email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สัตว์ร้ายกับสัตว์ร้าย 100%

ชื่อตอน : สัตว์ร้ายกับสัตว์ร้าย 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.5k

ความคิดเห็น : 39

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ม.ค. 2564 10:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สัตว์ร้ายกับสัตว์ร้าย 100%
แบบอักษร

[Part : เรส] 

ผมนั่งไขว่ห้างเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ในออฟฟิศ มือก็ถือปากกาหมุนเล่นไปด้วย ตรงหน้ามีตาแก่แก๊ปยืนมองอยู่ด้วยสายตาเย็นชา นับวันตาแก๊ปนี่ก็ดุขึ้นทุกปีจริงๆ 

“อย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้” อยู่ๆ ตาแก๊ปก็พูดขึ้น ผมเหลือบมองร่างสูงแล้วเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง 

“ไม่รู้อะไร?” 

“ไม่รู้ว่าแกหนีพ่อแกมาน่ะสิ อย่างริกเกอร์น่ะเหรอจะยอมปล่อยให้ลูกชายแย่งตำแหน่งไปได้ง่ายๆ” 

หึ! ช่างเป็นตาแก่ที่รู้ทันคนจริงๆ เลย ผมแอบเบะปากเล็กน้อยแล้วหมุนเก้าอี้เล่นอย่างสบายอารมณ์ ตอนนี้ในหัวของผมมีเรื่องของไอหมอกกับไอ้หมอนั่นลอยวนเวียนอยู่ในหัวจนไม่มีสมาธิคิดเรื่องอื่นเลย 

“หมอนั่นเป็นใคร?” ผมตัดสินใจถามตาแก๊ป ไม่คิดว่าการกลับมาของผมในครั้งนี้จะมาเห็นไอหมอกเป็นของผู้ชายคนอื่นไปซะแล้ว 

คิดแล้วก็น่าเจ็บใจ ไม่น่าปล่อยเวลาเอาไว้นานขนาดนี้เลย เป็นเพราะพ่อนั่นแหละ หัวดื้อหัวรั้น หวงตำแหน่งตัวเองอยู่ได้ 

“หมอตรวจภายใน มีฝาแฝดอีกคน พ่อมันเป็นหมอโรงพยาบาลเดียวกับไอ้หมอเมฆ” 

“หือ? หมอสูติฯ เหรอ” ผมลากเสียงยานคางแล้วยิ้มมุมปาก ดูเหมือนว่าผมจะมาหาไอหมอกช้าไป ยัยนั่นมีเจ้าของไปซะแล้ว แต่ด้วยนิสัยส่วนตัวของผมเป็นประเภทที่อยากได้อะไรก็ต้องได้ 

แต่ไม่ดีกว่า ยกเว้นไอหมอกเอาไว้สักคน 

ถ้าผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ ไอหมอกไม่ใช่หมอนั่น ผมอาจจะคิดแย่งมาก็ได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมพอสบตาหมอนั่นแล้ว ผมกลับไม่คิดจะแย่งไอหมอกเลยสักนิดเดียว แต่ยั่วหมอนั่นแล้วมันสนุกดี 

“จะแย่งหรือเปล่าล่ะ?” ตาแก๊ปเลิกคิ้วถาม ผมลากสายตาไปสบนัยน์ตาคมกริบของตาแก่เจ้าเล่ห์แล้วแสยะยิ้ม 

“อย่าคิดว่าผมไม่รู้นะว่าตากำลังคิดยืมมือของผมแย่งหลานสาวตัวเองกลับมาน่ะ” ผมหรี่ตามองบ่งบอกทางสายตาว่าผมรู้ทันหรอกน่า 

ทั้งปู่ทั้งพ่อของผมเตือนผมตั้งแต่เริ่มจำความได้ว่าอย่าไว้ใจตาแก๊ปเด็ดขาด เขาไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนเขา 

“คิดว่าจะแน่” ตาแก๊ปแสยะปากทันที ผมกลอกตาไปมาเซ็งๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินไปเท้าฝ่ามือลงบนโต๊ะตรงหน้าตาแก๊ป 

“อย่าคิดว่าคนอย่างผมจะยอมปล่อยให้หมอนั่นเดินลอยหน้าลอยตาโดยที่ไม่คิดจะทำอะไรเลย ผมจองไอหมอกเอาไว้ตั้งนาน อยู่ๆ มาถูกชุบมือเปิบแบบนี้ ผมโกรธมากนะ บอกเลย” 

“ไอหมอกบอกว่าหมอนั่นเหมือนสัตว์ร้าย แกคิดว่าจะทำอะไรหมอนั่นได้ง่ายๆ เหรอ?” ตาแก๊ปยิ้มออกทันที ผมหัวเราะขึ้นจมูกแล้วส่ายหน้า เจ้าเล่ห์นัก! 

“ได้ๆ ผมจะช่วยจัดการหมอนั่นให้ เอาชนิดแค่แสบๆ คันๆ ก็พอแล้ว” ผมยอมเล่นเกมด้วยแล้วยืดตัวขึ้นตรง จากนั้นก็เหลือบมองรูปถ่ายครอบครัวที่ฝาผนังออฟฟิศ 

หือ? ยัยเด็กนั่นโตขนาดนี้แล้วเหรอ ผ่านมาหลายปีแล้วนี่ ไม่โตสิแปลก 

จะว่าไปโตแล้วก็น่ารักไม่เบา  

ผมเผลอยิ้มออกมาพลางหรี่ตามองรูปถ่าย จากนั้นก็ต้องกระโดดหลบวัตถุบางอย่างที่ถูกขว้างมาได้หวุดหวิด ดีนะที่ถูกฝึกมาเป็นอย่างดี ไม่อย่างนั้นหัวหูผมแตกยับแน่ 

“ทำอะไรตาแก่!” 

“อย่ามองหลานสาวของฉัน คนนี้ของต้องห้ามสำหรับแก” ตาแก๊ปแยกเขี้ยว เหมือนจะรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ ผมแอบอมยิ้มแล้วยักคิ้วยั่วประสาท 

“ในเมื่ออดคนโตแล้ว ผมขอคนเล็กก็ได้” 

“กลับไปหาพ่อแกซะ!”   

