facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

“หากมิใช่เพราะอาเชียน ข้าคงได้เป็นสามีของผีร้ายแล้ว เพื่อแสดงความขอบคุณต่ออาเชียน ฐานะข้ายากจน ไม่มีของสิ่งใดที่จะตอบแทนอาเชียน สิ่งของมีค่าที่มีคือตัวข้าเอง มิสู้...ข้ามอบร่างกายเป็นการตอบแทน อาเชียนโปรดรับข้าไว้เถอะ”

ตอนที่ 26 ใช้ร่างกายตอบแทน

ชื่อตอน : ตอนที่ 26 ใช้ร่างกายตอบแทน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ม.ค. 2564 16:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 26 ใช้ร่างกายตอบแทน
แบบอักษร

 

           อันที่จริงแล้วคำพูดของคงชิงไม่ได้ทำให้เชียนรู้สึกอะไร แต่ฉือเป่าตอนนี้คล้ายขนพองไปแล้ว ดังนั้นนางจึงเอ่ยตอบไปว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็ให้คุณชายของเจ้าเลือกสตรีทุกคนที่เข้าตามาเป็นฮองเฮาเสียเลยสิ ข้า...อาจได้แต่งงานกับฮ่องเต้ที่ใหญ่กว่านี้ก็ได้” 

           คงชิงเบะปาก เขารู้สึกราวกับว่าอวัยวะภายในทั้งห้าของตนใกล้จะกระอักเลือดออกมาทันที “เจ้า!” ยังจะหาฮ่องเต้ที่ใหญ่กว่านี้อีกหรือ ข้าจะบอกอะไรให้ ตำแหน่งฮ่องเต้ของคุณชายข้าก็ใหญ่มากพออยู่แล้ว เจ้าไม่เลือกเขาแล้วจะยังเลือกใครได้อีก 

           ลั่วชิงเฉินหันไปถลึงตาใส่คงชิง แต่กลับหันไปยิ้มให้เชียนแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “อาเชียนคิดว่าตำแหน่งฮ่องเต้ของข้ายังใหญ่ไม่พอหรือ” 

           เชียนพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “ใหญ่ไม่พอ เมืองชายแดนเล็กๆ สามารถโดนผู้อื่นรังแกได้ตลอดเวลา ไม่น่าสนใจ” 

           "ข้าเกิดมาโง่เขลา ไม่ได้เกิดมาเพื่อชิงบัลลังก์ครองแผ่นดิน ข้าคิดว่าอาเชียนเป็นคนหลักแหลม มิสู้...หลังจากที่อาเชียนแต่งงานกับข้าแล้ว พวกเราไปขึ้นเหนือล่องใต้ หากถูกใจเมืองไหนก็ยึดเมืองนั้นดีหรือไม่” ฟังลั่วชิงเฉินเอ่ยเช่นนี้แล้วอาจจะดูเหมือนล้อเล่น แต่อันที่จริงแล้วเขาจริงจัง เขาเป็นผู้ที่มีนิสัยเช่นนี้ชอบอะไรก็วางแผนเพื่อให้ได้มันมา ในเมื่อมีอาณาเขตเล็กก็ต้องหาทางขยายอาณาจักรออกไป 

           “ข้าไม่ชอบการต่อสู้” เชียนเอ่ยตอบ 

           ในความเป็นจริง เชียนนั้นไม่ชอบสู้รบของมนุษย์ ทุกครั้งที่เกิดสงคราม วิญญาณในดินแดนใต้พิภพนั้นจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น วิญญาณเหล่านั้นต่างคร่ำครวญ นางเองก็รำคาญใจเช่นกัน 

