facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

“หากมิใช่เพราะอาเชียน ข้าคงได้เป็นสามีของผีร้ายแล้ว เพื่อแสดงความขอบคุณต่ออาเชียน ฐานะข้ายากจน ไม่มีของสิ่งใดที่จะตอบแทนอาเชียน สิ่งของมีค่าที่มีคือตัวข้าเอง มิสู้...ข้ามอบร่างกายเป็นการตอบแทน อาเชียนโปรดรับข้าไว้เถอะ”

ตอนที่ 20 เรื่องราวในอดีต

ชื่อตอน : ตอนที่ 20 เรื่องราวในอดีต

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ธ.ค. 2563 14:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 20 เรื่องราวในอดีต
แบบอักษร

 

           “พวกนางโดนปู่ของเจ้าทรมานจนเสียสติ เมื่อเห็นข้าก็เอาแต่ร้องไห้ขอให้ไว้ชีวิต แม้ข้าจะเป็นภรรยาของปู่เจ้า แต่กลับไม่สามารถทนเห็นปู่ของเจ้าทำบาปทำกรรมแบบนี้ได้ หลังจากที่ข้ากลับไปถึงเรือนของปู่เจ้า ข้าก็คิดอยู่ทั้งคืนและตัดสินใจว่าในวันรุ่งขึ้นจะส่งคนไปจัดการปู่ของเจ้าเสีย และจะปล่อยผู้หญิงพวกนั้นไป แต่ผู้ใดเลยจะรู้ว่าวันรุ่งขึ้นตอนที่ข้าไปห้องมืด สตรีพวกนั้นกลับเสียชีวิตกันไปหมดแล้ว ปู่ของเจ้าทรมานสตรีพวกนั้นจนตายภายในคืนเดียว เดรัจฉาน ข้าเดือดดาลอย่างยิ่ง คืนนั้นข้าเลยไปหาเขา เพื่อต้องการจะเตือนเขาว่าอย่าทำบาปกรรมต่อไปอีก แต่ข้ากลับเห็นกำลังบีบขอสตรีนางหนึ่งอยู่ด้วยอาการมึนเมาพลางสบถแต่คำหยาบคาย และยังบอกต่อไปอีกว่าจะทำอย่างนี้ต่อไป ข้าหมดหนทางแล้วจริงๆ ก็เลยคิดวิธีการวางยางพิษขึ้นมาได้ ปู่ของเจ้าเลยโดนข้าวางยาพิษตาย เรื่องนี้พ่อของเจ้าไม่รู้เรื่อง คนในตระกูลก็ไม่มีผู้ใดรู้เรื่อง” 

           เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยเช่นนี้ เชียนจึงเข้าใจว่าเพราะเหตุใดนางจึงไม่เห็นความสุขอยู่บนใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าเลย นางได้ช่วยเหลือคน คนที่ถูกหลินซือหยวนทำร้าย 

           “หลายปีมานี้ที่ข้าปฏิบัติธรรมมิใช่เพื่อปู่ของเจ้าและไม่ใช่เพื่อตระกูลหลิน แต่ทำเพื่อสตรีเหล่านั้นที่ถูกทรมานจนตาย นักพรตเชียนเย่ว์เคยบอกเอาไว้ว่า คนที่ไม่ได้ตายอย่างปกติธรรมดา ดวงวิญญาณของพวกเขาจะไปยังดินแดนใต้พิภพไม่ได้และจะกลับไปเกิดไม่ได้เช่นกัน หากอยากให้พวกเขาไปสู่แดนใต้พิภพจะต้องสวดมนต์ภาวนาให้พวกเขาทุกวัน” 

           “ดังนั้นที่ท่านย่าไปซวีอวิ๋นกวนก็เพื่อคนเหล่านั้นที่ตายด้วยน้ำมือของท่านปู่หรือเจ้าคะ” เชียนเอ่ยถามเบาๆ 

           “ถูกต้อง ย่าจะเป็นตะเกียงไฟส่องทางให้แก่พวกนาง ขอแค่ให้ชาติหน้าของพวกหน้าได้แต่งงานกับคนดีๆ และอย่าได้เจอคนที่ชั่วร้ายอย่างปู่ของเจ้าอีก” ฮูหยินหลินเอ่ยตอบ 