“สู้กับหมอนั่นอาจจะสนุก แต่ยังไงก็สนุกไม่เท่ากับสู้กับตาหรอก” ผมยักคิ้วให้ตาแก๊ปแล้วยิ้มท้าทายก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากออฟฟิศไป ทิ้งไว้เพียงเสียงโวยวายที่ดังตามหลังมาเท่านั้น 

สมัยก่อน ปู่ผมเป็นคนที่จับตาแก่นี่ยัดตารางในคดีค้ายาเสพติดมาก่อน แต่ใครจะเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ต้องหามันจะแน่นแฟ้นถึงขนาดนี้ 

ผมเดินออกไปสูดอากาศในไร่อย่างสบายอารมณ์ สมัยเด็กพ่อมักจะพาผมมาอยู่ที่นี่เพราะพ่อชอบไร่นี้มาก ซึ่งผมก็เห็นด้วยเพราะที่นี่ไม่วุ่นวายเหมือนในนิวยอร์ก ผมอยากอยู่ที่นี่มากกว่ากลับไปนิวยอร์กด้วยซ้ำไป แต่ก็ทำไม่ได้เพราะพ่อต้องกลับไปทำงานที่นั่น 

ทุกวันนี้ผมยังคิดอยู่ว่ากลับมาหาเมียที่นี่มันคงไม่เลว ยกเว้นก็แต่ว่าเจ้าของที่นี่ดุอย่างกับหมาพ่อพันธุ์ 

ผมยักไหล่ให้กับความคิดของตัวเองแล้วเดินเล่นไปเรื่อย คนงานหลายคนหันมามองผมอย่างสงสัย ทุกคนคงจำผมไม่ได้แล้วล่ะ ถ้าผมไม่ส่งรูปตัวเองมาให้ไอหมอกบ่อยๆ ยัยนั่นก็คงจำผมไม่ได้เหมือนกัน 

ตรงกันข้ามกับผมเลย ผมค่อยตามสืบเรื่องราวของไอหมอกมาตลอดโดยที่ยัยนั่นไม่รู้ตัว รอดูการเติบโตของยัยนั่นไปพร้อมๆ กับผม และเหตุผลที่ผมกลับมาที่นี่ก็เป็นเพราะข่าวเรื่องของหมอนั่นนั่นแหละ 

น่าแปลกที่ประวัติของหมอนั่นไม่เปิดเผยมากนัก เป็นแค่หมอแต่กลับดูลึกลับจนน่าสนใจ 

“ไง” ผมส่งเสียงทักทายร่างสูงที่กำลังยืนขุดหลุดอยู่กลางแดด ร่างสูงหันกลับมาขมวดคิ้วมองผมแล้วตีหน้ายักษ์ใส่ 

“ฉันไม่อยากคุยกับแก?” 

“แต่ฉันอยากรู้ว่าหมอสูติฯ มาทำอะไรในไร่เกษตรฯ แบบนี้?” ผมไม่สนใจท่าทางไม่เป็นมิตรของหมอนั่น พวกพยศๆ นี่ ผมชอบนัก ยิ่งปราบยากผมยิ่งอยากปราบ 

“ไม่เกี่ยวอะไรกับแก” 

“นายแย่งคู่หมั้นของฉันไป ยังกล้าพูดแบบนี้อีกเหรอ ฉันโกรธมากนะ” ผมยิ้มมุมปากแล้วเดินเข้าไปใกล้ ร่างสูงถึงขั้นทิ้งกระจอบในมือแล้วหันมามองผมตาขวาง 

“ไอหมอกไม่ใช่คู่หมั้นของแก ยัยนั่นเป็นของฉัน!” 

“โอ้!” ผมร้องขึ้นแล้วแอบหัวเราะ แต่หมอนั่นก็ยืนนิ่ง สีหน้าท่าทางบ่งบอกว่าพร้อมจะเปิดศึกกับผมสุดๆ 

“ยัยนั่นเป็นของฉัน ฉันไม่สนหรอกว่าสมัยเด็กแกจะสัญญาอะไรเอาไว้ แต่ตอนนี้ยัยนั่นไม่ใช่ของแกอีกต่อไปแล้ว ฉันไม่ยอมยกยัยนั่นให้ใครง่ายๆ แน่” หมอนั่นย้ำชัดเจน แววตาเอาเรื่อง ผมลืมตัวกะพริบตาถี่ๆ สองสามทีก่อนจะเรียกสติตัวเองกลับมา 

เชื่อเถอะว่าตลอดชีวิตที่ผมพัวพันอยู่กับองค์กรหน่วยข่าวกรองมานี้ ทั้งไทยและเทศ ไม่เคยมีใครทำให้ผมรู้สึกไหววูบเท่ากับหมอนี่มาก่อน 

ผมยกยิ้มมุมปากบางๆ ไอหมอกเลือกคนไม่ผิดจริงๆ สมกับเป็นยัยนั่น แต่อย่าหวังเลยว่าผมจะรามือง่ายๆ 

ถ้าไม่ทำอะไรบ้าง มันจะสนุกได้ยังไง อีกอย่างผมต้องช่วยตาแก๊ป ไม่อย่างนั้นจะอดจีบหลานสาวคนเล็กแน่ 

ผมตัดสินใจก่อนจะหนีพ่อมาที่นี่แล้วว่าผมจะต้องได้เมียจากที่นี่ไปให้พ่อให้ได้  

“ได้! ถ้าอย่างนั้นเรามาแข่งกันอย่างลูกผู้ชาย ใครทำให้ไอหมอกหวั่นไหวได้ก่อน คนนั้นจะชนะแล้วได้ตัวไอหมอกไป” ผมยักคิ้วท้าทายแต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของผม 

“ไอหมอกไม่ใช่สิ่งของ ยัยนั่นเป็นคน ฉันไม่แข่งกับนายเพราะต้องการเอาชนะหรอก ฉันไม่อยากทำให้ผู้หญิงที่ฉันรักต้องผิดหวัง”  

คำพูดของหมอนั่นทำให้ผมต้องขมวดคิ้วนิดๆ แล้วหรี่ตาลง ไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่ บอกตรงๆ ว่าผมไม่รู้จักความรักอะไรนี่หรอกนะ ในหัวของผมมันมีแต่ชัยชนะ 

แต่สำหรับไอหมอก มันแตกต่างออกไป ซึ่งผมเองก็ไม่เข้าใจว่าความรู้สึกของผมที่มีสำหรับไอหมอกนั้นมันคือความรักหรือเปล่า หรือแค่ความรู้สึกอื่น 

“อืม….” ผมขานรับในลำคอแล้วพยักหน้าช้าๆ ส่วนหมอนั่นก็ตวัดสายตามองขุ่นขวางแล้วยกกระจอบขึ้นพาดบ่าทำท่าจะเดินหนีไป แต่ไม่รู้ว่าทำไมอยู่ ๆ ถึงหันมามองผมพร้อมกับยกนิ้วชี้หน้า 

“แต่แกก็ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ!” 

