facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

“หากมิใช่เพราะอาเชียน ข้าคงได้เป็นสามีของผีร้ายแล้ว เพื่อแสดงความขอบคุณต่ออาเชียน ฐานะข้ายากจน ไม่มีของสิ่งใดที่จะตอบแทนอาเชียน สิ่งของมีค่าที่มีคือตัวข้าเอง มิสู้...ข้ามอบร่างกายเป็นการตอบแทน อาเชียนโปรดรับข้าไว้เถอะ”

ตอนที่ 23 จัดการผีร้าย

ชื่อตอน : ตอนที่ 23 จัดการผีร้าย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ม.ค. 2564 12:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 23 จัดการผีร้าย
แบบอักษร

 

           "คุณหนูใหญ่ คุณ คุณหนูเข้าใจผิดแล้ว...ข้า...ข้าไม่เคยคิดจะทรยศฮูหยินผู้เฒ่าเลย ไม่เคยคิดเลยจริงๆ" ชุนหลานเอ่ยเสียงค่อย นางไม่เคยคิดมาก่อนเช่นกันว่าเชียนจะเป็นคนที่ฉลาดเช่นนี้ 

           "ไม่เคยก็ดีแล้ว! ข้าเหนื่อยแล้ว เจ้าออกไปก่อนเถิด!" เชียนหลับตาลง นางไม่อยากเห็นคนที่มีใจคิดทรยศเจ้านายอย่างชุนหลานอีกแม้เพียงเสี้ยวนาทีเดียว 

           ชุนหลานอับจนหนทางจึงทำได้เพียงทำความเคารพแล้วเอ่ยว่า "คุณหนูใหญ่โปรดระงับโทสะด้วย" จากนั้นจึงเดินคอตกออกจากห้องของเชียนไป 

           เมื่อไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของชุนหลานแล้ว อวี้จู๋ก็เอ่ยปากออกมาว่า "คุณหนูใหญ่ฉลาดยิ่งนัก มองชุนหลานเพียงปราดเดียวก็ล่วงรู้ความคิดของนางได้ ชุนหลานผู้นี้เป็นที่โปรดปรานของฮูหยินผู้เฒ่ามาก แต่ยังแอบเอาของของฮูหยินผู้เฒ่าไปขาย นางอาศัยว่าตนติดตามฮูหยินผู้เฒ่าหลินมาตั้งแต่เด็กจึงไม่เกรงกลัวสิ่งใด" 

           "อวี้จู๋ ต่อไปเจ้าคอยจับตาดูชุนหลานเอาไว้หน่อย" เชียนเอ่ยกำชับ 

           อันที่จริงแล้วเชียนไม่ได้กลัวว่าชุนหลานจะขโมยของ แต่สิ่งที่นางกลัวคือชุนหลานจะเอาเรื่องของลุงเหอไปพูด ฮูหยินผู้เฒ่าเชื่อใจชุนหลานขนาดนี้คงมีเรื่องราวหลายเรื่องที่นางรับรู้ หากคนคนนี้ออกมาป่าวประกาศเรื่องราวของฮูหยินผู้เฒ่าหลิน อย่างนั้นชื่อเสียงของฮูหยินผู้เฒ่าหลินคงจะ... 

           "คุณหนูใหญ่โปรดวางใจ อวี้จู๋จะคอยจับตาดูเอาไว้" อวี้จู๋เอ่ยตอบ 

           เชียนดีดนิ้ว จากนั้นฉือเป่าจึงปรากฏตัวออกมา มันเกาหัวของตัวเองแล้วเอ่ยว่า "เจ้านายมีเรื่องใดหรือ" 

           "เจ้ามีวิชาสะกดวาจาหรือไม่" 

           วิชาสะกดวาจา ก่อนที่เชียนจะถูกสะกดเอาไว้เช่นนี้เคยสอนฉือเป่าไปแล้วสองครั้ง ตอนนั้นเขายังฝึกไม่สำเร็จ 

           "มี ฉือเป่าฝึกสำเร็จแล้ว" 

           "ดีมาก คืนนี้เจ้าใช้กับชุนหลานเสีย ห้ามไม่ให้นางเอาเรื่องของฮูหยินผู้เฒ่ากับลุงเหอมาพูด" เชียนเอ่ย 

