ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เรื่องที่ 8 หนามทะเลทราย

ชื่อตอน : เรื่องที่ 8 หนามทะเลทราย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย เรื่องสั้น

คนเข้าชมทั้งหมด : 19

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ม.ค. 2564 19:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เรื่องที่ 8 หนามทะเลทราย
แบบอักษร

ทะเลเมฆด้านบนนั้นปรากฏขึ้นเป็นควัน มันกระจายออกเหมือนดอกจากกระบองเพชร เอนันเดินทางมาไกล แสงแดดไอร้อนจากความรกร้างแผดเผาผ้าคลุมสีเขียวซีด เขามองผ่านความว่างเปล่าอันสุดหยั่งถึง แสงสะท้อนของเม็ดทรายปรากฏเป็นภาพเพื่อนคนสําคัญอันเก่าแก่โสตจักษุของเอนันเฝ้าสัมผัสให้เขาแน่ใจชัดเจนอีกครั้งหนึ่งว่ามันไม่ใช่ภาพลวงตาเขาเดินย้ำผ่านเนินทราย จนมาบรรจบยังบานประตูที่สูญเสีย

การบิด มันเหลือทิ้งไว้เพียงช่องโหว่ของกลอนพันธนาการ สภาพของบ้าน แม้ดูแย่แต่ยังคงไม่ทิ้งร้าง เขาผลักบานประตูออก เสียงร้องของบานไม้ขัดกับแนวระนาบของพื้นชนิดเดียวกัน ชั้นหนังสือเรียงรายเต็มทั่วกันในห้องแรกพบนั้น ปริมาณฝุ่นเท่านั้นที่ทําให้เอนันรู้สึกต่างออกไปจากภาพอดีต

“คุณเป็นใคร”

ปากกระบอกอาวุธสังหาร ดันเข้าที่ด้านหลังของเอนัน เขารู้สึกถึงความร้อนจากปลายท่อเหล็ก

“แค่คนปลูกตะบองเพชรที่ผ่านแวะมา ไม่ได้เป็นอะไรไกลเกินกว่านั้น” เขาพูดพร้อมยกมือแสดงความจํานน

“ปลูกกลางทะเลทราย แบบนี้เนี้ยนะ อย่ามาแหลกันหน่อยดีกว่า” เสียงนิรนามเอ่ยต่อ

“ฉันก็ไม่รู้จะอธิบายให้นายเชื่อยังไงดี แต่หากนายยังพอมีการศึกษาอยู่บ้าง น่าจะเข้าใจว่าบทสนทนาดีๆของคนปกติ เขาไม่เอาปืนมาจ่อที่ด้านหลังของคนอื่นแบบนี้กันหรอกจริงไหม”

“นายต้องการอะไร มาที่นี้ทําไม” คู่ขัดแย้งของเอนันเอ่ยต่อ

“แล้วสมมุติถ้าฉันจะ...” เอนันเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็วเขาหมุนตัวจับปากกระบอกของฝ่ายตรงข้าม ก่อนเล็งหมุนคันไกกลับมาคล้องในด้ามมือทั้งห้านิ้วอย่างว่องไว แค่เพียงช่วงพริบกระดิกตาสถานการณ์ของคนสองคนก็ถูกสลับหน้าที่กัน

“ทําแบบนี้บ้าง” เอนันจ้องกลับไปยังฝ่ายตรงข้ามภาพของเด็กชายวัยไม่เกินสิบสามกําลังผงะตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่

“ลูกของปีนาน?” เอนันลดลํากล้องอาวุธสังหารลง

“ชะ ใช่...แล้ว” เด็กชายน้ําตาคลอเบ้า เขากําลังถูกกลืนกินด้วยความกลัวและอันตรายจากคนแปลกหน้า

“ฉันชื่อเอนัน เป็นเพื่อนเก่าของพ่อของเธอ ฉันเอาของที่ฝากไว้มาคืนให้ พ่อเธออยู่ไหม”

เขาปลดกระสุนออก เขาสังเกตถึงความสะเพร่าของปืนที่ยังไม่ได้ปลดเซฟก่อนยิงของเด็กชาย ก่อนยื่นคืนให้เจ้าของเดิม

“พ่อไม่อยู่แล้ว” เขาเอ่ยพร้อมรับปืนจากเอนัน

“ออกไปข้างนอก?”

