email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 19

คำค้น : เซียน่า , ร้อน , ฤดูร้อน , อิตาลี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 58

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ม.ค. 2564 09:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 19
แบบอักษร

ล่วงเข้าสัปดาห์รองสุดท้ายของเดือนมิถุนายน ร่องรอยเทศกาลปาลิโอรอบแรกของปีก็ยิ่งเห็นเป็นรูปธรรมขึ้นทุกขณะ สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับการแข่งขันอย่างธงที่ระลึก เสื้อยืด หรือไปรษณียบัตรพิมพ์ลายตราประจำคอนตราดาทั้งหลายขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เหล่าประดาฟานตีโน่ที่จะร่วมแข่งขันพร้อมใจกันเก็บตัวเพื่อซักซ้อมวิชาช่วงโค้งสุดท้าย ธงถูกโบกไสวทั้งวัน เสียงกลองรัวดังทั้งคืน ขณะที่ขบวนพาเหรดของทุกคอนตราดาดูจะหนาตาและทอดยาวขึ้นโดยลำดับ ด้วยชาวบ้านตั้งแต่วัยไม้ใกล้ฝั่งไปจนถึงเด็กแบเบาะที่นอนให้พ่อแม่เข็นรถมาร่วมขบวน ต่างผูกผ้าพันคอประจำหมู่บ้านตน ปรบมือเข้าจังหวะผสานเสียงร้องเพลงเชียร์ด้วยจิตใจฮึกเหิมซึ่งได้ถูกหลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียว โดยมีผ้าไหมระบายสีผืนงามเป็นเดิมพัน...

ความหลงใหล ความผูกพัน ความมุมานะ ความสมัครสมานสามัคคี ความทะเยอทะยาน ตลอดจนการทรยศหักหลังและแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ประกอบเข้าด้วยกันเป็นท่วงทำนองของปาลิโอ ดิ เซียน่า...การแข่งม้าวิ่งวนรอบจัตุรัสที่เป็นมากกว่าการแข่งขันชิงชัยธรรมดา หากเป็นชีพจรหล่อเลี้ยงหัวใจชาวเซเนเซ่ทุกคน!  

 

อากาศที่ร้อนรุ่มของบ่ายวันอาทิตย์ดั่งธรรมชาติจงใจบังคับให้หนุ่มกำยำล่ำสันต้องพักจากการซ้อมม้าไวกว่าเวลาที่ตั้งใจ แต่การบากบั่นซ้อมต่อไปจะมีประโยชน์อันใดเล่า เมื่อแสงแดดแผดเผาผิวกายขาวของเขาจนแดงเป็นกุ้งต้มขนาดนี้ มิหนำซ้ำคำสั่งของผู้ฝึกสอนวัยกลางคนยังซ้ำซากจำเจ ไม่ได้มีกลเม็ดเด็ดพรายที่เขาคาดหวังจะได้เรียนรู้จากอดีตฟานตีโน่เจนศึกคนนี้เลยแม้จนนิดเดียว

ซิโมเน่ เบียงโคเนโร คิดพร้อมกับหย่อนขาข้างหนึ่งลงจากหลังม้า เหลียวซ้ายแลขวาจนแน่ใจว่าในรัศมียี่สิบเมตรใต้ต้นแอปเปิลต้นนี้ไม่มีผู้ใดอยู่ จึงคว้ากระติกน้ำขึ้นดื่มดับกระหาย ก่อนจะยกน้ำที่เหลือเทราดใบหน้าชุ่มเหงื่อจนหมด 

บอกไม่ถูกเหมือนกัน ทำไมเราถึงได้ง่วงจนตาปรือขนาดนี้ ฟานตีโน่หนุ่มถามตัวเองขณะปล่อยน้ำรินไหลอาบหน้า สงสัยคงเป็นเพราะเมื่อคืนเที่ยวหนักไปหน่อยกระมัง สติสตังถึงได้ไม่ค่อยจะอยู่กับเนื้อกับตัวเลย 

“วิ่งรอบใหญ่ครบสามรอบแล้วหรือ ซิโมเน่” เสียงนั้นดังขึ้นชั่วครู่ก่อนหน้าที่เจ้าของเสียงจะก้าวออกมาจากคอกม้าที่เขาเข้าไปให้อาหาร 

