email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Episode 11 คนไม่อ่อนโยน! (NC18+)

ชื่อตอน : Episode 11 คนไม่อ่อนโยน! (NC18+)

คำค้น : เซฟแมงป่อง ตบหลุมรัก My heart November นิยายวาย ตบจูบ ฟิวกูดรักมหาลัย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 22.3k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 04 เม.ย. 2564 16:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Episode 11 คนไม่อ่อนโยน! (NC18+)
แบบอักษร

Episode 11 

คนไม่อ่อนโยน! (NC18+)  

[All]  

 

 

 

ในช่วงของการสอบวันสุดท้ายภาคเรียนที่ 1 ของนักเรียนมอปลายชั้นปีที่ 5 เสียงพูดคุยหยอกล้อของเด็กกลุ่มใหญ่ดังขึ้น ณ ลานข้างสนามกีฬาขณะนี้หลายคนเริ่มทยอยออกจากห้องสอบเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านและหนึ่งในเด็กที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะก็คือนายพฤศจิกา เด็กหนุ่มผู้เป็นขวัญใจของคนเกือบทั้งโรงเรียน  

 

เนื่องจากใบหน้าที่หล่อเหลาจนติดอันดับหนุ่มหน้าตาดีของจังหวัด ผลการดีที่ค่อนข้างดีในระดับหนึ่งและที่สำคัญการที่เด็กหนุ่มได้เป็นตัวแทนลงหนังสือแนะนำการท่องเที่ยวสถานที่เที่ยวสำคัญจังหวัดบ้านเกิดทำให้เขากลายเป็นจุดสนใจของทุกคนไปโดยปริยาย 

 

“ช่วงปิดเทอมนี้ว่างกันรึเปล่า? ปีนี้กูตั้งใจจะจัดเลี้ยงวันเกิดน่ะแม่เลยบอกว่าให้ชวนเพื่อนที่โรงเรียนมาด้วยเยอะ ๆ” เด็กคนหนึ่งบนโต๊ะเอ่ยถามขึ้น ทอดสายตาไปยังเพื่อน ๆ ร่วมห้อง 

 

“เออ จะจัดวันไหนก็บอกละกัน”  

 

“ต้องบอกกูล่วงหน้านะมึง ไม่งั้นที่บ้านกูไม่ให้ไปแน่”  

 

“เสาร์นี้แหละเจอกันตอนหกโมงเย็นที่บ้านกูเลย เดี๋ยวกูส่งโลเคชันเข้าไปในกลุ่มไลน์ให้ ว่าแต่มึงสองคนล่ะจะไปรึเปล่า แมงป่อง...แซน”  

 

“ยังไม่แน่ใจเลยว่าจะติดธุระอะไรรึเปล่า เดี๋ยวให้คำตอบอีกทีนะโก้” แมงป่องหันมาตอบด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า ส่วนหนึ่งที่เขาไม่คิดจะไปเพราะเพื่อนกลุ่มนี้เวลามีปาร์ตี้ก็มักจะมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอและอีกอย่างคือเด็กหนุ่มอยากจะไปออกกำลังกายกับน้องอาคมเสียมากกว่า 

 

“เฮ้ยอะไรว้า นาน ๆ จะจัดสังสรรค์กับเพื่อนทั้งที มึงไม่มากูไม่ยอมนะโว้ย” โก้เริ่มพูดอย่างหงุดหงิดแล้วหันไปถามเพื่อนหญิงเพียงคนเดียวในกลุ่ม “แล้วแซนล่ะว่าไงตกลงไปใช่เปล่า?”  

 

“อืม ไปสิยังไงก็ไม่มีใครอยู่บ้านถึงเราจะออกไปเที่ยวไหนก็ไม่มีใครจับได้หรอก ว่าแต่เราขอพาน้องชายไปด้วยได้ไหม? เผื่อถ้าเกิดเมาจะได้มีคนพากลับ” คำพูดของแซนทำให้คนทั้งโต๊ะนิ่งเงียบ ขมวดคิ้วแบบจับต้นชนปลายไม่ถูก หลังจากที่เซฟลดความอ้วนอย่างหนักมาหลายปีเด็กคนนั้นก็สูงขึ้นตัวใหญ่ขึ้นจนใครต่อใครก็ไม่กล้าไปหาเรื่องแกล้งเขาอีกบวกกับการที่เขาเป็นคนเงียบ ๆ เลยยิ่งดูน่ากลัวเข้าไปใหญ่และแน่นอนว่าทุกคนในโต๊ะนี้รู้ดีว่าแมงป่องเป็นคนพาเซฟไปที่ศูนย์เยาวชนเป็นประจำทุกวัน  

 

“ปกติแกไม่เคยไม่ไหนมาไหนกับน้องแกเลยนะแซน?” เพื่อนอีกคนถามขึ้นด้วยความสงสัย 

 

“ก็ถ้าเราไม่ชวนน้องเราไป แมงป่องก็คงไม่คิดจะไปใช่เปล่าล่ะ” สายตากับคำพูดของแซน ซ่อนเร้นไปด้วยความย้อนแยงจนนายพฤศจิกายังรู้สึกได้ ตัวเขาเองก็แทบจะไม่เคยพูดคุยกับแซนเลยตั้งแต่วันที่เธอเล่าให้ฟังว่าน้องชายเป็นลูกเมียน้อยแต่เนื่องจากการที่ต้องเรียนอยู่ห้องเดียวกันทำให้แมงป่องไม่มีทางเลือกมากนัก 

