facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

“หากมิใช่เพราะอาเชียน ข้าคงได้เป็นสามีของผีร้ายแล้ว เพื่อแสดงความขอบคุณต่ออาเชียน ฐานะข้ายากจน ไม่มีของสิ่งใดที่จะตอบแทนอาเชียน สิ่งของมีค่าที่มีคือตัวข้าเอง มิสู้...ข้ามอบร่างกายเป็นการตอบแทน อาเชียนโปรดรับข้าไว้เถอะ”

ตอนที่ 18 อาหลัวมาแล้ว

ชื่อตอน : ตอนที่ 18 อาหลัวมาแล้ว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ธ.ค. 2563 14:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 18 อาหลัวมาแล้ว
แบบอักษร

 

             “จะเป็นอย่างนั้นจริงหรือ พวกเจ้าไม่เข้าใจคำพูดที่ว่าหากรุ่งเรืองก็รุ่งเรืองด้วยกันหรือ ตอนที่พ่อของพวกเจ้าแต่งกับแม่ของพวกเจ้า ข้าต้องสืบเรื่องราวต่างๆ มากมาย หากป้าของพวกเจ้ามีพฤติกรรมไม่ดี ข้าไม่มีทางยอมให้แม่ของพวกเจ้าแต่งเข้ามาที่นี่เด็ดขาด” ฮูหยินผู้เฒ่ารู้สึกปวดหัวอย่างยิ่ง เมื่อครู่นี้นางว่าตัวเองก็พูดชัดเจนแล้ว แต่สองพี่น้องนี่กลับไม่เข้าใจ 

             เมื่อหลินโยวโยวได้ฟังดังนั้น นางจึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็จริง ปกติแล้วลูกสาวของขุนนางซื่อหล่างไม่ถูกกัน แต่ไม่เคยเห็นพวกนางออกมาทำลายชื่อเสียงของกันและกันเลย ดูท่าแล้ว น่าจะเป็นเพราะพวกนางต้องการแต่งงานกับคนดีๆ นี่เอง 

             “ท่านย่า โยวโยวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” หลินโยวโยวเอ่ยตอบ 

             “หวานหว่านก็เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” ตอนนี้หวานหว่านก็พอเข้าใจแล้ว ก่อนหน้านั้นที่พิงถิงจวิ้นจู่พยายามที่จะแพร่กระจายชื่อเสียงไม่ดีของหลินเชียนเชียน ที่แท้แล้วก็ทำไปเพื่อยิงธนูนัดเดียวได้นกสองตัว นางต่างหากที่เป็นคนที่อยากจะเป็นชายาเอกขององค์ชายรอง 

             "ในเมื่อรู้ความผิดแล้ว ต่อไปรู้แล้วใช่หรือไม่ว่าควรทำอย่างไร" ฮูหยินผู้เฒ่าถามต่อ 

             หลินหวานหว่านมองหลินโยวโยวจากนั้นจึงหันไปมองเชียนแล้วตอบออกไปว่า "ท่านย่าโปรดวางใจ วันข้างหน้าข้าจะสามัคคีกลมเกลียวกับพี่ใหญ่ และจะไม่ให้ผู้ใดทำลายชื่อเสียงของนางได้" 

             เมื่อเห็นว่าจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าจึงหลับตาลงแล้วโบกมือเอ่ยว่า "ดี เช่นนั้นพวกเจ้าออกไปก่อนเถิด...ส่วนเชียนเชียนอยู่ก่อน" 

             "เจ้าค่ะ" หลินหวานหว่านและหลินโยวโยวประคองกันและกันลุกขึ้นยืน จากนั้นจึงค้อมตัวทำความเคารพฮูหยินผู้เฒ่าแล้วออกจากห้องสวดมนต์ 

             ส่วนเชียนนั้นยังคงคุกเข่าอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ 

             "เหตุใดเจ้าถึงยังคุกเข่าอยู่อีกเล่า" ฮูหยินผู้เฒ่ามองไปที่เชียน 

             เชียนก้มหน้าแล้วเอ่ยเสียงเบาว่า "หลานกำลังจะอธิบายเรื่องหน้ากากนี้ให้ท่านย่าฟังเจ้าค่ะ" 