           แต่บางครั้งนางเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร หากสวรรค์บอกว่าฮ่องเต้คนนั้นไม่ดี พู่กันของเทพซือมิ่งก็จะเริ่มกวัดแกว่ง จากนั้นก็จะเกิดสงครามขึ้น เชียนไม่สามารถจัดการเรื่องราวบนโลกมนุษย์ได้และก็ไม่อยากยุ่งกับสวรรค์ด้วยจึงทำได้เพียงพาดวงวิญญาณที่ตายจากสงครามพวกนั้นกลับสู่แดนใต้พิภพ 

           “เช่นนั้นอาเชียนชอบอะไร ข้าจะหามาให้เจ้า” ลั่วชิงเฉินเอ่ยพลางเดินเข้าไปยังด้านหลังของเชียน 

           เชียนกำลังอยากจะบอกว่าลั่วชิงเฉินเข้ามาใกล้นางมากเกินไปแล้วก็ได้ยินเสียงนกร้องพอดี 

           ฟ้าสว่างแล้ว 

           เมื่อฟ้าสว่าง สิ่งของที่พวกเหมยจีทิ้งเอาไว้จะสลายหายไป เชียนอุ้มฉือเป่าเอาไว้แล้วหันมาเอ่ยกับลั่วชิงเฉินว่า “พวกท่านหลับตาเอาไว้ก่อนเถิด สิ่งของต่อจากนี้เป็นของสกปรก” 

           เชียนคิดว่าคนอย่างลั่วชิงเฉินอย่างมากคงเคยเห็นเพียงคนตาย แต่คงไม่เคยเห็นกระดูกมนุษย์มาก่อน 

           เขาคงทนดูไม่ได้ ดังนั้นจึงเอ่ยออกไปเช่นนั้น 

           แต่บนโลกแห่งความเป็นจริง เมื่อลั่วชิงเฉินได้ยินเชียนบอกว่าสิ่งของต่อจากนี้จะเป็นของสกปรก เขาก็เข้ามาโอบเชียนจากข้างหลังเข้าสู่อ้อมอกของเขา มือข้างหนึ่งของเขาปิดตาทั้งสองข้างของเชียนเอาไว้แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “เช่นนั้น เจ้าก็อย่าดูเลย” 

           เชียนรู้สึกตื้นตันใจแต่ไม่เอ่ยอะไรออกไป อันที่จริงแล้วนางชินกับเรื่องราวแบบนี้เสียแล้ว ปีศาจที่น่าสะอิดสะเอียนกว่านี้นางก็เคบพบเจอมาแล้ว 

           “จำเอาไว้ ว่าต่อจากนี้เจ้าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวแล้ว เจ้ายังมีข้า” คำพูดของเชียนสะท้อนอยู่ในหูของเชียน ใบหน้าที่อยู่ใต้หน้ากากของนางเต็มไปด้วยรอยยิ้ม 

           คนผู้นั้นก็เคยพูดกับนางเช่นนี้ เพียงแต่หลังจากที่พูดออกมาแล้วก็...ลั่วชิงเฉิน ท่านจะเปลี่ยนไปเหมือนกันหรือไม่ 

           เสียงไก่ขันดังขึ้นคราหนึ่ง คราวนี้ฟ้าสว่างจ้าแล้วจริงๆ สิ่งต่างๆ ที่อยู่บนพื้นได้หายไปหมดแล้ว บ้านพิศวงของเหล่าผีสาวเหลือเพียงแต่เพียงความรกร้าง ศพที่ถูกคร่าชีวิต โครงกระดูก รวมทั้งมนุษย์ที่ถูกดูดวิญญาณทั้งที่ตายแล้วและยังไม่ตาย 

           เมื่อฉือเป่าเห็นดังนั้นมันก็ถือโอกาสตอนที่ลั่วชิงเฉินยังคงหลับตาอยู่พ่นหมอกออกมาปกคลุมรอบๆ จากนั้นจึงใช้อุ้งเท้าของตนสะกิดเชียน เชียนจึงดึงมือของลั่วชิงเฉินออก 

