email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 44. ตัวตนของชายที่ชื่อ ฮีวอน

ชื่อตอน : ตอนที่ 44. ตัวตนของชายที่ชื่อ ฮีวอน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 43

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ม.ค. 2564 23:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 44. ตัวตนของชายที่ชื่อ ฮีวอน
แบบอักษร

“ทูลองค์รัชทายาท องค์หญิงโซรอง ขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ”

“....!!”

“....!”

ทั้งสองหันมองทางเสียงของขันทีชองจากด้านนอกประตูพร้อมกัน ซอลมินส่ายหัวเล็กน้อยไร้ควาหงุดหงิด ก่อนจะพยักหน้าให้แก่องครักษ์

“กระหม่อมทูลลาพะยะค่ะ”

“....”

จังหวะเดียวกันที่ประตูบานใหญ่เปิดออก องครักษ์ก้มคำนับให้แก่องค์หญิงโซรองแล้วเดินสวนออกไป

“มีเรื่องอะไรเร่งด่วนหรือเพคะ?”

“ไม่มีอะไรสำคัญนักหรอก”

“.....”

“เป็นเรื่องของผู้ชาย”

ประโชคหลังซอลมินทำท่าป้องปากกระซิบกระซาบกับโซรองเพียงสองคน ทำเอาองค์หญิงถึงกับหน้าแดงวาบทำตาดุใส่ซอลมินอย่างไม่รู้ตัว

“เจ้ามาถึงที่นี่มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ?”

“ทรงสบายดีไหมเพคะ?”

“......?!”

ซอลมินขมวดคิ้วเป็นปมหลังจากได้ยินคำถามและท่าทางลุกลี้ลุกลนขององค์หญิง นางคงมีอะไรในใจแต่ไม่กล้าพอที่จะพูดออกมาตรงๆ เป็นหน้าที่ของข้าในการทำให้นางพูดทุกทีไป

“พะยะค่ะ/เพคะองค์รัชทายาท”

“.....”

ซอลมินยกมือขึนโบกไล่ให้ทุกคนในห้องออกไปด้านนอก เพื่อให้องค์หญิงสบายใจในการพูดมากขึ้น

ปึง!

“ระ เรื่องพระชายาหนะเพคะ!”

“.....!”

น้ำเสียงตะกุกตะกักของโซรองเบาราวกับกระซิบ แต่กลับทำให้ใจของซอลมินกระตุกวืดจนเผลอสะบัดหน้าหนีไปทางอื่น

ข้าใช้เวลาทั้งหมดที่มีคิดวนวนมาจนไม่เป็นอันตาทำอะไร ข้าเก็บมันเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว นี่เอาเป็นหนทางที่ถูกต้อง แม้อีกใจจะบอกว่าข้าไม่ควรทำก็เถอะ

“เรื่องที่พระชายาหายตัวไป...!”

“หากเจ้ามาด้วยเรื่องนั้น ข้าคงต้องขอให้เจ้ากลับไปเสีย”

“.....!!”

เสด็จพี่ยังเจ็บปวดกับเหตุการณ์นั้นอยู่ถึงขั้นไม่อยากให้ข้าเอ่ยถึงขนาดนั้นเลยหรือ ข้าไม่ควรพูดออกไปสินะ มันยังไม่ใช่เวลาที่สมควรจะบอกสินะ ใช่ คงเป็นอย่างสั้นแหละ

“อภัยด้วยองค์หญิง ไว้ข้าจะชดใช้ให้เจ้าคราวหลัง”

“.....”

ซอลมินเลิกสนใจโซรอง เขาทำทีแกล้งหยิบบันทึกเล่มหนาจากชั้นวางด้านข้างขึ้นมาอ่านเพื่อหลบเลี่ยงคำถามจากองค์หญิง

แม้จะถูกปฏิเสธจากเสด็จพี่แต่ข้ากลับรู้สึกดีอย่างแปลกประหลาด ใบหน้าขาวใสแต่อมทุกข์เมื่อครู ค่อยๆ มีรอยยิ้มเล็กๆ ผุดขึ้นอย่างไร้เหตุผล

“ถ้าเช่นนั้น......พระชายาทรงเป็นเช่นไรบ้างเพคะ หม่อมฉันได้ยินว่าพระชายาทรงเสด็จออกจากวันไปหลายวันแล้ว”

“.....”