“ทำไม? นายจะวางยาฉันเหรอ?” ผมเลิกคิ้วถามกลับอย่างนึกสนุก จากประสบการณ์ที่ถูกฝึกมาเป็นอย่างดีของผม มันบอกกับผมว่าหมอนี่เป็นคนสองบุคลิก 

มีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง 

ประมาทคนอย่างหมอนี่ไม่ได้จริงๆ แต่ก็เป็นคนที่น่าสนใจมาก 

“ฉันจะเตะก้นแกให้หนีกลับอเมริกาไม่ทันเลย!” หมอนั่นข่มขู่แล้วเดินหนีไป ทิ้งให้ผมยืนมองแล้วแอบหัวเราะขำ 

ไอ้หมอตรวจภายในนั่นมันรู้หรือเปล่าว่าผมคนนี้ทำงานอะไร? 

 

[Part : ออสติน] 

“แกห้ามหนีฉันกลับเด็ดขาดเลยนะออกัส”  

ผมเงยหน้ามองออกัสด้วยสายตากดดัน หมอนั่นบอกผมว่าจะต้องกลับไปทำงานแล้ว ซึ่งหมอนั่นจะทิ้งผมไว้ที่นี่คนเดียว ซ้ำร้ายตอนนี้ผมยังมีศัตรูใหม่โผล่ขึ้มาอีก ออกัสจะปล่อยให้ผมเผชิญหน้ากับหมาป่านั่นเพียงลำพังได้ยังไง 

“ฉันต้องกลับไปทำมาหากินบ้างนะโว้ย!” ออกัสโวยวาย ผมแยกเขี้ยวใส่แล้วเหล่มองร่างสูงของตาแม็กซ์ที่นั่งพิงต้นไม้เปิดนิตยสารง่วน ไม่หือไม่อือมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว 

ผมมาหาออกัสที่ทุ่งนา หมอนี่กำลังดำนาอยู่ด้วยการปักต้นกล้าลงไปในดินโคลน เหลือเชื่อจริงๆ ที่หมอนั่นทำได้อย่างคล่องแคล่ว ถึงแม้ว่าจะยังสู้บรรดาคนงานไม่ได้ แต่มันก็น่าเหลือเชื่อสำหรับประธานออคนนี้ 

“แกไปสืบประวัติของไอ้หมอนั่นให้ฉันหน่อย” ผมเริ่มเข้าเรื่องเมื่อเห็นว่าตาแม็กซ์ไม่ได้สนใจ ออกัสเอียงคอมองผมแล้วทำหน้านึก 

“ไม่เห็นจะต้องไปสืบเลย หมอนั่นชื่อเรส อยู่ในนิวยอร์ก”  

“แกรู้จักเหรอ?” ม่านตาผมขยายออกจากกันด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าออกัสจะรู้จักไอ้หมาป่านั่นด้วย ออกัสพยักหน้าหงึกหงัก มือก็จับรากต้นกล้าสะบัดไปมาในน้ำ 

“ฉันเคยเจอหมอนั่นตอนไปคุยงานกับลูกค้าที่นิวยอร์ก บังเอิญเจอกันน่ะ พ่อรู้จักกับพ่อของหมอนั่น” 

“พ่อน่ะเหรอ?” ผมขมวดคิ้วเข้าหากันอีกครั้ง ทำไมพ่อถึงไปรู้จักคนอย่างนั้นด้วย แล้วยังเป็นเจ้าหน้าที่รัฐของอเมริกาอีก จริงอยู่ที่ว่าพ่อผมเคยเปิดบริษัทวางแผนระบบกับเพื่อนในอเมริกา สมัยที่ผมยังไม่เกิด แต่มันก็ไม่น่าจะไปรู้จักพวกนี้ได้ 

“อือ พ่อของหมอนั่นเป็นคนสืบหาตัวไอ้พวกระยำที่รุมโทรมอาอุ้ม ขยายความให้อีกนิด พ่อหมอนั่นทำงานร่วมกับลูกเขยของคนนั้น” ออกัสกระซิบเสียงแผ่วแล้วหันไปพยักพเยิดหน้าไปที่ตาแม็กซ์ 

ลูกเขยตาแม็กซ์เป็นตำรวจซึ่งก็คือว่าที่พ่อตาของออกัสนั่นแหละ  

ผมพยายามเรียบเรียงเหตุการณ์และลำดับญาติๆ ก็พอจะเข้าใจบ้างแต่ก็ไม่ทั้งหมด มีใครที่ผมยังไม่รู้จักอีก 

“ทำไมแกถึงรู้จักคนพวกนั้นแต่ฉันไม่รู้จักใครเลย” 

“ชีวิตแกมันหมกตัวอยู่แต่ในห้องทำคลอดกับตามตูดไอหมอกต้อยๆ จะโผล่หัวมารู้จักใครเขาล่ะ” ออกัสเหล่มองผมแล้วยักไหล่ก่อนจะหันไปโยนต้นกล้าให้คนงานปักดำนาต่อ 

ที่นี่ยังใช้วิธีปักดำนากันอยู่เลย วิถีชีวิตแบบนี้มันเหมาะกับผู้ชายที่เคยค้ายาเสพติดมาก่อนได้ยังไง 

แต่จะว่าไปมันก็ดูลงตัวอย่างบอกไม่ถูก 

“อ้อ! ยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องนะ ปู่ของหมอนั่นเคยจับตาเฒ่าแก๊ปยัดตารางมาก่อน ใช่ไหมตาแม็กซ์? เจ้าหน้าที่ที่ชื่อริวจับตาแก๊ปยัดตารางใช่มั้ย?” ประโยคหลังออกัสหันไปถามตาแม็กซ์ แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้แยแสหมอนี่เลย ทำเพียงขานรับในลำคอเท่านั้น 

“อือ” 

“แกทำอะไรเขาน่ะ?” ผมมองตาแม็กซ์อย่างแปลกใจ ปกติไม่เคยเงียบสงบแบบนี้นะ เมื่อเช้ายังได้ยินตะโกนด่าออกัสอยู่เลย 

ออกัสหันมายิ้มหวานให้ผมแล้วกลั้นหัวเราะจนหัวไหล่กะเพื่อม ไปทำของใส่ตาแม็กซ์มาหรือไง 

“ก็แค่เอานิตยสารรถสปอร์ตให้ดู จากนั้นก็ไม่สนใจฉันอีกเลย” คำตอบของออกัสทำให้ผมต้องหันกลับไปมองตาแม็กซ์อีกรอบเพื่อยืนยันและนิตยสารในมือตาแม็กซ์ก็คือนิยตสารรถสปอร์ตที่ออกัสมันมีอยู่ในครอบครอง 

“เขารักรถเหรอ?” ผมถามเสียงเบาหวิว ดูจากรอยสักที่ต้นคอก็บ่งบอกเป็นอย่างดีแล้วว่าสมัยหนุ่มๆ ห้าวแค่ไหน ซ้ำยังเป็นเพื่อนรักกับตาแก๊ปอีก ไม่พากันเดินกอดคอใส่ตารางหรือไงเนี่ย 

