email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 43. ช่วยเหลือ และ มิตรที่กลายเป็นศัตรู

ชื่อตอน : ตอนที่ 43. ช่วยเหลือ และ มิตรที่กลายเป็นศัตรู

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 34

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ม.ค. 2564 22:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 43. ช่วยเหลือ และ มิตรที่กลายเป็นศัตรู
แบบอักษร

พรึบ!!

“อ๊ะ!!”

ร่างสูงเดินโซซัดโซเซไปตามทางเดิน ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยเหงื่อและยับยู่ยี่ด้วยความเจ็บ มือข้างหนึ่งกุมไว้ที่ต้นแขนด้านซ้ายเพราะพลาดท่าโดนดมดาบจากการต่อสู้เมื่อครู ยากลำบากไม่น้อยกว่าที่จะหนีพ้นมาได้

อียู นางจะหนีไปได้หรือเปล่า แต่นอกจากสามคนนั้นแล้ว ข้าก็ไม่เห็นใครอีกเลย

เลือดสีแดงฉานไหลลงแขนเป็นทางยาว ฮีวอนเดินลัดเลาะหลบหลีกสายตาผู้คนกลับไปยังบ้านของตน แต่ต้องหยุดชะงัก ยืนตัวแข็งกับสิ่งที่เห็น

ม้าสีขาวของอียู ยังคงถูกผูกเอาไว้ที่เดิม นางควรจะขี่ม้าหนีไปตามที่ข้าบอกไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมมันถึงยังอยู่ตรงนี้

“โถ่เว้ย!!”

ฮีวอนทรุดตัวลงนั่งบนพื้นหมดแรง ความเจ็บเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ปึงๆๆ!!!

“ข้ามาแล้วๆๆ ประตูพังขึ้นมาใต้เท้าเอาข้าตายแน่”

แอ๊ดด~~

“....ซูมง”

“นะ นายท่าน!!!! ละ เลือดดดดดดดด เกิดอะไรขึ้น!! นายท่านฮีวอนนนนน!!!”

ซูมงเปิดประตูและเห็นว่าเป็นฮีวอน เขาตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ฮีวอนเสียเลือดไปมาก ฮีวอนเริ่มมองหน้าซูมเบลอไปหมดจนเป็นลมพับไปเสียตรงนั้น

“ตายๆๆๆๆ ข้าต้องตายแน่ๆๆ ช่วยข้าด้วย ใครก็ได้ตามหมอมาให้ข้าที่!!!!”

กระท่อมกลางป่า.

“องค์ชาย”

“.....”

ถัดออกมาจากกระท่อมไม่ไกลกันนัก ซอลมินเพิ่งขี่ม้ามาถึง ร่างสูงกระโดดลงจากหลังม้าตรงไปยังกระท่อมที่ใช้ขังอียูไว้

“นางยอมพูดหรือยัง?”

“ยังพะยะค่ะ”

“อืม”

แกร๊ก!

แทซันทำหน้าที่ไขกุญแจแล้วเปิดประตูให้ซอลมินเข้าไปด้านใน

“....!!!”

“.....”

ร่างสูงตกใจในความอิดโรยของอียูที่นอนราบอยู่บนพื้นไม่ไหวติง ความหนักหน่วงที่แอบทำใจเอาไว้ก่อนที่จะเดินเข้ามาเมื่อครู่แทบจะทะลายลงไปแทบทั้งหมด

เสียงฝีเท้าหนักๆ เมื่อกี้ มีคนเข้ามาในกระท่อมอีกแล้วหรอ เป็นเพราะต้องทนนอนบนพื้นที่เย็นเฉียบอากาศที่หนาวเหน็บไร้ซึ่งผ้าห่มไว้คลุมตัว เสียงทหารเดินวนไปวนมาริบกระท่อมตลอดเวลา ข้าข่มตานอนไม่ได้ทั้งคืน ซึ่งก็อยู่ในสถานะการณ์ที่นอนไม่ลงอยู่แล้ว

ร่างเล็กๆ ค่อยๆขยับใช้สองมือที่ยังคงถูกมัดติดกันไว้ยันตัวเองลุกขึ้นนั่ง ใบหน้าขาวบัดนี้ดูไม่จืด

แสงสว่างของเช้าวันใหม่สาดส่องผ่านร่างสูงที่ยืนมองอยู่ทำให้แสงแยงตายิ่งนัก อียูยกมือมอมแมมขึ้นบังแสงพยายามเพ่งมองว่าผู้ที่เข้ามาคือใคร

“พอที อียู จะต้องทำยังไงเจ้าถึงจะบอก”

“......”

