facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ซูหว่านเข้าไปเป็นตัวละคร ‘แฟนเก่า’ ในโลกต่างมิติเพื่อวางแผนทำลายพวกตัวละครเอกที่ไม่ได้เรื่อง ไม่มีหรอกคำพูดที่ว่า “พระเอกกับนางเอกจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดไป” จะมีก็แต่ ‘แฟนเก่า’ ที่ยังไม่จัดการขั้นเด็ดขาดเท่านั้นแหละ!

ตอนที่ 15 วิวาห์สลับตัวองค์หญิง (ปัจฉิมบท)

ชื่อตอน : ตอนที่ 15 วิวาห์สลับตัวองค์หญิง (ปัจฉิมบท)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 766

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.พ. 2564 17:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 15 วิวาห์สลับตัวองค์หญิง (ปัจฉิมบท)
แบบอักษร

 

เสียงร้องดิ้นรนที่ดังมาจากนอกเขตล่าสัตว์ของวังหลวงค่อยๆ เบาลงแล้ว เหลือแต่ไฟที่โหมไหม้หนักขึ้นทำให้ราชสำนักสว่างจ้า 

เซวียนหยวนชิงค่อยๆ เดินทอดน่องอยู่ในท้องพระโรงใหญ่และเดินทีละก้าวๆ ตรงไปยังบัลลังก์ เมื่อเขาเดินผ่านซูหว่านก็หยุดครู่หนึ่งและเดินต่อด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม 

เซวียนหยวนโพ่ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มององค์ชายห้าที่เขาเกลียดชังอย่างพินิจพิจารณา หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง พระองค์ก็ค่อยๆ เอ่ยออกมาว่า “เพื่อบัลลังก์นี้ เจ้าจะฆ่าพ่อเชียวหรือ” 

“เสด็จพ่อ” 

เซวียนหยวนชิงหยุดเดินและมองเซวียหยวนโพ่ด้วยสีหน้าเย้ยหยัน “ทีท่านยังปล่อยให้ข้าถูกตัดหัว แล้วทำไมข้าจะฆ่าท่านไม่ได้ ตอนที่ท่านสั่งประหารข้า ไม่เห็นนึกถึงสายสัมพันธ์พ่อลูกเลยสักนิด” 

เซวียนหยวนโพ่ไม่ได้ตรัสใดๆ พระองค์เพียงมองเซวียนหยวนชิงอย่างพินิจพิจารณาเช่นเดิม ตอนนี้พระองค์ยังหวังว่าจะมีใครสักคนที่จะมาเยียวยาจิตใจได้ นอกจากนี้ ยังมีทหารรักษาการณ์อยู่นอกราชสำนักมากมาย เซวียนหยวนโพ่ไม่เชื่อหรอกว่าเซวียนหยวนชิงจะบุกเข้ามาในราชสำนักคนเดียวโดยไม่ก่อความวุ่นวายและทำให้ตนตกเป็นผู้ต้องสงสัย 

“เสด็จพ่อ เหตุใดไม่ตรัสอะไรบ้าง ท่านรออะไร ทหารรักษาการณ์หรือ หรือองครักษ์เงา” 

เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เซวียนหยวนชิงพลันเบิกตามองไปยังอัครมหาเสนาบดีอันผิง (ผู้รับผิดชอบกิจการภายในราชสำนัก) และรักษาความปลอดภัยข้างบัลลังก์ฮ่องเต้ “จะให้ท่านอัครมหาเสนาบดีช่วยชี้คำตอบให้ดีหรือไม่" 

อันผิงน่ะหรือ 

เซวียนหยวนโพ่หันมาจ้องอันผิงที่ยืนอยู่ข้างๆ อันผิงผู้อ่อนน้อมกลับไม่สงวนท่าทีในตอนนี้ เขารีบเดินลงบันไดมาคุกเข่าอยู่แทบเท้าของเซวียนหยวนชิง “ขอเดชะ นี่คือตราตั้งรูปเสือที่สามารถสั่งเคลื่อนพลทหารรักษาการณ์และออกคำสั่งให้องครักษ์พิทักษ์ราชวงศ์ที่แฝงตัวอยู่ให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที!” 