“เอนโซ่...” ซิโมเน่กระอึกกระอัก “ผมวิ่ง...ครบแล้ว”  

คำตอบนั้นส่งกลิ่นเมรัยฟุ้งออกมา หนุ่มใหญ่ได้แต่ส่ายหน้าเนิบๆ  

“อีกแค่สองสัปดาห์ก็ถึงวันสำคัญของเธอแล้ว ถ้าใจเธออยากเป็นผู้ชนะจริง เหลือเวลาน้อยนิดแค่นี้ก็ควรจะเพลาการเที่ยวเตร่ลงหน่อย”  

แววความโกรธขึ้งวาบขึ้นมาบนดวงหน้ายาวรีของชายหนุ่มชั่วแวบสั้นๆ ในรูปของกล้ามเนื้อใบหน้าที่ขมวดเข้าหากัน เขาอดจะเคืองอีกฝ่ายไม่ได้ที่ทำตัวเจ้ากี้เจ้าการกับเรื่องส่วนตัวของเขา เพราะขนาดบุพการีแท้ๆ ก็ยังไม่เคยมายุ่มย่ามสักครั้ง  

“ถ้าอยากเป็นผู้ชนะก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องยากเย็นอะไร” ซิโมเน่ประชด “ขอแค่จ่ายใต้โต๊ะมากพอ แผ่นผ้าไหมปาลิโอก็เป็นของผมได้ไม่ยาก”  

รองศาสตราจารย์เอนโซ่พูดไม่ออกอยู่พักใหญ่ 

“อะไรนะ ซิโมเน่ นี่เธอไปเอาความคิดใฝ่ต่ำพรรค์นี้มาจากไหน”  

“ใฝ่ต่ำยังไง ก็ในเมื่อการจ่ายสินบนในการแข่งปาลิโอเป็นสิ่งที่ใครๆ เขาก็ทำอยู่แล้วไม่ใช่หรือ คนอื่นเขาก็ทำกันเป็นเรื่องปกติ แล้วคุณจะมากล่าวโทษว่าความคิดของผมใฝ่ต่ำได้ยังไงกันเล่า” เขาลอยหน้าตอบ นัยน์ตาทอประกายได้ใจ 

“ฉันไม่เถียงหรอกว่าการรับสินบนเป็นเรื่องสามัญธรรมดาของวงการนี้ แต่เธอไม่ละอายบ้างหรือ หากว่าเธอจะต้องคอยยืมจมูกคนอื่นหายใจร่ำไป” ชายผมขาวเน้นย้ำเสียงขุ่นคลั่ก “ใครจะสั่งจะสอนให้เธอใช้อามิสสินจ้างซื้อชัยชนะ ฉันไม่สนและไม่อยากยุ่งด้วย แต่ในเวลานี้ที่เธอยังเป็นนักเรียนของฉันอยู่ หัวเด็ดตีนขาดฉันก็ยอมไม่ได้ที่จะเห็นนักเรียนของตัวเองมัวหวังพึ่งชัยชนะจากลูกไม้ลูกเล่น ทั้งที่มีกำลังวังชาพอจะเนรมิตชัยชนะด้วยตัวเอง...เวลานี้เธอควรกลับไปซ้อมต่อได้แล้ว แล้วไม่ต้องพูดถึงเรื่องสินจ้างสินบนอะไรนั่นให้ฉันได้ยินอีก!”  

กำปั้นที่เห็นเส้นเลือดปูดโปนเกร็งแน่นหากัน หลายต่อหลายครั้งแล้วที่เขาอดทนกับทัศนคติอันโบราณเต่าล้านปีของเอนโซ่ ทว่าวันนี้สัญชาตญาณในตัวบ่งบอกว่าเขาไม่ควรก้มหัวให้อดีตฟานตีโน่ตกยุคโขกสับอีกนานนัก 

“ทีเจ้ามัตเตโอ ไม่เห็นคุณจะเคี่ยวเข็ญมันเหมือนอย่างที่ทำกับผมเลย” ชายหนุ่มโพล่งสวนด้วยอารมณ์ที่ร้อนจัดกว่าอากาศ 