           เมื่อเห็นหมอกขาวเชียนจึงลูบหัวฉือเป่า ความหมายก็คือชื่นชมผลงานที่มันทำ เมื่อถูกชื่นชมดังนี้ฉือเป่าก็ดีใจจนเลียนแบบพฤติกรรมแมวในเมืองใต้พิภพคือส่งเสียงร้องออดอ้อนออกมา 

           สุดท้ายเชียนจึงหัวเราะออกมาทำลายบรรยากาศความเงียบนั้น 

           ลั่วชิงเฉินกับคงชิงจึงลืมตาขึ้น 

           “เหตุใดจึงเจอหมอกขาวอีกแล้ว อ๊ากกก...อะไรอยู่ใต้เท้าของข้าน่ะ คุณ คุณ คุณชาย ท่านดูนี่” คงชิงตกใจอย่างมาก 

           ลั่วชิงเฉินก้มศีรษะจึงเห็นโครงกระดูกที่อยู่ใต้เท้าของตน ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าคำว่าสกปรกของเชียนเมื่อครู่นี้หมายความว่าอย่างไร เขาเอ่ยกับคงชิงอย่างสงบว่า “กลัวอะไร” 

           คงชิงแทบจะร้องไห้อยู่แล้ว เขาเคยพบเห็นคนตายกับลั่วชิงเฉินมานักต่อนักแล้ว แต่ยังไม่เคยเห็นอะไรที่น่าขนลุกขนพองเช่นนี้ 

           “รถม้าของครอบครัวข้าอยู่ทางด้านนั้น พวกท่านไปข้าเถิด หากท่านย่าถามขึ้นมา พวกท่านก็บอกว่าเราเพิ่งรู้จักกันเมื่อครู่ ท่านเห็นข้าเดินทางคนเดียวจึงรู้สึกเป็นห่วงจึงอยากจะช่วยปกป้องข้า” เชียนกำชับ 

           การกำชับของเชียนทำเอาลั่วชิงเฉินยิ้มแล้วเอ่ยถามว่า “นี่ถือว่าข้าเป็นวีรบุรุษช่วยโฉมงามหรือไม่ เช่นนั้นอาเชียนก็ต้องใช้ร่างกายตอบแทนข้าน่ะสิ” 

           “วีรบุรุษช่วยโฉมงาม? โฉมงานอย่างข้ามากกว่าที่ช่วยท่าน” 

           “อืม...ก็ใช่ หากไม่ได้อาเชียนเกรงว่าข้าต้องกลายเป็นสามีให้ผีร้ายพวกนั้นแล้ว มิผิด ข้าต้องขอบคุณอาเชียน แต่ครอบครัวข้ายากจนไม่มีสิ่งของมีค่าอะไรที่จะตอบแทนอาเชียนได้ สิ่งมีค่าเพียงอย่างเดียวที่ข้าจะมอบให้เจ้าได้ก็คือตัวข้า มิสู้...ให้ข้าเป็นฝ่ายใช้ร่างกายตอบแทนเจ้า อาเชียนจะรับข้าไว้หรือไม่” ลั่วชิงเฉินถือโอกาสเอ่ยออกมา 

           เชียนเกือบจะกลอกตาใส่ลั่วชิงเฉิน เป็นคุณชายอยู่ดีๆ เหตุใดจึงเรียนวิธีการพูดของสตรีได้อ่อนหวานเช่นนี้ 

           “อาเชียนไม่ต้องการข้าหรือ ข้า...ข้ามีอะไรไม่ดีหรือ อาเชียนบอกข้าสิ ข้าจะแก้ไขเพื่อเจ้า” ลั่วชิงเฉินยิ่งพูดน้ำเสียงของเขาก็ยิ่งอ่อนลง ยิ่งอ่อนลงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งคล้ายเสียงของสตรีมากขึ้นเท่านั้น 