 

แซนเองก็พยายามเข้าถึงเนื้อถึงตัวแมงป่องตลอดจนเด็กหนุ่มสัมผัสได้ว่าเธอกำลังคิดกับเขาเกินกว่าเพื่อนคนหนึ่ง  

 

ด้วยหน้าตาที่น่ารักของแซนทำให้เธอได้ตำแหน่งดรัมเมเยอร์ตัวหลักของโรงเรียนตั้งแต่ขึ้นมัธยมปลาย หลายครั้งที่มีข่าวลือสะพัดไปทั่วทั้งโรงเรียนว่าเธอกับแมงป่องกำลังคบหาดูใจกันอยู่ และแน่นอนความลับไม่มีในโลกเด็กหนุ่มรู้ดีว่าคนที่แอบปล่อยข่าวลือพวกนี้ก็คือแซนนั่นเอง  

 

ซึ่งในตอนนั้นแมงป่องกลับป่าวประกาศบอกทุกคนออกมาอย่างชัดเจนว่าเป็นเพียงเพื่อนและไม่มีวันที่จะเป็นได้มากกว่านั้นเพราะเขามีคนที่ชอบอยู่แล้ว แม้นั่นจะเหมือนเป็นการหักหน้าเพื่อนหญิงคนนี้อย่างโหดร้ายก็ตามที 

 

“ขอโทษทีนะทุกคนวันนี้เราต้องรีบกลับไปซ้อมคาราเต้น่ะ...ถ้าไม่ติดอะไรไว้ไปเจอที่บ้านโก้อาทิตย์หน้าเลย” นายพฤศจิกาลุกขึ้นยืนยกมือลาเพื่อน ๆ เดินมาที่รถยนต์ Suzuki swift สีขาวป้ายแดงคันใหม่ที่จอดอยู่บริเวณลานจอดข้างโรงเรียนเขาใช้เงินเก็บทุกบาททุกสตางค์ทั้งจากค่าขนมและรายได้พิเศษจากการเป็นพรีเซนเตอร์งานการท่องเที่ยวมาดาวน์รถคันนี้ ถึงแม้ว่าตัวของเขาตอนนี้จะยังไม่มีใบขับขี่ด้วยซ้ำ 

 

แมงป่องตั้งใจว่าจะเอารถคันนี้มาใช้รับ-ส่งเซฟไปสนามกีฬาด้วยกันเพราะเขาไม่อยากให้น้องต้องลำบากนั่งมอเตอร์ไซค์คันเก่า เด็กหนุ่มสตาร์ทรถนั่งรออยู่นานก็ไม่เห็นน้องจะมีทีท่าออกมาเสียทีจนเขากำลังหยิบมือถือขึ้นมาดู 

 

Rrrrr…สายเรียกเข้าของเด็กคนที่เขาดูแลมาตลอดหลายปีดังขึ้นจนต้องเผลอยิ้มออกมาบนใบหน้า 

 

[ฮัลโหลครับพี่แมงป่อง]  

 

“อืม สอบเสร็จแล้วเหรอเซฟ? ตอนนี้พี่มารอรับอยู่หน้าโรงเรียนแล้วนะจะออกมารึยัง”  

 

[ขอโทษทีนะครับพี่วันนี้ผมคงไปด้วยไม่ได้ พี่แซนเพิ่งโทรมาบอกให้ผมรีบกลับไปช่วยงานที่ร้านปู่ช่วงปิดเทอม]  

 

“...” แมงป่องเองก็รู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยว่าทำไมปู่ถึงไม่โทรตามเซฟเอง...ทำไมต้องทำให้ยุ่งยากด้วยการโทรหาแซนให้โทรบอกน้องอีกที ถึงแม้จะพอคาดเดาคำตอบเอาไว้ในใจแล้วก็ตามแต่เด็กหนุ่มก็เลือกที่จะไม่พูดเสียดีกว่า 

 

[พี่แมงป่องไม่โกรธผมใช่ไหมครับ?]  

 

“ไม่โกรธหรอกในเมื่อเซฟไปช่วยปู่มันก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องอยู่แล้ว...แล้วตอนนี้เซฟอยู่ไหนล่ะเดี๋ยวพี่ขับไปส่งที่บ้านให้”  

 

[พี่แซนเขาเรียกมอเตอร์ไซค์ให้มารับผมแล้วล่ะ เห็นว่าพี่เองก็ต้องรีบกลับไปทำธุระที่บ้านเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?]  

 

…!  