           "ฉือเป่าเข้าใจแล้ว" 

…… 

           ในคืนนี้เอง ฉือเป่าได้แอบเข้าไปในห้องของชุนหลาน หลังจากที่ท่องคาถาข้างๆ หูของนางแล้ว เรื่องราวทั้งหมดที่ข้องเกี่ยวระหว่างฮูหยินผู้เฒ่าหลินกับลุงเหอก็จะถูกฝังอยู่ในเบื้องลึกสุดในใจของชุนหลานและจะไม่มีวันหลุดพูดออกมาแม้สักคำเดียว 

           วันถัดมา ฮูหยินผู้เฒ่าหลินครุ่นคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าการอยู่ที่ซวีอวิ๋นกวนต่อนั้นน่าจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่นัก จึงไปแจ้งกับนักพรตเชียนเย่ว์แล้วพาเชียนลงเขาจากไป 

           ระหว่างที่ลงจากเขานั้น รถม้าของพวกเขาก็สวนกับองค์ชายรองพอดี ทว่าองค์ชายรองไม่อยากพบหน้าเชียนเป็นที่สุดอยู่แล้ว เขาจึงแสร้งทำเป็นสัปหงกแล้วแอบมองรถม้าของพวกเขาสวนทางกันไป 

           ด้วยการรีบจากมา ตอนรถม้าที่มุ่งหน้ากลับจวนถึงตีนเขาก็เป็นตอนค่ำเสียแล้ว 

           ระหว่างที่รถวิ่งไปเรื่อยๆ รถม้าพลันหยุดลงกะทันหัน จากนั้นก็ได้ยินเสียงม้าร้องขึ้นมา คนบังคับรถจึงเอ่ยกับฮูหยินผู้เฒ่าหลินว่า "ฮูหยินผู้เฒ่าขอรับ จู่ๆ ข้างหน้าก็มีหมอก เจ้าม้าตัวนี้ไม่เชื่อฟังข้า ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ไม่ยอมวิ่งต่อ" 

           มีหมอก? ตอนนี้อยู่ในช่วงฤดูร้อนอยู่ เหตุใดจึงปรากฏหมอกขึ้นได้ เชียนเลิกม่านขึ้นจึงพบว่ามีหมอกขาวจริง ในคืนฤดูร้อนเช่นนี้ต่อให้มีดวงดาวส่องแสงระยิบระยับเช่นใด ก็ไม่น่าจะเห็นหมอกได้อย่างชัดเจนเช่นนี้ได้ 

           เชียนยื่นหน้าออกไปมองไปยังท้องฟ้า พระจันทร์ที่นางเห็นเป็นพระจันทร์สีแดง 

           จากนั้นนางจึงปิดม่าน เชียนมองไปที่ชุนหลานแล้วเอ่ยถามเบาๆ ว่า "วันนี้ใช่กลางเดือนเจ็ดหรือไม่" 

           ชุนหลานลองนับนิ้วดูแล้วเอ่ยตอบออกมาทันทีว่า "ใช่เจ้าค่ะ วันนี้ตรงกับกลางเดือนเจ็ดพอดี" 

           เมื่อสิ้นเสียงตอบ คนที่อยู่ในรถม้าทุกคนยกเว้นเชียนต่างมีสีหน้าซีดขาว ในโลกมนุษย์ล้วนรู้กันดีว่ากลางเดือนเจ็ดประตูผีจะถูกเปิดออก วิญญาณที่ยังไม่หมดห่วงจะสามารถกลับมาดูหน้าคนในครอบครัวได้ ดังนั้นตอนนี้พวกเขาเกรงว่าจะเจอผีเข้าให้แล้ว 

           ดังนั้นตอนนี้คงกำลังเจอกับวิญญาณที่มาก่อเรื่องวุ่นวาย 

           "หลีเจี่ย เจ้าเข้ามาด้านใน รถม้าให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง" เชียนเอ่ยพลางเลิกม่านออกไป 

