facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ซูหว่านเข้าไปเป็นตัวละคร ‘แฟนเก่า’ ในโลกต่างมิติเพื่อวางแผนทำลายพวกตัวละครเอกที่ไม่ได้เรื่อง ไม่มีหรอกคำพูดที่ว่า “พระเอกกับนางเอกจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดไป” จะมีก็แต่ ‘แฟนเก่า’ ที่ยังไม่จัดการขั้นเด็ดขาดเท่านั้นแหละ!

ตอนที่ 11 ฝันร้ายหมายเลขเก้า (11)

ชื่อตอน : ตอนที่ 11 ฝันร้ายหมายเลขเก้า (11)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 397

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.พ. 2564 17:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 11 ฝันร้ายหมายเลขเก้า (11)
แบบอักษร

 

ในห้องนั่งเล่นเล็กแคบ รายการวิทยุน่าฟังตอนล่าสุดกำลังเล่นอยู่ แม้ว่าจะไม่ได้เสียงดังมากนักหากแต่มันก็ได้ยินชัดเจนในค่ำคืนเงียบงัน 

ซูหว่านเปลี่ยนจากชุดนอนเป็นชุดกีฬาสบายตัวแล้ว เธอนั่งอยู่มุมหนึ่งของโซฟาในขณะที่อี้จื่อเซวียนนั่งอีกฟาก เขาสวมเพียงเสื้อเชิ้ตและกางเกงยีนสีน้ำเงินอย่างที่เคย 

ก่อนหน้านี้เธอไม่ได้รู้สึกว่าเขาหน้าตาดีและมีเสน่ห์มากนัก แม้ว่าเขาจะทำตัวผิดปกติไปหลังจากพวกเขาเลิกรากันได้ไม่นาน เธอก็ยังคงชอบอี้จื่อเซวียนที่สุขุมเด็ดเดี่ยวแบบนี้ 

ซูหว่านไม่ชอบท่าทางโอ้อวดความสามารถของตัวเองของเขา มันไม่ใช่คนที่อยู่ในความทรงจำของเธอ 

“ทำไมเธอไม่กลับไปนอนล่ะ ฉันจะช่วยคอยระวังให้เธอเอง” 

ด้วยเขารู้ว่ามันเป็นโลกแห่งความฝัน อี้จื่อเซวียนคาดเดาได้ชัดว่าพ่อแม่ของซูหว่านคงไม่มีทางปรากฏตัวอีกครั้ง ซ้ำดึกป่านนี้ยังอันตรายเป็นพิเศษด้วย 

เขาจึงตัดสินใจอยู่ต่อ เพียงแค่เธอมีท่าทีเหนื่อยอ่อนตอนที่อยู่เป็นเพื่อนเขา อี้จื่อเซวียนก็ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจเกลี้ยกล่อมให้เธอกลับไปพักผ่อน 

อย่างไรเสียความแข็งแรงของเธอก็มีขีดจำกัดและไปรบรากับใครไม่ได้ นอกจากการแสดงให้เห็นว่าเธอเป็นเพื่อนร่วมฝ่ายที่ไว้ใจได้ การที่เธออยู่ข้างๆ เขาก็ไม่ได้มีประโยชน์ 

เมื่อได้ยินเขาว่าซูหว่านที่นั่งอยู่บนโซฟาก็ขยี้ตาเบาๆ “ไม่เป็นไร ฉันยังทนได้ ไม่ต้องสนใจฉันหรอก!” 

“เธอ…” 

อี้จื่อเซวียนยังอยากจะบอกบางอย่างทว่ากลับชะงักคำพูดไปกะทันหัน เขาได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ชวนระทึกใจ 

ซูหว่านตื่นตัวขึ้นในจังหวะนี้ เธอเองก็ได้ยินเสียงนั้นเช่นกัน เสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดลงในที่สุด 

ก๊อกๆๆ! 

ก๊อกๆๆ! 