“ทำไม ทำไมเธอถึงคิดว่าฉันไม่เคี่ยวเข็ญกับมัตเตโอ” ผู้สูงวัยกว่าเถียงหน้าตึง “มัตเตโอมีชีวิตที่ลำบาก ไม่เหมือนกับเธอที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง ต้องรับงานนู่นนี่ทำสารพัดเพื่อเลี้ยงตัว แต่เขาก็ยังหมั่นมาซ้อมอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าระยะหลังๆ เขาจะหายหน้าหายตาบ่อยกว่าเก่า แต่ก็ยังมาซ้อมเก็บตกไม่เคยขาด”  

“แล้วถ้าหากผมบอกคุณว่า ที่มัตเตโอหายไปไม่ใช่เพราะงานล่ะ คุณจะว่าอย่างไรครับ โปรเฟสซอเร” ซิโมเน่ยิ้มอย่างเป็นต่อ 

ผู้ถ่ายทอดวิชาปาลิโอมองตาค้าง แม้ใจจะอยากรู้ที่อีกฝ่ายเกริ่นมาครามครัน แต่เพราะไม่ต้องการให้ฝ่ายศิษย์กุมไพ่เหนือกว่า เขาจึงเสพูดเรื่องอื่นเสีย 

“มีหลักฐานมาประกอบคำพูดลอยๆ ของเธอไหมล่ะ ถ้าหากเธอไม่มี เราก็ไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องนี้กันอีก” เอนโซ่ยุติประเด็นพลันเปลี่ยนไปตำหนิคู่สนทนา “ถึงเธอจะมี ฉันก็ไม่ได้ให้ราคาค่างวดกับมัน เวลาของเธอมีค่ากว่าการเที่ยวจ้องจับผิดหรือกล่าวหาคนอื่นอยู่มาก เธอควรเอาเวลานี้ไปฝึกต่อเสียมากกว่า”  

ถ้อยความรวบรัดของผู้ฝึกเรียกความคั่งแค้นให้กับคนฟังอย่างมหันต์ หนุ่มเจ้าสำราญขบฟันแน่น เช่นเดียวกับกำปั้นที่ไม่ได้คลายออก ในใจคิดแต่เพียงว่าถึงอย่างไรเขาก็ต้องสืบรู้ถึงสาเหตุที่คู่แข่งตัวฉกาจของเขาหายไปให้จงได้ 

 

ร้านกาแฟและขนมยอดนิยมอันดับหนึ่งของเมืองวันนี้มีลูกค้าบางตา หนึ่งในนั้นคือสุภาพบุรุษวัยยี่สิบกลางที่นั่งเพียงลำพังบนโต๊ะริมหน้าต่างด้วยอากัปกิริยาเหมือนกำลังประวิงเวลาคอยใครสักคนอยู่

กาแฟและขนมบริออชที่สั่งมาเมื่อชั่วโมงที่แล้วเริ่มเย็นชืดไปตามเวลา ทว่าลูกค้าหนุ่มผู้สั่งกลับมิได้ใส่ใจไยดีกับของกินที่เรียงรายอยู่บนโต๊ะ ค่าที่ทุกความสนใจของเขาเพ่งเขม็งอยู่ที่ข้อความวอตส์แอปบนจอมือถือตนเท่านั้น  

“เกือบลืมบอก วันนี้ดูเธอจะพูดอิตาเลียนคล่องขึ้นเยอะนะ ฉันรู้สึกได้” ข้อความที่เขาส่งไปตั้งแต่ช่วงดึกเมื่อคืนถูกอ่านซ้ำเป็นรอบที่ห้า 

“ฉันก็ลืมบอกเธอเหมือนกัน สอบพูดเมื่อวันพฤหัสที่แล้ว ฉันทำคะแนนได้ดีมากทีเดียว” ตัวหนังสือที่ตอบกลับมาเหมือนจะมีกระแสเสียงของเธอกังวานอยู่ด้วย “ไปไหนมาไหนกับเธอช่วยให้ฉันฝึกภาษาได้เยอะสมใจฉันเลย แม้แต่ครูผู้หญิงที่เคยตำหนิฉันยังชมว่าภาษาฉันดีขึ้นมาก”  