“เปล่า...พ่อตายแล้ว” รสชาติของคําพูดประโยคห้วนสั้นของ

เด็กชายไม่ต่างอะไรจากสีซีดลอยด่างบนกระเป๋าสะพายของเอนันมันร้อยเรียงทมิฬลงภายในใจของเอนัน

เขาเสียใจ เขามาสาย 

.................................... 

หน้าหลุมศพของ ปีนาน ปราศจากซึ่งดอกไม้หรือข้อความความอาลัยร่วมจากบุคคลอื่นใด นอกจากคนสองคน เอนัน และเด็กชายจากเลือดเนื้อส่วนหนึ่งของเขาปีนานในตอนนี้เหลือตัวตนเพียงแค่กิ่งไม้ที่ไขว้ปักอยู่บนเนินดินเพียงเท่านั้น

“ขอโทษนะ...เขาเป็นอะไรตาย” เอนันเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ

“คนในเมืองที่เอาศพมาส่งบอกว่าพ่อยิงตัวเอง หลังจากที่ถูกคนในเมืองเรียกไปให้ปากคํา”

“ให้ปากคําเรื่องอะไร”

“พ่อเล่าความจริงเกี่ยวกับกระบองเพชรพวกนั้น” เด็กชายชี้ไปยังกระบองเพชรที่รายล้อมรอบโล่งร้างของพวกเขา

“งั้นเหรอ” เอนันหยุดครุ่นคิด “แล้วนายชื่ออะไรล่ะเจ้าหนู”

“ทุ่งกว้าง ผมชื่อทุ่งกว้าง”

เอนันแปลกใจเล็กน้อยกับชื่อนี้ เขามองไปยังหลุมฝังร่างของคนตั้งที่คิดตั้งชื่อนี้ เขาแอบถอนหายใจ

.................................... 

คืนนั้น เอนันทํากับข้าวง่ายๆให้กับเด็กชาย ด้วยวัตถุดิบที่ยังพอหลงเหลืออยู่ในบ้านและสัมภาระ เขาคิดถึงความทรงจําเก่าๆ ระหว่างเขาและมนุษย์ที่ชื่อปีนานปีนานเป็น “นักเล่า” เขาเล่าทุกอย่างผ่านทุกสิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งจะทําได้ ด้วยวาจา ด้วยวาทะ ด้วยดวงตา ด้วยลมหายใจ ด้วยรส ด้วยกลิ่น ด้วยอักษร หรือด้วยวิญญาณ เขาดํารงชีวิตอยู่

ด้วยการแลกเปลี่ยนข้าวอาหารน้ําผ่านเรื่องราวที่พบเจอ ปีนานมักคอยบอกคนรอบข้างที่ได้รับสารข้อความจากเรื่องเล่าของเขาอยู่เสมอ ว่าสิ่งที่

เขาทําอยู่มันไม่ใช่อาชีพ แต่เป็นรูปแบบการดํารงอยู่ของตัวตนของเขา เขามักฝากบอกให้ทุกคนออกตามหาชีวิตที่เหมาะที่ควรกับครรลองของตนเอง

ปีนานเชื่อว่ามันคือจุดถ่วงสมดุลของความบิดเบี้ยวภายในจิตใจ การเลี้ยงดูตนเองให้มั่นคงปลอดภัยด้วยวิธีการอื่นใดเป็นเพียง

ความต้องการทางตัณหาราคะ หาใช่มาจากเนื้อแท้ความต้องการของตนเอง การใช้ชีวิตปลอดภัยอยู่ในรูทองคําทั้งๆที่หัวใจสูญสลายเป็นเรื่องเล่าชวนอ้วกสยองขวัญที่สุดสําหรับปีนาน เขาเชื่อว่าการซ่อนเร้นตัวเองจากภัยอันตรายโดยการใช้ชีวิตเหมือนหอยทากในเปลือกบางๆ

