดูแล้วคล้ายไม่ใช่บุตรสาวจากตระกูลสูงส่งแต่คล้ายเป็นโสเพณีเสียมากกว่า 

        “อ้อ ที่แท้ก็พิงถิงจวิ้นจู่หญิงงามเมืองชื่อดังแห่งเป่ยอันนี่เอง” เชียนเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ 

        เมื่อได้ยินคำว่าหญิงงามเมือง พิงถิงจวิ้นจู่ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ นางคือผู้ใดกัน พิงถิงจวิ้นจู่แห่งเป่ยอัน ผู้ใดไม่รู้บ้างว่าฐานะของนางสูงส่งเพียงใด จะเอานางไปเทียบกับหญิงงามเมืองได้อย่างไร หญิงงามเมืองพวกนั้นนับว่าเป็นอะไรกัน มีรูปโฉมทัดเทียมนางหรือ ดีเท่านางหรือ 

        “หลินเชียนเชียน นังคนชั้นต่ำ เจ้ากล้าว่าข้าเป็นหญิงงามเมืองหรือ คนฐานะต่ำต้อยเช่นเจ้าคิดจะรนหาที่หรือ” พิงถิงจวิ้นจู่เอ่ยพลางเงื้อมือขึ้นสูง 

        ส่วนเชียนนั้น ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้นแล้วจูงมืออวี้จู๋เดินเข้าไปด้านใน 

        เมื่อพิงถิงจวิ้นจู่โดนเมินเฉยเช่นนี้ นางจะยอมได้อย่างไร แน่นอนว่านางต้องรีบรุดตามไปอย่างแน่นอน นางคว้ามือเชียนเอาไว้เตรียมจะด่าทอ 

        พิงถิงจวิ้นจู่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปาก นางก็สบตาเข้ากับดวงตาเย็นเฉียบคู่นั้นของเชียน 

        พิงถิงจวิ้นจู่ไม่เคยสังเกตรูปโฉมของเชียนมาก่อน แน่นอนว่าย่อมจำไม่ได้ว่าดวงตาของนางเป็นสีอะไร ตอนนี้นางจึงสังเกตเห็นว่าสีดวงตาของสตรีตรงหน้านั้นอ่อนกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย เมื่ออยู่ในอารมณ์โกรธเช่นนี้คล้ายเปลี่ยนเป็นสีแดง 

        สีแดงทำให้คนรู้สึกไม่สบายใจและทำให้รู้สึกหวาดกลัว ราวกับว่า...นางเป็นปีศาจ พิงถิงจวิ้นจู่จึงคลายมือของตนเองออกอย่างไม่รุ้ตัว จากนั้นจึงถอยหลังไปก้าวหนึ่งพลางชี้หน้าเชียนแล้วเอ่ยว่า “หลินเชียนเชียน นังอัปลักษณ์ คนชั้นต่ำ” 

        “พิงถิงจวิ้นจู่ ข้าเห็นแก่ฐานะสูงส่งของท่านถึงเกรงใจ แต่ท่านคล้ายไม่เข้าใจอะไรเลย จวิ้นจู่ลองสังเกตดูให้ดี ที่นี่คือจวนมหาเสนาบดี ข้าคือบุตรสาวคนโตของตระกูลหลิน ที่นี่คือประตูบ้านของข้า ตรงนั้นคือประชาชนที่มามุงดู ท่านมาชี้หน้าและตะโกนด่าข้าอยู่นอกบ้านเช่นนี้ อยากให้พวกเขาคิดว่าตระกูลหลินอ่อนแอถึงขั้นให้ท่านมารังแกได้รึ” เชียนเอ่ยพลางเดินหน้าเข้าหาจวิ้นจู่ 

        นี่เป็นครั้งแรกที่พิงถิงจวิ้นจู่กลัวผู้อื่น นางถอยหลังไปเรื่อยๆ สุดท้ายเท้าของนางก็ชนเข้ากับสิงโตหินของตระกูลหลิน 

        “พิงถิงจวิ้นจู่มาที่ตระกูลหลินวันนี้ด้วยเหตุใดหรือ” เชียนเอ่ยพลางโน้มตัวไปข้างหน้า หน้ากากสีขาวเดิมทีก็ดูน่ากลัวอยู่แล้วบวกกับดอกปี่อั้นที่อยู่บนหน้ากากแล้ว เมื่อพิงถิงจวิ้นจู่จ้องใกล้ๆ ใจนางก็เริ่มหวาดหวั่น นางถอยหลังไม่ได้แล้วจึงทำได้เพียงเอนตัวไปข้างหลัง สุดท้ายทั้งตัวของนางจึงพิงอยู่บนสิงโตหิน 