           เดิมทีเชียนอยากจะบอกกับฮูหยินผู้เฒ่าว่า แดนใต้พิภพมีผู้นำวิญญาณที่จะคอยพาดวงวิญญาณที่หาทางไปแดนใต้พิภพไม่เจออยู่ แต่หากนางเอ่ยเช่นนี้จะเป็นการเปิดเผยฐานะที่แท้จริงของตัวเองได้ จึงทำได้เพียงแต่พยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “เหตุใดท่านย่าจึงเล่าเรื่องนี้ให้เชียนเชียนฟังเจ้าคะ” 

           ใช่แล้ว เรื่องราวฉาวโฉ่ของตระกูล มิใช่ควรซ่อนเอาไว้หรอกหรือ 

           ฮูหยินผู้เฒ่ากุมมือเชียนเอาไว้แล้วเช็ดขอบตาพร้อมอธิบายไปพลาง “วิญญาณของเขาเคยมาหาข้า แถมเมื่อคืนเจ้ายังฝันเห็นเขาอีก ข้ากลัวว่าเขาจะมาทำร้ายเจ้าจึงอยากบอกเรื่องราวนี้ให้เจ้ารู้เอาไว้ ในความฝันเขาจะได้มาหลอกเจ้าแล้วเอาชีวิตของเจ้าไปไม่ได้ อีกอย่างย่าก็เป็นไม้ใกล้ฝั่งแล้วจะมีอายุขัยอยู่ได้อีกกี่ปีก็ไม่รู้ หากย่าจากไปแล้ว ย่าหวังว่าเจ้าจะช่วยสวดมนต์ให้ผู้หญิงพวกนั้นแทนย่าได้” 

           เชียนพยักหน้าเบาๆ แล้วเอ่ยเบาๆ ว่า “เจ้าค่ะ” 

           อายุของมนุษย์ธรรมดามีขีดจำกัด แต่หากมนุษย์ทำความดีและสะสมบุญเอาไว้มาก หากอายุขัยที่ถูกกำหนดไว้ใกล้จะหมดลง[1]เทพซือมิ่งก็จะต่ออายุขัยให้นางเพิ่ม เชียนเชื่อว่าคนอย่างเช่นฮูหยินหลิน เทพซือมิ่งจะต้องไม่ให้นางด่วนจากไปอย่างแน่นอน นี่คือนิสัยของเทพซือมิ่ง 

           “ย่าเชื่อว่าเชียนเชียนเป็นเด็กที่รักษาสัญญา ต่อไปเรื่องราวในใจของย่าจะมีแค่เจ้าเท่านั้นที่รู้” ฮูหยินผู้เฒ่าพลางยิ้มให้เชียนอย่างอ่อนโยน 

           เมื่อได้ยินฮูหยินหลินเอ่ยเช่นนี้ เชียนก็นึกเรื่องราวของนางกับลุงเหอออก สำหรับเรื่องราวความคับข้องใจของคนธรรมดา ที่ผ่านมานางอยากรู้มาโดยตลอด ดังนั้นนางจึงตัดสินใจเอ่ยปากออกมา “ท่านย่า ท่านบอกหลานได้หรือไม่ ว่าเรื่องราวระหว่างท่านกับลุงเหอในอดีตเป็นมาอย่างไร...” 

           ฮูหยินผู้เฒ่าเอามือตบหลังมือของเชียนราวกับรู้ว่านางจะต้องถามเรื่องนี้ นางถอนหายใจยาวแล้วเอ่ยช้าๆ ว่า “เขาชื่อว่าเหอรุ่ยเป็นชายที่ข้ายกย่องในสมัยยังสาว น่าเสียดายที่ฐานะทางบ้านยากจน บิดาของข้าดูถูกเขา ปีหนึ่งบิดาต้องการให้ข้าแต่งงานจึงเลือกปู่ของเจ้า แต่ข้าไม่ยินยอมจึงนัดกับเหอรุ่ยว่าจะหนีไปด้วยกัน พวกเรานัดแนะว่าจะนั่งเรือหนีไปด้วยกันในวันที่หกเดือนเก้า 

