email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 18

คำค้น : เซียน่า , ร้อน , ฤดูร้อน , อิตาลี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 83

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ม.ค. 2564 03:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 18
แบบอักษร

สุริยงคงแผดแสงแรงกล้าแม้ในยามโพล้เพล้ที่มันโคจรไปบรรจบปลายฟ้าในฤดูอื่น เงาดำของหัวเสารูปแม่สุนัขป่าให้นมทารกแฝดลากยาวลงบนถนนคนเดินที่มีชีวิตชีวาที่สุดในเขตเมืองเก่า ทับร่างของเด็กท้องถิ่นที่ผลัดกันดื่มน้ำคลายร้อนจากน้ำก๊อกสาธารณะ เหล่าสิงห์อมควันที่รวมหัวกันจุดบุหรี่สูบอยู่บนม้านั่งหินใกล้ๆ ตลอดจนคนทำงานใส่สูทที่หิ้วกระเป๋าเอกสารพลางยิ้มหัวหยอกเอินกันไปมา

บนถนนซึ่งความเริงรมย์เยี่ยมกรายไปทุกแห่งหนสายนี้ คงมีเพียงนิสิตหนุ่มจากแดนปลาดิบผู้เดียวที่บรรยากาศรอบกายมิได้นำพาความสุขสันต์มาซาบซ่านจิตใจ หากกลับกันมันยิ่งทำให้รู้สึกว้าเหว่อย่างถึงที่สุด เมื่อทุกคนที่อยู่รายรอบล้วนอยู่ในอารมณ์หรรษากับคู่หรือหมู่คณะของตน ในขณะที่เขาย่ำเท้าผ่านมาอย่างเดียวดายด้วยท่าทางของคนอมทุกข์อันแสนสาหัส  

ตั้งแต่แรกพบในวันสอบจัดระดับชั้นเรียนเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ตราบจนวันนี้ ไม่เคยมีแม้แต่วันเดียวที่ อิเคดะ คาสึยะ จะลบลืมภาพของเด็กสาวพราวเสน่ห์ที่เนื้อตัวประดับประดาด้วยสินค้าแบรนด์เนมจนแพรวพรายสะกดสายตาในทุกย่างก้าว เขาซาบซึ้งในน้ำจิตน้ำใจของอินซุกมาตั้งแต่วินาทีที่เธอยอมแบ่งปากกาให้เขาใช้เมื่อเห็นปากกาของเขาหมึกหมดกะทันหัน พร้อมทั้งอวยพรให้เขาโชคดีกับการสอบ หลังจากที่เขาให้คำตอบกับเพื่อนใหม่ว่าเขามาเรียนที่เซียน่าเพียงลำพัง 

ใครเลยจะต้านทานความหวั่นไหวในหัวใจได้บ้าง หากคนที่มอบไมตรีให้กับเราเมื่อแรกพบมีความสวยสะในอุดมคติของตัวเราเอง  

ภาพเก่าๆ กรอตามกันมาราวเทปวิดีโอที่ไหลลื่น ใบหน้าผ่องนวลที่กระจ่างขึ้นในห้วงนึกยังสามารถเรียกยิ้มได้ทุกคราที่แลเห็น ติดตามด้วยสำเนียงการพูดอิตาเลียนอันชัดถ้อยชัดคำราวเจ้าของภาษามาเอง แววตาที่ซุกซน รอยบุ๋มของลักยิ้ม ตลอดจนสุ้มเสียงหัวเราะอันบาดใจจนพานอยากหัวเราะตาม ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามานี้ล้วนแต่ทำให้จิตใจเขาไม่เคยอยู่กับตัวเองอีกเลยนับแต่มีเธอเข้ามาอยู่ในชีวิต 

ด้านมืดหรือมุมเลวร้ายของอินซุก ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ แต่ใครเล่าจะดีพร้อมไปเสียหมดทุกด้าน และใครเลยจะไม่เคยก่อความผิดพลาดมาก่อน...บางทีอาจเป็นเพราะคำสอนที่คุณพ่อพร่ำย้ำเตือนข้อนี้ เด็กหนุ่มชาวญี่ปุ่นจึงเลือกที่จะจดจำเพียงด้านที่ดีงามของเด็กสาวชาวเกาหลี ไม่ว่าความสามารถด้านภาษา ความเฉลียวฉลาด ความเป็นคนช่างผูกมิตร ความมั่นใจในตัวเอง ความกล้าหาญชาญชัยในเรื่องที่เขาไม่กล้า เหนืออื่นใดคือความมีน้ำใจที่เคยประจักษ์แก่ตัวเขาเมื่อครั้งทั้งคู่ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน 