เสียงเคาะถี่ดังขึ้น ซูหว่านเด้งตัวจากโซฟาทันทีและมองอี้จื่อเซวียนหน้าซีดเผือด เขาลุกขึ้นเช่นกัน ทำท่าทาง ‘เงียบเอาไว้’ ส่งให้เธอ 

ใครจะมาในเวลานี้กัน 

อี้จื่อเซวียนค่อยๆ เคลื่อนตัวไปทางประตูและมองไปด้านนอกผ่านตาแมวบนประตูนิรภัย คนที่อยู่ด้านนอกกำลังจับประตูไว้มือหนึ่ง ศีรษะของเขาก้มลงอี้จื่อเซวียนจึงไม่เห็นหน้าตาของอีกฝ่าย มีเพียงเหนือกระหม่อมของเขาที่ปรากฏ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ดูออกว่าเป็นผู้ชายคนหนึ่ง รูปร่างโปร่งและอยู่ในเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลอ่อนและกางเกงยาวสีเทา สูทสีเดียวกันแขวนห้อยอยู่บนท่อนแขน รอยเลือดสีแดงสดที่ยังไม่แห้งดียังคงปรากฏบนสูท 

คนด้านนอกเริ่มเคาะประตูรัวแรงคล้ายรอไม่ไหวอีกต่อไป เขาเงยหน้าขึ้นในเสี้ยววินาทีที่ยกมือขึ้นมา ในที่สุดอี้จื่อเซวียนก็เห็นหน้าตาของอีกฝ่าย 

ฉีมู่นั้นเอง! 

อี้จื่อเซวียนขมวดคิ้ว หันไปมองซูหว่านซึ่งอยู่ด้านหลังตัวเอง โน้มตัวไปหาเธอและกระซิบบอก “ฉีมู่ไง! เขารู้ที่อยู่บ้านเธอได้ยังไง” 

ฉีมู่หรือ 

สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความงุนงง เธอครุ่นคิดอยู่นานและดูเหมือนว่าฉีมู่จะถามว่าเธออยู่แถวไหนตอนที่เธออยู่บนรถ หากแต่ตอนนั้นซูหว่านเพียงแค่ตอบชื่อย่านเท่านั้นและไม่เคยบอกเขาว่าตัวเองอยู่ตึกไหนสักครั้ง! 

“ซูหว่าน รีบเปิดประตูสิ งานนี้เจ็บสุดๆ เลยนะ” 

เหมือนกับว่าในที่สุดฉีมู่ซึ่งอยู่ด้านนอกไม่อาจทนไหวอีกต่อไปจึงเริ่มตะโกนลั่นใส่ประตู “ฉันรู้ว่าเธออยู่ที่ประตู รีบเปิดประตูเร็วเข้า ฉันประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์” 

ฉีมู่ยกแขนให้ดูขณะว่าขึ้น ซีกหน้าขยับเข้ามาหาช่องตาแมว มีอาการบาดเจ็บที่ใบหน้าและแขนของเขาซึ่งเลือดยังไหลไม่หยุดไม่ผิดไปแน่ 

เราควรเปิดประตูหรือเปล่า 

ซูหว่านสบตาอี้จื่อเซวียนอย่างไม่รู้ตัว 

อี้จื่อเซวียนก้มลงมากระซิบข้างหูเธอไม่กี่ประโยค ก่อนจะหันกลับไปซ่อนอยู่ในห้องพ่อแม่ของเธออย่างเงียบเชียบทันที 

ฮึบ! 

ซูหว่านสูดหายใจลึก นิ้วสั่นเทาขณะที่วางลงบนกลอนประตู เธอหลับตาและข่มใจเปิดประตูหลังจากลังเลใจอยู่ชั่วขณะ 

“ฮึ่ย” 

ฉีมู่กดแผลของตัวเองไว้พลางโจนเข้ามาในบ้าน “รีบปิดประตูสิ” 

ไม่ทันที่เธอจะตอบสนอง เขาก็ปิดประตูทางเข้าและลงกลอนทั้งสองอันเสียแล้ว 

“พี่จะทำอะไรน่ะ” 

ซูหว่านมองคนตรงหน้าอย่างหวาดระแวง เธอกับฉีมู่ไม่ได้สนิทสนมกันแม้แต่น้อย เขาเป็นเพียงเพื่อนสมัยเด็กของเฉินอวี้เฟิงและเสือผู้หญิงผู้มั่งคั่งเท่านั้น 

“พี่จะทำอะไร” 

ฉีมู่ช้อนตามองพร้อมส่งยิ้มให้เธอด้วยรอยยิ้มที่ไม่ใช่รอยยิ้ม “กลางคืนยาวนานแบบนี้ เธอว่าฉันจะทำอะไรล่ะ” 

“พี่ อย่าเขามานะ!” 

