facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

“หากมิใช่เพราะอาเชียน ข้าคงได้เป็นสามีของผีร้ายแล้ว เพื่อแสดงความขอบคุณต่ออาเชียน ฐานะข้ายากจน ไม่มีของสิ่งใดที่จะตอบแทนอาเชียน สิ่งของมีค่าที่มีคือตัวข้าเอง มิสู้...ข้ามอบร่างกายเป็นการตอบแทน อาเชียนโปรดรับข้าไว้เถอะ”

ตอนที่ 21 ข้ามีนามว่าซ่างกวนฉี

ชื่อตอน : ตอนที่ 21 ข้ามีนามว่าซ่างกวนฉี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ธ.ค. 2563 15:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 21 ข้ามีนามว่าซ่างกวนฉี
แบบอักษร

 

           “ในสายตาของเจ้า ข้าเป็นคนต่ำช้าเช่นนั้นเชียวหรือ” เทียนตี้เอ่ยถาม 

           เชียนหัวเราะแล้วเอ่ยตอบว่า “ใช่หรือไม่ใช่ มีแต่ตัวท่านเท่านั้นที่รู้” 

           “อาเชียน ในตอนนั้นพวกเราผิดไปจริงๆ วันนี้สวรรค์จะขอคืนสิ่งที่ติดเจ้าเอาไว้คืนให้” เทียนตี้เอ่ยตอบ เชียนกลับโบกมือปฏิเสธแล้วเอ่ยว่า “เทียนตี้หมายถึงคืนให้ตอนที่ข้าอยู่บนโลกมนุษย์นี้ใช่หรือไม่” 

           “เจ้า...” เทียนตี้คิดในใจว่า ฉลาดเช่นนี้ตลอด น่าปวดหัวยิ่ง 

           “ฮ่าๆ... เทียนตี้มีวันที่ต่อปากต่อคำไม่ออกเช่นนี้ด้วยหรือ แถมยังอยู่ต่อหน้าลูกศิษย์ท่านด้วย เป็นความผิดของอาเชียนเอง อาเชียนขออภัย” เชียนเอ่ยพลางแสร้งคารวะ 

           เทียนตี้เริ่มปวดหัว แน่นอนว่าเขารู้จักนิสัยของเชียน เขารู้ดีว่าไม่สามารถรับคำขอโทษนี้ได้ 

           “อาเชียนไม่จำเป็นต้องขอโทษก็ได้ หากเจ้าต้องการความช่วยเหลือตอนอยู่บนโลกมนุษย์ ก็บอกกล่าวแก่ข้าได้ ข้าจะต้องช่วยเจ้าแน่” 

           เมื่อเชียนฟังจบ นางก็เริ่มใช่น้ำเสียงเย็นชาพูดกับเทียนตี้ว่า “เมื่อครู่นี้ข้าก็บอกท่านแล้วว่าอย่ากลั่นแกล้งข้า!” 

           “ได้ ข้ารับปาก!” 

           “เทียนตี้ มีเรื่องบางอย่างที่สวรรค์ติดหนี้ข้า ไม่ใช่ท่านที่ติดหนี้ข้า ข้ามิได้แค้นเคืองอะไรกับท่านเป็นพิเศษ ดังนั้นท่านอย่ารับไว้เองเลย” น้ำเสียงของเชียนอ่อนโยนลง 

           หากบนสวรรค์มีคนที่ทำให้นางเลื่อมใสได้ ผู้นั้นจะต้องเป็นเทียนตี้ที่ใจกว้างมากองค์หนึ่ง 

           ในปีนั้นที่เทียนตี้ขึ้นมาจุติบนสวรรค์ ถือเป็นการตายแล้วกลับมาเกิดใหม่ ในสายตาของเชียนนิสัยของเทียนตี้หากพูดให้น่าฟังหน่อยคือมีใจโอบอ้อมอารี แต่หากจะพูดเสียดหูหน่อยก็คือเป็นพวกที่ชอบหาเรื่องใส่ตัว คนผิดก็ช่วยเหลือเอาไว้หมด 