คาสึยะเดินคอตกพลางยกท่อนแขนที่ชุ่มด้วยเหงื่อบดบังใบหน้าซึมน้ำตาลูกผู้ชายของตนลง กับเรื่องไม่ดีของเธอที่ใครๆ ต่างติฉินนินทา เขาสามารถยอมรับมันได้ทั้งหมด ทว่าสาเหตุหนึ่งซึ่งทำให้เธอชังน้ำหน้าเขามาตลอดเป็นสิ่งที่เขายังไม่เข้าใจ จึงไม่อาจจะแบกรับมันได้ ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่อยู่ติดตัวเขามาตั้งแต่มีชีวิตในครรภ์มารดา อีกทั้งความผิดนั้นก็เป็นเรื่องของคนรุ่นบรรพชนซึ่งเขาไม่ได้ก่อ... 

 

แดดลำสุดท้ายหายลับฟ้าไปร่วมครึ่งชั่วโมงก่อนที่นิสิตไทยหนึ่งเดียวในเมืองจะเดินป้อแป้มาถึงห้องพักของตนเอง อลิสา บุญประยูร กลั้นความสงสัยไว้ไม่อยู่เมื่อเห็นเพื่อนร่วมห้องชาวกรุงโซลนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง ใบหน้าซึ่งดูเหมือนติดค้างอยู่ในอารมณ์ขุ่นแค้นเอี้ยวไปทางหน้าต่างอย่างเหม่อลอย

สองทุ่มเศษแล้วนะ เธอแน่ใจว่านาฬิกามือถือเธอไม่ได้บอกเวลาผิด เวลานี้ในวันเสาร์ รูมเมทเธอน่าจะแดนซ์กระจายอยู่ตามผับบาร์เสียมากกว่า ไม่น่าที่จะมานั่งกระจองหง่องมองผนังและหน้าต่างห้องเรื่อยเปื่อยอย่างนี้ 

“วันนี้เธอไม่ไปเที่ยวไหนหรือ อินซุก” คนเพิ่งมาอยู่นี่เดือนแรกหลุดคำถามออกไปเมื่อจัดการปลดสัมภาระให้พ้นกาย 

นั่นทำเอาอินซุกถึงกับเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโมโหโทโส ลำพังการที่นายญี่ปุ่นคนนั้นบุกมาถึงห้องเธอก็ว่าแย่พอแล้ว เรื่องที่สองคือเงินทองที่ทางบ้านส่งมาชักจะขาดมือจนไม่พอเที่ยวกลางคืนเหมือนก่อน แล้วยิ่งมาเจอกับคำถามโง่เง่าเช่นนี้อีก เธออยากจะแผดร้องให้ดัง แต่ก็อ่อนใจเกินจะทำแบบนั้นได้ลง 

“ก็เห็นอยู่ตำตาว่าฉันนั่งอยู่นี่ ยังจะถามอีก” อินซุกกระชากเสียง  

อลิสาซึ่งได้เรียนรู้วิธีการรับมือกับเพื่อนสาวเจ้าอารมณ์คนนี้มาระยะหนึ่งเลือกจะเก็บเงียบ ด้วยไม่เห็นข้อดีของการตีฝีปากแข่งในสถานการณ์นี้ เธอปลดเปลื้องเครื่องแต่งกายที่ไม่จำเป็นออกทีละชิ้น แล้วจู่ๆ อินซุกก็ทักขึ้น 

“วันนี้หายหน้าหายตาไปกับมัตเตโอมาสินะ เธอน่ะ”  

“ก็...” สาวไทยนิ่งคิดนิดหนึ่ง ก่อนยกยิ้มมุมปาก “ใช่แล้วจ้ะ ขอโทษที่เมื่อเช้าฉันลืมบอกเธอล่วงหน้า เห็นว่าเธอไม่อยู่ เธอไม่ได้บอกน่ะ”  