ซูหว่านเขยิบถอยหลังไปไม่กี่ก้าวด้วยความตระหนก คว้าที่เขี่ยบุหรี่บนโต๊ะกาแฟมาอย่างง่ายดาย มองฉีมู่ด้วยท่าทีระแวดระวัง 

“อดไม่ได้จะแหย่เล่นน่ะ” 

ฉีมู่ส่ายหน้ากับตัวเอง “รีบไปหาของมาทำแผลนี้สิ ไม่อย่างนั้นฉันเกรงว่าตัวเองคงไม่ต้องรอให้ผีมาฆ่าแต่คงทรมานตายก่อน” 

เขาไม่ได้ทำตัวเหมือนคนนอกและทิ้งตัวลงบนโซฟาของเธอขณะที่เอ่ย “โอ้ว โซฟาที่บ้านของเธอยังนุ่มดีนะ คิดถึงจังเลย” 

คิดถึงอย่างนั้นหรือ 

ซูหว่านไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูดมาแต่อย่างใด หากแต่เมื่อเห็นแขนของเขาเลือดไหลไม่หยุด ซูหว่านก็ลังเลใจครู่หนึ่งก่อนจะยังคงไปเอากล่องพยาบาลจากตู้เล็กๆ ในห้องนั่งเล่น    

“มีแค่นี้แหละ พี่ดูเอาว่าใช้อะไรได้บ้างแล้วกัน” 

เธอดันกล่องไปให้ฉีมู่พร้อมน้ำเสียงเย็นชา 

ฉีมู่เลิกคิ้วและพันแผลตัวเองอย่างช่ำชอง ทั้งยังถือกระจกเพื่อทายาที่แผลเล็กๆ บนด้านข้างใบหน้าของตัวเองด้วยซ้ำ เขาก้มมองเนื้อตัวเปื้อนเลือดของตัวเองหลังจากทำทุกอย่างเสร็จสิ้น ย่นคิ้วด้วยความไม่พอใจนัก “เสี่ยวหว่าน เธอก็เห็นว่าเสื้อผ้าของฉันสกปรก ช่วยเอาเสื้อผ้าอีกชุดมาให้ฉันหน่อยได้ไหม ฉันจำได้ว่าพ่อเธอตัวพอๆ กับฉันนี่ ฉันอยากได้ชุดสีดำ ตัวที่อยู่ด้านซ้ายของลิ้นชักน่ะ” 

เขาพิงโซฟาและเริ่มปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตตัวเองขณะที่ว่าขึ้น 

“พี่รู้ได้ยังไง” 

ตอนนี้ซูหว่านมองเขาด้วยแววระแวงมากยิ่งขึ้น พ่อของเธอกับฉีมู่มีรูปร่างคล้ายคลึงกันจริง ซูหว่านยังรู้ว่าแม่ตัวเองซื้อเสื้อสูทสีดำชุดใหม่ซึ่งตั้งใจจะใส่ไปงานเลี้ยงวันเกิดยายเดือนหน้าให้พ่อเมื่อไม่กี่วันก่อน และมันถูกเก็บเอาไว้ที่ด้านซ้ายของลิ้นชักไม่ผิดไป 

“ฉันก็แค่รู้น่ะ” 

ฉีมู่พยักผเยิดคางเบาๆ และหรี่ตามองเธอพร้อมรอยยิ้ม “แล้วฉันก็ไม่ได้รู้แค่นี้ด้วย ยังไงหลังจากนี้ก็เชื่อฟังและทำตามฉันแล้วกัน เธอเป็นผู้หญิงของฉัน ฉันจะปกป้องเธอเอง” 

“อย่ามาพูดเหลวไหลนะ!” 