ไม่ใช่ประเด็นสําคัญหลักของมนุษย์ผู้จัดแจ้งแล้วในชีวิต วิธีการขวนขวายหาสิ่งเหล่านั้นตังหากล่ะ ปีนานไม่เชื่อว่าคนเราจะพอใจในวิธีการจับปลาเหมือนกันทั้งหมด เมื่อทุกอย่างดําเนินมาถึงจุดๆหนึ่งแล้ว การเหวี่ยงอวนแห

อาจไม่มีความหมายเท่ากับการจับปลาด้วยมือเปล่าเพียงตัวเดียวเมื่อท้ายสุดคนเราจะอ่อนแอเปราะบางเพราะไร้เจตจํานง หาใช่ความไม่มั่นคงในปากท้อง

“คุณเอนัน เอาอะไรมาคืนให้พ่อเหรอครับ” เขาตักน้ำซุปที่เอนันยกมาวางไว้ให้“ตะบองเพชรน่ะ” เขาดึงเก้าอี้ออกให้พอดีกับการนั่ง

“ไม่เข้าใจว่าพ่อจะอยากได้มาอีกทําไม ข้างนอกทะเลทรายนั้นก็มีเยอะอยู่แล้วนี้ครับจะเอามาให้อีกทําไม”

เอนันเหลือบมองไป

ยังหน้าต่างขอบกรอบไม้ของมันยังสะสมไปด้วยฝุ่น แสงไฟจากท้องฟ้ายามค่ำคืนลอยลอดผ่านก้อนเมฆสีครึ้มหม่น ปรากฏเป็นภาพต้นหนามทะเลทรายเอนันหยุดมองประณีตชั่วครู่

“พวกมันเป็นแค่กระบองเพชร ไม่ใช่ตะบองเพชร”

“แล้วแบบไหนคือตะบองเพชร” เด็กชายทําหน้างง

“มันอาจจะคล้ายกัน แต่แน่นอนมันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน” เขามองหน้าทุ่งกว้างอีกครั้ง ดูเหมือนเขายังต้องการคําอธิบายเพิ่มเติม

“พูดง่ายๆว่า ทุกสิ่งย่อมมีตัวตนเป็นของตัวเอง แม้จะกําเนิดจากสิ่งเดียวกัน หากนายยกตัวอย่างถึงความแตกต่างของนก และอูฐย่อมแตกต่างกันอยู่แล้วใช่ไหม แต่หากลองย่นหมวดหมู่มันลงจนกลายเป็น นกนางนวลกับนกพิราบอะไรแบบนี้ มันก็จะทําให้เราเริ่มรู้สึกว่ามีความเกี่ยวข้องกันในฐานะสัตว์ปีกที่ทําให้นกสองชนิดนี้มีบางอย่างที่เหมือนกัน แต่สุดท้ายเราก็จะสรุปว่ามันไม่ใช่สิ่งเดียวกันอยู่ดี”

เขาตักซุปด้วยช้อนสังกะสี ก่อนจะหยุดเสียงลงครู่หนึ่ง

“ก็เพราะมันเป็นคนละชนิดกัน คนละสายพันธ์กัน มันก็ต้องต่างกันอยู่แล้วนี้ครับ แต่ไอตะบองเพชร กับกระบองเพชรอะไรเนี้ยมันต่างกันแค่การออกเสียงเองนะ ซึ่งจบสุดท้ายก็มีความหมายอย่างเดียวกันคือต้นไม้มีหนาม”