“ไปไหนมาบ้าง” เสียงถามนั้นทั้งห้าวทั้งห้วน 

“หลายที่เลย ที่แรกก็ป้อมปราการตระกูลเมดีชี จากนั้นก็ไปต่อที่โบสถ์ซาน โดเมนิโก อ้อ แล้วก็น้ำพุบรันดาอีก” ตอบพร้อมกับฉวยผ้าขนหนูเตรียมตัวอาบน้ำ “เธอทักมาก็ดีเลย เผื่อฉันจะลืมอีก พรุ่งนี้ฉันไปข้างนอกอีกนะ”  

“ไปกับผู้ชายคนนั้นอีกน่ะหรือ” อินซุกสะบัดหน้ามองเธอไวปานฟ้าแลบ “โอ้โฮเฮะ เธอนี่ก้าวหน้าไปไวกว่าฉันเยอะเลยนะ อาลิซ่า เผลอแป๊บเดียว เธอไปได้ไกลขนาดนี้แล้ว ฉันล่ะทึ่งใจในตัวเธอเหลือเกิน”  

อลิสาซึ่งเพิ่งถอดเสื้อนอกอดตกใจไม่ได้ที่อีกฝ่ายหันมามองตน เธอรีบห่มผ้าเช็ดตัวคลุมเรือนร่าง ถามกลับทั้งที่ยังวางหน้าไม่สนิท “ทึ่งใจ? เธอทึ่งใจอะไรในตัวฉันเหรออินซุก ฉันไม่รู้เลยว่าเธอพูดเรื่องอะไรอยู่”  

“หึ” รูมเมทย่นจมูกทำท่ารังเกียจ เธอคนนี้ช่างเหมือนเด็กน้อยเสียไม่มี ไม่ว่าด้วยสรีระผอมแห้งหรือความคิดอ่านอันใสซื่อ “ก็เรื่องมัตเตโอกับเธอน่ะสิ แหม เที่ยวตะลอนๆ ไปมาอย่างนี้ พวกเธอดูยังกะคู่รักกันเลยนะ”  

“ฉันไม่รู้ว่าเธอพูดเรื่องอะไร” คนถูกกระเซ้าหน้าแดงแจ๋ 

“อย่าทำไขสือหน่อยเลยน่า อาลิซ่าเพื่อนฉัน ฉันดูออกหรอกนะว่าเธอกับเขาชักจะชอบกันขึ้นมาแล้ว” อินซุกเล่นงานด้วยสงครามจิตวิทยา “แต่ระวังไว้หน่อยก็ดีนะ พวกผู้ชายอิตาลีน่ะ ขึ้นชื่อความเจ้าชู้กันทุกคน และพวกเขาไม่เคยเห็นนิสิตต่างชาติอย่างพวกเราอยู่ในสายตาหรอก อย่างดีก็เป็นได้แค่เครื่องระบายความเหงาของพวกเขา ระบายยังไงเธอก็คงจะพอเดาได้อยู่ใช่มั้ย...”  

“พอที ฉันไม่อยากฟังเรื่องนี้แล้ว” สาวไทยทะลุขึ้นมากลางปล้อง อีกฝ่ายยังมิทันได้ต่อปากต่อคำ เธอก็ชำเลืองเห็นปากกาที่เธอหาเท่าไหร่ก็ไม่พบวางอยู่บนโต๊ะ “เอ้ย นั่นมันปากกาของฉันนี่ หาอยู่ตั้งนาน มันไปอยู่ไหนมาเนี่ย”  

สาวจากแดนกิมจิเม้มปากอย่างรู้ตัวว่ากำลังจะถูกไล่เรียงเสียเอง 

“มีคนเอามาให้ฉันใช่มั้ยอินซุก เพื่อนในคลาสฉันใช่มั้ยที่เอามาให้”  

“ซิ” ก้อนโทสะจุกอยู่ที่คอหอย “มีคนเอามาคืนเมื่อบ่าย”  

“นั่นสิ ฉันว่าเมื่อคืนฉันหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ คงจะหลงอยู่ที่ไหนสักที่ นึกว่าจะต้องซื้อด้ามใหม่แล้ว...คนที่เอามาคืนใช่คาสึยะหรือเปล่า”  