“เห็นว่านอกจากเมียกับลูกๆ หลานๆ แล้ว ตาแม็กซ์คนนี้ก็ไม่แยแสใครบนโลกนี้เลยสักคนเดียว ยกเว้นรถสปอร์ต”  

“กินข้าวกันได้แล้วครับ” เสียงของคนงานชายดังขึ้น ผมกับออกัสหันไปมองด้านหลังก็เห็นคนงานชายหิ้วปิ่นโตเดินลัดคันนาตรงมาหาพร้อมรอยยิ้ม 

รู้สึกหิวขึ้นมาเหมือนกัน ไอหมอกก็ไม่อยู่ ยัยนั่นบอกว่าจะออกไปทำงานแล้วจะกลับมาตอนเย็น แต่ถึงอย่างนั้นคนงานก็พาผมไปขุดดิน ขุดหลุมปลูกต้นไม้ เก็บฝักข้าวโพด งานยังหนักเหมือนวันที่เก็บขี้ม้านั่นแหละ 

ทุกคนมานั่งล้อมวงกินข้าวบนพื้นหญ้าใต้ร่มไม้ คนงานตักข้าวใส่จานยื่นให้ผมกับออกัสแล้วก็ตาแม็กซ์ด้วย 

“ฉันไม่ชอบไอ้เรสอะไรนั่นเลย ให้ตายสิ!” ระหว่างที่คนงานเดินหิ้วกระติกน้ำไปแจกน้ำให้คนงานที่ยังทำงานอยู่ผมก็เปิดปากบ่นกับออกัสแต่คนที่ตอบกลับมากลายเป็นตาแม็กซ์ 

“อือ ฉันก็เกลียดขี้หน้าปู่ของมัน” 

ผมกับออกัสชะงักพร้อมกันแล้วหันไปมองตาแม็กซ์เป็นตาเดียว เขาไม่ได้สนใจหรอก ยังก้มหน้าก้มตากินข้าวเหมือนไม่ได้พูดอะไร ออกัสใจกล้าถามขึ้น 

“ตาแม็กซ์รู้จักปู่ของหมอนั่นด้วยเหรอ?” 

“รู้ ใครๆ ก็เรียกมันว่าปีศาจหัวแดง ป่านนี้ตายห่าไปแล้วมั้ง” คำตอบแสนเรียบง่ายแล้วธรรมดาทำให้ผมกับออกัสต้องเหลือบมองหน้ากัน 

ผมกำลังสงสัยว่าตาแม็กซ์ก็เคยติดคุกมาก่อนหรือเปล่า เขาเห็นผมทำหน้าครุ่นคิดก็เหลือบตามองแล้วย่นคิ้วนิดๆ 

“แกอย่าคิดว่าฉันเคยไปติดคุกมากับไอ้แก๊ปเด็ดขาดเลยนะ”  

“เอ่อ…..ผมไม่ได้คิด” ผมรีบส่ายหน้าแล้วก้มหน้าก้มตากินข้าว ทำเหมือนเข้ามาอ่านใจคนได้ 

“คนที่จับตาแก๊ปเป็นถึงเจ้าหน้าที่รัฐในอเมริกา มาจับตาแก๊ปถึงเมืองไทย มันต้องมีคนแจ้งเบาะแสบ้างแหละ อยากรู้จริงๆ ว่าใครแจ้งให้ตำรวจมาจับตาแก๊ปน่ะ ตาแก๊ปดุขนาดนั้น เขาไม่ปล่อยคนนั้นเอาไว้แน่” ออกัสตั้งข้อสงสัยเป็นฉาก ๆ ผมก็เผลอพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย แต่อยู่ๆ คำตอบที่ได้รับจากตาแม็กซ์นั้นก็ทำให้ออกัสถึงขั้นสำลักข้าว 

“ฉันนี่ไง คนหาหลักฐานให้ไอ้ปีศาจหัวแดงมาจับไอ้แก๊ปไปยัดคุก”  

"แค่กๆ" 

 

[Part: ไอหมอก] 

"แม่ วันนี้พี่ต้นข้าวจะกลับมาบ้านนะ เตรียมของอร่อยไว้ให้ลูกชายด้วยนะ" ฉันตะโกนบอกแม่ อึดใจประตูห้องนอนก็เปิดออก แม่โผล่หน้าออกมาฉีกปากยิ้มจนไม่น่าไว้ใจ 

"มีเวลาคุยกับแม่หน่อยไหม?" 

"ไม่มี หนูจะรีบไปหาออสติน เป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้" ฉันรีบส่ายหน้า เห็นแววตาของแม่แล้วไม่น่าไว้ใจเลย หนีก่อนดีกว่า 

"วันนี้ที่ไร่เขาคุยกันเอ็ดไปหมดว่าเรสจะมาขอไอหมอกแต่งงาน" แม่ยกมือกอดอกมองฉันด้วยสายตาชื่นชม จากนั้นก็พูดต่อ 

"พ่อเราเครียดแย่แล้วที่ลูกสาวฮอตเป็นปรอทแตกขนาดนี้ ทั้งคุณหมอ ทั้งตำรวจแย่งกันเลย" 

"เรสไม่ใช่ตำรวจสักหน่อย" ฉันถอนหายใจเฮือก วันนี้ฉันไปยื่นใบลาออกที่ทำงานมาก็เลยไม่ได้อยู่ไร่แต่คิดว่าคนประกาศข่าวนี้คงจะเป็นไอ้บ้าเรสนั่นแหละ 

"เขาก็ทำงานกับพวกตำรวจนั่นแหละ" 

"แม่อย่าไปฟังหมอนั่นเลย เรสเป็นพวกเอาแต่ใจมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว" 

"แต่ตาแก๊ปชอบเขานะ เสียดายที่ต้นข้าวไม่ชอบ" แม่ส่ายหน้าไปมา พี่ต้นข้าวไม่ชอบหมอนั่นแต่ไม่รู้ว่าจะชอบออสตินหรือเปล่า 

สำหรับเรส พี่ต้นข้าวเขม่นหมอนั่นมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ให้เหตุผลว่าหมอนั่นชอบมาเกาะแกะฉันมากเกินความจำเป็น 

"หนูก็ไม่ชอบหมอนั่นเหมือนกัน" ฉันพูดจบก็กลอกตาไปมา ถ้าชอบแบบเพื่อนก็ชอบอยู่ แต่จะให้ชอบแบบคนรัก มันเป็นไปไม่ได้หรอก 

"เรสก็หล่อพอๆ กับออสตินเลยนะ ไม่ชอบสักนิดเลยเหรอ?" 