 

คำบอกเล่าของเซฟทำให้แมงป่องถึงกับกำพวงมาลัยรถแน่นด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองในทันที  

 

“เออจริงด้วย งั้นดูแลตัวเองด้วยนะแล้วพรุ่งนี้จะให้พี่ไปรับรึเปล่า”  

 

[ยังไม่แน่ใจเลยครับ ผมต้องคุยกับปู่ก่อนว่าจะเอายังไงเพราะรอบที่แล้วผมก็ต้องไปช่วยทุกวันจนไม่ได้เจอพี่ช่วงปิดเทอมเลย]  

 

“นั่นสินะ...” เสียงพูดแผ่วเบาเต็มไปด้วยความผิดหวัง ตอนที่เด็กหนุ่มไม่ได้เจอกับน้องปิดเทอมที่แล้ว เขาก็แอบเหงาแอบคิดถึงอยู่ไม่น้อย 

 

[ถ้าได้หยุดวันไหนผมจะรีบโทรหาพี่นะ หรือถ้าพี่ทนคิดถึงผมไม่ไหวจะมาหาผมที่เกาะก็ได้ งั้นแค่นี้ก่อนนะครับเอาไว้คุยกับปู่เสร็จผมค่อยโทรหาพี่อีกที...ตู๊ดดดด]  

 

“ไอ้เด็กบ้า!” แมงป่องได้แต่พึมพำออกมาด้วยรอยยิ้ม แต่เหนือสิ่งอื่นใดประโยคที่เซฟเพิ่งพูดออกมามันกลับส่งผลให้เด็กหนุ่มต้องหน้าแดงเป็นลูกตำลึง เขาหลับตาพิงหลังไปยังเบาะแข็งที่ยังมีพลาสติกใสคลุมอยู่แทบทุกจุด 

 

ก๊อก...ก๊อก 

 

เสียงเคาะภายนอกกระจกใสทำให้เด็กหนุ่มต้องลืมตาหันไปมองในทันที ใจหนึ่งก็คาดหวังว่าจะเป็นเด็กคนที่เขาเพิ่งวางสายไปได้ไม่นาน แต่แล้วแมงป่องก็ต้องขมวดคิ้วขึ้นอย่างฉับพลันเมื่อคนที่ยืนอยู่นอกตัวรถกลับกลายเป็นแซนแทน 

 

วืด...กระจกใสถูกเลื่อนลงช้า ๆ  

 

ยิ่งพอเห็นหน้าเธอแมงป่องก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิด “มีอะไรรึเปล่าแซน?”  

 

“คือเราอยากจะขอติดรถไปลงที่สนามกีฬาด้วยน่ะว่าจะไปต่อรถกลับบ้านแถวนั้น แมงป่องไม่ว่าอะไรใช่ไหม?” สายตาที่เด็กหนุ่มมองเธอช่างเย็นชาอย่างไร้อารมณ์ ผู้หญิงคนนี้ช่างไร้ยางอายชะมัดยาดถึงขนาดหลอกน้องชายตัวเองให้นั่งวินมอเตอร์ไซค์กลับบ้านเองทั้งที่แดดตอนนี้ก็ร้อนจัด  

 

ในใจคิดเพียงว่าถ้าแซนมีจิตสำนึกเพียงสักนิดของให้แมงป่องไปส่งตัวเธอกับน้องชายที่บ้าน เขาย่อมยินดีทำให้อยู่แล้ว 

 

“ขอโทษนะแซนพอดีเราต้องรีบกลับบ้านด่วน แม่เราโทรตามจะใช้รถถ้ายังไงเอาไว้คุยกันทีหลังละกัน” เด็กหนุ่มไม่รอฟังคำตอบปิดกระจกพร้อมกับขับออกไปโดยทิ้งเด็กหญิงเอาไว้ตรงนั้น  

 

หลังจากรถเคลื่อนตัวออกไปจนลับสายตาเด็กสาวได้แต่กัดริมฝีปาก กำมือแน่นอย่างโกรธแค้นเธอสาบานกับตัวเองว่าจะทำลายทุกอย่างที่แมงป่องรักและหวงแหนจนหมดสิ้น 

 

...ในเมื่อเธอไม่ได้ในสิ่งที่เธอต้องการ คนอื่นก็ไม่มีสิทธิ์ครอบครองเช่นกัน...  

 

 

[Part The Scorpion King]  

 

“คืนนี้มึงยอมเป็นของกูได้ไหม? ...เป็นของกูแค่เพียงคนเดียว” เพียงแค่เซฟมันเอ่ยปากขอก็ถึงกับทำให้ผมต้องจิตหลุดนึกถึงความหลังในอดีตแบบไม่รู้ตัว ได้แต่ยืนตาค้างกับคำขอที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินจะปากของมันด้วยซ้ำ

 

ไม่รู้ว่าชาติที่แล้วผมไปทำกรรมอะไรเอาไว้ ชาตินี้ถึงได้มาชอบคนขวานผ่าซากแบบมันเอาเสียได้ จะบอกว่าเคืองนิดหน่อยก็คงไม่ผิด

 

...ไม่มีแม้แต่จะขอความรัก

 

...ไม่เอ่ยปากขอเป็นแฟนก่อนด้วยซ้ำ

 

...แต่มันเสือกขอเล่นจ้ำจี้กับผมเนี่ยนะ!