ความอดทนอดกลั้นของอินซุกมาถึงขีดสุดเมื่อสดับชื่อนั้น 

“เออ” สาวเกาหลีตัดรำคาญ “ไอ้ญี่ปุ่นคนนั้นแหละ พอใจรึยัง แล้วเธอก็เลิกเซ้าซี้ถามฉันหรือพูดชื่อมันให้ฉันได้ยินสักที”  

คนจิตใจดีหน้าตึงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวยามได้ยินคู่สนทนาพาดพิงเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งในเซียน่าของตนด้วยชื่อชนชาติอันมีนัยของการเหยียด “ทำไมเธอเรียกเขาอย่างนั้นล่ะอินซุก ทำไมเธอถึงไม่เรียกชื่อเขาดีๆ”  

“ฉันไม่อยากพูดชื่อมัน” คนถูกจี้ใจดำขึ้นเสียง คิดว่าจะได้ผลเหมือนเก่า แต่เปล่าเลย คราวนี้อาลิซ่าจิกเธอไม่ยอมปล่อยทีเดียว 

“แล้วเพราะอะไรเธอถึงได้ไม่ชอบเขาขนาดนั้น”  

“มันเป็นผู้ชายเหยาะแหยะ ไม่มีความกล้าหาญในแบบของผู้ชายที่ฉันชอบ แต่ยังสะเออะชอบทำตัวไล่ตามฉันเหมือนยังกะเห็บหมัดที่น่ารำคาญ แล้วมันก็เป็นคนญี่ปุ่นด้วย เข้าใจมั้ย” ความมุ่งหมายจะรวบรัดให้จบเรื่องทำให้เธอพลั้งปากพูดเหตุผลข้อสำคัญ ซึ่งที่จริงเธอไม่อยากพูดมันให้คนต่างชาติได้ยินนัก 

“เธอไม่ชอบเขาเพราะว่าเขาเป็นคนญี่ปุ่นจริงหรือ...” เพื่อนชาวไทยทวนคำถาม ทว่าคนพูดเฉไฉหันหน้าหลบไปทางอื่น 

“เออ มีปัญหาอะไรมั้ย” อินซุกย้อนอย่างหาเรื่อง 

อลิสาเงียบงัน แม้จะเคยรู้ถึงความเป็นชาตินิยมเข้มข้นของคนเอเชียตะวันออกมาบ้าง แต่เธอก็สุดรู้ว่าเด็กรุ่นพวกเธอจะยังซึมซับแนวคิดดังกล่าวอย่างเหนียวแน่นอยู่ “แค่เพราะเขาเป็นคนญี่ปุ่น เธอถึงกับต้องเกลียดเขาเลยเหรอ”  

“ก็ฉันเพิ่งบอกไปหยกๆ นี่ไงว่าไม่ชอบนิสัยส่วนตัวมันด้วย” อินซุกตะคอกตะคั้น “แล้วถ้าเธอรู้ว่าพวกญี่ปุ่นมันทำเวรทำกรรมกับประเทศและบรรพบุรุษของฉันมามากแค่ไหน เธอจะไม่ใช่คำว่า “แค่” เลย พวกมันทั้งขโมยวัฒนธรรม เผาวังหลวง ประหัตประหารชีวิตผู้คน ฉุดคร่าผู้หญิงไปสนองบำเรอกาม ปกครองพวกเราอย่างกดขี่ข่มเหงนานถึง 35 ปี จะให้ฉันมองคนชาตินี้เป็นคนดีได้ยังไง”  

สาวไทยไพล่ระลึกถึงซากโบราณสถานที่ดารดาษบ้านเกิดเมืองนอนของตน ถ้าเพียงแต่พวกพม่ารามัญไม่ยกทัพเข้ามาเผาทำลายสมัยเสียกรุงครั้งที่หนึ่งและสองตามเนื้อหาวิชาประวัติศาสตร์ที่ร่ำเรียนมาตอนเด็ก ปราสาทราชฐานของกรุงศรีอยุธยาซึ่งเคยเรืองรองในอดีตก็คงอวดความโอ่อ่าอลังการตราบเท่าทุกวันนี้ ไม่ใช่เหลือเพียงซากปรักหักพังที่ทรุดโทรมหม่นราศี ความคับแค้นที่ชาวเกาหลีมีต่ออดีตเจ้าอาณานิคมญี่ปุ่นก็คงมิต่างกับความรู้สึกที่ชาวไทยหลายคนมีต่อชาวพม่า 