           แต่ข้ารอเขาทั้งคืน เขากลับไม่มีแม้แต่จะทิ้งจดหมายเอาไว้ให้ข้าแล้วก็หายตัวไป คนอื่นๆ ต่างบอกว่าเขากลัวบิดาของข้าและรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะสมจึงหนีไป แต่ข้ากลับไม่เชื่อจึงไปถามหาเขาจากหลายๆ คน สุดท้ายก็ได้รับจดหมายตัดความสัมพันธ์จากเขา ในปีนั้นข้าจึงแต่งงานกับตระกูลหลินอย่างไร้หนทาง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็พยายามไม่คิดถึงเขาอีก แต่เขากลับปรากฏขึ้นอีกครั้งเมื่อยี่สิบปีก่อนแล้วบอกว่าปีนั้นที่เขาหายตัวไปเพราะถูกวางยาพิษและหมดสติไปถึงห้าปี เมื่อฝืนขึ้นมาก็เป็นอัมพาตอีก 

           เขาใช้เวลาเป็นสิบปีเพื่อรักษาตัวเองให้หายและก็พบว่าข้าได้ฝืนใจแต่งงานเข้าตระกูลหลินไปแล้ว เขารู้ดีว่าเรื่องนี้จะต้องมีอะไรผิดปกติแน่จึงอยากจะอยู่เพื่อดูแลข้าจะได้เป็นการชดเชยให้ข้าด้วย เชียนเชียน ตอนนั้นย่าจะยกเลิกการแต่งงานได้อย่างไรและจะหนีไปกับเขาได้อย่างไร ข้าพยายามไล่เขาไปหลายครั้ง แต่เขาก็ไม่ยอมไป ภายหลังข้าจึงพูดออกไปด้วยความโมโหว่า เขาเต็มใจจะเฝ้าข้าก็เฝ้าไป ถึงอย่างไรข้าก็จะไม่ยอมพบเขาเด็ดขาด” 

           ขณะที่เชียนฟังอยู่ก็ถอนใจ เรื่องราวเช่นนี้ที่ดินแดนใต้พิภพนางได้ยินได้ฟังมามากแล้ว มนุษย์สนใจฐานะของครอบครัวเป็นที่สุด หากฐานะทางสังคมของทั้งสองตระกูลไม่เท่ากัน ต่อให้สาบานว่าจะรักกันตราบชั่วฟ้าดินสลายอย่างไร สุดท้ายก็ต้องเลิกรากันอยู่ดี 

           “เชียนเชียน หากย่าบอกว่าจนถึงอายุปูนนี้แล้ว ย่าก็ยังไม่ลืมเขา เจ้าจะรังเกียจย่าหรือไม่” ฮูหยินหลินลดเสียงเบาลง เรื่องๆ นี้ซ่อนอยู่ในใจของนางมานานหลายปีแล้ว เพียงพูดออกมาก็หลุดออกมาจนหมดเปลือกเปรียบเสมือนน้ำป่าที่ไหลทะลัก 

           “บนโลกใบนี้เรื่องที่อธิบายยากที่สุดก็คือความรัก ท่านย่ากับลุงเหอมีใจให้กันจนไม่สามารถลืมซึ่งกันและกันได้ก็มิได้มีอะไรไม่เหมาะสมนี่เจ้าคะ” เชียนตอบ 

           “ใช่แล้ว ไม่มีอะไรไม่เหมาะสม แต่น่าเสียดายที่พวกเราอายุเท่านี้กันเสียแล้ว...” ฮูหยินหลินเอ่ยพลางถอนใจตาม 

           ช่วงเวลาที่งดงามผ่านไปเร็วเสมอ พวกเขาไม่เหมือนอย่างในตอนนั้นอีกแล้วและไม่กล้าพอที่จะรำลึกย้อนถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น 

           “เชียนเชียน เจ้าว่า...หากพวกเราไม่ดื่ม[2]น้ำแกงยายเมิ่ง ชาติหน้าจะกลับมาหากันเจอหรือไม่” ดวงตาของฮูหยินหลินขุ่นมัวเนื่องจากอายุที่ล่วงเลยจ้องเชียนเป็นประกายอย่างรอคอยคำตอบ 