 

ไอ้เซฟมันร้ายกาจกว่าที่คิดไว้เยอะ ไม่นึกไม่ฝันว่าเงื่อนไขที่ตัวเองตั้งเอาไว้จะกลับกลายเป็นบ่วงมารัดคอผมแทน

 

“ทำไมต้องทำหน้าเหมือนถูกกูบังคับด้วยล่ะ มึงเป็นคนสัญญาเองนะแมงป่องว่าจะขออะไรก็ได้หนึ่งอย่างโดยไม่ปฏิเสธ” ก็รู้อยู่แล้วว่าเซฟมันยังคงโกรธผมอยู่แต่เวลามันพูดกูมึงกับผมเนี่ย บอกตรง ๆ ว่าไม่ชอบเอาเสียเลยอยากให้มันเรียกผมว่าพี่แบบเมื่อก่อนมากกว่า

 

“กูเกลียดคนไม่มีมารยาทว่ะ ถ้ามึงอยากจะให้กูทำตามสัญญาก็ต้องรู้จักขอร้องดี ๆ ไม่งั้นอย่าหวังเลยว่ากูจะยอมมึงง่าย ๆ” ไม่มีทางที่คนอย่างเซฟมันจะพูดดีกับผมได้แน่ผมมั่นใจ

 

เซฟมันก้มหน้าลง ฝ่ามือขยุ้มไปที่กางเกงสแล็กนักศึกษาด้วยเนื้อตัวที่สั่นเทา คิดไว้แล้วไม่มีผิดเซฟมันไม่มีทางเปลี่ยนได้ในทันทีหรอก แต่อยู่ ๆ มันกลับเงยหน้าส่งตาเยิ้มเป็นสระอิกระตุกยิ้มออกมาเล็กน้อยให้พอสยอง “คืนนี้ยอมเป็นของผมนะแมงป่อง...เป็นของผมแค่คนเดียว”

 

...ขนลุก!

 

“สัญญาต้องเป็นสัญญา...” มันฮัมเพลงออกมาเบา ๆ ในลำคอ “เงื่อนไขที่แมงป่องตั้งไว้ผมก็ทำให้ทุกอย่างแล้วเพราะฉะนั้นก็รีบกลับไปที่โรงแรมกันเถอะ” เซฟมันคว้าแขนผมแล้วออกเดิน ใช้คำว่าฉุดกระชากเลยก็ว่าได้ไม่รู้ว่ามันเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนขนาดผมเป็นนักกีฬาคาราเต้ยังต้านแรงมันไม่ไหวเลย

 

“ยับ...ยับ...ยับ คืนนี้ต้องมียับ!” เสียงร้องแผ่วเบาดังออกมาจากปากคนเดินนำอีกครั้ง

 

“ดะ...เดี๋ยวสิเซฟ” พยายามแกะมือมันออกแต่มันกลับบีบรั้งผมไว้แน่นกว่าเดิม

 

“เลิกขัดขืนสักทีเถอะ อย่าต้องให้อุ้มไปนะแมงป่องไหนบอกว่าเป็นคนรักษาคำพูดไง?” บทจะพูดเพราะก็พูดขึ้นมาได้เฉยนี่มันเป็นคนแบบไหนกันแน่วะเนี่ย

 

“แต่เรื่องนี้มัน...”

 

“มันทำไม?” มันหันกลับมาถามผมด้วยสีหน้าจริงจัง

 

“กูยังไม่พร้อมเซฟ ให้เวลากูหน่อยเถอะ”

 

“ได้! งั้นจะให้เวลา 20 นาทีเท่ากับที่แมงป่องให้เมื่อเช้าละกัน” ไอ้เด็กชั่วมันย้อนรอยผมเสียแล้ว “ค่อย ๆ เตรียมใจให้พร้อมนะกว่าจะเดินไปถึงตึกการโรงแรมก็คงยี่สิบนาทีพอดี”

 

สุดท้ายผมก็เสียเวลายี่สิบนาทีไปอย่างเสียเปล่าจริง ๆ ด้วย ไม่รู้ว่าเพราะบังเอิญรึเปล่าเซฟมันถึงยังไม่ได้คืนกุญแจห้องพักหรืออาจเป็นเพราะมันตั้งใจจะกลับมานอนที่ห้องนี้อยู่แล้ว แต่ตอนนี้ผมกลับมานั่งตัวแข็งอยู่บนเตียงเสียแล้ว

 

แก๊ก...

 

เดือนมหา’ลัยปีล่าสุดเดินออกมาจากห้องน้ำในสภาพชายเสื้อหลุดออกจากกางเกง ปลดกระดุมสองเม็ดบนจนเห็นร่องอก ใบหน้าแล้วเส้นผมเปียกแฉะคาดว่าน่าจะเข้าไปล้างเครื่องสำอาง ล้างผมเหนียว ๆ จากผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงเขาเดินมาที่เตียงเอื้อมมือก้มตัวลงต่ำมาด้านหน้าจนผมต้องหลับตาหลบการจู่โจมอย่างฉับพลัน

 

“...” ทั้งที่ก็เตรียมตั้งรับไว้แล้วส่วนหนึ่งเอาเถอะอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

 

รออยู่ครู่ใหญ่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนต้องลืมตาขึ้นมอง เซฟมันแค่เอื้อมมาหยิบผ้าเช็ดตัวบนเตียงไปเช็ดหน้าเช็ดผมตัวเองซะงั้น

 

“ไปอาบน้ำก่อนสิ”

 

โอกาสทำใจมาถึงแล้วรีบคว้าผ้าอีกผืนบนเตียงทะยานตัวเข้าห้องน้ำล็อกประตูในทันที ตอนนี้จะปฏิเสธก็พูดไม่ออกได้แต่ยอมรับชะตากรรมแล้วค่อย ๆ ถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้นแขวนเอาไว้ เปิดฝักบัวปล่อยให้สายธารอุ่นผ่านร่างกายไปในขณะที่สมองกลับเป็นสีขาวโพลน

 

ควับ!