“แต่คาสึยะเขาไม่ใช่คนอย่างนั้น เขาเป็นคนอ่อนโยน จิตใจดี ชอบช่วยเหลือคนอื่น เรื่องพวกนั้นเป็นเพียงเรื่องในอดีตที่เกิดก่อนพวกเราจะเกิดมาด้วยซ้ำ แล้วทำไมเขาจะต้องมาร่วมรับบาปนี้ด้วย” อลิสายังไม่เลิกความพยายามจะปกป้องเพื่อนชายให้รอดพ้นจากอคติที่ฝังหัวผู้หญิงที่เขารัก 

“หยุดพล่ามได้แล้ว” คนถูกรังควานใจชักสีหน้าบึ้งตึงขณะลุกจากเตียง “หลีกทางไป ฉันจะลงไปเอาเสื้อในที่ซักทิ้งไว้ข้างล่าง...แล้วถ้าเธอยังไม่หยุดพูดชื่อไอ้ยุ่นนั่นให้ฉันได้ยินอีกล่ะก็ อย่ามาหาว่าฉันใจไม้ไส้ระกำกับเธอก็แล้วกัน!”  

 

แสงไฟส่องสว่างมาจากห้องพักหมายเลข 33 เป็นสัญญาณยืนยันว่าบนห้องนั้นมีคนอยู่ รอจนกระทั่งมั่นอกมั่นใจดีแล้วว่าอาลิซ่าคงกลับถึงห้องเป็นที่เรียบร้อย ชายที่ยืนล้วงกระเป๋าอยู่หน้าทางเข้าหอพักจึงเบนสายตาซึ่งเต็มไปด้วยความห่วงใยออกจากหน้าต่างบานนั้น พลันเร่งฝีเท้าจากไปในความมืด

“ชิ เวเดียโม ดอมานี่ - แล้วพบกันใหม่พรุ่งนี้นะ อาลิซ่า” เขาพึมพำกับตัวเองราวจะให้ความอบอุ่นแก่หัวใจที่เต็มตื้น สองขามุ่งตรงไปที่รถเวสป้าที่จอดไว้ข้างถังขยะบ้านหลังหนึ่ง เมื่อนั้นเอง มัตเตโอก็สะดุดตากับบางสิ่งเข้า 

หอเกียรติยศแห่งคอนตราดาหอยทากในเวลานี้ท่าจะปิดไปแล้ว หากแต่ไฟสลัวภายในซึ่งส่องให้เห็นข้าวของแห่งเกียรติยศชัดแจ้งในความมืดประดุจสิ่งล่อตาลวงใจให้เขาอยากเข้าไปเยือนที่นั่นอีกครั้ง หลังจากที่เคยเข้าไปนับครั้งไม่ถ้วน 

ไม่ผิดจากที่คะเนด้วยสายตาสักเท่าไหร่ ชายหนุ่มรำพึงกับตัวเองในทันทีที่พบว่าประตูไม้เก่าแก่บอกความขลังของสถานที่บานนั้นคล้องสายยูไว้ ด้วยวิชาสะเดาะกลอนซึ่งเขาได้ร่ำเรียนมาจากบรรดาเด็กยิปซีเหลือขอในบ้านเกิดที่ซาแลร์โน อาศัยเพียงสายตาดีๆ และของที่พกติดตัวชิ้นเดียว ชั่วเวลาไม่กี่อึดใจ กลอนประตูบานนั้นก็คลายออก พร้อมกับร่างของเขาที่ลอบเข้าไปด้วยความระมัดระวัง 

นัยน์ตาสีฟ้าสวยของ มัตเตโอ กัปเปลลี ปรายไปรอบตัวโดยไม่ลืมที่จะเก็บรายละเอียดความงดงามของสิ่งของแต่ละชิ้น ทั้งหมวกปีกและเสื้อกระโปรงผ่าอกของคนในขบวนพาเหรด ธงและกลองแต๊กที่คนเหล่านั้นใช้ประกอบการเดินขบวน ตราสัญลักษณ์ประจำคอนตราดา หมวกกะโล่และเสื้อคอปกตัวหลวมที่นักแข่งสวมใส่ในวันจริง ทำเนียบรายชื่อฟานตีโน่และม้าของคอนตราดาในปาลิโอแต่ละครั้ง ก่อนหน้าที่จะหยุดสายตาที่ ‘ดรัปเปลโลเน่’ หรือแผ่นผ้าไหมยาวแนวตั้งระบายสีสันสวยงามซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคอนตราดาพากันช่วงชิงจะเป็นเจ้าของในศึกปาลิโอแต่ละครั้ง 