“หม่อมฉันอยากพูดคุยกับพระชายา และอยากจะขออภัยในบางอย่างที่หม่อมฉันเคยทำไม่ดีต่อพระนาง”

“เจ้าไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้น”

ซอลมินยอมลดบันทึกเล่มหนาลงบนโต๊ะอักษร มองไปยังร่างเล็กของโซรองส่งสายตาตำหนิไปให้นาง

“ไม่จำเป็น หรือเพคะ?!”

“......”

ข้านึกว่าเสด็จพี่จะเห็นด้วยกับเรื่องนี้เสียอีก แต่กลับตรัสว่า ไม่จำเป็น เกิดอะไรขึ้นกับเสด็จพี่? พระองค์ไม่ใช่คนที่จะตรัสโดยไร้เหตุผลเช่นนี้

โซรองหุบยิ้มลงพรางก้มหน้ากำมือทั้งสองข้างแน่น จะต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นกับทั้งสองคนเป็นแน่ ข้าคงมาเข้าเฝ้าเสด็จพี่ผิดเวลาแล้วสินะ

“อย่างนั้น หม่อมฉันต้องขอทูลลา ไว้หม่อมฉันจะมาเยี่ยมเยียนเสด็จพี่ใหม่นะเพคะ”

“อืม..”

ซอลมินถอนหายใจยาวยืดหลังโซรองได้ออกจากห้องไป เค้ารู้สึกผิดต่อโซรองที่ทำลายความตั้งใจของนางอย่างไม่ใยดี หากแต่อียูนางไม่คู่ควรได้รับคำขอโทษใดๆ ยากโซรอง

ปึง!

กำปั้นรุ่นๆ ทุบลงบนโต๊ะเพื่อบรรเทาความเจ็บถายในใจ ในหัวของเขาเต็มไปด้วยใบหน้าที่มีเพียงรอยยิ้มของนาง เพียงแค่สักนิด ที่คิดว่ารอยยิ้มพวกนั้นจะเป็นของเขาจริงๆ

ศาลาดอกบัว.

ซอลมินยืนเหม่อมองออกไปยังหมู่ดอกบัวในสระเบื้องร่าง เขาไม่รู้ว่าเวลานั้นได้ผ่านไปนานแค่ไหน จนกระทั่ง แทซันเดินเข้ามาหา

“องค์รัชทายาท”

“.....”

ซอลมินละสายตาจากสระบัวค่อยๆหันไปหาเจ้าของเสียง

“นางเป็นอย่างไร?”

“ไม่มีประโยชน์ที่เราจะคาดเค้นอะไรจากพระชายาได้อีกแล้ว กระหม่อมทำไม่ได้อีกแล้วพะยะค่ะ”

“ข้าถามว่านางยอมพูดบ้างหรือยัง?”

“องค์รัชทายาท!”

“.....!”

แทซันเริ่มมีน้ำโหขึ้นมาบ้าง เพราะนอกจากซอลมินจะไม่ฟังอะไรและไม่ยอมอ่อนข้อลงเลย

ถ้าจะปากแข็งหรือต้องการจะลงโทษพระชายาจริงๆ ก็อย่าทำสีหน้าเจ็บปวดแบบนั้น แทซันรู้ถึงความรู้สึกของซอลมินดี แต่ก็ทำได้เพียงฟังคำของเขา

“ยังไงก็จะทำให้นางยอมรับให้ได้เลยใช่ไหมพะยะค่ะ?”

“มันควรจะเป็นอย่างนั้นไม่ใช่หรือ?”

“กระหม่อมคงขัดต่อรับสั่งของท่านไม่ได้ แต่จะไม่ทรงเชื่อที่นางพูดเลยหรือ?”

“......”

“......”

ซอลมินนิ่งเงียบกับสิ่งที่แทซันพูด เขาไม่ได้มาเพื่อบอกข่าวสารอะไร แต่เพื่อมาเตือนสติให้ซอลมินได้ตระหนักถึงบางสิ่งที่เขาอาจมองข้ามไป

แทซันก้มคำนับให้ซอลมินแล้วหันหลังเดินกลับออกไปด้วยความผิดหวัง ทิ้งให้ซอลมินยืนเหม่อเหมือนคนที่ขาดอะไรไปในชีวิต

“อย่า!!!! ไว้ชีวิตข้า เจ้าอยากได้อะไรข้าจะให้ทุก...!! อ๊าา!”