เสียงนี้อีกแล้วหรอ อียูวางมือลงไม่พยายามที่จะมองอีกต่อไป นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน จะให้ข้าบอกในสิ่งที่ข้าไม่รู้และไม่เคยรู้มากก่อนได้ยังไง

“ไม่รู้ เพคะ”

“เพียงแค่ข้ามคืนคงไม่ทำให้เจ้ายอมพูดได้สินะ”

“....”

พรึบ! ปึง! แกร๊ก!

ประตูถูกปิดลงอีกครั้งพร้อมทั้งน้ำตารื้นราวกับถูกตั้งเวลาเอาไว้ก่อนแล้ว ข้าเจ็บปวด เจ็บกว่าการฆ่ากันให้ตายเสียอีก

ร่างเล็กฟุบลงบนพื้นร้องไห้จนตัวสั่นท่ามกลางความเงียบ ข้อมือและข้อเท้าเริ่มรู้สึกแสบเป็นแผลเพราะเชือกที่มัดเอาไว้แน่น

“ข้าอาจจะไม่ได้มาที่นี่สองสามวัน”

“ให้กระหม่อมตามเสด็จด้วยจะดีกว่านะพะยะค่ะ?”

ซอลมินและแทซันเดินมาจนถึงที่ผูกม้า เพียงไม่นานเขาก็ต้องกลับไปพระราชวังเพื่อจัดการบางสิ่ง

“ไม่จำเป็น ข้าต้องทำบางอย่างให้เสร็จสิ้น เจ้าอยู่ทางนี้คอยดูนางไว้”

“พะยะค่ะ”

“อ่อ ถ้าจำเป็น ก็ไม่ต้องให้อาหาร จนกว่านางจะยอมบอก”

“องค์ชาย...!!”

“หืม...”

ซอลมินเตรียมจะกระโดดขึ้นม้า แต่ถูกแทซันเรียกเอาไว้เสียก่อน องครักษ์หนุ่มอ้ำอึ้งจนซอลมินขมวดคิ้วหนาเข้าหากัน

“หากพระชายา ทรงไม่ใช่อย่างที่คิดไว้...!!”

“หากเป็นเจ้า รู้ว่าอยู่ตรงนี้แล้วเจ้าจะปลอดภัย เจ้าก็มีสิทธิ์ที่จะไม่พูดอะไรเพื่อยื้อเวลาไปเรื่อยๆ นางก็เช่นกัน”

“.....”

แทซันไม่พูดอะไรอีก เขาเพียงแค่ก้มคำนับให้แก่ซอลมินด้วยใบหน้าหนักใจ มองดูแผ่นหลังของซอลมินค่อยๆ ไกลออกไปเรื่อยๆ

“หากพากระหม่อมไปด้วย อย่างน้อยกระหม่อมก็ไม่ต้องทนมองหน้าพระชายาเช่นนี้”

เสียงถอนหายใจยาวยืดของแทซัน บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเขาลำบากใจ เห็นใจอียูเป็นอย่างมาก เพียงแต่ยังไม่มีอะไรจะพิสูจน์ว่านางบริสุทธิ์ใจ เขาไม่อาจขัดต่อองค์รัชทายาทได้

กึก!!

“นายท่านฮีวอน อาหารมาแล้วขอรับ”

ซูมงเปิดประตูห้องเข้ามาพร้อมกับสำรับอาหารมื้อใหญ่วางไว้กลางห้อง แต่ไร้การสนใจจากคนที่กำลังยืนมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างสินเชิง

ฮีวอนกรุ่นคิดถึงเรื่องในวันนั้นอย่างหนัก เพราะยังคิดหาเหตุผลที่ถูกโจมตีไม่ได้ ทั้งที่ตนก็ไม่เคยมีความบาดหมางกับใครมาก่อน

“นะ นายท่าน”

ที่แปลกกว่านั้นคือโจรพวกนั้นไม่ได้ต้องการฆ่าเราให้ตาย ทั้งที่ก็ทำได้เพราะเราไม่มีอาวุธติดตัวเลย กลับปล่อยเราหนีมาอย่างง่ายดาย

“นายท่าน ฮีวอนขอรับ”

หรือเป้าหมายของพวกมันไม่ใช่เรา แต่เป็นอียู ไม่มีอะไรยืนยันได้เลยว่าตอนนี้นางกลับไปบ้านหรือยัง ข้าน่าจะรู้เรื่องราวของนางให้มากกว่านี้ อย่างน้อยก็น่าจะรู้ที่อยู่ของนาง

“นายยยยยท่านนนนฮีว๊อนนนนข๊อออรั๊บบบ!!”