ผ้าไหมลายพระแม่มารีย์ประทานพรแก่ชาวเมืองผืนนั้นเขายังจำได้ดี มันเป็นแผ่นผ้าไหมครั้งที่ ‘ฟูลมีเน่’ ฟาบิโอ กัปเปลลี บิดาเขา เป็นผู้ได้รับมาครอบครองตั้งแต่ครั้งแรกที่ลงแข่งในนามคอนตราดาหอยทาก 

เคียงข้างกับแผ่นผ้าไหมผืนนั้น ภาพถ่ายกล้องฟิล์มรูปนักแข่งฉายาเจ้าสายฟ้าในชุดสีแดง-เหลือง มือหนึ่งถือหมวกกะโล่ทาสีเดียวกัน อีกมือชูแส้อวดทั้งรอยยิ้มในฐานะผู้ชนะ ได้รับการอัดกรอบติดฝาผนังไว้อย่างดี สมที่เป็นฟานตีโน่อันดับหนึ่งแห่งทศวรรษที่ฟานตีโน่ทั่วทั้งเซียน่าพากันครั่นคร้ามในฝีไม้ลายมือและปฏิภาณไหวพริบอันชาญฉลาด ภายในระยะเวลาเพียงสิบปีเศษ ฟูลมีเน่ลงสนามไปทั้งสิ้น 20 ครั้ง ชิงแผ่นผ้าไหมมาได้ถึง 6 ผืน มากกว่าคู่แข่งคนอื่นร่วมสมัยเดียวกัน 

บรรดากูรูผู้รอบรู้ในวงการปาลิโอต่างพร้อมใจฟันธงว่าฟานตีโน่อนาคตไกลอย่าง ฟาบิโอ กัปเปลลี มีแววจะเป็นผู้เขย่าบัลลังก์ ‘ราชาแห่งจัตุรัส’ หรือตำแหน่งผู้ชนะเลิศปาลิโอสูงสุด ซึ่งอันเดรีย เดกอร์เตส เจ้าของฉายา ‘อเชโต้’ เป็นผู้ทำไว้ที่ 14 สมัย หากว่าสิ่งนั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้น เมื่อวันหนึ่งหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของแคว้นกัมปาเนียลงข่าวเกรียวกราวว่า ‘ฟูลมีเน่’ ดาวเด่นของวงการขี่ม้าหลังเปล่า ได้จากโลกใบนี้ไปอย่างกะทันหันบนวัยเพียงสามสิบปีเศษด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์บริเวณรอยต่อระหว่างจังหวัดนาโปลีกับจังหวัดซาแลร์โน 

มัตเตโอผ่อนลมหายใจสั้นๆ ขณะแหงนหน้าขึ้นมองรูปถ่ายข้างแผ่นผ้าไหม อุปาทานว่ายิ้มของพ่อฟาบิโอในรูปถ่ายบานนั้นดูจะเหยียดยิ้มสูงขึ้นอีก เมื่อคนในภาพพบว่าลูกนอกคอกของเขามาเยี่ยมเยือน  

ยิ่งพ่อของเขายิ่งใหญ่มากเพียงไร ชายหนุ่มก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองถูกกดให้ต้อยต่ำลงมากเพียงนั้น เหตุเพราะเขาเป็นเพียงลูกนอกสมรสหรือ ‘บัสตาร์โด’ ที่สังคมรังเกียจ แม้แต่ตัวพ่อของเขาเองก็ไม่เคยยอมรับว่าเขาเป็นลูกจวบจนวันที่รถยนต์ซึ่งพ่อขับออกไปด้วยความมุทะลุหลังมีปากเสียงกับแม่ประสานงากับรถขนแก๊สที่วิ่งสวนมาด้วยความเร็วสูง...บ่อยทีเดียวที่ลูกนอกสมรสคนนี้อดที่จะถามตัวเองว่าชีวิตเขาในวันนี้จะดีขึ้นสักเท่าใด หากว่าพ่อของเขายังหลงเหลือมนุษยธรรมอยู่บ้าง และรับเขามาอุปถัมภ์ค้ำชู แทนที่จะปล่อยให้เขาอยู่ในความดูแลของแม่ซึ่งติดเหล้างอมแงมตั้งแต่นั้น และทอดทิ้งเขาไปอีกคนด้วยโรคพิษสุราเรื้อรังเมื่อเขาเริ่มเป็นหนุ่ม 