“อันผิง! ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง!” 

ณ ตอนนี้ เซวียนหยวนโพ่รู้ว่าพระองค์ถูกคนที่ไว้ใจที่สุดหักหลัง เพราะพระองค์อารมณ์ขึ้น พิษจึงเข้าสู่หัวใจทำให้กระอักเลือดดำออกมาทันที 

ในชาติที่แล้ว เซวียนหยวนชิงคือองค์ชายห้าผู้ไม่เป็นที่โปรดปราน แต่ตอนจบเขาได้ครองบัลลังก์ นอกจากความอดทนและเฉลียวฉลาดของพระองค์แล้ว พระองค์ยังได้รับการสนับสนุนจากภายนอก และความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดได้มาจากอันผิงที่เป็นกลางในราชสำนัก สามารถประสานรอยร้าวระหว่างคนในและคนนอกได้ดี 

เมื่อชาติที่แล้ว ฝ่ายที่สนับสนุนเซวียนหยวนรุ่ยถูกโค่นอำนาจในตอนต้น เยี่ยจือหวาไม่รู้ว่าอันผิงเป็นคนของเซวียนหยวนชิง แต่เรื่องนี้ซูหว่านรู้ดี 

เรื่องทรยศหักหลังเป็นเรื่องธรรมดาในราชสำนักและความสิ้นหวังนำไปสู่การทรยศหักหลัง 

ตอนนี้บรรยากาศในท้องพระโรงดูแปลกไปมาก ราวกับเซวียนหยวนชิงกลัวจะไม่มีใครรู้ว่าเขาเลือดเย็นเพียงใด ทันใดนั้นเขาก็ชักกระบี่ในมือขององครักษ์วังหลวงที่ยืนอยู่ข้างหลังออกมาและเดินขึ้นบันไดไปทีละก้าวๆ เอากระบี่อันคมกริบชี้ไปที่หน้าอกของเซวียนหยวนโพ่ 

เซวียนหยวนโพ่เป็นกษัตริย์มานานหลายปี สูงส่งและห่างเหิน ทว่าในตอนนี้ชีวิตพระองค์กำลังเป็นอันตราย พระองค์เริ่มตกใจกลัว “ลูกชิง เสด็จพ่อ…..เสด็จพ่อ…..สละ…. สละราชบัลลังก์….ให้….. ” 

คำว่า “เจ้า” ยังไม่ทันหลุดปากออกมา กระบี่ของเซวียนหยวนชิงก็จ้วงแทงร่างของเซวียนหยวนโพ่ 

เพราะเขาเดินอยู่บนเส้นทางของคนทรยศขายชาติแล้ว เซวียนหยวนชิงจึงไม่หาเหตุผลแสดงความบริสุทธิ์ของตน แต่คืนนี้เขาได้สร้างบาดแผลในใจของทุกคน เขาต้องการให้ทุกคนเคารพยำเกรงเขา 

“เสด็จพ่อ เดินทางขึ้นสวรรค์ดีๆ นะพ่ะย่ะค่ะ!” 

เซวียนหยวนชิงยังคงยิ้มขณะดึงกระบี่เปื้อนเลือดออกมา  

“มีใครกล้าลองดีอีกไหม” 

เซวียนหยวนชิงลากกระบี่ทำให้มีเลือดหยดลงบนบัลลังก์ เขายังยิ้มอยู่เช่นเคยและจ้องมองไปยังผู้คนในท้องพระโรง “มีใครอยากติดตามอดีตฮ่องเต้ไปบ้าง ข้าสืบราชบัลลังก์ต่อจากพระองค์แล้ว!” 