           เชียนอดไม่ได้ที่จะกำหมัดเอาไว้แน่นแล้วทุบไปยังหน้าอกของเชียนพลางเอ่ยว่า “แน่ใจหรือว่าท่านไม่ใช่สตรี” 

           “ข้าจะเป็นสตรีได้อย่างไร” ลั่วชิงเฉินคว้ามือเชียนเอาไว้ได้อีก 

           เชียนพยายามสะบัดอยู่สองสามครั้งแต่กลับสะบัดไม่หลุดจึงเอ่ยว่า “เมื่อครู่วิธีการที่ท่านพูดไม่ได้มีความใกล้เคียงกับบุรุษเอาเสียเลย ข้าไม่ชอบ!” 

           “อาเชียนชอบแบบไหน” 

           เชียน “...” พูดให้น้อยๆ หน่อย! 

           ลั่วชิงเฉินเอามือของเชียนมาวางไว้บนหน้าอกเพื่อให้นางรับรู้ถึงเสียงหัวใจเต้นของตน จากนั้นจึงเอ่ยตอไปว่า “อาเชียนโปรดวางใจ ในเมื่อเจ้าจะไม่ชอบที่ข้าเป็นแบบนี้ ข้าก็จะกลับไปเป็นตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นข้าในแบบใด หัวใจของข้าก็จะยึดมั่นอยู่ที่เจ้า ไม่ว่าจะเป็นชาติไหนๆ ลั่วชิงเฉินจะมีใจให้เจ้าเท่านั้น” 

           “แค่กๆ ...” คงชิงทนไม่ไหวจึงขัดจังหวะลั่วชิงเฉิน สีหน้าของเขาเอือมระอาเต็มทน “คุณชายหากท่านอยากจะพูดอะไรแบบนี้ก็ควรหาสถานที่ที่มันน่าอภิรมย์กว่านี้หน่อย สถานที่ตรงนี้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง พื้นข้างล่างมีแต่ของพวกนี้” 

           เมื่อเห็นคงชิงเอามือชี้ไปบนของที่พื้น ลั่วชิงเฉินเอามือข้างหนึ่งของตนโอบเอวเชียนเอาไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างก็โอบที่เข่าของเชียน ทันใดนั้นเองเชียนก็ถูกลั่วชิงเฉินอุ้มเอาไว้ที่อกอย่างแน่นหนา ส่วนฉือเป่าก็ยังอยู่ในอกของเชียน 

           ภาพเช่นนี้มีความงามที่ไม่สามารถบรรยายออกมาได้ 

           ภาพคนทั้งสองที่สวมหน้ากากดอกปี่อั้นและสุนัขจิ้งจอกสีเงินงดงามอีกตัวหนึ่ง 

           คงชิงไม่กล้าเดินเข้าไป เพราะกลัวว่าตนจะเข้าไปทำลายภาพภาพนี้เข้า 

           “พื้นสกปรกเกินไป” ลั่วชิงเฉินเอ่ยพลางเดินต่อไปข้างหน้า 

           เชียนตกตะลึงไป จากนั้นจึงอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย “เดินหน้าไปประมาณสามสิบก้าว รถม้าของพวกเราอยู่ที่นั่น” 

           “ตกลง” 

           เชียนพบว่าตอนนี้ลั่วชิงเฉินไม่ได้อุ้มนางเอาไว้แต่เหมือนหอบนางเอาไว้มากกว่า เหมือนนางเป็นของรักชิ้นหนึ่งที่เขาหอบไปไหนๆ 

ท่าทางระแวดระวังของเขา ท่าทางที่ทำให้คนเห็นแล้วสบายใจ 

           สุดท้ายก็เดินมาถึงรถม้าของตระกูลหลิน ฉือเป่าได้ทำลายขอบเขตไปแล้ว ส่วนคนที่อยู่บนรถม้าก็ถูกเขาปลุกจนตื่นกันหมด 