           "คะ คุณหนูใหญ่บังคับรถม้าเป็นด้วยหรือขอรับ" คนขับรถม้าหลีเจี่ยเอ่ยด้วยความข้องใจ 

           "ได้สิ เจ้าเข้ามานั่งในรถก็พอ จำเอาไว้ หากข้าไม่สั่ง ผู้ใดก็ห้ามออกไปทั้งนั้น แล้วข้าก็ไม่อนุญาตให้พวกเจ้าเปิดม่านออกมาดูด้วย!" น้ำเสียงของเชียนนั้นไม่เหลือที่ให้กับการต่อรองใดๆ 

           ฮูหยินผู้เฒ่าหลินเชื่อมั่นในตัวเชียน นางจึงพยักหน้าให้แล้วไม่เอ่ยสิ่งใด 

           ส่วนชุนหลานนั้นกำลังหวาดกลัว นางนั่งกอดอยู่กับอวี้จู๋ไม่กล้าขยับเขยื้อน 

           เชียนยืนอยู่บนรถม้าแล้วเอ่ยกับคนบังคับรถม้าที่อยู่ด้านหลังว่า "ทำตามข้า ไม่ว่าจะได้ยินเสียงหรือเห็นอะไรก็ห้ามขยับเขยื้อน!" 

           "ขอรับ!" 

           เชียนคว้าเชือกของรถม้าเอาไว้แล้วเอ่ยเบาๆ ว่า "ฉือเป่า เจ้าไปยืนอยู่ด้านบนหัวของม้าสีขาวนั่น แล้วบอกมันว่าอย่ากลัว" 

           เมื่อฉือเป่าได้ยินก็ปรากฏตัวออกมา หางสองแฉกของมันชูขึ้นสูง จากนั้นจึงกระโดดเพียงสองสามครั้งก็ไปยืนอยู่บนหัวของม้าสีขาวตัวนั้น ม้าสองตัวนี้เมื่อครู่นี้ยังมีอาการหวาดกลัวอยู่ แต่ตอนนี้เมื่อเห็นฉือเป่าก็ไม่มีอาการหวาดกลัวอีกต่อไป 

           "เดินหน้า!" เชียนออกคำสั่งกับม้า 

           เมื่อม้าได้ยินก็เริ่มขยับ เมื่อม้าที่นำอยู่ด้านหน้าเริ่มขยับ ม้าที่อยู่ด้านหลังก็เริ่มออกเดินตามราวกับกินยากล่อมประสาทลงไป 

           หมอกขาวยิ่งหนาขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนทางข้างหน้าก็เริ่มมีอย่างอื่นปรากฏขึ้น นั่นก็คือกลุ่มดวงไฟสีฟ้าที่คล้ายปรากฏออกมาเพื่อก่อกวน บ้างลอยอยู่ด้านบนบ้างก็ลอยอยู่ด้านล่าง 

           "ฉือเป่า รีบปิดประสาทสัมผัสทั้งห้าของมนุษย์เหล่านี้เอาไว้ก่อน" เมื่อเชียนเห็นดวงวิญญาณที่อยู่ด้านหน้า นางก็รู้ได้ทันทีว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้จะต้องร้ายแรงกว่านี้อย่างแน่นอน 

           ฉือเป่าพยักหน้าแล้วทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าหลินและคนอื่นๆ ไม่สามารถรับรู้ภาพและเสียงที่เกิดขึ้นรอบตัวได้ 

           "พี่น้องทั้งหลาย รีบไปกันเถิด เวลามีไม่มากนัก อย่าให้ไปถึงแล้วฟ้าสางก่อนล่ะ" 

           "ใช่แล้ว ใช่แล้ว รีบไปกันเถิด มีคนกลุ่มใหญ่รอเป็นอาหารของพวกเราอยู่" 

           "พอพูดถึงอาหาร พวกเจ้าเห็นหรือไม่ว่ามีรถม้าสองคัน รถดูหรูหราสวยงามมาก ผู้ที่อยู่ในรถจะต้องอร่อยมากเป็นแน่" 

           "โอ้โห ตอนนี้ออกเจได้สักที ดียิ่ง" 

           วิญญาณกลุ่มนั้นหยุดลง เสียงสูดน้ำลายซี๊ดซ้าดแสยะปากของพวกมันออกกว้าง แล้วเดินเข้าไปยังรถม้าอย่างน่าสยดสยอง 