“เว้ยยย!!!”

“.....(-__- )”

ฮีวอนตกใจซูมงจนแทบกระโดดถอยหลังหลุดออกจากความคิดในทันที

“เป็นบ้าอะไรของเจ้า ซูมง!!?”

“ข้าเรียกท่านหลายครั้งแล้ว ข้าไม่ผิดนะขอรับ”

“จะ เจ้านี่มัน”

ซูมงตีมึนราวกับไม่มีความผิดใดๆ เดินกลับไปนั่งลงตรงสำรับอาหารอย่างสบายใจ ฮีวอนเองก็เดินตามไปนั่งลงอย่างเคืองๆ

“แผลเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?”

“อ่า อีกสองสามวันข้าก็วิ่งหนีเจ้าได้ปกติแล้ว”

“แน่หละ ข้ารู้ดีขอรับ”

ซูมงทำหน้าแหยๆ เพราะรู้ทันเจ้านายของตนดี

“คราวนี้อะไรอีกขอรับ?”

“นี่ ข้าจะได้กินข้าวหรือเปล่าวันนี้”

ฮีวอนวางตะเกียบลงบนโต๊ะเสียงดัง เงยหน้าขึ้นตะวาดซูมง แต่ก็หาได้สะทกสะท้านไม่

“ข้าเป็นคนลาดท่านเข้ามา ก็น่าจะบอกข้าหน่อยสิว่าไปทำอะไรมา ไร้น้ำใจ ฮึ้ยย”

“ดะ ดูทำท่า นี่...มานั่งตรงที่ข้าเลยมั้ย นี่ๆๆ ตรงนี้ที่นอนของข้าเอง เผื่อเจ้าอยากย้ายเข้ามาอยู่แทนข้า เจ้าเป็นลูกของท่านพ่อข้าอีกคนหรอฮะ ฮะ!!”

“.....”

ฮีวอนตะโกนล้อซูมงอย่างคนอดไม่ไหว พรางทำท่าชี้ไม้ชีมือไปทางที่นอนผ้าไหมนุ่มๆ อย่างดีให้ซูมงดู เผื่อให้เขาสำนึกเสียบ้าง แต่ซูมงกลับนิ่งเงียบไม่ตอบโต้กลับเหมือนครั้งก่อนๆ

“ถึงข้าจะรับใช้ใต้เท้ามานาน แต่ข้าก็ไม่เคยเห็นด้วยกันใต้เท้าเลยสักครั้ง”

“.....”

พรึบ!

จู่ๆ ก็พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง จนฮีวอนแอบนิ่งไป

พูดจบ ซูมงลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู แล้วผายมือให้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง

ปึง!!

ซูมงออกไปจากห้องพร้อมกับปิดประตูลงเสียงดัง ฮีวอนถอนหายใจยาวยืด มองหน้าผู้มาใหม่

“นายท่าน”

“.....”

คนที่เพิ่งเข้ามา ก้มคำนับให้แก่ฮีวอนก่อนจะเข้าไปนั่งลงแทนที่ซูมงด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม

“ข้าอยากให้เจ้าตามหาผู้หญิงคนนึง”

“.....”

พระราชวัง ท้องพระโรง.

องค์ราชาในฉลองพระองค์สีแดงเลือดนกดูน่าเกรงขามทรงประทับอยู่บนบัลลังก์ เบื้องล่างคือเหล้าขุนนางที่มาเข้าเฝ้าตามปรกติ ขาดแต่เพียงเสนาบดีคัง ซึ่งได้รับแจ้งว่าเสนาบดีคังล้มป่วยจึงไม่สามารถเข้าถวายการรับใช้องค์ราชาได้

“องค์รัชทายาทเสด็จพะยะค่ะ”

“...!!”