ทุ่งกว้างวางช้อน ลุกเดินออกไปหยิบผ้าขี้ริ้วมาเช็ดน้ำซุปที่หกเปื้อนโต๊ะ

“งั้นเรามาลองสมมุติว่ามีหินอยู่สองก้อน ชื่อของมันคือ “หินหนึ่ง”และ“หินสอง” รูปร่างของพวกมันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เนื้อในแร่ธาตุของมันก็แตกต่างกัน ตําแหน่งที่วาง จุดกําเนิดก็แตกต่างกัน สรุปสุดท้ายพวกมันก็ยังเป็นหินกันเหมือนเดิม คราวนี้หากลองเปลี่ยนให้พวกมันมีรูปร่างเหมือนกัน เนื้อในแร่ธาตุเหมือนกัน

จุดกําเนิดเหมือนกัน ฟังดูแล้วเราดูจะใกล้เคียงกับการทําให้พวกมันเป็น สิ่งเดียวกันแล้ว แต่สุดท้ายตําแหน่งที่วางของหินสองก้อน ก็ไม่มีที่จะวางซ้อนทับกันได้ หรือมันอาจกําลังหมายความว่า จุดยืนบนโลกใบนี้ ไม่สามารถวางทับซ้อนกันได้ อย่างดีมันก็ทําได้แค่ใกล้เคียงต่อความเป็นจริงของอีกสิ่ง เช่นวางทับกัน หรือวางให้ใกล้กันมากขึ้น

แต่นั้นมันก็ไม่ได้เป็นข้อเท็จจริงในการทําให้พวกมันเป็นสิ่ง เดียวกันอยู่ดี หากเธอจดจําได้ว่าก้อนหินสองก้อนไม่อาจวางซ้อนกัน ในตําแหน่งเดียวกันได้ เธอก็จะเข้าใจได้อย่างง่ายๆว่าไอต้นไม้มีหนามที่อยู่ด้านนอกพวกนั้น ทําไมถึงแตกต่างกันแม้จะแค่เพียงคําเรียก สิ่งที่เธอคิดว่ามันควรจะเป็นแบบนั้น มันเกิดจากมโนภาพโครงสร้างทางความรู้สึกของเธอเอง หรืออาจเกิดจากความคิดอันไม่รอบด้าน

ขาดสติและวิจารณญาณในการชื่นชมวัตถุสิ่งอื่น จนจบลงด้วยการสรุปด้วยความรู้สึกส่วนตัวในที่สุด”

“ผมง่วงแล้ว วันนี้คุณนอนที่ห้องรับแขกได้ใช่ไหม” เด็กชายหาววอด

จู่ๆเอนันก็รู้สึกเปลืองน้ําลายขึ้นมาโดยใช่เหตุ เขารู้สึกว่าคน

เราถ้าแต่พูด สุดท้ายก็มีแต่ต้องง่วงเท่านั้น

.................................... 

“นายตื่นสายนะ” เอนันกล่าวคําแรกในวันใหม่กับทุ่งกว้าง

“คุณตื่นเร็วเกินไปตังหากล่ะ” เขายังขยี้กลุ่มขี้ตา ตามชายขอบของริ้วรับมอง

“วันนี้ฉันจะให้นายรับของที่พ่อของนายสั่งทิ้งไว้ มนุษย์เชื่อว่าทุกสิ่งที่ตนทําจะตกทอดกลายเป็นของทายาทชั่วฟ้าดินสลาย นั้นอาจเป็นเพราะความโลภของมนุษย์ที่สั่งให้พวกเขาคิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาเอง แต่ก็โชคดีที่กฎโง่ๆกฎนี้นั้นจะช่วยให้ฉันปลดความลําบากใจที่จะเก็บมันไว้กับตัวได้ ตะบองเพชรธรรมดาต้นนี้ มันจะเป็นของนายทุ่งกว้าง พ่อของเธอปีนาน ฝากมันเอาไว้กับฉัน ไม่มีใครรู้ว่ามันจะออกดอกเมื่อไหร่ และบานคงอยู่ได้นานเท่าไหร่ ฉันรู้เพียงแค่ว่ามันต้องถูกเลี้ยงดูอย่างเสรี ปราศจากการกักขังหน่วงเหนี่ยวปิดกั้น มันคือตัวแทนของเจตจํานงอิสระ พ่อเธอฝากให้ฉันดูแลมันมาโดยตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ วันนี้ฉันจะส่งคืนให้เธอ”