 

ลำแขนโอบกอดจากด้านหลังมาบนร่างกายเปลือยเปล่าจนต้องสะดุ้งสุดตัว ผิวหนังสัมผัสได้ถึงเนื้อที่กำลังแนบสนิทชิดมา

 

“เซฟ! เข้ามาได้ไง”

 

“ก็ยัดกระดาษเอาไว้ที่ช่องล็อกข้างประตูไง ขืนไม่ทำแบบนี้เกิดแมงป่องไม่รักษาคำพูดก็แย่สิ” ลมหายใจจากคนด้านหลังกำลังใช้ริมฝีปากขบงับมาที่ใบหูถึงกับทำให้เนื้อตัวสั่นสะท้าน

 

“อ่าส์...” นิ้วมือเซฟลูบไล้ขย้ำไปที่หน้าอกและชายโครง ปากก็เม้มกัดไปที่ลำคอจนต้องเผลอร้องออกมาด้วยความเสียว สบู่เหลวถูชโลมไปทั่วแผ่นหลังก่อนที่จะวกกลับมาลูบไล้ด้านหน้าคว้าเอาสุภาพบุรุษสุดที่รักของผมกำเอาไว้ค่อย ๆ ขยับข้อมือบิดหมุนถูไถไปมาจนมันขยายใหญ่สู้มือโดยที่ไม่สามารถควบคุมอะไรได้อีกแล้ว

 

อึก! ผมต้องกลั้นหายใจกลืนน้ำลายก้อนใหญ่ลงคอเมื่อรู้สึกได้ถึงพลองวิเศษที่กำลังบดเบียดอยู่บริเวณแก้มก้น

 

“ซะ...เซฟเดี๋ยวก่อน! กูยังไม่เคย...”

 

“ชู่~~~” นิ้วมือทาบลงมาที่ปากพร้อมกับจับผมพลิกตัวกอดจนหน้าเราทั้งคู่ตอนนี้แทบจะชนกันอยู่แล้ว “ไม่เคยเหมือนกัน...ไม่เคยแม้แต่จะมองใครด้วย” สายตาของไอ้เซฟมันไม่ได้มีความโรแมนติกแม้แต่น้อย ถ้าจะให้พูดแบบชัดเจนหน้ามันตอนนี้คือโคตรหื่นชนิดที่ว่าพร้อมจะแดกผมอยู่ทุกขณะ

 

มือก็ลูบคลึงไปที่ก้นดันสะโพกตัวเองเข้ามาเสียดสีน้องชายของมันมาที่น้องชายผมอย่างแนบแน่นราวกับสองอัศวินกำลังฟาดฟันดาบอย่างบ้าคลั่ง

 

...ยอมรับว่าระทวย

 

หมดแรงจะต่อต้านจากที่พยายามเอามือดันอกมันออกก็กลับกลายเป็นโอบกอดเขาไปซะแล้ว ริมฝีปากของเซฟกดจูบลงมาที่ปากผมอย่างรุนแรง ส่งลิ้นควานเข้ามาในโพรงปากตวัดสำรวจทุกซอกทุกมุม

 

“อือ...” ยามที่มันผละออกผมก็ต้องรีบฉวยโอกาสสูดลมหายใจเข้าให้เต็มปอดเพราะเด็กตรงหน้ามันจู่โจมผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า นิ้วมือมันทั้งรัดทั้งโอบศีรษะกดจนแทบจะขาดใจตายคาอ่างอาบน้ำ

 

เซฟมันเริ่มเปลี่ยนเป็นดันจนหลังผมชิดติดกำแพง ใช้ฝ่ามือจับข้อมือผมยกขึ้นเหนือหัวลากลิ้น ขบกัดไปตามต้นคอเลื้อยต่ำลงมาจนถึงรอยสักรูปแมงป่องก่อนจะเม้มปากดูดไปที่หัวนมจนผมถึงกับดิ้นไป-มา และยิ่งผมออกอาการมากเท่าไหร่เซฟมันก็ยิ่งดูดแรงขึ้น จากนั้นก็ลากลิ้นไปที่สีข้างใต้วงแขนก่อนที่มันจะขมวดคิ้วแล้วเพ่งมองไปตรงนั้นอยู่นาน แล้วหันมาสบตาผมเหมือนกับจะถามว่าคืออะไรแต่เป็นผมเองที่หลบหน้ามันไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยตอบ

 

มันยกยิ้มมุมปากด้วยความพึงพอใจกับสิ่งที่เห็นก่อนจะถามขึ้นมาจริง ๆ “ตั้งแต่เมื่อไหร่?” พอผมไม่ตอบมันก็กัดดูดลงมาที่คอผมอีกครั้ง “ตั้งแต่เมื่อไหร่แมงป่อง!”

 

“ตะ...ตอนปิดเทอมก่อนขึ้น ม.6 วันเดียวกับที่สักรูปแมงป่อง” เซฟมันจ้องหน้ามาจนผมต้องยอมจำนน “ตั้งแต่วันที่มึงเดินเข้าคลินิกพี่หมอไปทำจมูกมานั่นแหละ”

 

“เห็นเหรอ?”