           เชียนมีความขัดแย้งกับสวรรค์ก็จริง แต่ความขัดแย้งนั้นเทียนตี้ไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่ม เชียนเป็นคนหนึ่งที่แบ่งแยกบุญคุณกับความแค้นชัดเจน นางไม่เคารพเทียนตี้ แต่ไม่ได้หมายความว่านางเกลียดเทียนตี้ แต่เทียนตี้พวกนั้นไม่เข้าใจ แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนที่จิตใจดีจึงมักจะรู้สึกว่าเชียนโดนรังแกจึงโกรธแค้นคนทุกคน  

           ตอนนี้เมื่อได้ยินเชียนเอ่ยเช่นนี้ เทียนตี้ก็นิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจา เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเทพใต้พิภพที่เลือดร้อนอย่างเชียนจะเข้าใจเขา เมื่อคิดไปคิดมาแล้วเขาจึงเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมบุตรชายของตนถึงได้ชอบนางเพียงคนเดียว 

           "อาเชียน เจ้าอยู่บนโลกมนุษย์ต้องระวังให้มาก ข้าขอกลับสวรรค์ก่อน เมื่อเจ้ากลับไปแล้วข้าจะต้องส่งของขวัญไปแสดงความยินดีกับเจ้าแน่" 

           "มิต้อง แดนใต้พิภพมิขาดอะไร"  

สิ่งที่ขาดไปมีเพียง 'เขา' เท่านั้น 

           จากนั้นเสียงของเทียนตี้ก็หายไป แสงเทียนในห้องเริ่มกลับมาสว่างอีกครั้ง นักพรตเชียนเย่ว์ที่เดิมทีอ่อนปวกเปียกอยู่บนพื้นค่อยๆ ลุกขึ้นช้าๆ เขาได้ยินบทสนทนาระหว่างเชียนกับเทียนตี้แล้ว แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยเข้าใจนักแต่ก็รับรู้ได้ว่าเชียนไม่ใช่คนธรรมดา คุณหนูใหญ่ตระกูลหลินผู้นี้คงจะเป็นเทพที่กลับชาติมาเกิดอย่างแน่นอนถึงได้สื่อสารกับเทพอย่างเทียนตี้ได้ 

           "ข้าน้อยโง่เขลา เมื่อครู่ทำผิดต่อคุณหนูใหญ่อย่างร้ายแรง คุณหนูใหญ่โปรดอภัยให้ด้วย" นักพรตเชียนเย่ว์คารวะเชียน 

           เชียนโบกมือแล้วเอ่ยเรียบๆ ว่า "มิเป็นไร ข้าไม่ถือสา แต่ฐานะของข้านับแต่วันนี้เป็นต้นไปจะไม่มีการแพร่งพรายออกไปให้ผู้ใดรับรู้อีกเป็นคนที่สอง มิเช่นนั้นแล้วหากเบื้องบนไม่เอาเจ้าไว้ ข้าเองก็คงไม่เอาเจ้าไว้เช่นกัน!" 

           "ขอรับๆๆ ข้าน้อยเข้าใจแล้ว คุณหนูใหญ่หลินโปรดวางใจ ข้าน้อยจะไม่ให้ผู้อื่นรู้ฐานะของท่านอย่างแน่นอน" 

           "ดีมาก เช่นนั้นพวกเราออกไปกันได้แล้ว" เชียนชี้ไปยังประตูใหญ่ 

           นักพรตเชียนเย่ว์รีบตรงไปเปิดประตู แล้วเชิญเชียนออกไปอย่างนอบน้อม 

           ฮูหยินผู้เฒ่าและอวี้จู๋ยืนรออยู่ด้านนอกอย่างร้อนใจ พวกนางกลัวว่าเชียนจะทำให้เทพเจ้าโกรธ แต่เมื่อเห็นนักพรตเชียนเย่ว์เชิญเชียนออกมาอย่างนอบน้อมเช่นนี้ คนทั้งสองจึงถอนใจ 

           "ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลหลินมีคุณหนูใหญ่เช่นนี้ถือเป็นโชคดีของตระกูลพวกท่านจริงๆ” นักพรตเชียนเย่ว์ก้าวเข้ามา เขาคิดในใจว่าเชียนเพียงห้ามไม่ให้เขาพูดฐานะของนางแต่ไม่ได้บอกว่าห้ามชมนางต่อหน้าคนตระกูลหลิน 