        “ข้า ข้า ข้ามาเยี่ยมฮูหยินผู้เฒ่า” พิงถิงจวิ้นจู่เอ่ยตะกุกตะกัก 

        “อ้อ ในเมื่อมาเยี่ยมท่านย่าของข้า เช่นนั้นจวิ้นจู่ก็เชิญเถิด” เชียนเอ่ยพลางเอียงตัวแล้วชี้ไปยังประตูบานเล็ก 

        เมื่อพิงถิงจวิ้นจู่เห็นว่าเป็นประตูบานเล็กก็โกรธจนกัดฟันกรอดแล้วตะโกนออกมาว่า “หลินเชียนเชียน เจ้ากล้าให้ข้าเข้าทางประตูเล็กเลยหรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคือผู้ใด เจ้ากล้าให้จวิ้นจู่แห่งต้าเหลียงเข้าประตูเล็กของจวนมหาเสนาบดีหรือ” 

        “จวิ้นจู่อยากเข้าทางประตูเล็กหรือ” เชียนไม่สนใจด้วยซ้ำว่าจวิ้นจู่จะพูดว่าอะไร นางเพียงพยายามอ้าปากกว้างให้เสียงดังๆ ชาวบ้านที่อยู่ด้านนอกจะได้ได้ยินอย่างชัดเจน 

        “คิดไม่ถึงเลยว่าพิงถิงจวิ้นจู่จะโง่เขลาถึงเพียงนี้ ถึงขนาดไม่รู้เชียวหรือว่าประตูเล็กนั้นมีไว้สำหรับให้บ่าวไพร่เดินถึงได้พูดออกมาแบบนั้น” 

        “เดิมนางก็เป็นคนแปลกประหลาดอยู่แล้ว สตรีที่ยังไม่ออกเรือน ไม่มีใครสอนว่าอะไรเป็นอะไร” 

        “ใช่แล้วๆ งามนั้นก็งามอยู่หรอกแต่จัดจ้านเกินไป ดูอย่างไรก็ไม่ใช้ธิดาจากตระกูลใหญ่โต” 

        “เฮ้อ ธิดาของตระกูลใหญ่โตมีอำนาจ แต่กลับสู้หญิงสาวธรรมดาๆ ไม่ได้ นางช่างไม่รู้จักอายเอาเสียบ้างเลย” 

        คำวิพากษ์วิจารณ์มากมายของชาวบ้านเหล่านั้นทั้งหมดล้วนเข้าหูของพิงถิงจวิ้นจู่ทั้งสิ้น นางทั้งโกรธทั้งไม่พอใจที่ตัวเองเถียงสู้เชียนไม่ได้ นางจึงทำได้เพียงหันไปทางชาวบ้านแล้วตะโกนออกไปว่า “พวกเจ้าพูดเหลวไหลอะไรกัน! ใครก็ตามที่พูดจาให้ร้ายข้าจะต้องเข้าไปนอนในคุก”  

           เมื่อชาวบ้านโดนพิงถิงจวิ้นจู่ข่มขู่เช่นนี้ ต่างก็มองหน้ากันไปมาแล้วก็พากันแยกย้ายไป 

        “หลินเชียนเชียน นังแพศยา!” พิงถิงจวิ้นจู่ขอพูดอะไรสักหน่อยก็ยังดี ส่วนเชียนกลับไม่ได้สนใจคำพูดของนางเลยแม้แต่น้อย นางเพียงใช้มือขวาหยิบหินขึ้นมาแล้วส่องดูไปมาแล้วเอ่ยกับอวี้จู๋ที่ยืนอยู่ด้านหลังว่า “อวี้จู๋ เจ้าว่ามือของข้าเป็นอย่างไรบ้าง” 

        อวี้จู๋เอ่ยตอบว่า “มือคู่นี้ของคุณหนูงดงามราวหยกเจ้าค่ะ” 

        “อืม...มือที่งดงามเช่นนี้หากตบหน้าคนฐานะสูงส่งจะเป็นอย่างไร” เชียนเอ่ยพลางเหลือบมองไปที่พิงถิงจวิ้นจู่ 

        พิงถิงจวิ้นจู่ตกใจจนเอามือกุมหน้าตัวเองเอาไว้แล้วเอ่ยอย่างไม่พอใจว่า “หลินเชียนเชียน เจ้าคิดจะทำอะไร” 

        หลินเชียนเชียนขยับนิ้วมือไปมาแล้วเอ่ยเสียงเย็นชาว่า “ข้าอยากตบคน” 

ความคิดเห็น