           ก่อนที่นางจะถูกกักตัวไว้ที่ทะเลสาบจิ้งเย่ว์ เชียนนั้นชอบเหลือช่วยคนที่ฆ่าตัวตายเพราะความรักมากที่สุด เมื่อเทพซือมิ่งรู้นิสัยของนาง บางครั้งก็มาช่วยนางก่อเรื่องวุ่นวายนี้ด้วยกัน ถึงตอนนี้ผ่านมาเป็นพันปีแล้ว แม้ว่านางจะกลายเป็นคนธรรมดาแต่ความเคยชินของนางยังคงไม่เปลี่ยน ดังนั้นเชียนจึงมีใจอยากช่วย นางอยากให้ผู้ที่มีความรักขมขื่นเช่นนี้ได้สมหวังในชาติหน้า          

           “ท่านย่าวางใจเถิด ต่อให้ดื่มน้ำเหมิงผัวลงไปท่านกับลุงเหอก็จะได้เจอกันอีกในชาติหน้า ข้าเคยได้ยินมาว่าเทพแดนใต้พิภพไม่ชอบพบเห็นเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังเช่นนี้ที่สุด หากนางรู้เรื่องราวของท่านย่า นางจะต้องช่วยพวกท่านแน่” 

           “เรื่องนี้เป็นจริงหรือ” ฮูหยินหลินคิดในใจว่าต่อให้เรื่องนี้เป็นเรื่องโกหกตนก็จะเชื่อ 

           เชียนพยักหน้าแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เป็นจริงแน่นอนเจ้าค่ะ ท่านย่าเชื่อหลานเถิด” 

           “เชื่อ! ข้าเชื่อเจ้า!”  

           เวลานี้สองย่าหลานกอดกันแน่น เชียนรู้สึกได้ถึงความตื่นเต้นที่อยู่ในใจของฮูหยินผู้เฒ่า เชียนลูบหลังของฮูหยินผู้เฒ่าเบาๆ แล้วเอ่ยอย่างสงบว่า “ท่านย่าต้องเชื่อนะเจ้าคะ ว่าเวรกรรมมีจริง ท่านทำดีเอาไว้ท่านต้องได้ดีเจ้าค่ะ” 

           "อืม...” ฮูหยินหลินพูด จากนั้นก็ค่อยๆ ผลอยหลับไป 

           เชียนห่มผ้าให้ฮูหยินหลินจากนั้นจึงดีดนิ้ว ฉือเป่าจึงปรากฏตัวออกมา “เหตุใดจึงต้องทำให้นางหลับไปด้วย” เชียนลูบหูฉือเป่า 

           ฉือเป่าลดเสียงลง “เหตุใดเจ้านายต้องต้องหาเรื่องให้ตัวเองด้วย ตั้งแต่ที่เจ้านายถูกสะกดไว้ที่ทะเลสาบจิ้งเย่ว์ ใต้เท้าซือมิ่งก็ไม่มาที่แดนใต้พิภพอีก แล้วเจ้านายไปรับปากฮูหยินผู้เฒ่าเช่นนี้ หากใต้เท้าซือมิ่งไม่ช่วยเล่า” 

           “เขากล้าไม่ช่วยรึ!” เชียนเอ่ยอย่างไม่พอใจ 

           “เจ้านายลองดูเดี๋ยวก็รู้แล้ว” ฉือเป่าเอ่ยโดยยังคงไม่เชื่อว่าว่าซือมิ่งจะช่วยเชียน 

           เชียนยิ้ม นางเพียงลูบหลังฉือเป่าและไม่เอ่ยอะไรอีก 

…… 

           สามวันต่อมา พวกเขาก็ได้เดินทางมาถึงซวีอวิ๋นกวน 

           ที่นี่เป็นวัดเต๋าของราชวงศ์ ผู้ที่ดูแลวัดนี้ก็คืออดีตราชครูที่มีนามว่าเชียนเย่ว์ที่ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยถึงก่อนหน้านี้ 