“ดี อย่างนี้เราคงต้องไปมาด้วยกันให้บ่อยขึ้น” ข้อความนั้นเดิมทีเดียวเขาตั้งใจจะส่งไป แต่ครั้นคิดคำนึงถึงความเหมาะสมและภาระหน้าที่ของตัวเองแล้ว มันคงจะดีกว่า ถ้าเขาเลือกจะเก็บมันไว้แต่ในใจตัวเองฝ่ายเดียว 

มัตเตโอ กัปเปลลี มีสีหน้าแช่มชื่นสดใสขึ้นหลังจากได้อ่านบทสนทนาในแอปพลิเคชันที่นิสิตหญิงจากตายลานเดียตั้งใจติดตั้งและสมัครบัญชีผู้ใช้มาเพื่อคุยกับเขาโดยเฉพาะ บุตรนอกสมรสของฟานตีโน่ระดับตำนานทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง ผู้คนมากมายกระจัดกระจายอยู่บนถนนโบราณเบื้องหน้า แต่แววตาที่เปี่ยมด้วยความผูกพันอย่างลึกซึ้งนั้นเหมือนจะมีไว้เพื่อสอดส่องมองหาเพียงคนคนเดียว 

ตลอดชีวิตที่ล่วงเลยมาจนย่างเข้าวัยเบญจเพส ชายผู้มีชาติกำเนิดอาภัพอัปภาคย์ได้พานพบกับหญิงสาวที่เสนอตัวมาเป็นคู่รักคู่ควงของเขามานักต่อนัก หากผู้หญิงเหล่านั้นล้วนมักมากและกระหายอยากในตัวเขาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ร้อยทั้งร้อยก็พร้อมจะสลัดเขาทิ้งเมื่อพวกเธอค้นพบความจริงอันไม่น่าโสภาของตัวเขา หรือมิเช่นนั้นก็เพราะพวกเธอได้พบกับผู้ชายคนใหม่ที่ดีพร้อมกว่าเขา ไม่ว่าเหตุและผลจะเป็นอย่างไร ชายหนุ่มก็ไม่เคยคบหาดูใจผู้หญิงคนไหนจริงจังจวบจนวันนี้ 

ไม่มีใครสักคนที่เหมือนเธอ...เด็กสาวตาคมผิวเข้ม ปล่อยผมยาวเคลียบ่า ผู้สดใส ไร้มารยา ซึ่งมักจะส่งยิ้มจริงใจให้เขาเสมอๆ ทุกคราวที่เจอกัน สมดังสมญานามของประเทศที่เธอจากมาว่า ‘ดินแดนแห่งรอยยิ้ม’  

“คอยนานรึยังคะ” เสียงใสที่แว่วมาจากข้างโต๊ะดึงสายตาเขาไปหารอยยิ้มที่ตรึงติดในห้วงจำตั้งแต่คราวแรกๆ ที่ได้รับ 

“ไม่นานเท่าไหร่ ชั่วโมงนิดๆ เอง” มัตเตโอผายมือเชื้อเชิญ “นั่งสิ”  

“ตั้งชั่วโมงเลยเหรอ แย่จัง” อลิสา บุญประยูร นั่งลงบนเก้าอี้ตัวตรงข้ามที่ว่างอยู่ “ขอโทษที่ฉันทำให้รอนานนะ เพราะระหว่างทางมีขบวนพาเหรดปาลิโอ ฉันเลยกะเวลามาไม่ถูก ต้องขอโทษด้วยที่มาช้าขนาดนี้”  

“ไม่เห็นต้องแสดงความรู้สึกผิดขนาดนี้” น้ำเสียงของเขาแสดงออกถึงความไม่ถือสา ลำพังแค่ได้เห็นเธอ เขาก็เป็นสุขอย่างยากจะหาคำอธิบาย 

“กลัวเธอจะมองว่าคนไทยอย่างฉันเป็นพวกไม่ตรงต่อเวลาไปเสียหมด ทั้งที่จริงแล้วฉันออกจะรักษาเวลานัดมาก” เด็กสาวยิ้มแก้เกี้ยว 