           เมื่อม้าเห็นเงาดำทะมึนของเหล่าวิญญาณพวกนั้นก็ชะงักฝีเท้าลงทันที เชียนยิ้มอย่างเยือกเย็นแล้วกระโดดลงจากหลังม้าแล้วไปหยุดยืนอยู่ตรงด้านหน้าม้า 

           เหล่าวิญญาณร้ายเหล่านั้นกางเล็บออกแล้วอ้าปากออกกว้าง ฟันอันแหลมคมปรากฏออกมาให้เห็น 

           "เห็นหรือไม่ คนที่ใส่หน้ากากอยู่ข้างหน้านั่นคงจะเป็นแม่นางผู้หนึ่ง โอ แค่ได้กลิ่นก็รู้แล้วว่าต้องอร่อยมากแน่" 

           "พวกเจ้าห้ามแย่งข้าเด็ดขาด แม่นางผู้นี้ข้าจะเป็นคนกินเอง!" 

           "ไม่ๆๆๆ ถ้าจะกินก็ต้องกินด้วยกัน" 

           เมื่อได้ยินคำพูดของเหล่าผีร้ายดังนั้น ฉือเป่าจึงเดือดดาล มันกระโดดขึ้นไปอยู่บนไหล่เชียน สายตาของมันที่อยู่ในความมืดส่องแสงเป็นประกาย 

           "เจ้านายจะจัดการกับพวกมันอย่างไร" 

           เชียนเอ่ยอย่างเย็นชา "ฉือเป่า เจ้าไม่ได้กินพวกผีร้ายแบบนี้มานานเท่าไหร่แล้ว" 

           "ไม่ได้กินมาสิบปีแล้ว" ฉือเป่าเอ่ยตอบ 

           "ดีมาก งั้นวันนี้ข้าให้เจ้าออกเจได้" เมื่อเชียนเอ่ยจบก็เดินเข้าไปยังผีร้ายพวกนั้น 

           "เฮ้ เห็นแล้วรึยัง มนุษย์คนนั้นเดินเข้ามาให้พวกเรากินเอง" 

           "ฮ่าๆๆๆ...มีเรื่องน่าสนุกเช่นนี้ด้วยหรือ ถึงกับมาให้พวกเรากินเลยหรือ!" 

           "เช่นนั้นพวกเราก็คงไม่เกรงใจอีกแล้ว" 

           ผีร้ายพวกนั้นหัวเราะแล้วล้อมเชียนเอาไว้ 

           เชียนเอียงคอแล้วหันไปพูดกับวิญญาณที่ดูอัปลักษณ์ที่สุด "ใครอนุญาตให้พวกเจ้ามากินมนุษย์ที่นี่" 

           "ฮ่าๆๆๆ...นางมนุษย์นี่ยังกล้าถามพวกเราอีก! ฟังดีๆ นะ เทพใต้พิภพเป็นคนให้พวกเราออกมากินมนุษย์ได้! วันนี้เจ้าต้องกลายเป็นเนื้อในปากของข้า!" 

           "อ้อ" แขนทั้งสองข้างของเชียนกอดอกเอาไว้โดยไม่ขยับ 

           "เอ๊ะ? พวกเจ้าไม่รู้สึกเลยหรือว่าแม่นางผู้นี้ไม่กลัวพวกเราเลยสักนิด แปลกยิ่ง" ท่ามกลางพวกมันมีดวงวิญญาณตนหนึ่งเอ่ยขึ้นมากะทันหัน 

           จากนั้นก็มีผีอีกตนหนึ่งชี้มาที่ฉือเป่าแล้วเอ่ยว่า "พวกเจ้าดูสิ ที่ยืนอยู่บนไหล่ของแม่นางผู้นั้นใช่ใต้เท้าฉือเป่าหรือไม่" 

           "ไหนขอข้าดูหน่อย!" ผีร้ายตนหนึ่งที่ถือมีดเอาไว้คว้าดวงไฟผีเอาไว้สองสามอัน เมื่อมันเห็นฉือเป่าและเห็นหางสองหาง แถมยังเห็นดอกปี่อั้นอยู่ตรงหว่างคิ้วของฉือเป่า มันก็เริ่มตัวสั่นและไม่กล้าขยับเขยื้อนอีก 