เป็นดังคาด ตัวเอกชายของเรื่องใช้วิธีแบบเผด็จการ ซูหว่านใช้โอกาสนี้เอนตัวเพื่อมองหาเซวียนหยวนรุ่ยที่อยู่ท่ามกลางฝูงชน ตอนนี้หน้าตาเขาน่าเกลียดอย่างบอกไม่ถูก 

เมื่อสิ้นเสียงของเซวียนหยวนชิงก็เหลือคนไม่กี่คนในท้องพระโรงที่รีบวิ่งหนีออกไป หนึ่งในนั้นคือซูอวี้เฟิง 

“เจ้าคนทรยศขายชาติ ไร้ยางอาย! ยังไม่รีบรับโทษตายอีกหรือ!” 

แม่ทัพผู้รักชาติและจงรักภักดีบางคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของซูอวี้เฟิงใช้พลังสกัดพิษเอาไว้และรีบวิ่งไปหาเซวียนหยวนชิง เซวียนหยวนชิงเพียงยกกระบี่ขึ้นวาดเบาๆ ก็ทำให้แม่ทัพผู้เคยยโสโอหังล้มลงกับพื้นได้ ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว 

เซวียนหยวนชิงมีท่าทางโกรธจัดและเหลืออด เขาเตะศพของเซวียนหยวนโพ่ออกไปจากบัลลังก์และนั่งลงบนบัลลังก์ราวกับว่าไม่มีใครอยู่ ณ ที่นั้นแล้ว 

เขากวาดตามองทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นอย่างพินิจพิจารณา พลันสายตามาหยุดอยู่ที่ร่างของซูหว่าน 

ซูหว่านน้องข้า ยาพิษของเจ้านี่แรงจริง” 

ซูหว่านมองเซวียนหยวนชิงแวบหนึ่ง ต่อหน้าสายตาที่มองด้วยความเหลือเชื่อของทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้น ซูหว่านลุกขึ้น “ไม่ว่ายาพิษจะร้ายแรงสักเพียงใดก็ไม่มีประโยชน์หากท่านเสนาบดีอันไม่ช่วยเหลือ” 

“เสี่ยวหว่าน!” 

“เสี่ยวหว่าน!” 

ซูอวี้เฟิงนอนอยู่บนพื้น ส่วนท่านหมอซือนั่งอยู่ไม่ไกลตะโกนบอกให้ซูหว่านหยุด เสียงของพวกเขาสั่น 

ซูอวี้เฟิงไม่อยากจะเชื่อเลยว่าบุตรสาวของเขาจะสมรู้ร่วมคิดกับคนทรยศขายชาติ ท่านหมอซือมองจ้องซูหว่าน สีหน้าแสดงอารมณ์ที่ซับซ้อนราวกับเขากำลังตั้งคำถามและประณามนางอยู่เงียบๆ  

“ที่ข้าถืออยู่นี่คือยาถอนพิษ” 

ซูหว่านไม่สนใจสายตาของซูอวี้เฟิงและท่านหมอซือ นางมองทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้น อย่างหมางเมิน “ขอเพียงทุกท่านเต็มใจสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อฮ่องเต้ ท่านก็จะได้ยาถอนพิษ แม้กระทั่งได้เลื่อนตำแหน่ง! หากท่านใดไม่เต็มใจที่จะประกาศตน ข้ายินดีจะส่งท่านไปสู่ใต้ดิน ไปสาบานตนว่าจะจงรักภักดีต่ออดีตฮ่องเต้!” 

เมื่อสิ้นเสียงซูหว่าน บรรยากาศในโถงท้องพระโรงก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง 

การก่อกบฏของเซวียนหยวนชิงสำเร็จอย่างงดงาม ฮ่องเต้สิ้นพระชนม์แล้ว พวกเขาจะทำอะไรอีก 

หรือจะยังเป็นเสนาบดีที่จงรักภักดีและไม่กลัวความตาย หรือ…. 

ผู้คนในโถงท้องพระโรง บ้างก็ใจเต้นรัว บ้างก็ลังเล ทว่าไม่มีใครกล้าพูดก่อน 

“พวกท่านมีคิดเวลาเพียงครึ่งก้านธูป!” 