ครั้นได้ยินคำพูดสุดท้ายของฉีมู่สีหน้าเธอก็หมองไป เธอเผลอมองไปทางห้องนอนที่อี้จื่อเซวียนซ่อนตัวอยู่ “ฉัน…ฉันไม่สนิทสนมกับพี่เลยสักนิด พี่บอกว่า…พี่สะกดรอยตามเหรอ สืบเรื่องฉันเหรอ อะไรกัน พี่กำลังพยายามทำบ้าอะไรอยู่” 

เขามุ่นคิ้วพอได้ฟังคำของเธอ สายตาเริ่มเปลี่ยนแววจากขี้เล่นเป็นลึกซึ้งจนยากจะอธิบายยิ่งขึ้น “ซูหว่าน มาถึงขนาดนี้แล้วยังจะแกล้งทำตัวให้น่าสนใจอีกเหรอ” 

ฉีมู่เอ่ยพลางยกมือขึ้นน้อยๆ หมอกสีดำปรากฏขึ้นและค่อยก่อตัวเป็นเลขหกบนฝ่ามือเขา “เธอหมายเลขห้า ฉันหมายเลขหก ในความฝันมิตินี้ กฎของเกมคือการฆ่าคนตามลำดับ เรารู้ล่วงหน้าได้จากเลขประจำตัวของเรา จากหนึ่งถึงเก้า มันอาจดูง่ายมากแต่ก็เป็นเรื่องจริง ดูผ่านๆ นี่ก็แค่เลขลำดับ มีแต่ในสายตาของคนตายทุกคนเท่านั้นที่ยังมีลำดับการตายอีกอัน พวกเขาจะฆ่าตามลำดับนั้น ถ้าพวกเขาไม่เล่นตามลำดับและฆ่าไปตามนั้น การมีอยู่อย่างผิดปกติของพวกเขาก็จะไม่เหลืออะไร และในตอนนี้เราก็ต้องทำตามลำดับและเดาลำดับการฆ่าจริงๆ แม้แต่การตามหาคนตายที่ซ่อนอยู่ในหมู่พวกเรา ซูหว่าน ฉันบอกเธอได้เลยว่าลำดับที่จริงของเธอคือสี่และฉันคือห้า จะมีคนสามคนตายก่อนหน้าเธอ เธอจะปลอดภัยก่อนที่คนที่สามจะตายอย่างแน่นอน มันเป็นเวลาที่เราควรตามหาพวกผี พอพวกเขาต้องทำตามกฏและแตะต้องเราไม่ได้ก็ฆ่าพวกเขาทิ้งซะ ฉันบอกได้แค่นี้ เธอเข้าใจฉันใช่ไหม” 

“ฉันไม่เข้าใจ” 

ซูหว่านมองหน้าเขาและก้าวถอยไปอย่างระวังตัว “ทำไมพี่ถึงรู้มากนักล่ะ ในเมื่อพี่รู้กฎและหมายเลขที่แท้จริง อย่างนั้นพี่เองก็รู้ว่าผีเป็นใครใช่ไหม” 

ใครคือผีกัน… 

“ฉันไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ ไม่สิ บางทีน่าจะบอกว่าฉันควรจะรู้ต่างหาก” 

พูดมาถึงตรงนี้ สายตาของฉีมู่ออกจะจนปัญญาไม่น้อย “เสี่ยวหว่าน ฉันรู้ว่าตอนนี้เธอยังไม่ยอมเชื่อใจฉัน แต่เธอต้องเชื่อว่าฉันไม่มีทางทำร้ายเธอนะ ตอนนี้เรามีเวลาไม่มาก ไม่มากจริงๆ นะ” 

เขาหลบซ่อนแววตาและเหลือบมองตัวเลขบอกเวลาซึ่งกำลังนับถอยหลังบนฝ่ามืออีกข้างของตัวเองอย่างหวั่นใจ 

เขาทุ่มสุดตัวเพื่อแลกโอกาสกลับมาที่โลกความฝันมิตินี้อีกครั้ง แม้ว่าความทรงจำส่วนใหญ่ในมิตินี้จะถูกปิดบังไว้ เขาก็ยังมั่นใจว่าตัวเองสามารถพาซูหว่านให้อยู่รอดไปถึงความฝันมิติต่อไปภายในอีกสามวันได้ 

ครั้งนี้เขาไม่อาจมองอยู่เฉยๆ ในขณะที่ซูหว่านตายไปต่อหน้าเขาได้…  

ความคิดเห็น