             "อ้อ? หรือว่าจะมีคุณชายหลัวอะไรนั่นจริง" ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยถาม อันที่จริงแล้วนางไม่เชื่อเลยว่าเชียนจะแอบมีความสัมพันธ์กับคนภายนอก เหตุผลนั้นง่ายมาก นั่นก็คือชายใดเล่าอยากจะอยู่กับหญิงอัปลักษณ์ 

             เชียนส่ายหน้าแล้วเอ่ยอย่างช้าๆ ว่า "ไม่มีคุณชายหลัวอยู่จริงๆ หรอกเจ้าค่ะ หน้ากากนี่หลานเป็นคนสั่งให้คนทำให้ หน้าตาของหลานแม้ว่าจะได้ยาของหมอหลวงเฉินช่วย แต่ก็คงไม่สามารถที่จะรักษาได้รวดเร็วขนาดนั้น ส่วนผ้าพันแผลนี่มีแต่จะทำให้ผู้อื่นหวาดกลัว ดังนั้นหลานจึงคิดวิธีใส่หน้ากากนี่ขึ้นมา แต่กลับคิดไม่ถึงเลยว่าหน้ากากอันเล็กพวกนี้จะทำให้เกิดเรื่องขึ้นมาได้ ดังนั้นเชียนเชียนขอสารภาพผิดกับท่านย่า เชียนเชียนควรจะบอกท่านย่าไว้ก่อนแต่แรก" 

             เมื่อฮูหยินหลินได้ยินดังนั้นก็เข้าใจขึ้นมาทันที นางลุกขึ้นพลางพยุงเชียนขึ้น แล้วเอ่ยอย่างนุ่มนวลว่า "ถึงอย่างไรเรื่องราวทั้งหมดก็ไม่ใช่ความผิดของเจ้า ย่าไม่ว่าเจ้าหรอก ขอเพียงให้เจ้ารักษาตัวให้หาย หากมัวแต่มีเรื่องกับพวกหวานหว่านอยู่ เกรงว่า..." 

             เมื่อครู่ตอนที่หลินหวานหว่านเดินออกไปแล้ว ฮูหยินหลินพลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ อีกสองวันนี้ตนจะต้องไปซวีอวิ๋นกวน และหมอหลวงเฉินเคยบอกเอาไว้ว่าช่วงเวลาที่เชียนรักษาตัวไม่ควรมีผู้ใดรบกวน หากทิ้งเชียนเอาไว้จวนตระกูลหลินก็คงจะหนีการถูกกลั่นแกล้งไม่พ้น 

             "เชียนเชียน เจ้าอยากจะไปซวีอวิ๋นกวนกับย่าสักสองเดือนหรือไม่" 

             "ท่านย่าอยู่ที่ใด เชียนก็จะอยู่ที่นั่นเจ้าค่ะ" 

             ใช่แล้ว ตอนนี้ไม่ว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะอยู่ที่ใดเชียนก็ต้องติดตามไปด้วย ข้อแรกเป็นเพราะต้องการได้รับความเอ็นดูจากฮูหยินผู้เฒ่ามากขึ้น ข้อสองคือเป็นแผนการ เพราะเจ้าของร่างเดิมนี้มีคนเกลียดไม่น้อย ลำพังกำลังของนางเพียงคนเดียวไม่มีทางที่จะแก้แค้นให้นางได้ภายในเร็ววันอย่างแน่นอน 

             "ดี....ดี....เช่นนั้นข้าจะให้ชุนหลานช่วยเจ้าเตรียมตัว พอถึงเวลาเจ้าก็พาอวี้จู๋ไปด้วย" ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มตาปิด นางพบว่าหลานสาวของตนคนนี้ฉลาดอย่างยิ่ง ไม่ต้องให้นางสั่งก็เข้าใจความหมายของตนแล้ว 

             "เจ้าค่ะ...ท่านย่า" 

…… 

             สองวันผ่านไป เชียนแต่งกายด้วยชุดปฏิบัติธรรมพร้อมใส่หน้ากากดอกปี่อั้นเอาไว้แล้วขึ้นรถม้าของฮูหยินผู้เฒ่าไป 