           ฮูหยินผู้เฒ่าถอนใจแล้วเอ่ยว่า “ใช่แล้ว ใช่แล้ว มีหลานสาวอย่างเชียนเชียนถือว่าเป็นโชคของข้า” 

           เชียนไม่อยากให้นักพรตเชียนเย่ว์เอาแต่ยกยอปอปั้นนางอยู่เช่นนี้จึงแสร้งหาว แล้วหันไปพูดกับฮูหยินผู้เฒ่าอย่างภูมิใจว่า “ท่านย่า เชียนเชียนเหนื่อยแล้ว อยากจะนอนสักตื่นเจ้าค่ะ” 

           เมื่อฟังจบฮูหยินผู้เฒ่าก็มองไปทางนักพรตเชียนเย่ว์ นักพรตเชียนเย่ว์จึงหันกลับไปพูดกับนักพรตเต๋าว่า “เร็วเข้ารีบพาฮูหยินผู้เฒ่ากับคุณหนูใหญ่หลินไปที่เรือนชิงเฟิง อย่าได้โอ้เอ้เด็ดขาด” 

           นักพรตขานรับแล้วเดินนำหน้าไปเพื่อพาเชียนไปยังชิงเฟิงหย่วน 

…… 

           หลังจากวันนั้นเป็นต้นไป เชียนใช้ชีวิตอยู่ที่ซวีอวิ๋นกวนอย่างค่อนข้างสงบสุข ในทุกๆ วันฮูหยินผู้เฒ่าจะไปฟังนักพรตเชียนเย่ว์อ่านคัมภีร์ ส่วนเชียนนั้นก็จะพาอวี้จู๋กับฉือเป่าไปเดินเล่นหลังภูเขา 

           วันนี้ตอนที่เชียนไปเดินเล่นที่หลังเขาก็เห็น[1]ต้นเฟิงที่ใบเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง นางจึงถอดหน้ากากออกแล้วเหม่อมองไปที่ต้นเฟิงต้นนั้น 

           อวี้จู๋กลับไปที่วัดเพื่ออยู่เป็นเพื่อนชุนหลาน ส่วนฉือเป่านั้นเหม่อลอยอยู่ในอกของเชียนเช่นกัน 

           บริเวณวัดเงียบสงบ การแต่งกายของเชียนก็เรียบง่ายสง่างาม นางแต่งกายด้วยชุดขาวทั้งชุด ผมของนางก้าวมวยไว้ไว้ครึ่งศีรษะ ผมส่วนที่ไม่ได้มัดเอาไว้ยาวลงมาถึงกลางหลังของนางราวกับม่านน้ำตก รูปร่างของเชียนตอนนี้สะโอดสะอง ใบหน้าของนางเมื่อไม่ได้สวมหน้ากากและยืนอยู่ใต้ต้นเฟิงจึงกลายเป็นสิ่งสวยงามอย่างเปรียบไม่ได้ 

           “ซวีอวิ๋นกวนนี้มันมีอะไรดีนักหนา เสด็จแม่ของข้าถึงต้องให้ข้ามาไหว้สักการะที่นี่ วุ่นวายเสียจริง” เสียงของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นที่ด้านหลังเชียน เชียนไม่ได้หันกลับไปมอง เนื่องจากตอนนี้นางกำลังเหม่อมองใบเฟิงอยู่จึงไม่รับรู้ว่ามีคนอยู่ด้านหลังของนาง 

           แต่ชายผู้นั้นมองเห็นเชียน เขาถูกแผ่นหลังที่สะโอดสะองนั้นสะกดสายตาเอาไว้ พัดที่อยู่ในมือของเขากางเปิดออกแล้วเอ่ยกับคนติดตามสองคนของเขาว่า “ข้าขอถอนคำพูดเมื่อครู่นี้ของข้า ซวีอวิ๋นกวนนี้ดียิ่งนัก พวกเจ้าดูสตรีนางนั้นสิ รูปร่างสวยงามเช่นนั้นจะต้องเป็นสาวงามอย่างแน่นอน” 