ฉึบ!!

“อึก!!!”

ตูมมม!!!”

เสียงร้องของชายวัยกลางคนดังไปทั่วทั้งบริเวณ หากแต่กลางป่าข้างลำธารเช่นนี้ ร้องไปก็ไม่มีใครได้ยิน

ชายร่างสูงชุดดำสวมหน้ากาก ปลิดชีพชายที่ร้องลั่นในดาบเดียวก่อนจะโยนร่างทิ้งลงน้ำไป เขาคือชายที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีที่ต้องฆ่า เพียงเพราะขัดผลประโยชน์กันเท่านั้น

“อ๊าา!”

ร่างสูงทิ้งดาบลงพื้นกุมมือไว้ที่ต้นแขนด้านซ้ายด้วยความเจ็บปวด เลือดสดๆ กำลังซึมออกมาจากบาดแผลหลังจากเกิดการต่อสู้ดิ้นรนเมื่อครู่ ทำให้ปากแผลเก่าของเขาเปิดอีกครั้ง

“นายทาน!”

“.....”

ชายชุดดำอีกสองคน เห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้ามาดูอาการ ชายหนุ่มยกมือขึ้นห้ามเพราะเขาไม่ได้ต้งการความช่วยเหลืออะไร มือหนายกขึ้นถอดหน้ากากออกพร้อมกับถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า

“พวกเจ้ามาที่นี่ทำไม?”

“ใต้เท้าชิน อยากพบท่านหลังจากนี้ จึงส่งข้ามา”

“.....”

ฮีวอนก้มหน้าเงียบไม่ได้ตอบอะไรลูกน้องกลับไป เขาไม่ได้อยากพบกับบุคคลที่ลูกน้องเพิ่งเอ่ยถึงแม้แต่ร้อย คนที่ทำให้ตัวตนของเขา ต้องจมอยู่ในเงามืดคอยช่วงชิงชีวิตของผู้คนมากมายตามที่ใต้เท้าชินสั่ง

ครั้งฮีวอนยังเด็ก พ่อและแม่ของเขาถูกโจรปล้นฆ่าอย่างทารุณ เด็กชายวัยเพียง 5 ขวบ ถูกทิ้งให้มีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก จนกระทั่งใต้เท้าชิน พบฮีวอนโดยบังเอิญ ด้วยความที่ตนเคยสูญเสียลูกชายรุ่นราวคราวเดียวกันไป เขาจึงรับฮีวอนเข้ามาในฐานะลูกชาย

แต่ความโหดร้ายของคนที่ได้ชื่อว่าพ่อ เขาต้องการให้ฮีวอนเป็นเหมือนแขนขา รวมถึงเครื่องมือที่จะพาตนเองไปสู่จุดที่สูงที่สุดโดยไม่ได้สนใจวิธีการ หรือจิตรใจของฮีวอนแม้แต่น้อย

“......”

“.......”

ภายใต้หลังคาศาลาใหญ่ภายในบ้านของตระกูลชิน เสนาบดีชินนั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะน้ำชามองไปยังฮีวอนที่กำลังนั่งคุกเข่าก้มหน้าไม่พูดไม่จา

“แผลนั่น ได้มาอย่างไร?”

“ข้า....!”

“เอาเถอะ หากเจ้าบอกข้าเสียแต่แรกว่าบาดเจ็บ ข้าก็คงไม่ให้เจ้าทำอะไรแบบนั้น”

“.....”

ฮีวอนก้มหน้าก้มตาไม่ได้ตอบกลับอะไร น้ำเสียงราบเรียบดูเหมือนเป็นห่วง แต่กลับทำให้ฮีวอนเริ่มตัวสั่นเพราะความกลัว

“เมื่อไรกัน...?”

“....!”

เสนาบดีชินชายตามองไปยังร่างสูงที่เอาแต่เงียบ

“เมื่ิอไรที่เจ้าคิดมีความลับต่อข้า ยองมู!?”

“ทะ ท่านพ่อ ข้าขออภัย!”

เสนาบดีชินขึ้นเสียงตะวาดใส่ฮีวอนอย่างเหลืออด ฮีวอนเองรู้ตัวดีว่าจะเกิดอะไรต่อจากนี้ เขาทำได้เพียงขอโทษและรีบก้มต่ำ หน้าฝากนั้นแนบกับพื้นด้วยความกลัว

หมับ!