"หนูรู้จักกับเรสมาก่อนออสตินก็จริง แต่ว่าหนูรู้จักนิสัยใจคอของออสตินมากกว่า เรสเป็นเพื่อนที่ดีนะ หนูอยากเป็นแค่เพื่อนกับหมอนั่น" ฉันยืนยันกับแม่ด้วยสายตาจริงจัง ขณะที่แม่ยังยิ้มกริ่ม 

ตอนนี้ใครก็ตามที่มาจีบฉัน ขอให้เป็นคนที่แม่รู้จัก แม่สนับสนุนเต็มที่เพราะอยากให้ฉันแต่งงานสักที กลัวฉันจะแก่ไปมากกว่านี้ 

สมกับเป็นกอหญ้า! 

"ช่วยไม่ได้มีลูกสาวเสน่ห์แรง กลุ้มใจแทนหมอจังเลย" แม่ยักไหล่แล้วเดินเข้าไปในครัว ฉันได้แต่ยืนมองตามหลังอย่างอ่อนใจแล้วหมุนตัวเดินออกจากบ้าน 

ฉันไปหาออสตินที่บ้านพักแต่ไม่เจอหมอนั่น ถามคนงานก็รู้ว่าหมอนั่นกำลังช่วยคนงานขนเปลือกข้าวโพดไปให้ม้า ฉันยืมจักรยานคนงามปั่นไปหาหมอนั่นที่คอกม้าทันที 

ยังไม่เจอหน้าเรสเลย หวังว่าหมอนั่นจะไม่ก่อเรื่องไปมากกว่านี้ 

ฉันมาถึงคอกม้าก็เดินเข้าไปในรั้ว ลุงกราฟป้าแก้วแล้วก็ใบบัวไม่อยู่ ลุงกราฟขนม้าไปขายที่ภาคเหนือก็เลยพาป้าแก้วกับใบบัวไปเที่ยวด้วย วันพรุ่งนี้คงจะกลับ เหลือดินแดนไว้ดูแลม้ากับลุงโก๊ะสองคน 

"ฉันเป็นหมอนะแต่ฉันต้องมาเลี้ยงแกเพราะเมียเลย สำนึกบุญคุณกันด้วย" เสียงบ่นงึมงำดังมาจากด้านในคอก ฉันแอบชะโงกหน้ามองเข้าไปก็เห็นออสตินยืนคุยกับม้าอยู่ 

แผ่นหลังหมอนั่นเต็มไปด้วยเหงื่อ เสื้อยืดที่สวมอยู่ก็เปียกโชก ผมเผ้ายุ่งเหยิง ตั้งแต่มาอยู่ที่ไร่ ออสตินไม่เคยสวมแว่นอีกเลย ทำให้เห็นใบหน้าของหมอนั่นได้ชัดเจน 

หมอนั่นเปลี่ยนไปหรือเปล่านะ 

"ไอหมอก" เสียงทักทำให้ฉันได้สติ ร่างสูงของออสตินเดินออกมาหา ใบหน้าของเขาเปลี่ยนจากขาวใสเป็นแดงคล้ำไปเล็กน้อย ท่อนแขนที่เคยขาวก็กลายเป็นรอยไหม้ 

"วันนี้นายไปทำอะไรมาเนี่ย? ทำไมถึงมีสภาพแบบนี้" ฉันกวาดสายตามองร่างสูงอย่างไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือออสติน 

ปกติหมอนี่ไม่ใช่คนยอมใครเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นจะได้ขึ้นชื่อว่าสัตว์ร้ายเหรอ หมอนี่ไม่ยอมทำตามคำสั่งใครง่ายๆ แต่กลับยอมทำงานในไร่จนหมดสภาพ 

"ขุดดินปลูกต้นไม้ หักข้าวโพดแล้วก็ไปช่วยออกัสดำนา พรุ่งนี้หมอนั่นจะกลับบ้านแล้ว ตาแม็กซ์ทนอยู่เฝ้าไม่ไหว คิดถึงบ้านก็เลยลากหมอนั่นไปทรมานที่บ้านต่อ" ออสตินฟ้องเป็นฉากๆ ฉันอมยิ้มขำแล้วเดินเข้าไปหาเขา แต่ร่างสูงก้าวถอยหลังไม่ให้ฉันเข้าใกล้ 

"นายจะเดินหนีฉันทำไม?" 

"ฉันเปื้อน ยังไม่ได้อาบน้ำเลย" เขาแบมือมาตรงหน้า เห็นมือของเขาฉันก็ชะงัก มันมีรอยขีดข่วนเต็มไปหมด น่าจะเกิดจากถูกเปลือกและใบข้าวโพดบาดเอา รอยแดงที่ฝ่ามือคงเป็นเพราะจอบขุดดินแน่ 

ฉันจับมือเขาขึ้นมามองแล้วถอนหายใจ มือของเขาสำคัญมากนะ เขาต้องใช้มันดูแลคนไข้ แต่ตอนนี้ยับเยินเลย 

"นายไม่ได้สวมถุงมือเหรอ?" 

"ฉันไม่เคย สวมแล้วมันไม่ถนัด ช่างมันเถอะ กลับไปอาบน้ำกัน ฉันหิวแล้ว" หมอนั่นยักไหล่แล้วเดินไปล้างมือก่อนจะปิดคอกม้า เขามองจักรยานเล็กน้อย 

"ฉันต้องเดินกลับไหม?" 

"นายปั่น ฉันจะซ้อน" ฉันกระโดดขึ้นไปนั่งที่เบาะหลัง ออสตินย่นจมูกก่อนจะขึ้นมาปั่นจักรยานกลับบ้านพัก ฉันกอดเอวเขาเอาไว้แน่น ปากก็ถามไปด้วย 

"เหนื่อยไหม งานในไร่ไม่ได้สบายหรอกนะ เหนื่อยและหนักมาก ถึงจะมีคนงานแต่ทุกคนต้องช่วยกัน เราทำหลายอย่างเพื่อจะได้มีรายรับมาจ่ายให้คนงานได้" 

"เธอกับพี่หมอต้นข้าวก็ทำงานพวกนี้เหรอ?" 

"ใช่ เห็นแบบนั้น แต่พี่ต้นข้าวทำงานในไร่เก่งนะ เขาทำมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะเป็นหลานชายคนโต ส่วนใหญ่ทุกคนไม่ให้ทำงานหนักหรอก ส่วนมากก็แค่เก็บผัก รดน้ำเท่านั้น" 

"ฉันเคยสงสัยว่าทำไมเธอกับพี่หมอต้นข้าวดูจะรักสันโดษกันนัก ตอนนี้ไม่แปลกใจแล้ว" ออสตินพูดจบก็หัวเราะออกมา ฉันย่นคิ้วแล้วเอียงตัวมองเสี้ยวหน้าเขา 

"ทำไมเหรอ?" 