             ระหว่างที่ฮูหยินหลินและคนอื่นๆ กำลังยืนส่งอยู่นั้น เชียนกับฮูหยินผู้เฒ่าก็ค่อยๆ ห่างออกจากจวนมหาเสนาบดีไป 

             รถม้าเคลื่อนที่ช้ามากราวกับรอผู้ใดอยู่อย่างไรอย่างนั้น 

             ฮูหยินผู้เฒ่าหลับตาพักสายตาโดยไม่พูดอะไรออกมาอีกตลอดทาง ส่วนเชียนนั้นก็หลับตาเงียบเช่นเดียวกับนาง 

             ฟ้าค่อยๆ สลัวลง รถม้าคล้ายวิ่งไปเหยียบหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งเข้าจนทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน ศีรษะของฮูหยินผู้เฒ่าจึงกระแทกเข้ากับหลังคาของรถม้า ชุนหลานหงุดหงิดขึ้นมาจึงเลิกม่านขึ้นแล้วเอ่ยกับคนบังคับรถม้าว่า "เจ้าบังคับรถประสาอะไรกัน ฮูหยินผู้เฒ่าเกือบได้รับบาดเจ็บแล้วนะ" 

             "แม่นางชุนหลานอย่าหงุดหงิดไปเลย เป็นความผิดของข้าน้อยเอง ความผิดของข้าน้อยเองจริงๆ วันนี้ไม่รู้ว่าหนทางเป็นอย่างไร มีแต่ก้อนหินเต็มไปหมด ข้าน้อยระวังมากแล้ว" 

             ชุนหลานขึงตาใส่คนบังคับรถผู้นี้แล้วตวาดว่า "ช่างรู้จักหาข้ออ้าง!" 

             เมื่อเชียนได้ยินน้ำเสียงของคนบังคับรถม้าก็รู้ว่าเขาไม่ได้โกหกจึงเลิกม่านขึ้นแล้วมองออกไปด้านนอก 

             จริงอย่างที่ว่า ตามทางเต็มไปด้วยก้อนหินใหญ่เต็มไปหมด เป็นก้อนหินใหญ่ที่ไม่ได้อยู่บนทางสายนี้มาก่อน 

             "เจ้านาย เส้นทางนี้พิลึกยิ่ง" ฉือเป่ากระซิบข้างหูเชียน 

             เชียนพยักหน้าแล้วหันไปมองก้อนหินตามหนทางต่อ พิลึกจริงๆ ไม่เคยเห็นก้อนหินที่วางตัวไว้เป็นระเบียบเช่นนี้มาก่อนราวกับมีคนจัดแจงเอาไว้ 

             "แต่เจ้านายไม่ต้องกลัว อาหลัวจะต้องมาอย่างแน่นอน" ฉือเป่าเอ่ยเสริม 

             ทันใดเองที่รถม้าเริ่มโคลงเคลงมากจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ 

             "เหตุใดจึงไม่ไปต่อเล่า" ชุนหลานตะโกนถาม 

             คราวนี้ไร้เสียงตอบรับจากคนบังคับรถ 

             ชุนหลานคิดว่าคนบังคับรถม้าตั้งใจจึงเลิกม่านขึ้น หากไม่เลิกม่านขึ้นจะยังดีเสียกว่าเพราะเมื่อเลิกม่านขึ้นแล้ว ชุนหลานต้องตกใจจนหน้าซีดเผือด ขาทั้งสองของนางอ่อนเปลี้ยหงายลงไปด้านหลัง 

             "ฮู ฮูหยิน..." ชุนหลานชี้ออกไปด้านนอกรถม้า 

             ฮูหยินผู้เฒ่าลืมตาขึ้นช้าๆ แล้วถอนใจยาว "สุดท้ายก็ทำให้พวกเจ้าต้องเหนื่อยไปด้วย" 

             ตอนแรกเชียนยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าใดนัก แต่ตอนนี้เมื่อได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยเช่นนี้ก็เริ่มเข้าใจขึ้นมาคร่าวๆ นางจึงใช้การสื่อสารทางจิตพูดกับฉือเป่าว่า ‘ทำให้อวี้จู๋ ชุนหลานและคนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องหลับไปให้หมดเถิด’ ฉือเป่ารับคำ จากนั้นจึงทำให้คนเหล่านี้หลับไป 

             เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเห็นบรรดาสาวใช้หลับกันไปหมด แต่เชียนยังคงจ้องตาแป๋วมายังตนก็เอ่ยออกไปยังทิศทางของคนบังคับรถม้าที่อยู่ด้านนอกว่า "หากเจ้าจะมาหาก็มาหาข้าเพียงคนเดียว ปล่อยพวกเขาไปเสีย รวมทั้งปล่อยเชียนเชียนไปด้วย นางเป็นหลานสาวของเจ้า!" 

             สิ้นเสียงฮูหยินผู้เฒ่า ลมราตรีก็พัดมาทำเอาม่านทั้งหมดเปิดออก 

             "เป็นข้าเองที่ทำผิดต่อเจ้า หากเจ้าอยากจะเอาชีวิตก็เอาชีวิตข้าไปเถิด" บนใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่ามีน้ำตาไหลออกมาสองสาย จากนั้นจึงเดินช้าๆ ลงจากรถไป 

             "ข้า...จะไม่ปล่อยใครไปทั้งนั้น! พวกเขาจะต้องตายไปเป็นเพื่อนเจ้า!" เสียงขุ่นมัวน่าสยดสยองดังเข้ามาด้านในรถตามลมที่โชยเข้ามา 

             ฮูหยินผู้เฒ่าร้องไห้แต่กลับตบไหล่ของเชียนแล้วเอ่ยปลอบนางว่า "เชียนเชียนมิต้องกลัว ย่าจะไม่ยอมให้เขาทำร้ายเจ้าอย่างแน่นอน" 

             เชียนส่ายหน้า พลางคิดในใจว่าฮูหยินผู้เฒ่าผู้นี้ไม่รู้ว่าตนกำลังเผชิญหน้าอยู่กับอะไร 

             "เฮอะ! เจ้าก็เป็นแบบนี้เสมอ เจ้าจะปกป้องผู้ใดได้ เจ้าปกป้องผู้ใดไม่ได้ทั้งนั้น! วันนี้ข้าจะให้พวกเจ้าทุกคนตายไปพร้อมๆ กัน!" เสียงนั้นค่อยคืบคลานเข้ามาใกล้ 

             "หือ ข้ากลับอยากรู้ว่าเจ้าจะทำให้พวกเราตายไปได้อย่างไร" เชียนเอ่ยพลางยืนขวางด้านหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าเอาไว้ 

             ฮูหยินผู้เฒ่าคว้าไหล่ทั้งสองข้างของเชียนเอาไว้ นางร้องไห้พลางเอ่ย "เด็กดี ย่ารู้ว่าเจ้ากตัญญูต่อย่า แต่เรื่องนี้เป็นความผิดของย่าเอง ย่าจะรับไว้เอง เจ้านั่งตรงนั้นอย่างว่าง่ายๆ เถิด ย่าจะบอกให้เขาปล่อยเจ้าไปเอง" 

             "จางเยียน เจ้ามาขอร้องข้าตอนนี้ มันสายไปแล้ว!" 

             ลมราตรีพัดโชยมาอีกครั้ง ดวงไฟปีศาจสีฟ้ากลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นต่อหน้าเชียนและฮูหยินผู้เฒ่า 

             เพียงชั่วครู่ กลางดวงไฟปีศาจก็ปรากฏร่างของชายผู้หนึ่งขึ้น ชายผู้นี้สวมชุดสีดำ สีหน้าของเขาหมองหม่นชวนให้คนเห็นรู้สึกอึดอัด 

             "เจ้ากลับมาแล้วจริงหรือ" ร่างกายของฮูหยินผู้เฒ่าที่อยู่ด้านหลังเชียนตอนนี้กำลังสั่นเทา 

             "ใช่ ข้ากลับมาแล้ว ข้าจะมาคิดบัญชีกับเจ้า" ชายผู้นั้นยิ่งเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนดวงไฟนั้นกลับไม่ได้ขยับตามเข้ามาด้วย 