เขาแกะเป้กระเป๋าออก ก่อนยกกล่องไม้ปิดผนึกขนาดเท่าสองฝ่ามือขึ้นมา ขณะนั้นเอง ฝุ่นคละคลุ้งจากทางทิศเหนือของบ้าน ก็ค่อยๆ เผยเห็นถึงเหล่าอาชาและคนในเมืองที่กําลังควบไล่มาตรงมายังที่อยู่ ของเอนันและทุ่งกว้าง

“สุดท้ายพวกเขาก็รู้ว่าฉันมาที่นี้” เอนันยิ้ม

“คุณทําอะไรผิด ทําไมพวกเขาต้องมาล่าคุณเหมือนพ่อผมด้วย”

ทุ่งกว้างแสดงสีหน้ากังวล เขาคิดถึงเรื่องราวในอดีตของแขกที่ไม่ได้รับเชิญของเขา

“ฉันแค่พยายามจะปลูกตะบองเพชรขึ้นที่นี้ กระบองเพชรพวกนั้นแก่มากแล้ว มันไม่เหมาะกับดินที่นี้แล้ว หากปล่อยไว้พวกมันจะตายกันทั้งหมด และสุดท้ายดินแดนแห่งนี้ก็จะไม่เหลืออะไรเลยนอกจากความแห้งแล้งและอ้างว้าง ปีนานต้องตายเพราะเขารู้ดีถึงความจริงและยอมรับไม่ได้ที่จะให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นที่นี้

เพราะเขาเป็นนักเล่า เขาเล่าความจริงของพวกมัน เขาเล่าถึงความต้องการ การเปลี่ยนแปลง แต่คนพวกนั้นไม่อาจเชื่อความจริงเหล่านั้นได้ เขาไม่อาจยอมรับได้ว่าโลกนี้สิ่งอื่นที่แตกต่างจากสิ่งเดิมที่เขาพบเห็นอยู่อีก”

เหล่าคนในเมืองเริ่มเข้าใกล้ทั้งสอง เอนันและทุ่งกว้างสัมผัสเห็นถึงใบหน้ากร้านอารมณ์ของพวกเขาเหล่านั้น

“ผมจะไปบอกให้พวกเขาหยุด บอกว่าคุณไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพ่อของผม แค่คนผ่านทางมา”

เอนันทําส่ายหน้าห้ามปรามว่ามันไม่มีประโยชน์

“คนปลูกตะบองเพชร เป็นบุคคลต้องห้ามของดินแดนแห่งนี้”

“ผมไม่เข้าใจ” ทุ่งกว้างรู้สึกสับสน เขายังไม่เข้าใจว่าคนปลูกตะบองเพชร ต่างยังไงจากคนปลูกกระบองเพชร

“พวกเขารู้ดีว่าพวกมันไม่เหมือนกัน แต่พวกเขาไม่เคยปล่อยให้มันเติบโตไปด้วยกัน มันไม่มีวันจะผลิบานร่วมกัน พวกเขาแค่รู้สึกว่าควรมีแค่สิ่งใดสิ่งหนึ่งบนความรกร้างเช่นนี้ ถึงแม้ว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการจะพังทลายลงไปในตอนท้ายสุดก็ตาม”