           ผู้ติดตามคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาว่า “สตรีของต้าเหลียงไม่มีผู้ใดงามไปกว่าคุณหนูรองตระกูลหลินอีกแล้ว” 

           “ไปๆ องค์ชายรองมิได้บอกว่าสตรีผู้นี้งามกว่าคุณหนูรองหลิน เขาแค่บอกว่าเป็นสาวงามผู้หนึ่งต่างหาก” 

           บทสนทนาของคนทั้งคู่ทำให้อารมณ์สุนทรีย์ของเชียนหยุดชะงักลง นางเลิกคิ้วแล้วค่อยๆ หันมากลับมามอง 

           การหันกลับมาของนางทำให้บุรุษทั้งสามนี้ตกตะลึงไป 

           บนโลกมนุษย์ยังมีสตรีรูปโฉมงดงามหมดจดเช่นนี้ด้วยหรือ โฉมงามเป็นหนึ่งไม่มีสอง! 

           สตรีที่งดงามกว่าคุณหนูรองหลินปรากฏขึ้นแล้ว! 

           องค์ชายรอง พวกเราเจอเซียนหญิงเข้าแล้วใช่หรือไม่ 

           เชียนเหลือบมองชายทั้งสามอย่างไร้อารมณ์ และรู้สึกว่าชายที่เกล้าผมผู้นั้นดูคุ้นตาเป็นอย่างยิ่ง ราวกับว่าอยู่ในความทรงจำของเจ้าของร่างนี้ นางจึงพยายามครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อคิดอยู่สักพักนางจึงนึกออกว่าชายผู้นี้คือองค์ชายรองนั่นเอง 

           วันนี้เขาประดับเครื่องประดับศีรษะสีทองและแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหรูหรา ที่เอวยังมีป้ายหยกแขวนอยู่ หากมองผ่านๆ ก็คงเข้าใจว่าเป็นคนธรรมดาผู้หนึ่งแต่เมื่อสังเกตโดยละเอียดแล้วกลับพบว่าเป็นปีศาจหื่นกามตนหนึ่งนี่เอง 

           เชียนปล่อยฉือเป่าลง ฉือเป่าคาบหน้ากากที่อยู่บนพื้นขึ้นมาแล้วส่งให้เชียน เชียนจึงนำหน้ากากขึ้นมาสวมเอาไว้ดังเดิม 

           เมื่อองค์ชายรองเห็นเชียนหยิบหน้ากากขึ้นมาใส่ปิดบังใบหน้าเอาไว้ก็คิดในใจว่า น่าเสียดายยิ่ง จึงหุบพัดแล้วเดินเข้าไปหา 

           เขาแสร้งวางมาดสง่างามแล้วโค้งตัวให้กับเชียน พลางเอ่ยอย่างนุ่มนวลว่า “ซ่างกวนฉีคารวะแม่นาง” 

           ซ่างกวนฉี? เจอกันคราแรกก็เผยชื่อของตัวเองแล้วหรือ คงอยากให้ข้ารู้ว่าเจ้าคือองค์ชายรองแห่งต้าเหลียงสิท่า น่ารำคาญ! เชียนคิดดังนั้นแล้วหันหลังเตรียมจะจากไป 

           ผู้ติดตามขององค์ชายรองรู้สึกไม่ชอบใจขึ้นมาจึงก้าวขึ้นมาแล้วชี้ไปที่เชียนพลางเอ่ยว่า “แม่นางผู้นี้ไม่รู้จักสูงต่ำเกินไปแล้ว ชายที่อยู่ตรงหน้าของเจ้าผู้นี้คือองค์ชายรองแห่งต้าเหลียง อนาคตองค์รัชทายาทเชียวนะ! แต่เจ้ากลับไม่แม้แต่จะสนใจ!” 

           เชียนไม่สนใจผู้ติดตามคนนั้นและเตรียมจะเดินหนีไป แต่เมื่อผู้ติดตามทั้งสองเห็นว่าเจ้านายของตัวเองกำลังถูกเมินใส่เช่นนี้ก็ก้าวเข้าไปขวางเชียนเอาไว้ 

           “อย่าเพิ่งไป!” 