 

“อืม...กูเห็น! ทั้งที่ตอนนั้นพยายามโทรหามึงทุกวันเซฟแต่มึงกลับบอกว่าช่วยงานร้านปู่อยู่บนเกาะ”

 

“ก็เลยสักชื่อผมเอาไว้ตรงนี้เนี่ยนะ” นิ้วมันลากไปที่ชายโครงตัวอักษรภาษาอังกฤษแบบตัวเขียนซ่อนเอาไว้ใต้รักแร้เป็นคำว่า Save  

 

“เออ ถ้ามึงสังเกตวันที่กูไปหามึงบนเกาะสักนิดมึงคงจะเข้าใจไปนานแล้วเซฟว่าความหมายที่กูต้องการจะบอกคืออะไร ตอนมึงเดินออกมาจากร้านพี่หมอมึงรู้ไหมว่ากูโกรธมาแค่ไหนที่ต้องทนเก็บเงียบมองดูมึงทำร้ายตัวเองด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ในใจกูก็ยิ่งกลัวยิ่งกังวลทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญขนาดนั้นแท้ ๆ มึงยังไม่ยอมให้กูอยู่ดูแลเลย...กะ กูก็เลยตัดสินใจเข้าไปสักเพื่ออย่างน้อยจะจะได้เจ็บไปพร้อมมึง

 

ในที่สุดผมก็พูดออกมาจนได้ทั้งที่ตั้งใจว่าจะเก็บเงียบเอาไว้แล้วแท้ ๆ แต่ที่น่าหมั่นไส้สุด ๆ ในเวลานี้คือเซฟมันไม่แสดงสีหน้าอะไรออกมาเลยนอกจากชิดหน้าเข้ามาเล็กน้อยกับมือที่เอื้อมไปหยิบอะไรบางอย่าง

 

“งั้นตอนนี้เรามาเสียวไปพร้อมกันนะ” ฮะ!

 

เซฟมันใช้สบู่เหลวคว้ากำเอาท่อนแกร่งของผมและมันมารูดขึ้นลง ซี๊ด...เสียงร้องครวญครางของผมทำให้เด็กร้ายยิ่งได้ใจขยับจังหวะเร็วขึ้นแรงขึ้นจนนิ้วมือจิกกดไปที่หัวไหล่ของเขา

 

“โอ้วว...อ๊าาาา...เซฟพอก่อน กูจะไม่ไหวแล้ว” เอาจริงก็ไม่ได้ตั้งใจบอกให้มันหยุดหรอกแค่ปากมันพาไป แต่เซฟมันดันเสือกหยุดมือแล้วหันมาเปิดฝักบัวล้างฟองสบู่บนตัวออกจนหมด ปล่อยให้ผมหอบหายใจรวยรินไปพร้อมกับความหงุดหงิดที่ยังคงค้างคา

 

“อย่าเพิ่งเสร็จสิยังมีเวลาอีกตั้งเยอะก่อนจะถึงเวลานัดกับพวกไอ้เพลง” ได้แต่กะพริบตางวยงง เซฟมาดันผมไปนั่งที่ขอบอ่างแล้วคุกเข่าลงตรงหน้า ลากลิ้นวนเวียนไปมาอยู่แถวท้องน้อยไล่ขึ้นมาที่หน้าอก ก่อนจะคล้องคอผมลงมาเพื่อลิ้มรับรสจูบ

 

เด็กตรงหน้าขยับตัวออกเล็กน้อยก่อนจะก้มลงมาบริเวณน่องขา ครอบปากลงไปที่ท่อนแข็งชูชันใช้ลิ้นตวัดสัมผัสตั้งแต่ปลายยอดจนถึงคู่แฝดด้านล่าง

 

“โอ๊ย...ซี๊ดดด” ความกระสันเย็นวาบจากปลายลิ้นเปียกแฉะ จู่โจมจนแทบทนไม่ไหวต้องร้องครางออกมาเป็นระยะ เวลานี้อารมณ์ของผมมันกระเจิงล่องลอยไปกับลีลารักของเขาแบบห้ามไม่อยู่อีกแล้ว

 

เซฟเริ่มยกขาทั้งสองข้างของผมพาดไปบนบ่าของเขา ในขณะที่ปากก็ยังดูดดึงแท่งเนื้อไม่หยุดหย่อน สายตาก็ช้อนมองมาตลอดเวลาจนผมต้องหลับตาหนี

 

เฮือก! ...นิ้วมือเปียกชื้นเต็มไปด้วยฟองสบู่กำลังแทรกผ่านส่วนลับปราการสุดท้ายของร่างกาย ความเจ็บปวดแล่นแปลบพยายามดันร่างกายออกแต่เซฟมันกลับกดผมไว้แน่นนิ้วมือชอนไชเข้าไปทีละนิดจนจุกแสบไปหมด

 

“อึก กูเจ็บพอก่อนเซฟ กูไม่ไหวแล้ว” ผมอ้อนวอนร้องขอจนเขายอมถอดปากออกมาจากแก่นกายของผมส่วนนิ้วโป้งมันยังคาค้างเอาไว้ที่ช่องทางด้านหลังแบบไม่มีทีท่าว่าจะยอมถอดออกมาเลย

 

“ไหนสัญญาแล้วว่าจะยอมแล้วไง ทนเจ็บแป๊บเดียวเดี๋ยวก็โอเคแล้ว” มันค่อย ๆ ดึงนิ้วออกจนผมผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก หากแต่นั่นไม่ใช่การหยุดเซฟมันคว้าไปกดสบู่เหลวมาขยี้บนมืออีกครั้งแล้วคราวนี้มันสอดมาสองนิ้วจนผมต้องร้องลั่นออกมาเลย