“ไม่เป็นไร” เขาหัวเราะ “ถึงเธอจะไม่ตรงเวลาไปด้วยอีกคน เธอก็อยู่ประเทศนี้ได้สบายมาก เพราะคนอิตาเลียนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้จักรักษาเวลาเช่นกัน”  

 

ขบวนพาเหรดส่งเสียงกลองและเพลงเชียร์ดังกระหึ่มอยู่ข้างหน้า เมื่อซิโมเน่เดินงุ่นง่านมาบนถนนสายเก่าที่ผ่ากลางเมือง ความฉุนเฉียวระคนความหิวท้องที่ได้รับมาจากการฝึกซ้อมในวันนี้ชักนำเขามายังตัวเมืองเพื่อหาของกินใส่ท้อง ซึ่งตัวเลือกแรกที่ผุดขึ้นมาในใจคนมีอันจะกินอย่างเขาก็คือขนมของร้านนานนีนี่

วันนี้คนในร้านดูน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ท่าทางจะไม่ต้องรอนานอย่างปกติ...ชายหนุ่มปรารภพร้อมกับบังคับสองขาที่อ่อนเปลี้ยของตนลิ่วไปยังร้าน แต่แล้วในบัดดลที่สองตาแลเห็นหนุ่มผมหยักศกที่ดูคุ้นตากำลังร่วมโต๊ะกับสาวชาวต่างชาติที่ตนไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน เขาก็ต้องหยุดก้าวด้วยความตะลึงลาน 

“ตรงกับที่ฉันคิดไม่มีผิด” หนุ่มเสเพลเลียริมฝีปากอย่างคิดแผนการออก “รอบนี้แกดิ้นไม่หลุดแน่ ไอ้สวะมัตเตโอ”  

 

“ขบวนนี้แหละค่ะ ที่ทำฉันมาสาย” อลิสาชี้นิ้วออกไปนอกหน้าต่างมือเป็นระวิง เมื่อขบวนของคอนตราดาสีเขียวเข้ม-ขาวเคลื่อนพลผ่านหน้าร้าน

“ที่แท้ก็พวกคอนตราดาห่าน” ชายที่นั่งฝั่งตรงข้ามยกกาแฟจิบ “พวกเขาเป็นคอนตราดาที่ชนะเลิศปาลิโอมากที่สุดในบรรดาคอนตราดาทั้ง 17 ที่ตั้งของคอนตราดาพวกเขาอยู่ทางตะวันตกของจัตุรัสคัมโปนี่เอง”  

ขบวนนั้นนำโดยชายหนุ่มแบกธงใหญ่พาดบ่าซึ่งมีหน้าตาหล่อเหลาราวเทพบุตรมาจุติ พลกลองและพลธงหลากหลายวัยซึ่งดูแล้วคงจะคัดมาด้วยรูปโฉม เพราะแต่ละคนดูหน้าตาดีๆ ทั้งนั้น จากนั้นจึงเป็นชาวคอนตราดาทุกเพศทุกวัย ทั้งคนแก่ หนุ่มสาว พ่อแม่ที่เข็นรถเข็นเด็กปิดท้ายขบวน ทุกคนคล้องแขนกันและกัน ต่อบางครั้งก็ยกมือไม้ขึ้นเปล่งเสียงเพลงประจำคอนตราดายังกับแฟนฟุตบอลก็ไม่ปาน 

“ชาวเซเนเซ่ทั้งเกิดและตายในคอนตราดาตัวเอง เมื่อแรกเกิดก็ทำพิธีศีลล้างบาปที่โบสถ์ประจำคอนตราดา เมื่อสิ้นชีพก็ฝังศพที่สุสานประจำคอนตราดา ฉะนั้นแล้วปาลิโอที่จัดขึ้นปีละสองครั้งจึงถือเป็นมหกรรมครั้งใหญ่ ทุกๆ คอนตราดาต้องออกมาแสดงแสนยานุภาพข่มกัน เพื่อพิสูจน์ความรักที่พวกเขามีต่อคอนตราดาของตัวเองซึ่งเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของพวกเขา”  