           "เจ้าเห็นอะไรเข้ารึ" 

           "ใช่แล้ว เห็นอะไรหรือ" 

           ผีตนอื่นๆ เอ่ยถามอย่างเหลืออด 

           "ใต้ ใต้ ใต้เท้า...พวกเราผิดไปแล้ว! นายท่าน พวกเรา...ไม่รู้ว่าเป็นท่าน" 

           ผีตนที่จำฉือเป่าได้คุกเข่าลงบนพื้นทันใด 

           เมื่อผีตนอื่นๆ ได้ยินดังนั้นก็คว้าดวงไฟผีเข้าเดินเข้าไปดูใกล้ๆ 

           มิถูกสิ อาเชียนนายท่านของพวกเขาเหตุใดจึงกลายเป็นคนธรรมดาไปได้ แต่...ใต้เท้าฉือเป่าเชื่อฟังคำสั่งของอาเชียนคนเดียวเท่านั้น 

           แม้ว่าเหล่าผีร้ายจะยังคิดไม่ออก แต่ก็มั่นใจในฐานะของเชียนไปแล้วจึงคุกเข่าลงกับพื้นแล้วเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันว่า "ท่านอาเชียน อภัยให้พวกเราด้วย ช่วยให้พวกเราได้กลับไปเกิดใหม่ด้วยเถิด!" 

           เชียนเสยะยิ้มแล้วเอ่ยว่า "พวกเจ้ายังคิดจะกลับไปเกิดใหม่อีกหรือ" 

           หากวิญญาณเริ่มกินมนุษย์จะมีไอแห่งความไม่บริสุทธิ์แฝงอยู่ ยิ่งไอแห่งความไม่บริสุทธิ์มากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งหมายความว่าได้กินคนเข้าไปจำนวนมาก ส่วนผีร้ายพวกนี้ทุกตนที่ข้อมือมีโซ่เหล็กสีเงินคล้องอยู่ แค่ดูก็รู้แล้วว่าหนีออกมาจากเมืองใต้พิภพ 

           "ฉือเป่า กินพวกมันเข้าไปให้หมด" เชียนเอ่ยพลางยื่นแขนขวาออกไป ฉือเป่าค่อยๆ เดินลงตามแขนของเชียนลงไป 

           "ท่านอาเชียน พวกเราทำผิดเป็นครั้งแรก ท่านโปรดอภัยให้พวกเราด้วยเถิด" 

           "ครั้งแรก? ไอความไม่บริสุทธิ์ของเจ้าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถปิดซ่อนเอาไว้ได้!" เชียนเอ่ยเสียงแข็ง 

           และในตอนนั้นเองก็ไม่รู้ว่ามีวิญญาณตนใดเอ่ยขึ้นมาว่า "วันนี้นางเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา พวกเราบุกเข้าไปพร้อมกันจะต้องจัดการนางได้แน่! หากฆ่าท่านอาเชียนได้ ต่อไปพวกเราก็จะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในแดนใต้พิภพ!" 

           เหล่าผีร้านครุ่นคิด ก็จริง จากนั้นจึงไม่คุกเข่าและค่อยๆ ลุกยืนขึ้น 

           ส่วนเชียนนั้นทำเพียงส่ายศีรษะ จากนั้นจึงหันหลังและปล่อยทุกอย่างให้เป็นหน้าที่ของฉือเป่า 

           ตอนนั้นเองฉือเป่าก็ได้ขยายร่างใหญ่ขึ้น จากนั้นจึงยกอุ้งเท้าแล้วใช้กรงเล็บคว้าผีร้ายตัวหนึ่งเอาไว้พร้อมเอ่ยว่า "เป็นอย่างไรเล่า พวกเจ้าขวางข้าไม่ได้หรือ" 

           เมื่อเหล่าผีร้ายเห้นฉือเป่าก็พากันตกใจจนตัวแข็ง ใช่แล้ว เมื่อครู่นี้พวกมันลืมนึกถึงฉือเป่าไป สัตว์เลี้ยงของเทพใต้พิภพตัวนี้ไม่ได้เป็นเพียงลูกสุนัขจิ้งจอกที่น่ารักธรรมดาๆ เท่านั้น มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่กลืนกินวิญญาณได้อย่างเก่งกาจ ต่อให้เชียนเจอผีร้ายเป็นหมื่นๆ ตน เมื่อเห็นมันแล้วต่างต้องตกใจจนตัวสั่นงันงกอย่างแน่นอน 

           "ใต้เท้าฉือเป่า พวกเราผิดไปแล้ว!" 