เสนาบดีชินเดินมาประคองฮีวอนให้เขาเงยหน้าขึ้นอย่างเบามือ ใบหน้าโกรธเคืองเมื่อครู่ แปลเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่น่ารังเกลียด

“ยองมู พ่อไม่โกรธเจ้าหรอก ลุกขึ้นๆ”

“....!”

“เพราะฉะนั้นอย่าทำอะไรที่ข้าไม่ชอบอีก”

“ขอรับ ท่านพ่อ”

ชื่อที่เสนาบดีเอ่ย คือชื่อของลูกชายที่จากไปของเขา เสนาบดีชินไม่เคยเรียกชื่อจริงของฮีวอนเลยสักครั้ง ถึงจะอย่างนั้นเขาก็รับเลี้ยงฮีวอนมาจนถึงบัดนี้

“ข้า ไม่อยากให้ท่านพ่อเป็นห่วงหรือกังวน”

“ร่างกายเจ้า เลือดทุกหยด แม้แต่ลมหายใจนั่น เป็นของข้า ถ้าข้าไม่อนุญาต เจ้าก็เอามันไปเสี่ยงไม่ได้”

“.....!”

“ความจงรักภักดีที่มีต่อข้า เจ้ายังยึดมั่นมันอยู่หรือไม่ ยองมู?”

“แน่นอนขอรับ ท่านพ่อ”

“ฆ่าองค์รัชทายาทซะ”

“....!!!!”

“แล้วข้าจะยอมรับคำขอโทษของเจ้า”

“.....”

เสนาบดีชินใช้มือตบเบาๆบนบ่าของฮีวอน ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากศาลาไปอย่างสบายใจ ทิ้งให้ฮีวอนนิ่งอึ้ง ไม่คิดว่าแผนการของเขาจะดำเนินมาถึงจุดนี้เร็วขนาดนี้

“นายท่าน”

“!!!!....อืม มีอะไร?!!”

เพียงไม่นาน เสียงของลูกน้องทั้งสองคนของฮีวอนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ฉุดให้เขาหลุดออกจากผวังบางอย่าง

“หญิงที่ท่านให้ข้าตามหา....”

“.....!”

ชายหนุ่มหันขวับไปหาลูกน้องของตนด้วยความอยากรู้ แต่ทั้งสองกลับมองหน้ากันไปรวกกับไม่แน่ใจว่าควรบอกดีหรือไม่

“นางถูกจับตัวไป ข้าคิดว่าเรื่องนี้ ท่านไม่ควรเข้าไปยุ่ง”

“ที่ใด?”

“นายท่านฮีวอน!”

“ข้าถามว่านางอยู่ที่ไหน?!”

“.....!!!”

ฮีวอนตะวาดลั่นไม่ฟังคำของลูกน้องตนแม้แต่น้อย ทั้งสองไม่มีทางเลือกจึงจำใจบอกข้อมูลแก่เขาได้รู้

ลางสังหรณ์ของเขาไม่ผิดจริงๆ นางกำลังรอความช่วยเหลืออยู่เป็นแน่ ในวันนั้นข้าน่าจะพานางกลับบ้านด้วยตนเอง ฮีวอนแข็งใจบีบแขนตัวเองแน่นแล้วพากันออกไปจากที่นี่

กระท่อมกลางป่า

อียูกึ่งนั่งกึ่งนอนพิงหลังอยู่ตรงมุมของกระท่อมด้วยสภาพอิดโรยริมฝีปากนุ่มนิ่มบัดนี้แห้งผาก ใบหน้าซีดเซียวและเหม่อลอย มีเหงื่อผุดขึ้นบนใบหน้า ข้อมือและข้อเท้าเป็นแผลถลอก ทุกการขยับตัวจึงเจ็บแสบทรมานจนแทบร้องไห้

ลมหายใจขาดเป็นห่วงๆ ราวกับไม่มีแรงจะประคองตัวไหว ด้วยขาดอาหารมากว่าสามวัน

ทำไมข้ายังไม่ตายอีกนะ อย่างน้อยข้าก็ไม่อยากทรมานอยู่แบบนี้ ฆ่าข้าไปเลยเสียยังดีกว่า

พรึบ!!

สติอันเลือนลางดับวูบลงพร้อมกับร่างเล็กไร้เรี่ยวแรงฟุบลงบนพื้นแน่นิ่งไป

 

ความคิดเห็น