 

พอร้องมันก็เอื้อมตัวมากดจูบที่ปากผมครั้งแล้วครั้งเล่าขยับดัชนีเดียวดายเข้าออกรุนแรงจนความเจ็บเริ่มแปลเปลี่ยนเป็นชินชา

 

“อ๊าาา...อย่าเขี่ยตรงนั้น...อึก” ในที่สุดมันก็ควานไปโดนจุดจีสปอต (G-Spot) ของผมจนได้ เซฟมันยกยิ้มด้วยความพึงพอใจในเสียงร้องกระเส่ากดนิ้วขยี้ย้ำซ้ำเติมจนเนื้อนิ่มภายในแทบจะแหลกคามือ

 

“ถึงเวลาที่ผมจะยัดเยียดความเป็นผัวให้แมงป่องแล้วนะ” ฮือ...ช่างเป็นคำพูดที่โคตรไม่อ่อนโยนเลยไอ้เด็กเหี้ย! ถึงจะคิดอย่างนั้นแต่ผมกลับพยักหน้าให้แล้วมองดูมันจับอาวุธประจำกายทะลวงป้อมปราการสุดท้ายที่เหลืออยู่ สิ่งของแปลกปลอมที่กำลังแหวกเนื้อเข้ามา ทำให้ร่างกายพยายามป้องกันตัวเองด้วยการขมิบไปอย่างอัตโนมัติ “โอ้ววว...ซี๊ดด” ร่างสูงสูดปากครางออกมาเสียงดังในที่สุดก็เบียดเอ็นแกร่งผ่านช่องทางคับแคบเข้ามาสุดลำโคน ซบหน้าลงมาทั้งดูดทั้งกัดหน้าอกจนเจ็บไปหมด

 

...เพิ่งรู้ตอนนี้เองว่าเซฟมันเป็นพวกซาดิสม์

 

“บะ...เบาลงหน่อย...อึก” พั่บ...พั่บ...พั่บ ร่างสูงมันกดกระแทกลงมาแบบไม่ยั้ง หนักหน่วงรุนแรงจนจุกไปหมด ทุกครั้งที่ท่อนเอ็นขยับออกแล้วตอกเข้ามาในกายมันทำให้ผมต้องโอบแขนไปกอดเขาให้แน่นยิ่งขึ้น สมองมึนเบลอในเมื่อสู้แรงไม่ได้ก็ต้องปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามธรรมชาติจนในที่สุดผมก็ปลดปล่อยออกมาเองโดยไม่ได้แตะต้องเลยด้วยซ้ำ

 

พอเซฟมันเห็นผมถึงจุดสุดยอด มันก็เร่งเครื่องตามแบบทุ่มสุดตัวก่อนจะกดท่อนแกร่งค้างเอาไว้แล้วก้มลงมาขบกัดที่ไหล่ผม กระตุกเกร็งจนรู้สึกได้ว่ามีของเหลวหลั่งไหลอัดแน่นอยู่ภายในช่องทางด้านหลัง ค่อยถอดถอนแก่นกายออกช้า ๆ จากนั้นก็เอื้อมมือไปเปิดฝักบัวดึงตัวผมเข้ามากอด

 

“โอ๊ย! ...” นิ้วมือมันกวาดเข้ามาที่ช่วงด้านหลังอีกแล้ว

 

“ร้องทำไม? ไม่เอาออกรึไงเดี๋ยวปวดท้องนะ” ถ้ารู้ดีขนาดนั้นก็ไม่ควรแตกในไหม? ไอ้เด็กชั่ว!

 

“รีบ ๆ อาบน้ำแล้วออกไปเลยที่เหลือกูทำเอง” เซฟมันก็ไม่เถียงอะไรแม้แต่คำเดียวฟอกสบู่ทำความสะอาดตัวมันและตัวผมก่อนจะล้างน้ำอีกรอบแล้วเดินโทงเทงออกไปในทันที

 

อู๊ย...พอโดนน้ำแล้วก็แสบ ๆ คัน ๆ ขึ้นมาเลย จัดการยันตัวเองลุกขึ้นมานั่งที่ชักโครกล้วงทำความสะอาดภายในอยู่พักใหญ่ ยิ่งตอนพยายามเบ่งออกมายิ่งปวดหนึบ ๆ ไปหมด หยิบผ้าเช็ดตัวขึ้นมาพันรอบเอวแล้วเดินกระย่องกระแย่งออกมาก็เจอตัวการนอนตัวล่อนจ้อนอยู่บนเตียงเล่นมือถืออย่างสบายอารมณ์

 

“ไม่คิดจะนุ่งผ้าเลยรึไงวะ” ผมบ่นพึมพำออกมาอย่างหัวเสีย เมื่อก่อนเวลาช่วยตัวเองก็เคยจินตนาการรูปร่างหน้าตามันไว้ในหัวแต่ตอนนี้นอกจากจะได้เห็นเต็มสองตาแล้วยังโดนข่มขืนไปแล้วด้วยอีกต่างหาก

 

หมับ!