           อวี้จู๋เป็นคนแรกที่เปิดม่านรถม้าขึ้น เมื่อเห็นภาพลั่วชิงเฉินอุ้มเชียนไว้ก็รีบกระโดดลงจากรถม้าแล้วเอ่ยถามอย่างตื่นตระหนกว่า “คุณหนูใหญ่ เป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ” 

           เชียนตีไปที่ลั่วชิงเฉิน ลั่วชิงเฉินจึงวางนางลง เชียนถึงจะตอบอวี้จู่ไปว่า "ไม่มีอะไร แค่บังเอิญเจอคุณชายท่านนี้เท่านั้น" 

           "คุณหนู พวกเรา...ไม่รู้จริงๆ ว่าเหตุใดเมื่อวานจึงหลับไปได้ คุณ...คุณหนูเป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ" อวี้จู๋เอ่ยพลางมีน้ำตาคลอเบ้า ดูท่าทางแล้วน่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง 

           เชียนยังไม่ได้ตอบอะไร ชุนหลานก็พยุงฮูหยินผู้เฒ่าลงมาจากรถม้า 

           ฮูหยินผู้เฒ่ากลับไม่ได้มองไปที่ลั่วชิงเฉินก่อน แต่กลับจับมือของเชียนเอาไว้แล้วเอ่ยว่า "เมื่อคืนนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้น เจ้าขับรถม้าคนเดียว ย่าอดห่วงไม่ได้จริงๆ" 

           เชียนส่ายหน้า เวลาเดียวกันก็มองไปยังลั่วชิงเฉินแล้วเอ่ยอธิบายว่า "คุณชายลั่วผู้นี้เดินทางมาปฏิบัติธรรม เมื่อคืนตอนที่ท่านย่าหลับไป เขาเป็นผู้ปกป้องเชียนเชียนจนเดินทางมาถึงที่นี่" 

           เมื่อฟังเชียนพูดจบ ฮูหยินผู้เฒ่าถึงจะหันไปมองลั่วชิงเฉิน นางจึงพบว่าหน้ากากของเชียนเหมือนกับของเขาไม่มีผิด ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นคนที่มองคนทะลุปรุโปร่ง แน่นอนว่าย่อมพอเดาอะไรๆ ออกอยู่บ้าง แต่นางไม่อยากขัดจังหวะจึงเอ่ยกับลั่วชิงเฉินว่า "ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง อย่างนั้นข้าต้องขอขอบคุณคุณชายมากที่ดูแลเชียนเชียนให้" 

           "ฮูหยินผู้เฒ่าอย่าได้เกรงใจ ข้าเพียงเห็นว่าวันนี้อยู่ในช่วงวันสารทจีน คุณหนูหลินเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวอยู่หน้ารถคนเดียวแบบนั้นอันตรายมาก ข้าทำตามหน้าที่ ทำตามหน้าที่เท่านั้น" ลั่วชิงเฉินเอ่ยตอบ 

           "ไม่ว่าจะทำไปเพื่ออะไร คุณชายปกป้องเชียนเชียน ข้าต้องขอขอบคุณท่านจริงๆ" ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยพลางมองเสื้อผ้าที่ลั่วชิงเฉินสวมใส่อย่างละเอียด นางจึงเห็นว่าเขาใส่เสื้อผ้าหรูหรา ป้ายหยกที่ติดตัวเขาก็ไม่ใช่ป้ายหยกธรรมดา หากคนผู้นี้คิดอะไรกับหลานสาวของนางจริง ไม่แน่ว่าในอนาคตเขาอาจจะเป็นที่พึ่งพิงที่ดีได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วท่าทางของฮูหยินผู้เฒ่าจึงเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น 

           "ข้าขอถามคุณชายลั่วกับบ่าวของท่านว่ากำลังจะไปที่ไหนหรือ" 

           ลั่วชิงเฉินตอบอย่างนอบน้อมว่า "เป่ยอันขอรับ" 