             เมื่อชายผู้นั้นรู้สึกว่าดวงไฟปีศาจไม่ได้เขยิบตามมาก็หันไปเอ่ยกับดวงไฟนั้นอย่างเกรี้ยวกราดว่า "ดื้อหรือ ไม่กลัวข้าสลายพวกเจ้าไปพร้อมๆ กันด้วยรึ" 

             บรรดาดวงไฟปีศาจเหล่านั้นรวมตัวเข้ากันเป็นวงกลม เปลวไฟลุกโชนขึ้นๆ ลงๆ ราวกับกำลังสั่นไหว 

             ชายผู้นั้นเข้าใจว่าพวกมันกลัวตนจึงหันหน้ากลับไปแล้วเดินเข้าไปทางฮูหยินผู้เฒ่าต่อ 

             "จางเยียน เจ้าจะหลบข้าไปทำไม ข้าเป็นสามีของเจ้า เจ้าใช้ชีวิตร่วมกับข้ามากว่าสามสิบปี ตอนนี้ไม่กล้าเผชิญหน้ากับข้าหรือ" ชายผู้นั้นเอ่ยด้วยสีหน้าน่าสยดสยอง 

             ฮูหยินผู้เฒ่าคิดจะขวางเชียนเอาไว้ แต่เชียนกลับเอาตัวออกมาบัง 

             "นี่ เจ้าเป็นหลานของข้านะ เจ้าไม่กลัวข้าหรือ" ชายผู้นั้นเอ่ยขึ้น 

             เชียนหัวเราะร่า "เจ้าไม่กลัวข้ารึ?" 

             "ข้ากลัวเจ้า? เด็กผู้หญิงอย่างเจ้ามีอะไรน่ากลัว!" ชายผู้นั้นเอ่ยพลางแยกเขี้ยว ดวงตาของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเลือด 

             เมื่อเห็นว่าคนผู้นั้นกำลังพุ่งเข้ามาหาตน เชียนก็ส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า "ไม่เจียมตัว!" 

             "เจ้า...เจ้าจะ..." ชายผู้นั้นพลันถอยหลัง เมื่อครู่เขาสนใจเพียงฮูหยินผู้เฒ่าเท่านั้น แต่ไม่ได้ใส่ใจเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้า 

             เชียนไม่ได้สนใจเขา นางหันไปมองฮูหยินผู้เฒ่าที่ตกใจจนเสียขวัญ แล้วเอ่ยปลอบประโลมนางว่า "ท่านย่าไม่ต้องกลัว เรื่องนี้เชียนเชียนจะจัดการให้ท่านเอง" 

             "เชียนเชียน..." ร่างกายของฮูหยินผู้เฒ่าอ่อนปวกเปียก 

             เชียนพยักหน้าแล้วถอดหน้ากากรูปดอกปี่อั้นลง ใบหน้าอันงดงามหมดจดจนทุกคนต้องหยุดหายใจจึงปรากฏออกมาต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่า 

             “ท่านย่า นั่งดีๆ นะเจ้าคะ” 

             เมื่อเอ่ยจบ เชียนก็หันตัวกลับไป บนไหล่ของนางมีฉือเป่ายืนอยู่บนนั้น 

             “เจ้า เจ้า เจ้า...เจ้าคือ...” เมื่อชายผู้นั้นเห็นฉือเป่าก็รู้สาเหตุว่าทำไมดวงไฟปีศาจถึงไม่ยอมตามตนมาในตอนนั้น 

             เชียนยิ้ม “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าจะฆ่าพวกเราทั้งหมดนี่?” 

             ชายผู้นั้นคนพบว่าแม้คนตรงหน้าตนจะเป็นคนธรรมดา แต่กลับมีรัศมีแผ่กระจายออกมาจนผู้คนไม่กล้าจ้องมองตรงๆ 

             “ข้า...” 