           เมื่อโดนขวางไว้เช่นนี้ เชียนจึงแค่นหัวเราะแล้วเอ่ยว่า “ขึ้นชื่อว่าเป็นองค์ชายรองของต้าเหลียงผู้อ่อนโยนนอบน้อม คิดไม่ถึงเลยว่าจะไร้มารยาทเช่นนี้” 

           เมื่อซ่างกวนฉีได้ยินเสียงของเชียน เขาก็ยิ้มเสียจนตาแทบจะปิด เขาคิดว่าสตรีนางนี้ไม่เพียงรูปโฉมงดงามแต่น้ำเสียงของนางยังไพเราะนุ่มนวลเช่นนี้อีก การที่เสด็จแม่ให้เขามาที่ซวีอวิ๋นกวนนี้ ถือว่าคิดไม่ผิดเลยจริงๆ 

           “แม่นางเข้าใจผิดแล้ว พวกเขาเห็นว่าแม่นางมาคนเดียวจึงกลัวว่าแม่นางจะเป็นอันตรายได้ จึงอยากจะพาแม่นางกลับบ้าน” ซ่างกวนฉีเอ่ยตอบ 

           เชียนที่กำลังอุ้มฉือเป่าอยู่นั้นหันตัวกลับมาแล้วเอ่ยว่า “องค์ชายรอง ข้าไม่ได้มาเพียงลำพัง ท่านดูสิ ข้าพาสุนัขจิ้งจอกมาด้วย” 

           เมื่อเสียงของเชียนสิ้นสุดลง ฉือเป่าก็แยกเขี้ยวแล้วจ้องไปยังซ่างกวนฉี 

           “เจ้าสุนัขจิ้งจอกตัวนี้น่าสนใจยิ่ง” ซ่างกวนฉีอยากจะเอาใจเชียน ดังนั้นแม้ว่าเขาจะกลัวฉือเป่า แต่ก็ยังต้องแสร้งทำเป็นชื่นชอบมัน 

           เชียนหัวเราะเบาๆ “องค์ชายรองน่าสนใจยิ่ง สุนัขจิ้งจอกของข้านั้นเป็นภูตจิ้งจอก ท่านอย่าพูดเลยว่ามันน่าสนใจ มิเช่นนั้นแล้วมันอาจจะกินท่านเข้าไปได้” 

           “แม่นางช่างมีอารมณ์ขันยิ่ง สุนัขจิ้งจอกตัวน้อยนี้จะเป็นภูตไปได้อย่างไร” ซ่างกวนฉีก้าวเข้าไปหาเชียนสองก้าว 

           ในขณะที่เชียนถอยหลังหนีไปสองก้าว รอยยิ้มของนางก็เริ่มเลือนหายไป “เป็นได้แน่ เดิมทีร่างของข้าก็เป็นเช่นมันนี่แหละ” 

           “อะไรนะ!” องค์ชายรองตะลึงงัน สีหน้าของเขาเริ่มไม่สู้ดีนัก 

           เชียนไม่เอ่ยอะไรต่ออีกแล้วอุ้มฉือเป่าเดินหนีไป 

           เชียนรวดเร็วอย่างยิ่ง นางใช้เวลาไม่นานก็หายตัวไปต่อหน้าต่อตาซ่างกวนฉี 

           เมื่อเห็นเชียนหายตัวไปซ่างกวนฉียังไม่ทันจะมีปฏิกิริยาใดๆ ก็หันไปมองผู้ติดตามทั้งสองอย่างเลื่อนลอยแล้วเอ่ยว่า “พวกเราเจอภูตจิ้งจอกเข้าแล้วหรือ” 

           “องค์ชายรอง เกรงว่าจะเจอเข้าแล้วจริงๆ” 

           บนโลกใบนี้มีภูตจิ้งจอกด้วยหรือ สตรีรูปงามเช่นนั้นจะเป็นภูตจิ้งจอกจริงหรือ ซ่างกวนฉีถามในใจแต่กลับคิดว่าต่อให้เป็นภูตจิ้งจอกเขาก็อยากจะลองลิ้มรสชาติดู 

“สวีเหลียง ฝานฉง พวกเรากลับซวีอวิ๋นกวนกันเถิด!”           