 

เด็กที่กำลังนอนอยู่มันคว้าตัวผมลงมาบนเตียงแล้วกอดไว้ไม่ยอมปล่อย “คืนนี้หลังจากไปกินเลี้ยงแล้วเรากลับมานอนที่นี่กันนะแมงป่อง”

 

“กลับมาทำไมกูไม่ให้มึงเอาอีกแล้วไอ้เซฟ”

 

“แค่นอนกอดก็ได้...แล้วพรุ่งนี้เช้าเราไปตรวจโรคที่โรงพยาบาลกัน อย่างน้อยแมงป่องจะได้รู้สึกว่าผมปลอดภัย”

 

“เพิ่งจะรู้ตัวเหรอ? ทีตอนทำไม่รู้จักคิด ไปโรงพยาบาลก็ดีเหมือนกันเผื่อจะได้ขอยา PEP มาทานกันไว้ก่อน”

 

“อืม” เซฟมันซุกหน้ามาที่คอผมอีกครั้ง “แตกนอกอุ่นใจ แตกในอุ่นจัง” เด็กนรก! “ชอบจังเวลาแมงป่องร้องครางอยากได้ยินทุกวัน”

 

“ประสาทแล้วมึงน่ะแล้วนี่มึงไปคิดจะกลับไปเปลี่ยนเสื้อที่หอก่อนรึไง”

 

“ไปแต่ขออยู่แบบนี้ต่ออีกสักพักนะ ก่อนที่เวลาของซินเดอเรลล่าจะหมดลง” เซฟมันคงยังคิดว่าคำขอที่ผมจะให้มันหมดแค่เที่ยงคืนล่ะมั้ง ซึ่งเรื่องที่มันไม่เคยรู้เลยก็คือ

 

ทั้งร่างกายและหัวใจผมยกให้มันมาตั้งนานแล้ว

 

เผลอแวบเดียวเวลาก็ปาเข้าไปเกือบสามทุ่มครึ่ง เราทั้งคู่กลับไปยังหอของตัวเองเพื่อทำการเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองแล้วไปเจอกันที่ร้านอาหารกันอีกที ผมพยายามเดินผ่านแมงป่องที่ยังจ้องมองมาอย่างเป็นธรรมชาติให้มากที่สุดจะเดินเซให้มันเห็นไม่ได้เดี๋ยวมันรู้หมดว่าไปทำอะไรมา

 

จัดการเปลี่ยนเสื้อแล้วรีบฉวยโอกาสหาทางหนีอย่างเร็วรี่ แต่ไอ้ผึ้งอรุณมันเหมือนมีตาเรดาร์ยืนขวางประตูหน้าห้องเอาไว้ แล้วไล่สายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า

 

“กูได้กลิ่นตลบอบอวลของความรัก...ไหนเล่าซิ” มันพูดแล้วก็ทำจมูกฟืดฟาดไล่ดมกลิ่นผมไปทั่วทั้งตัว

 

“บะ...บ้าเปล่าวะพลัง”

 

“มึงมีพิรุธ!”

 

“กูเปล่า!”

 

“โกหกไม่เนียนแมงป่อง” พลังมันจับมือผมขึ้นมาลูบจนต้องรีบชักแขนออก “ผิวพรรณมึงเต่งตึงดูมีออร่าเปล่งปลั่งภายในชั่วข้ามวันได้ไงอย่าบอกนะว่ามึงกับไอ้เซฟแดกน้ำหวานกันไปแล้ว!”

 

“มึงนี่ช่างมโนเนอะพลัง ถอยไปได้แล้วกูนัดพวกพายุเอาไว้” ผมเริ่มทำทีเป็นหัวเสียกลบเกลื่อน

 

“กูไม่ได้มโนเพราะกูมีสมมติฐานที่น่าเชื่อถือ” ฮะ! “อย่างแรกเลยมึงเดินไม่เป็นธรรมชาติเลยว่ะ เดินซะอย่างกับจะไปสวนสนามเลยเว้ย” เออก็กูขมิบก้นอยู่ไงไอ้เหี้ยจะรู้ดีเกินไปแล้ว

 

“ข้อสองมึงเกาตูดทุกสิบวินาทีเลยรู้ตัวไหมวะ ขนาดตอนนี้มึงก็ยังเกา” นิ้วมันชี้มาที่มือเจ้ากรรมของผม

 

“กะ กูเดินตกบันไดไงแปลกตรงไหนวะ”

 

“ข้อสามคือสิ่งที่กูมั่นใจมากที่สุด” โอ๊ยพอเถอะ!

 

“อะไรวะ?”

 

“กูเห็นมึงกลับช้าเลยไลน์ไปถามไอ้เซฟว่าอยู่กับมึงรึเปล่า” พลังมันหยิบมือถือขึ้นมากดแล้วยื่นมือมาที่หน้าผมแล้วร้องออกมาเสียงดัง “แต่น แตน แต๊น”

 

**มันเป็นคลิปตอนผมเดินออกมาจากห้องน้ำในขณะนุ่งผ้าเช็ดตัว แล้วบ่นไอ้เซฟเรื่องที่มันไม่นุ่งผ้า**

 

พลังตบมาบนไหล่ผมในขณะที่ร่างกายยังคงแข็งทื่อ “ตอแหลไม่เนียน กลับไปนั่งเทียนเขียนใหม่นะน้อง”  

ความคิดเห็น