"แค่ได้รู้จักทุกคนในไร่นี่ก็ไม่ต้องการคนด้านนอกแล้วมั้ง ครอบครัวเธอใหญ่มากนะ มีทั้งตายาย พ่อแม่ พี่น้อง ดูแล้วอบอุ่นดี" 

"ทุกคนในไร่คือครอบครัว ตาสอนให้พวกเราปฏิบัติกับทุกคนให้เหมือนญาติผู้ใหญ่ ใครดีมาก็ดีตอบ ใครร้ายมาก็เฉดหัวออกจากไร่" ฉันพยักหน้าหงึกหงัก จำคำสอนของตาแก๊ปขึ้นใจ 

"มีใครเคยโดนเฉดไหม?" 

"เยอะแยะไป ตาฉันมองทุกคนได้ทะลุปรุโปร่ง ไม่เก็บพวกไม่รักษากฏหรือก่อปัญหาในไร่ไว้หรอก ตากับยายฉันเก่งมากนะ กว่าจะมีไร่กว้างขวางขนาดนี้ ทั้งสองคนพยายามมาด้วยกัน" ฉันโฆษณาไร่ให้ออสตินฟังอย่างสนุกสนาน 

ฉันตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อจะมาอยู่ที่ไร่ รับงานดีไซน์มาออกแบบเอง ฉันไม่อยากขับรถไปทำงานในเมืองทุกวันอีกแล้ว อยากตื่นขึ้นมาสูดอากาศดีๆ ในตอนเช้าและได้อยู่กับทุกคนทั้งวัน 

หลายปีมานี้ ฉันพยายามเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง คิดว่าเพียงพอเป็นเงินสำรองแล้ว ฉันจึงตัดสินใจลาออก แต่ยังไม่ได้บอกออสตินเลย 

"ระหว่างฉันกับไอ้เรสนั่น ตาเธอชอบใครมากกว่ากัน" คำถามของออสตินทำให้ฉันชะงัก ก่อนจะกะพริบตาปริบๆ ทำไมถึงวกกลับมาที่เรีื่องของเรสอีกแล้ว 

"ไม่รู้สิ ตาฉันไม่เคยชอบใครเลย" ฉันส่ายหน้าแต่ออสตินเงียบกริบไปเลย จนกระทั่งมาถึงบ้านของพี่หมอต้นข้าว 

ออสตินเดินขึ้นบันไดตามขึ้นมาเงียบๆ ฉันเดินไปหยิบผ้าขนหนูมายื่นให้เขา 

"ไปอาบน้ำก่อน เดี๋ยวฉันทำอะไรให้กิน" 

"เสื้อผ้าฉันอยู่ที่บ้านพัก" ออสตินยักไหล่ ฉันจึงเดินไปหยิบชุดนอนของพี่ต้นข้าวมายื่นให้ 

เขาตัวสูงเหมือนพี่หมอต้นข้าวน่าจะใส่ได้ 

"วันนี้เหนื่อยมาก หมดแรงด้วย เธอไม่คิดจะเติมพลังให้ฉันหน่อยเหรอ?" ออสตินเลิกคิ้วถาม ฉันกะพริบตาปริบๆ เติมพลังอะไรอีกล่ะ 

"ก็เดี๋ยวไปทำอะไรให้กิน" 

"หมายถึงนี่" เขายกนิ้วเคาะแก้มตัวเอง บ่งบอกทางสายตาว่าให้ฉันเติมพลังแบบไหน ฉันตัดสินใจเขย่งปลายเท้าขึ้นแล้วหอมแก้มเขาฟอดใหญ่ 

"พอใจหรือยัง?"  

"ยัง แต่เดี๋ยวมาต่อ" เขายิ้มเจ้าเล่ห์ แววตาระยิบระยับแล้วเดินผ่านฉันไปที่ห้องน้ำ ก่อนจะเข้าไปเขาก็หันมามองฉันแล้วขยิบตา 

"ตอนเธอหลับ ฉันจะเติมพลังด้วยการจูบเธอทุกครั้ง ถ้าให้นับตั้งแต่จูบแรกในสมัยเรียนจนถึงวันนี้ นับไม่ถ้วนจริงๆ" 

"นี่นาย!!" 

 

“ไอ้สัตว์ร้ายออสติน!” ฉันตะโกนด่าเขาผ่านประตูห้องน้ำแต่หน้าฉันร้อนวูบวาบไปหมด ได้ยินเสียงออสตินผิวปากลอดผ่านประตูออกมาอย่างคนอารมณ์ดี 

เขาแอบจูบฉันทุกครั้งที่หลับจริงๆ เหรอเนี่ย ฉันไม่เคยรู้หรือรู้ตัวมาก่อนเลย ที่ผ่านมาหมอนั่นแอบรังแกฉันอยู่เรื่อย 

จะต้องให้ตาแก๊ปจัดการซะให้เข็ด 

“ออสติน ฉันจะพานายไปกินข้าวที่โรงครัวนะ” ฉันตัดสินใจเปลี่ยนแผนที่จะทำมื้อเย็นให้เขา ไม่รู้ว่าออสตินเคยไปกินข้าวที่โรงครัวมาหรือยัง แต่ยังไงซะ ฝีมือแม่ครัวของไร่ก็อร่อยกว่าฝีมือของฉันเยอะอยู่แล้ว 

ออสตินขานรับกลับมา ฉันจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าใส่ชุดลำลองง่ายๆ เย็นนี้พี่ต้นข้าวจะกลับมานอนบ้าน ฉันคงต้องกลับไปนอนบ้านแม่ แต่ถึงบ้านหลังนี้จะเป็นของพี่ต้นข้าวแต่ฉันก็อาศัยอยู่จนเหมือนบ้านของตัวเองไปแล้ว 

ไม่นานออสตินก็เปิดประตูออกมาจากห้องน้ำ ร่างสูงเปลือยท่อนบนอย่างที่เคยทำทุกครั้ง แต่ครั้งนี้มันแปลกประหลาดไปเพราะสีผิวของหมอนี่มันไม่รับกันเลยน่ะสิ 

แขนกับลำตัวคนละสีกันเลย ปกติออสตินเป็นคนขาว สีผิวของเขาเลยแตกต่างกันชัดเจน ฉันอดยิ้มขำไม่ได้ อยากเอาผลงานไปให้ตาแก๊ปชื่นชมเหลือเกิน 

“ไม่ต้องมาขำเลย ขนาดไร่เธอมีต้นไม้เต็มไปหมด ยังเอาแดดไม่อยู่เลย ดูแขนฉันสิ กลับบ้านไปพ่อต้องไล่ฉันออกจากบ้านเพราะจำลูกชายตัวเองไม่ได้แน่” ออสตินบ่นหน้ามุ่ย ยกแขนขึ้นมาฟ้องยกใหญ่ 