           วัดเต๋าแห่งนี้ถูกสร้างอยู่บนยอดเขาที่มีต้นไม้เขียวครึ้ม เมื่อมองไกลๆ แล้วคล้ายว่าเป็นจุดที่เชื่อมระหว่างท้องฟ้ากับทะเลเข้าไว้ด้วยกัน วัดเต๋าแห่งนี้มีตำหนักหลังใหญ่อยู่สามหลัง ในตำหนักจะเป็นสถานที่ที่เอาไว้สักการะเทพเจ้าฟ้าดินรวมทั้งเทพองค์อื่นๆ บริเวณรอบตำหนักมีเรือนพักล้อมรอบ ที่นั่นคือสถานที่บรรดานักพรตเอาไว้ปฏิบัติธรรม ส่วนลูกศิษย์ที่มาเยี่ยมครั้งคราวจะมีเรือนพักต่างหาก ซึ่งจะตั้งอยู่บริเวณทิศตะวันตกของตำหนัก โดยมีลานสำหรับฝึกวิทยายุทธ์สำหรับนักพรตคั่นอยู่ตรงกลาง 

           ด้วยฮูหยินผู้เฒ่าแวะเวียนมาที่นี่ทุกปี ดังนั้นนักพรตเชียนเย่ว์จึงเตรียมเรือนพักไว้ให้นางเป็นพิเศษ 

           “เชียนเชียน ที่ตำหนักเจิ้งหัวนี้เป็นสถานที่สำหรับสักการะ[3]เทียนตี้เทียนโฮ่ว เจ้าเข้าไปจุดธูปขอพรให้การแต่งงานราบรื่นเถิด” ตอนที่ฮูหยินผู้เฒ่าเดินนำเชียนให้เดินเข้าไปตำหนักหน้านั้นก็ได้เตือนเชียนขึ้น 

           แต่เชียนกลับหรี่ตามองเทพเหล่านั้นแล้วแสดงออกอย่างไม่แยแสทั้งยังดูถูกในใจ “เชียนเชียนไม่เชื่อเรื่องพวกนี้” 

           “เจ้าเด็กโง่ ไม่เชื่อได้อย่างไร” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยอย่างติเตียน ใช่แล้วการอยู่ต่อหน้าเทพเจ้าในวัดเต๋าแล้วบอกว่าไม่เชื่อ นั่นก็หมายถึงการลบหลู่เทพเจ้า 

           เชียนหันไปมององค์เทพนั้นอีกครั้งแล้วเอ่ยนิ่งๆ ว่า “ชะตาของข้าขึ้นอยู่กับข้ามิใช่สวรรค์กำหนด พวกเขาช่วยอะไรข้าไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ” 

           คำพูดของเชียนทำเอาฮูหยินผู้เฒ่าตกใจไม่น้อย นางประนมมือขึ้นมาแล้วคารวะองค์เทพเหล่านั้นอยู่ไกลๆ พลางเอ่ยซ้ำไปมาว่า “เด็กผู้นี้อายุยังน้อยจึงยังไม่เข้าใจอะไร เทียนตี้อย่าได้ลงโทษนางเลย” 

           ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด หลังจากที่ฮูหยินผู้เฒ่าคารวะเสร็จแล้ว เทียนตี้เทียนโฮ่วคล้ายมีปฏิกิริยาแสดงออกมาจริงๆ ดวงตาทั้งคู่ขององค์เทพกะพริบปริบๆ ทำเอาเหล่านักพรตน้อยวิ่งแตกกระจายกันออกมา แล้วมองมายังนักพรตเชียนเย่ว์ “ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ เทียนตี้เทียนโฮ่วแสดงอิทธิฤทธิ์แล้ว” 

           “พวกท่านต้องไม่พอใจคำพูดของคุณหนูหลินอย่างแน่นอน คุณหนูหลินควรเข้าไปขอขมาพวกท่านเสีย” นักพรตเชียนเย่ว์สะบัดแส้ในมือพลางเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเชียน 

           เมื่อฮูหยินหลินได้ยินเช่นนั้นก็ดึงตัวเชียนแล้วเลิกคิ้วขึ้น “เชียนเชียน เจ้ารีบไปเข้าไปบอกกับท่านนักพรตเร็วเข้าว่าต่อไปจะไม่พูดจาสามหาวทำให้ท่านเทพต้องทรงกริ้วอีก” 