             “ฉือเป่า เหตุใดวันนี้อาหลัวถึงมาช้านัก” เชียนเริ่มแสดงอาการไม่พอใจ 

             เมื่อได้ยินคำว่าอาหลัว ชายผู้นั้นก็กลัวจนทรุดลงไปคุกเข่าอยู่บนพื้น “ได้โปรดปล่อยข้าไปเถิด ได้โปรดปล่อยข้าไปเถิด!” 

             เชียนไม่มองชายผู้นั้นอีก นางยกแขนขึ้นปล่อยให้ฉือเป่ากระโดดลงไป แล้วหันไปยิ้มตาหยีให้ฉือเป่า “ฉือเป่า เจ้าว่าควรปล่อยเขาไปหรือไม่” 

             ฉือเป่ากระโดดลงจากแขนของเชียน จากนั้นจึงกลายร่างเป็นฉือเป่าที่สูงเจ็ดชุ่นแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดว่า “แดนใต้พิภพมีกฎระเบียบ ผู้ใดที่แอบหนีออกมาเพื่อทำร้ายมนุษย์ วิญญาณจะต้องดับสูญ” 

             เมื่อบุรุษผู้นั้นได้ยินคำพูดของฉือเป่าก็รีบตะโกนออกมาว่า “ข้า...ข้ามิได้ทำร้ายมนุษย์เลย ตั้งแต่ข้าออกมาจนถึงตอนนี้ยังไม่ได้ทำร้ายผู้ใดเลยสักคน ข้าแค่จะมาแก้แค้นจางเยียนเท่านั้น! ท่านได้โปรดปล่อยข้าไปเถิด! ข้าอยากกลับไปเกิดใหม่!” 

             “อ้อ....เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อคำพูดของผีอย่างเจ้าหรือ” เชียนเอ่ย 

             “ข้าไม่ได้หลอกท่าน ได้โปรดท่าน...ให้ข้ากลับไปที่แดนใต้พิภพเถิด ข้ารับรองว่าข้าจะยอมรับโทษแต่โดยดี และจะไม่ขึ้นมาที่นี่อีก!” ชายผู้นั้นเอ่ยพลางโขกศีรษะให้เชียนไม่หยุด 

             ตอนนั้นเองที่มีเสียงระฆังแว่วดังขึ้น เชียนเลยหน้าขึ้นมองตาม นางยิ้มแล้วเอ่ยว่า “อาหลัว มาช้านัก” 

             “ข้าผิดเอง เจ้านี่ยังไม่ได้ทำร้ายท่านใช่หรือไม่” น้ำเสียงแรกรุ่นนั้นน่าฟังอย่างยิ่ง 

             “ใต้เท้าอาหลัว ใต้เท้าอาหลัว ข้าผิดไปแล้ว โปรดอภัยให้ข้าด้วย อภัยให้ข้าด้วย!” เมื่อบุรุษผู้นั้นได้ยินเสียงของอาหลัวก็ตกใจจนเสียงสั่นเทา 

             “จับมันกลับลงไปเสีย!” 

             แสงสว่างส่องวาบขึ้น ไม่มีเสียงระฆังอีกต่อไปแล้ว บุรุษชุดขาวหน้าตางดงามเหนือมนุษย์ทั่วไปปรากฏตัวต่อหน้าเชียนและฉือเป่า บุรุษผู้นี้มีท่าทางราวกับคนอายุสิบเจ็ดสิบแปดปี ริมฝีปากหยักยิ้มขึ้นชวนมองเป็นอย่างยิ่ง 

             และนี่ก็คืออาหลัว ลูกน้องของเชียนที่แดนใต้พิภพ ลูกน้องที่มีฝีมือดีที่สุดของนาง 

             “ในที่สุดก็ได้เจอพี่สาวจนได้” อาหลัวตื่นเต้นจนวิ่งเข้ามากอดเชียนราวกับเป็นน้องชายของเชียนอย่างไรอย่างนั้น 

             “เชียนเชียน” ฮูหยินผู้เฒ่ายังคงยืนอยู่บนรถม้าแล้วเอ่ยเรียกเชียนเสียงแผ่ว 

             อาหลัวโบกมือให้ฮูหยินผู้เฒ่า ฮูหยินผู้เฒ่าจึงเป็นลมหมดสติไป 

ความคิดเห็น