เอนันจับลงที่บ่าไหล่ของทุ่งกว้าง

“ฟังนะทุ่งกว้าง จากนี้ไปมันคงเป็นชีวิตที่ลําบาก ถ้าพวกนั้นรู้ว่าพ่อของนายฝากฉันเลี้ยงตะบองเพชรต้นนี้ และกําลังจะฝากให้นายเลี้ยงต่อ นายจะโดยล่าไปด้วย แต่หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ จําไว้ว่าพวกเขาจะไม่รู้ว่าตัวเธอที่แท้จริงคือใคร เก็บเรื่องราวระหว่างเธอและฉันไว้ให้มิดชิด อย่าให้ใครรู้ ทําตัวให้เหมือนตะบองเพชร ปกป้องความจริงเนื้อแท้ด้วยหนามอันแหลมคมนั้น ทิ่มแทงคนที่จะแย่งชิงเก็บกักหน้าที่และตัวตนของนายไว้ และเมื่อถึงเวลานั้น ดอกไม้งาม ในดินแดนรกร้างแห่งนี้จะแบ่งบานดั่งผืนสมุทรอันไม่มีวันจบสิ้น”

“เอนันคุณคิดจะทําอะไร อย่าคิดทําอะไรแบบพ่อผมนะ”

“ฉันไม่ทําอะไรแบบนั้นหรอก”

เขายิ้มตอบลูกชายเพื่อนสนิทเป็นครั้งสุดท้าย เอนันล็อคคอเด็กชายไว้ในข้อแขน ก่อนนําปืนกระบอกจ่อเข้า ที่ขมับหัวของเด็กชาย เขาเปิดประตูและเดินออกไปท่ามกลางแสงแดด ไอร้อนจากความรกร้าง เขามองผ่านความว่างเปล่าอันสุดหยั่งทิ้งทวน เสียอีกครั้ง แสงสะท้อนของเม็ดทรายจะปรากฏเป็นร่างของคนใน เมือง พวกนั้นหยิบปืนยาวออกมา เอนันตะโกนป่าวประกาศด้วย

ถ้อยคําหยาบคายเยี่ยงอย่างโจรสารเลว เขาต้องการน้ำอาหาร และ ม้า ไม่เช่นนั้นเด็กชายในกํามือของเขาจะถูกปลิดชีพด้วยสารตะกั่วในลํากล้องของเขา คนในเมืองไม่ไหวติง เขาไม่กล่าวตกลงหรือปฏิเสธพวกเขาไม่ต้องการเจรจากับขุนโจรเสียงแผดของกระสุนปืน ดังสนั่นผ่านการรับฟังของทุ่งกว้าง

ปีนาน เคยเล่าเหตุการณ์เช่นนี้ให้เขาฟังว่า หนึ่งชีวิตของคนเราทน การแผดร้อนของพวกมันได้เพียงน้อยนิด เพราะหลังจากที่มันเกิดขึ้นแล้ว ทุกอย่างจะจบลงโดยมีใครสักคนต้องจากไปยังดินแดนอันห่างไกลเสมอหลังจากความเงียบมายืน ทุ่งกว้างจ้องมองเอนันอีกครั้ง

ร่างของเขาปล่อยมือที่โอบรัดเขาไว้อย่างช้าๆไร้พลัง กลิ่นเลือดคะคลุ้งไปทั่วร่าง

ทุ่งกว้างเห็นรอยยิ้มสุดท้ายของเอนัน เขากําลังจะเดินทางไกล ไปยังภูเขาสีเขียวครามอันแสนไกลเหมือนดั่งพ่อของเขา

“ไอหนูไม่เป็นไรนะ”

คนในเมืองคนหนึ่งเดินเข้ามาประคองร่างของ ทุ่งกว้าง

“ไม่ต้องห่วงนะ พวกลุงจัดการมันเรียบร้อยแล้ว” หัวของคนในเมืองก้มนั่งลงคุยกับเด็กชายที่เปรอะเปื้อนตามตัวไปด้วยเลือดทุ่งกว้างเพิกเฉย เขาไม่เปล่งเอ่ยเล่าเรื่องราวใดๆ

เขาเหม่อลอยออกไปยังดินแดนรกร้างอันปราศจากความวุ่นวาย พลันจู่กะทันหันรากกําเนิดก็เกิดแยกปริแตกความคิดขึ้นมาเขาแน่ใจในทันที

ทะเลทรายยิ่งไกลยิ่งดูไร้คน.. 

ความคิดเห็น