ร่างสูงในฉลองพระองค์สีน้ำเงินเข้ม ก้าวเท้าเข้าสู้ท้องพระโรงตรงไปยังด้านหน้าบัลลังก์

ซอลมินคำนับให้แก่องค์ราชาด้วยใบหน้าไม่สดใสอย่างที่ควร เนื้องด้วยตนเองพบเจอเรื่องไม่คาดฝันขึ้น จนกว่าทุกอย่างจะชัดเจน เขาไม่คิดจะบอกเรื่องของอียูให้ใครรู้ จนกว่าทุกอย่างจะชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่

“เนื่องจาก มีราชโองการจากฝ่าบาท หลังองค์รัชทายาทกระทำความผิด หลบหนีออกจากพระราชวังโดยฝ่าฝืนพระราชโองการ ให้กักบริเวณองค์รัชทายาทเป็นเวลา 1 เดือน”

“......”

เสนาบดีท่านหนึ่งก้าวออกมาพร้อมกับม้วนเอกสาร เพื่อกล่าวข้อความถึงซอลมินต่อหน้าฝ่ายาทและเสนาบดีท่านอื่นได้ร่วงรู้

“บัดนี้ ระยะเวลาบทลงโทษได้สิ้นสุดลง องค์รัชทายาททรงพ้นจากพระราชโองการของฝ่าบาท ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป พะยะค่ะ”

“ขอบพระทัยฝ่าบาท”

“ฮ่าๆๆๆ !! เอาเถิดๆ ข้าหวังว่าเวลาที่ผ่านมา จะสามารถทำให้เจ้าได้ทบทวนตัวเองเป็นอย่างดี”

“แน่นอนพะยะค่ะ”

ซอลมินก้มคำนับฝ่าบาทอีกหนึ่งครั้ง ก่อนจะเดินออกจากท้องพระโรง เขาไม่ลืมที่จะหันไปมองหน้าเสนาบดีชินด้วยสายตาคาดโทษ

ฝ่ายเสนาบดีชินที่เห็นอย่างนั้นจึงหันซ้ายหันขวาอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

หมับ! พรึบๆๆ !!!”

“ทรงทำอะไรหรือพะยะค่ะ องค์รัชทายาท!!?”

ซอลมินยกยิ้มมุมปากส่ายหัวไปมา เดินเข้าไปหาเสนาบดีชินก่อนจะใช้มือปัดบางสิ่งออกจากไหล่ทั้งสองข้างของเขา

เสนาบดีชินมองการกระทำของซอลมินพรางทำหน้างงกับสิ่งที่เขาทำ แต่ก็ไม่ได้ขัดขืน ท่ามกลายสายตาของฝ่าบาทและเหล่าเสนาบดีในท้องพระโรง ต่างก็กลืนน้ำลายลงคอเฝ้ามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเงียบๆ

“สบายขึ้นหรือไม่?”

“กระหม่อมโง่เขลา ไม่อาจเข้าใจได้ว่าองค์รัชทายาททรงหมายถึงสิ่งใด”

“หึ...”

ซอลมินเอามือออกจากไหล่ของเสนาบดีชินช้าๆ ด้วยท่าทางสบายใจ

“ข้าช่วยปัดภาระสกปรกๆ บนบ่าให้ เผื่อเจ้าจะได้สบายขึ้น”

“ขอบพระทัยองค์รัชทายาท”

“.....”

เสนาบดีชินก้มคำนับให้แก่ซอลมิน ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แต่ภายในใจนั้นถูกเผาไหมเป็นผุยผงพร้อมที่จะระเบิดออกมาจากอกได้อยู่รอมร่อ

ซอลมินหุบยิ้มลงแล้วเดินออกจากท้องพระโรงตรงไปยังพระตำหนักของตน ทิ้งให้ทุกคนต่างก็ตกตะลึงงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

พระตำหนักใน

ภายในห้องโถ่งใหญ่ ซอลมินนั่งคุยบางอย่างกับองครักษ์ที่ถูกคั่นกลางด้วยโต๊ะน้ำชาเพียงสองคน แม้แต่ขันทีชอง ก็ไม่ได้อนุญาตให้อยู่ด้านในด้วย

“เรื่องนั้น กระหม่อมทำตามที่ได้รับสั่งแล้วพะยะค่ะ”

“อืม ข้าจำเป็นต้องทำ จะให้เรื่องนี้ไปถึงหูเสนาบดีชินไม่ได้เด็ดขาด”

“ทรงวางพระทัยพะยะค่ะ”

“ทูลองค์รัชทายาท องค์หญิงโซรอง ขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ”

“....!!”

“....!”

 

ความคิดเห็น