สายลมวูบหนึ่งโชยแผ่วมาทางประตูที่เขาเพิ่งจะสะเดาะกลอนเข้ามาปานจะยอกย้อนความผิดบาปในวัยเด็กที่เขาเคยกระทำด้วยมือสองข้างนี้ ความที่แม่ไม่เคยใส่ใจไยดีกับตัวเขาเท่าการหาเงินกินเหล้า มันผลักไสให้เขาต้องหันหน้าไปประทังชีวิตด้วยการคบค้ากับเด็กยิปซีและมิจฉาชีพ หัดลักเล็กขโมยน้อย ล้วงกระเป๋า หลอกตบทรัพย์ชาวต่างชาติ เพื่อฉวยเอาข้าวของเงินทองที่จะช่วยให้เขามีชีวิตรอดต่อไป 

“พ่อฟังผมนะ” มัตเตโอให้ปฏิญาณกับรูปถ่ายบานใหญ่บนฝาผนังกับแผ่นผ้าไหมซึ่งครั้งหนึ่งบิดาของเขาเคยถือครอง “ถึงพ่อจะไม่เคยยอมรับว่าผมเป็นลูกพ่อ แต่มือเปื้อนบาปคู่นี้แหละที่จะพิสูจน์ให้พ่อเห็นว่าผมเป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น...”  

หนุ่มผมหยักศกสะกดกลั้นความน้อยเนื้อต่ำใจที่เกาะกุมลำคอ 

“แล้ววันหนึ่งพ่อก็จะได้เห็นเองว่าลูกชายส่วนเกินคนนี้ก็มีน้ำยาพอที่จะคว้าแผ่นผ้าไหมปาลิโอมาครองได้เหมือนกัน พ่อคอยดู...”  

ลั่นประกาศิตเสร็จดังใจหมาย แถมด้วยเพ่งสบตากับภาพนั้นอย่างไม่คร้ามเกรง มัตเตโอจึงผลีผลามออกมาจากหอเกียรติประวัติแห่งนั้น คล้องสายยูและลงกลอนให้เหมือนดังเดิมก่อนหน้าที่เขาจะลักลอบเข้าไป 

ลมโชยมาอีกวูบพร้อมด้วยเสียงร้องของสัตว์กลางคืนบางชนิด แม้แถวนี้จะมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ด้วยสิงสาราสัตว์ ทว่าบุตรชายของตำนานปาลิโอผู้วายชนม์สะดุดใจได้ว่าอีกเสียงสอดแทรกที่ได้ยินไม่ใช่เสียงการเคลื่อนไหวของกวางซึ่งชอบมาป้วนเปี้ยนละแวกนี้ยามวิกาล หากเป็นเสียงของคนที่ซุ่มดูเขาอยู่ 

มัตเตโอรวบรวมสติให้มั่น ปรี่ไปสตาร์ทรถจักรยานยนต์คู่ใจ ก่อนจะปีนขึ้นคร่อมเบาะที่นั่งก็อดไม่ได้ที่จะกระหนาบคนเหล่านั้นอย่างไม่หวาดหวั่น “พวกแกน่ะเลิกแอบดูได้แล้ว ฉันไม่มีอะไรให้ติดตามหรอกนะ”  

จบคำที่เปล่งออกมาด้วยญาณของคนเคยทำงานใต้ดิน ชายหนุ่มก็บึ่งเวสป้าสีฟ้าอ่อนของตนออกไปโดยไม่ให้ราคากับเหล่าหัวขโมยรุ่นกระทงที่เขาปักใจว่าพวกมันคงสุมหัวอยู่ที่ไหนสักแห่งบนถนนลาดชันอันแสนเปลี่ยวสายนี้ 

ความคิดเห็น