เมื่อกลับถึงซวีอวิ๋นกวน ในขณะที่เชียนเพิ่งจะเข้าไปในห้องนั้น ฉือเป่าก็เอ่ยเตือนขึ้นมาว่า “เจ้านาย องค์ชายรองนั่นก็จะมาที่ซวีอวิ๋นกวนเช่นกัน” 

           เมื่อเชียนได้ยินดังนั้นก็รู้ว่าแย่แน่ ถ้าเจ้านั่นมา นางจะออกไปข้างนอกไม่ได้ มิเช่นนั้นแล้วหากพบกับเขาเข้า งานแต่งงานที่อยากจะยกเลิกคงไม่สำเร็จอย่างแน่นอน 

           “อีกตั้งหลายวันกว่าจะได้กลับเป่ยอัน เช่นนั้นพวกเราอย่าออกไปอีกเลย” เชียนกล่าวกับฉือเป่า “ต้องโทษองค์ชายรอง เจ้านายอยากให้ข้าไปสั่งสอนเขาหรือไม่” 

           “มิต้อง ยังไม่ถึงเวลา” เชียนตอบ สำหรับองค์ชายรองกับหลินหวานหว่าน เชียนมีแผนการอื่นเตรียมไว้ให้พวกเขาแล้ว ความแค้นจะต้องชำระถึงจะถูกต้อง 

…… 

           ณ ห้องโถงด้านหน้าของซวีอวิ๋นกวน ในขณะที่นักพรตเชียนเย่ว์กำลังส่งฮูหยินผู้เฒ่าอยู่นั้น ซ่างกวนฉีก็กำลังเดินเข้ามาพอดี เมื่อเห็นว่าเป็นซ่างกวนฉี ฮูหยินผู้เฒ่าก็ค้อมตัวคารวะแล้วเอ่ยว่า “หม่อมฉันขอคารวะองค์ชายรอง” 

           ซ่างกวนฉียกมือขึ้นอย่างสบายใจแล้วเอ่ยว่า “มิต้องมากพิธี” 

           ฮูหยินผู้เฒ่ารู้จักนิสัยของซ่างกวนฉีดีจึงเอ่ยต่อว่า “องค์ชายรองคงมีเรื่องอยากจะคุยกับนักพรตเชียนเย่ว์ หม่อมฉันขอตัวลาก่อนแล้ว” 

           “ไปเถิด...” 

           ฮูหยินผู้เฒ่าที่กำลังถูกชุนหลานพยุงอยู่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ได้ยินนักพรตเชียนเย่ว์เอ่ยว่า “ฮูหยินผู้เฒ่า วันนี้ที่วัดมีขนมเจ ช่วงค่ำ ข้าจะให้คนนำไปส่งให้ที่ห้องของท่านกับคุณหนูใหญ่” 

           คุณหนูใหญ่หลิน? เมื่อซ่างกวนฉีได้ยินสี่คำนี้ก็ถามขึ้นมาว่า “หลินเชียนเชียนอยู่ที่นี่ด้วยหรือ” 

           ฮูหยินผู้เฒ่าจึงเอ่ยตอบว่า “เพคะ เชียนเชียนอยู่ที่สถานปฏิบัติธรรมกับหม่อมฉันด้วย” 

           เมื่อนึกถึงใบหน้าของหลินเชียนเชียน ซ่างกวนฉีก็นึกด่าในใจ ‘เฮ้อ ต้องเจอยัยอัปลักษณ์นั่นจนได้’ 

           “วันนี้ข้าเดินทางมาด้วยกิจส่วนตัวจึงไม่ได้เปิดเผยฐานะ ข้าไม่อยากให้มีผู้อื่นรู้เรื่องนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ต้องให้หลินเชียนเชียนมาพบข้าหรอก” ซ่างกวนฉีเอ่ยกับฮูหยินผู้เฒ่า 

           “เพคะ หม่อมฉันเข้าใจแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่าจึงคิดใจว่า เจ้าไม่อยากพบหลานสาวข้า หลานสาวข้าก็ไม่อยากพบเจ้าเช่นกัน 

 

[1] 枫树 ต้นเฟิงหรือต้นเมเปิ้ล 

ความคิดเห็น