“ฉันอดใจรอปาลิโอไม่ไหวแล้วนะ” อลิสามีอาการลิงโลดเหมือนเด็กๆ “พูดถึงหน้าตาคนในขบวนพาเหรดแต่ละคนนี่หล่อๆ สวยๆ ทั้งนั้นเลยนะ ฉันเคยได้ยินมานานแล้วว่าอิตาลีเป็นประเทศคนหน้าตาดี ดูจากพาเหรดนี่ท่าจะจริง”  

“เธอเองก็หน้าตาดีเหมือนกัน” มัตเตโอชมเบาๆ  

“เมื่อกี้เธอว่าอะไรนะ ฉันนี่น่ะเหรอหน้าตาดี” เด็กสาวชี้หน้าตัวเองซึ่งกลั้นขำแทบไม่อยู่ “เชื่อมั้ยว่าไม่เคยมีผู้ชายชมฉันอย่างนี้มาก่อนเลย”  

“คนอิตาเลียนเรามองว่าการมีผิวแทนเป็นคุณลักษณะที่ดี เลยมองว่าคนไทยที่มีผิวสีคล้ำดูดี” เขาอธิบายโดยรวม 

“ว้าว ไม่อยากจะเชื่อเลย เพราะที่ประเทศของฉันน่ะ วัยรุ่นคนหนุ่มสาวบ้าผิวขาวกันมาก อย่างฉันนี่แทบไม่มีคนเหลียวแล แต่ถ้าเป็นคนขาวหมวยอย่างอินซุกเพื่อนฉันน่ะ หนุ่มๆ รุมตอมกันหัวกระไดไม่แห้งเลยทีเดียว”  

“อย่างนี้เธอคงต้องย้ายมาอยู่อิตาลีแล้วล่ะอาลิซ่า ฉันรับประกันได้เลยว่าเมื่อมาอยู่นี่ เธอก็จะถูกรุมตอมหัวกระไดไม่แห้งเหมือนกัน”  

เสียงหัวเราะของคนทั้งสองดังประสานกัน ไม่ทันที่สรรพเสียงแห่งความปรีดาจะเงียบลง ใครคนหนึ่งก็ผ่าเข้ามากลางวงอย่างสะกดคำว่ามารยาทไม่เป็น 

“เฮ้ มัตเตโอ” หมอนั่นมาถึงก็เอะอะมะเทิ่งทันที “มานานรึยังเนี่ย ฉันไม่นึกเลยว่าจะเจอนายที่นี่ เพิ่งรู้ว่าจนๆ อย่างนายก็มีปัญญากินร้านนี้ด้วย”  

“ซิโมเน่” มัตเตโอมีสีหน้าละล้าละลังผิดจากปกติ  

นิสิตชาวไทยเหลือกตามองหนุ่มผมสั้นที่เข้ามาขัดจังหวะด้วยความไม่สบายใจ ใช่แต่เพียงท่าทางที่ห่ามห้าวหยาบคายที่เขาแสดงกับเพื่อนหนุ่มของเธอเท่านั้น แต่ด้วยสายตาที่เขาสบมองมายังเธอก็ยังมีบางอย่างที่ดูไม่น่าไว้วางใจ 

“ขอโทษที่เข้ามาหานายโดยพลการ” ซิโมเน่แกล้งกระแอม “กินให้อร่อย อ้อ จวนจะถึงปาลิโออยู่รำมะร่อแล้ว อย่ามัวเที่ยวเพลินล่ะ โชคดีนะเพื่อน”  

“เพื่อนเธอหรือ มัตเตโอ” อลิสาถามทันทีที่ฝ่ายนั้นหายจากสายตา 

“อือ” เขาตอบพลางละเลียดขนมบริออชของตนที่กินค้างไว้ “เขาชื่อซิโมเน่...ซิโมเน่ เบียงโคเนโร เป็นลูกเจ้าของไร่องุ่นฐานะดี ลำพังทรัพย์สมบัติที่พ่อแม่เขาสะสมไว้ก็มากพอจะให้เขาอยู่ไปวันๆ โดยไม่ต้องทำงานทำการ”  

“เมื่อครู่ฉันได้ยินเขาพูดอะไรเกี่ยวกับปาลิโอ แต่ฟังไม่ทัน”  