“ก่อนจะไล่นาย เขาคงไล่พี่ชายนายออกก่อนเพราะไม่ต่างกันเลย” ฉันพูดกลั้วหัวเราะขำๆ ท่านประธานคนนั้นก็มีสภาพไม่ต่างกันนักหรอก แถมยังโดนมาหนักกว่าออสตินอีก 

“ฉันว่าฉันถูกตาเธอกับพ่อเธอรวมหัวกันแกล้งฉันแน่ๆ” 

“ไม่หรอก นายอย่าคิดมากไปเลย” ฉันพยายามอย่างหนักที่จะปลอบใจเขาแต่ออสตินก็หรี่ตาลงแล้วแยกเขี้ยวใส่ 

“ขนาดนี้เธอยังกล้าพูดว่าอย่าคิดมากอีกเหรอ” 

“ไปเถอะ ฉันจะพานายไปกินของอร่อย” ฉันเดินมาเกาะแขนเขาแล้วลากออกจากบ้านเพื่อไปโรงครัวก่อนที่มื้อเย็นจะหมดแล้วหมอนี่อดกิน 

ฉันนั่งซ้อนท้ายจักรยานออสตินไปที่โรงครัวของไร่ โชคดีที่แม่ครัวยังอยู่ ฉันพาออสตินเดินเข้าไปในโรงครัว ปากก็ร้องถามแม่ครัวไปด้วย 

“มีอะไรเหลือบ้าง?” 

“มีแต่ลาบปลาดุกแล้วก็แกงเขียวหวาน คนนี้เหรอฝาแฝดของท่านประธานอะไรน่ะ” แม่ครัวเห็นออสตินก็ถามอย่างตื่นเต้น ฉันอมยิ้มแล้วพยักหน้ารัวๆ  

“ใช่จ้า หล่อเหมือนกัน” 

“พึ่งเห็นฝาแฝดหน้าตาเหมือนกันแล้วก็หล่อเหมือนกัน หนูแยกออกได้ยังไงไอหมอกว่าคนไหนเป็นคนไหน?” แม่ครัวมองออสตินอย่างพิจารณา ส่วนหมอนั่นก็ยิ้มแห้งๆ ให้ 

“ปกติหมอนี่จะสวมแว่นตาแล้วก็สวมเสื้อกาวน์ แยกออกแน่นอนค่ะ หมอนี่เป็นหมอ” 

“เป็นหมอเหมือนหมอเมฆเลย ผ่าหัวใจเหมือนกันเรอะ?” แม่ครัวถามตื่นเต้น มือก็ตักข้าวใส่จานไปด้วย 

“ผมเป็นหมอทำคลอดครับ” ออสตินตอบยิ้มๆ หลุบตามองหม้อแกง แม่ครัวทำตาปริบๆ แต่ฉันก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ลากแขนหมอนั่นไปนั่งรอที่โต๊ะแล้วเดินกลับไปยกจานกับข้าวแกงเขียวหวานกับลาบปลาดุกมาให้เขา 

“ลาบปลาดุกปลาเลี้ยงในบ่อของไร่ นายชิมดูสิ” 

ออสตินไม่ได้พูดอะไร ตักลาบปลาดุกใส่ปากแล้วเคี้ยวเงียบๆ ฉันเลื่อนจานผักดิบให้เขาพลางจ้องมองอย่างพิจารณา 

“ป้ารู้สึกเหมือนเห็นกอหญ้ากับหมอเมฆเขาจีบกันใหม่ๆ ป้าจำได้นะ ตอนนั้นกอหญ้าก็พาหมอเมฆมานั่งกินข้าวที่นี่แหละ สงสัยไอหมอกจะเดินตามรอยซะแล้วมั้ง” ป้าแม่ครัวเดินมาแซวถึงโต๊ะ ออสตินรีบกลืนลาภลงคอแล้วอยู่ๆ ก็ถามขึ้น 

“หมอเมฆคนนั้นเขาจีบสาวยังไงเหรอครับป้า?” คำถามของเขาทำให้ฉันกับป้าอ้าปากค้างไปพร้อมกันเลย 

อยู่ๆ มาถามถึงพ่อของฉันทำไม? 

“ป้าก็ไม่รู้นะ เห็นเขาก็แบบนั้น นิ่งๆ เงียบๆ มีแต่กอหญ้านั่นแหละที่วิ่งไล่ทุกวัน” ป้าพูดจบก็หัวเราะแห้งๆ ฉันยื่นมือไปตีแขนออสตินแล้วถลึงตาใส่ 

“นายจะมาถามถึงพ่อของฉันทำไม?” 

“ก็อยากรู้ว่าคนทื่อๆ อย่างหมอเมฆจะจีบสาวยังไง คิดว่าจีบสาวไม่เป็นเสียอีก” 

“ถ้าพ่อฉันจีบสาวไม่เป็น พี่ต้นข้าวกับฉันจะเกิดมาเหรอ?” ฉันเลิกคิ้วถาม แต่ออสตินกลับหัวเราะในลำคอ 

“ฉันคิดว่าเพราะแม่เธอมากกว่า อาศัยแค่หมอเมฆคนทื่อคนนั้น คงมีลูกยาก” 

“ฉันจะฟ้องพ่อ!” ฉันเตะขาเขาใต้โต๊ะอย่างโมโห ออสตินยิ้มมุมปากแล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อ ไม่สนใจฉันอีกเลย สงสัยจะอร่อย 

ก็บอกแล้วว่าโรงครัวของไร่ฉันอร่อยมาก 

“อร่อยมั้ย?” ฉันเลิกคิ้วถามเขา ออสตินพยักหน้าแล้วตักข้าวใส่ปากไม่หยุด หลายวันมานี้หมอนี่ได้กินข้าวอิ่มบ้างหรือเปล่า 

“ฉันลืมถามไปเลยว่านายกินข้าวที่ไหน?” 

“กินกับคนงาน” 

“ไม่เคยมากินที่โรงครัวเหรอ?” ฉันเลิกคิ้วขึ้นสูง ออสตินส่ายหน้าให้เป็นคำตอบ 

“ถ้าหมออาร์มรู้ว่าพ่อฉันแกล้งนาย หมออาร์มต้องวางยาพ่อฉันแน่ๆ” ฉันยิ้มแห้งๆ นึกเป็นห่วงพ่อขึ้นมา แต่ออสตินกับแสยะปาก 

“พ่อฉันไม่ได้ใจร้ายเหมือนพ่อเธอสักหน่อย ฉันโดนรับน้องหนักกว่าตอนเป็นนักเรียนแพทย์อีก” 

“อย่ามาว่าพ่อฉันนะ” ฉันมองเขาตาขวาง 

ออสตินนั่งกินข้าวจนอิ่มก็ถือจานไปให้แม่ครัวแถมยังเอ่ยปากชมแม่ครัวยกใหญ่ เล่นเอาแม่ครัวยิ้มปากแทบฉีก ฉันส่ายหน้าไปมา หมอนี่หาพรรคพวกซะแล้ว 