           "เป่ยอัน" คิ้วของฮูหยินผู้เฒ่าเลิกขึ้นแล้วยิ้มอย่างมีเมตตา "บังเอิญยิ่ง พวกเราก็กำลังจะไปที่เป่ยอันเช่นกัน มิทราบว่า...คุณชายลั่วยินดีที่จะเข้าเมืองไปพร้อมกับพวกเราหรือไม่" 

           ความปรารถนาของลั่วชิงเฉินเป็นจริงอย่างไม่คาดฝัน แต่เขาก็ไม่กล้าเอ่ยตอบออกไปอย่างยินดีเช่นนั้น เขาจึงแสดงท่าทางละอายใจเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า "เช่นนั้น...จะไม่เป็นการรบกวนพวกท่านหรือ" 

           "ไม่รบกวน ไม่แน่นอน พวกเรามีรถมาถึงสองคัน ให้อวี้จู๋กับชุนหลานนั่งด้านหลัง ส่วนพวกท่านกับบ่าวมานั่งแทน" ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยพลางเหลือบมองชุนหลานที่ยืนอยู่ข้างหลัง 

           ชุนหลานจึงดึงอวี้จู๋แล้วเอ่ยกับลั่วชิงเฉินว่า "ใช่แล้วเจ้าค่ะ คุณชายขึ้นไปบนรถเถิด พวกเราจะนั่งอยู่คันหลัง ไม่อึดอัดเลยแม้แต่น้อย" 

           เช่นนั้น...หากเป็นเช่นนี้ แน่นอนว่าลั่วชิงเฉินต้องเอ่ยกับฮูหยินผู้เฒ่าว่า "เช่นนั้นข้าก็มิกล้าปฏิเสธแล้ว" 

           ดังนั้นลั่วชิงเฉินจึงได้นั่งไปบนรถคันเดียวกับเชียน 

           เชียนรู้สึกเหนื่อยล้าจึงพิงผนังรถม้าแล้วหลับตาเพื่อทำสมาธิ 

           ฮูหยินผู้เฒ่าเข้าใจว่าเชียนหลับไปจึงเอ่ยกับลั่วชิงเฉินว่า "มิทราบว่าคุณชายลั่วอาศัยอยู่ที่ใด มีญาติพี่น้องหรือไม่" 

           ลั่วชิงเฉินเอ่ยว่า "ข้าอยู่ที่สุยหนาน บิดาเสียชีวิตไปนานแล้ว มารดาแข็งแรงดี ที่บ้านมีน้องสาวและน้องชายสี่คน" 

           "อ้อ ดูจากท่าทางการพูดการจาของคุณชายไม่ธรรมดา ท่านคงเป็นบุตรชายของตระกูลใหญ่กระมัง" ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยถามต่อไป 

           ลั่วชิงเฉินรู้ความหมายของคำถามเหล่านี้ของฮูหยินผู้เฒ่าดีจึงเอ่ยตอบไปว่า "ก็ไม่นับว่าใหญ่มากนัก มีที่ดินมากกว่าที่อื่นนิดหน่อย ทรัพย์สินก็มีมากกว่าคนไม่มากนัก" 

           เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินดังนั้นจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจแล้วเอ่ยถามต่อ "เช่นนั้นที่คุณชายลั่วมาที่เป่ยอันเพื่อมาหาญาติหรือ" 

           "ข้ามีกิจการอยู่ที่เป่ยอันจึงต้องมาที่นี่เพื่อจัดการน่ะขอรับ" 

           "คิดไม่ถึงเลยว่าคุณชายลั่วอายุยังน้อยเพียงนี้จะมีทรัพย์สินของตัวเองแล้ว มีความสามารถตั้งแต่ยังหนุ่มจริงๆ คุณชายลั่วเป็นเช่นนี้แล้วคิดว่าคงจะมีภรรยาที่เพียบพร้อมใช่หรือไม่" 

ความคิดเห็น