           เชียนรู้ดีว่าร่างแยกของเทียนตี้เทียนโฮ่วได้มาประทับที่นี่แล้ว เมื่อนึกถึงความโดดเดี่ยวที่ต้องผ่านมานับพันปี นางก็อยากฟังเช่นกันว่าพวกเขาจะพูดอย่างไร 

           ดังนั้นเชียนจึงเดินตามนักพรตเชียนเย่ว์เข้าไปในตำหนัก 

           นักพรตเชียนเย่ว์ทำความเคารพต่อรูปเคารพเทพเหล่านั้น จากนั้นจึงเอ่ยกับเชียนว่า “คุณหนูหลิน เมื่อครู่เจ้ากล่าววาจาไม่เหมาะสม ตอนนี้ควรไปขอโทษเทียนตี้เทียนโฮ่วเสีย” 

           เชียนเงยหน้ามองรูปเคารพเทพเหล่านั้น จากนั้นจึงยิ้มออกมา จากนั้นจึงยกนิ้วขึ้นชี้รูปเคารพองค์เทียนตี้นั้น จากนั้นจึงเอ่ยว่า “ท่านคิดว่าข้าควรขอโทษท่านหรือ” 

           เมื่อนักพรตเชียนเย่ว์เห็นเชียนทำเช่นนี้ก็ตกใจจนใบหน้าซีดเผือด พลางคิดในใจว่า เด็กผู้นี้เหตุใดจึงกล้าดีเช่นนี้ นี่คือเทียนตี้เทียนโฮ่วเชียวนะ นางจะพาจวนมหาเสนาบดีพลอยเดือดร้อนไปด้วย 

           เรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ทำเอาใบหน้าตกใจสุดขีดของนักพรตเชียนเย่ว์ที่ไม่ได้ปรากฏมานานปรากฏออกมา 

           ในขณะที่เชียนกำลังชี้ไปยังเทียนตี้นั้น กลางตำหนักก็มีลมพัดเข้ามา จากนั้นประตูตำหนักจึงปิดลง เทียนในตำหนักดับหมด แต่ยังพอมีแสงอ่อนๆ หลงเหลืออยู่ในห้อง 

           นักพรตเชียนเย่ว์ขาอ่อนทรุดลงกับพื้นแล้วเอ่ยอย่างกราดเกรี้ยวว่า “คุณหนูใหญ่หลิน เจ้าสร้างความเดือดร้อนให้ซวีอวิ๋นกวนของพวกเรา” 

           ตอนนี้เชียนกลับไม่รู้สึกอะไร นางจึงเอียงคอยิ้มและพูดพลางชี้ไปยังองค์เทพ “ท่านจะลงโทษพวกเขาด้วยคำพูดไม่กี่คำของข้าเช่นนี้หรือ เทียนตี้ผู้สูงส่งจะทำเช่นนี้ได้อย่างไรเล่า” 

           “คุณหนูใหญ่หลิน อย่าเอาแต่พูดเหลวไหลอีกเลย” ตอนนี้นักพรตเชียนเย่ว์แทบอยากจะพุ่งตัวเข้าไปปิดปากของเชียนเสีย 

           “เทียนตี้ ท่านว่าอย่างไรเล่า” เชียนยังคงถามต่อไป 

           สุดท้าย ร่างแยกของเทียนตี้ที่แอบอยู่ในตำหนักก็กระแอมออกมาแล้วเอ่ยว่า “สวรรค์ผิดต่อเจ้า เจ้าอยู่ในโลกมนุษย์ พวกเรามิอาจยื่นมือเข้าไปยุ่งได้” 

           “ดีมาก พวกท่านห้ามเข้ามายุ่งและห้ามกลั่นแกล้งข้าด้วย!” เชียนเอ่ยเสียงดัง 

 

[1]司命 เทพซือมิ่ง เทพผู้ที่คอยดูแลอายุขัยของมนุษย์ 

[2]孟婆汤น้ำแกงยายเมิ่ง เป็นน้ำที่เล่าต่อกันในตำนานของจีนว่าเป็นน้ำที่ดื่มแล้วจะทำให้ลืมเรื่องราวทั้งหมด 

[3] 天帝天后เทียนตี้เทียนโฮ่ว หมายถึงองค์จักรพรรดิ์บนสวรรค์ 

ความคิดเห็น