“จะกลับเลยไหม?” เดินออกมาจากโรงครัวฉันก็เลิกคิ้วถามเขา ตอนนี้เริ่มเย็นมากแล้ว พระอาทิตย์ใกล้ตกดินเข้าไปทุกที 

“ยังไม่อยากกลับ ขอเที่ยวเล่นในไร่ก่อนได้มั้ย?” ออสตินส่ายหน้า ฉันยืนมองเสี้ยวหน้าคมแล้วตกอยู่ในความคิดของตัวเอง ที่ผ่านมาออสตินมักจะใช้ชีวิตอยู่แต่ในโรงพยาบาล บางครั้งก็ต้องทำคลอดหลายชั่วโมงติดต่อกัน กลับมานอนได้ไม่นานก็ต้องลุกไปโรงพยาบาลอีกแล้ว 

หาไม่ได้ง่ายๆ หรอกนะที่จะเห็นหมอนี่ออกมายืนอยู่กลางไร่แบบนี้ 

“ถ้าอย่างนั้นฉันพานายปั่นจักรยานเที่ยวรอบไร่แล้วกัน” ฉันพยักหน้าหงึกหงักแล้วเดินไปที่จักรยานเตรียมพร้อมที่จะพาออสตินท่องเที่ยว 

"ได้” ออสตินพยักหน้าแล้วเดินมานั่งซ้อนท้ายจักรยานฉัน หมอนี่ตัวหนักเป็นบ้า ปั่นแทบไม่ไหวแต่ฉันก็สามารถพาเขาออกเที่ยวรอบไร่ได้ 

ไร่ของฉันอยู่ในทำเลที่ดีมากนะ ตอนเช้าก็สามารถมองเห็นพระทิตย์ขึ้นและตอนนี้ก็ยังมองเห็นพระอาทิตย์ตกดินอีก ไม่มีบ้านคนบดบังให้เสียอารมณ์เลย 

“คนงานกลับบ้านกันหมดแล้วเหรอ บ้านของพวกเขาอยู่ไหนกัน?” ระหว่างทางออสตินก็ถามขึ้น ฉันแอบยิ้มน้อยๆ ที่เขาดูจะสนใจที่นี่ขึ้นมาบ้าง 

“อยู่ในไร่นี่แหละแต่เป็นสัดส่วนสำหรับบ้านพักคนงาน อยู่ถัดไปจากคอกม้าของลุงกราฟไปอีก”  

“ที่นี่กว้างขวางมาก ตาเธอรวยดีจัง อย่าบอกนะว่าค้ายาจนมีเงินมาซื้อที่ดิน” 

“จะบ้าเหรอ ทวดของฉันต่างหากที่รวย ที่ดินนี่เป็นของทวดแต่ไม่ทั้งหมดหรอก ตามาซื้อที่ดินข้างๆ แล้วขยับขยายออกไปทีหลัง เมื่อก่อนทวดมีบริษัทขนส่งด้วย แล้วตาเป็นลูกชายคนเดียว มาอยู่ที่ไร่ก็เลยไม่มีคนดูแลทางนั้น พอทวดยกให้ตา ตากับยายก็เลยขายบริษัทขนส่งแล้วเอาเงินมากว้านซื้อที่ดินรอบๆ ไร่จนหมด แถวนี้บ้านนอก ที่ดินรกร้างเยอะ ชาวบ้านเขาอยากจะขายกันจะแย่” 

“รายได้ทั้งหมดของไร่ใครเป็นคนเก็บเหรอ?” 

“แบ่งกันน่ะ ขายอะไรได้ต้องเอามารวมเป็นกองกลาง ยกเว้นม้าของลุงกราฟนะ จากนั้นก็หักค่าใช้จ่าย ค่าน้ำค่าไฟ ค่าอาหารกลางวันแล้วก็ค่าแรงคนงาน เหลือจากค่าใช้จ่ายจะเป็นของครอบครัวลุงกราฟกับของแม่ฉัน ส่วนของตาไม่ได้ส่วนนี้หรอก ตาแก๊ปยกให้ลูกๆ หมด นอกเสียจากลูกๆ จะให้เป็นเงินเดือน แต่ตาฉันไม่ค่อยได้ใช้เงิน ผิดกับยายที่ชอบช็อปปิ้ง” 

ออสตินเงียบไปหลังฟังจบ ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่แต่หมอนั่นไม่ได้ถามอะไรต่อ ฉันพาออสตินปั่นจักรยานไปดูโรงเห็ดและบ่อกุ้งของแม่กอหญ้า 

ออสตินชอบกินเห็ดมาก พอเห็นสารพัดเห็ดหมอนั่นก็ตาเป็นประกายจนฉันนึกขำ 

“ไอหมอก!” เสียงตะโกนเรียกฉันดังอยู่ด้านนอก ฉันจำได้ว่าเป็นเสียงของเรส ฉันกำลังจะเดินออกไปแต่ข้อมือถูกออสตินคว้าเอาไว้ 

“ไม่ให้ไป” เขาจ้องหน้าฉันเขม็งแววตาข่มขู่และเอาจริงว่าไม่ยอมให้ฉันออกไปหาเรสเด็ดขาด 

“นายเนี่ยนะ!” ฉันส่ายหน้าไปมา แต่ออสตินไม่สนใจ หมอนั่นมองซ้ายมองขวา พอเห็นประตูด้านหลังโรงเห็ดเขาก็ลากฉันออกทางประตูหลังทันที 

“จะไปไหน?” ฉันเลิกคิ้วถามขณะซอยเท้าถี่ๆ ตามร่างสูงไป เขาเดินไม่รู้ทิศรู้ทางจนจะเข้าไปในสวนมะม่วงอยู่แล้ว 

“ไปให้ไกลจากไอ้หมาป่านั่นไง” 

“นายจะหนีหมอนั่นไปทำไม?” 

“ฉันไม่ได้หนี ฉันแค่ไม่ชอบให้เธออยู่ใกล้ไอ้หมอนั่น!” เขาสวนกลับเสียงขุ่น ฉันกลอกตาไปมาเดินตามเขาไปจนกระทั่งมาถึงสระน้ำที่อยู่ในสวนมะม่วง มันจะมืดแล้ว ในสวนก็เลยค่อนข้างวังเวงอย่างบอกไม่ถูก 

“ทำอย่างกับว่าหวงฉัน” ฉันพึมพำลอยๆ ไม่ได้ตั้งใจจะพูดออกมาแต่มันลืมตัวและไม่คิดว่าออสตินจะสวนกลับมาด้วยประโยคที่ทำให้ฉันแทบจะสะดุดขาตัวเองล้ม 

“ก็หวงไง! เธอมีปัญหาหรือไงล่ะ”  

ความคิดเห็น