“เขามีความสามารถทางนี้ เป็นนักแข่งปาลิโอหน้าใหม่ เคยชนะปาลิโอรายการเล็กที่เมืองเลญญาโนทางภาคเหนือมาก่อน ส่วนตอนนี้ก็กำลังซุ่มซ้อมเตรียมจะลงแข่งปาลิโอ ดิ เซียน่า วันที่ 2 กรกฎานี้อยู่”  

“ที่ฉันได้ยินเหมือนกับเขาจะบอกให้เธอเตรียมตัวสำหรับปาลิโอที่จะมาถึงนี้ด้วย เธอมีหน้าที่อะไรในปาลิโอด้วยหรือ มัตเตโอ”  

ชายหนุ่มช้อนตาดูเด็กสาว ใจเฝ้าไถ่ถามถึงเรื่องที่ติดค้างในใจเขามาโดยตลอดว่าเขาควรจะเปิดเผยสถานะที่แอบซ่อนของตนให้เธอรู้ดีหรือเปล่า 

“เดี๋ยวเธอก็รู้” เขาเฉไฉจะพูดเรื่องอื่นต่อ แต่ก็ไม่ลืมกำชับในสิ่งที่ตนระแวงนักหนาเมื่อพบว่าเพื่อนร่วมสำนักผู้คิดไม่ซื่อกับเขามาพบเขาขณะอยู่กับเธอ “ไม่ว่ายังไงก็ตาม เธอพยายามอยู่ห่างเจ้านั่นไว้จะดีที่สุด”  

 

ออกจากร้านนานนีนี่มาไกลหลายสิบช่วงก้าว ชายหนุ่มซึ่งในอกเผาไหม้ด้วยไฟแค้นเปิดโทรศัพท์มือถือของตนเพื่อตรวจดูภาพถ่ายที่แอบเก็บมาได้

“แล้วเราจะได้เห็นดีกัน มัตเตโอ” ซิโมเน่เปิดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเร่งฝีเท้า ก้าวยาวๆ ไปตามตรอกซอกซอยอันเป็นแหล่งสุมหัวของเหล่าอันธพาลที่น้อยคนจะได้พบได้เจอในเมืองเล็กน่ารักอย่างเซียน่า 

วัยรุ่นชายสามคนกำลังผลัดกันสูบกัญชาอยู่สุดตรอกลึกที่คนทั่วไปใช้เป็นที่ทิ้งขยะของแต่ละครัวเรือน บุตรชายเจ้าของไร่องุ่นสืบเท้าเข้าไปหาอย่างรู้ทางและปราศจากซึ่งความหวั่นเกรงใดๆ ก่อนเรียกชื่อคนเป็นหัวหน้าด้วยความมักคุ้น 

“ปรีโม” ฟานตีโน่หนุ่มหัวเราะหึ “ฉันรู้แล้วว่าอะไรที่ทำให้เจ้ามัตเตโอเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือขนาดนี้ พวกแกมาดูนี่สิ”  

ทั้งสามกรูกันเข้ามาดูภาพในโทรศัพท์มือถือที่คนมาใหม่โชว์ให้ดู 

“ผู้หญิงคนนี้...” หัวหน้าแก๊งหรี่ตามองอย่างจะให้แน่ใจ 

“เออ” ซิโมเน่ดักคอ “พวกลิงเหลืองที่พวกแกเหม็นขี้หน้าไงล่ะ”  

เหล่านักเลงซึ่งมีทัศนคติเหยียดเชื้อชาติวิจารณ์กันเซ็งแซ่ 

“ทีนี้คงไม่ต้องให้ฉันคอยกระตุ้นพวกแกแล้วสินะ”  

“จะให้พวกผมจัดการกับสองคนนี้ยังไงดี ซิโมเน่” ปรีโมซักด้วยความสนอกสนใจพลางบีบข้อนิ้วตน ทำท่าทางคะนองสั่นสู้ 

“ยังก่อน เกิดผลีผลามทำอะไรไปตอนนี้ ฉันจะเสียหายเอาได้” ผู้ว่าจ้างแค่นหัวเราะก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ระหว่างนี้รอให้มันแพ้ภัยตัวเองก่อน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ฉันเอาไม่อยู่แล้ว...ก็ตามที่พวกเราเคยตกลงกันไว้” 

ความคิดเห็น