           "ใต้เท้าฉือเป่า พวกเราผิดไปแล้ว!" 

           ผีร้ายตนที่ร้องเสียงดังที่สุดตอนนี้ถูกฉือเป่ากลืนลงท้องไปเรียบร้อยแล้ว... 

           พลังที่แท้จริงของฉือเป่าทำเอาผีร้ายเหล่านี้แตกฮือ มันเพียงยกกรงเล็บขึ้น ผีตัวอื่นๆ ก็ล้มลงไม่เป็นท่า 

           "ท่านอาเชียน พวกเรา...พวกเราเป็นดวงไฟผีที่เพิ่งออกมาใหม่ที่พวกเขาจับเอาไว้ พวกเราไม่เคยทำร้ายมนุษย์มาก่อน" ดวงไฟผีกลุ่มหนึ่งลอยเข้ามาตรงหน้าเชียนแล้วเอ่ยกับนาง 

           ที่เมืองใต้พิภพ ดวงไฟผีที่พึ่งปรากฏใหม่ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าเวทนาที่สุด พวกมันสามารถโดนเหล่าผีร้ายจับเอามาใช้งานได้ น้อยครั้งที่เชียนจะทำโทษดวงไฟผีพวกนี้จึงยกมือขึ้นแล้วเอ่ยว่า "พวกเจ้าข้าปล่อยไปได้ ว่าแต่หมอกขาวนี่ผู้ใดเป็นคนทำกัน" 

           "เป็นพวกเหมยจีกับหงอู้  พวกนางชอบจับมนุษย์หน้าตาดีมาเพื่อดูดวิญญาณ ครั้งนี้พอประตูผีถูกเปิดออก พวกนางจึงหนีออกมาจากคุกและพาผีร้ายพวกนี้ออกมาด้วย" 

           "ใช่ๆๆๆ เป็นพวกนาง พวกนางไม่เพียงปล่อยให้ผีร้ายออกมาอาละวาดกินคนเท่านั้น แต่ยัง...จับมนุษย์หน้าตาดี มีคนหนึ่ง มีคนหนึ่งเหมือนท่านไม่มีผิดใส่หน้ากากเช่นเดียวกับท่าน" 

           เมื่อได้ยินคำว่าใส่หน้ากากเช่นเดียวกับนาง เชียนก็สบถออกมาว่า "สมควรตาย!" 

           8oผู้นั้นจะต้องเป็นลั่วชิงเฉินอย่างแน่นอน! 

           ลั่วชิงเฉินกลับปล่อยให้ตัวเองถูกภูตผีจับตัวไปได้ 

           ดูท่าแล้วพวกตนจะต้องจัดการเรื่องเรื่องนี้เสียแล้ว ถือเป็นการขอบคุณลั่วชิงเฉินที่ฝ่าเปลวเพลิงเข้ามาช่วยนาง อีกอย่างการที่ผีร้ายออกมาอาละวาดเช่นนี้ แม้ว่านางจะเป็นมนุษย์ธรรมดาอยู่ แต่ฉือเป่านั้นเก่งกาจดังนั้นจึงไม่น่าจะมีอันตราย 

           "พวกเหมยจีอยู่ที่ไหน" เชียนเอ่ยถาม 

           "อยู่ห่างออกไปข้างหน้าหนึ่งลี้ พวกเหมยจีได้ทำที่พักเอาไว้ ตอนที่พวกเรามา พวกนางจับมนุษย์มาแล้วทั้งหมดสิบคน" 

           "ดี ข้าเข้าใจแล้ว พวกเจ้ากลับไปที่แดนใต้พิภพเถิด" เชียนโบกมือลา 

           แต่ดวงไฟผีพวกนี้กลับไม่ยอมขยับ 

ความคิดเห็น