ซูหว่านโบกมือ อันผิงจึงจุดธูปทันที 

แม้พวกเขาจะถูกกดดัน แต่ก็ไม่มีใครอยากออกมาจากกลุ่ม เวลาก็เหลือน้อยลงทุกที ในที่สุดบางคนก็ทนไม่ได้อีกต่อไป กระโดดออกมาสาบานสวามิภักดิ์ต่อเซวียนหยวนชิง พอมีคนแรก ก็มีคนที่สอง พริบตาเดียว ครึ่งหนึ่งของคนที่อยู่ในโถงท้องพระโรงก็คุกเข่า ตอนนี้ธูปไหม้หมดก้านแล้ว 

“มีใครอีกไหม” 

ซูหว่านมองไปรอบๆ อีกครั้งและสายตาหยุดอยู่ตรงคนที่เหลือ 

นอกจากพี่น้องของเซวียนหยวนชิงและเชื้อพระวงศ์บางพระองค์ คนที่เหลือเป็นข้าราชบริพารผู้จงรักภักดี 

“มีเท่านี้ใช่ไหม” ซูหว่านหันหน้าไปมองเซวียนหยวนชิง เซวียนหยวนชิงพยักหน้า 

“พวกท่านพลาดโอกาสสุดท้ายแล้วนะ” 

ซูหว่านพูดพึมพำกับตัวเอง จากนั้น นางก็เปิดขวดยาในมือและเอายาถอนพิษใส่มือของคนที่มา ข้าราชบริพารเหล่านั้นและครอบครัวขอบคุณนางอย่างไม่รีรอ ก่อนรีบกลืนยาถอนพิษ 

ในที่สุดซูหว่านก็ยิ้มได้ ซึ่งรอยยิ้มนี้คนที่สังเกตเห็นคือท่านหมอซือเพราะเขาใส่ใจนางทุกอิริยาบถอยู่แล้ว ท่านหมอซือสูดหายใจลึกและแสดงความรู้สึกดีออกทางสีหน้า กลิ่นนี้คือ… 

หลังจากปลงพระชนม์เซวียนหยวนโพ่และได้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้แล้ว พระองค์ทำให้เสนาบดีครึ่งหนึ่งสวามิภักดิ์ได้ ตอนนี้เซวียนหยวนชิงอารมณ์ดีมาก เขายิ้มและมองกลุ่มคนในโถงท้องพระโรงที่ปฏิเสธไม่ยอมสวามิภักดิ์ ในบรรดาคนเหล่านี้ก็มีพี่ชายของเขารวมอยู่ด้วย 

คนเหล่านี้ฉลาด พวกเขารู้ว่าอย่างไรเสียพระองค์ก็ไม่ปล่อยพวกเขาอยู่แล้ว ตอนนี้เกือบทุกคนกลับไปนั่งที่เดิมและแสดงสีหน้าที่น่าเกลียด เผชิญหน้ากับเซวียนหยวนชิง 

“พวกท่านไม่เต็มใจช่วยเหลือข้า เช่นนั้นข้าจำเป็นต้อง…” 

“ช้าก่อน!” 

เซวียนหยวนชิงกำลังจะออกคำสั่งองครักษ์วังหลวง ก็มีเสียงมาขัดจังหวะ 

ท่านหมอซือลุกขึ้นยืนอย่างโงนเงน แม้เขากำลังพูดกับเซวียนหยวนชิงแต่ตามองไปที่ซูหว่าน “องค์ชายห้า หม่อมฉันขอถามอะไรจวิ้นจู่น้อยหน่อยได้หรือไม่” 

หือ 

เซวียนหยวนชิงไม่ได้ใส่ใจว่าท่านหมอซือจะเรียกพระองค์ว่าอะไร จริงๆ แล้วพระองค์ไม่ได้อยากจะฆ่าท่านหมอซือเพราะเขาเป็นคนมีความสามารถและรักซูหว่านมาก เป็นคนที่มีไว้ใช้สอยได้และค่อยหาโอกาสบังคับให้เขาสวามิภักดิ์ 

“ใต้เท้าซือ เชิญ!” 

เซวียนหยวนชิงเดาได้ว่าท่านหมอซือจะถามอะไรซูหว่าน พระองค์อยากรู้ว่าซูหว่านจะตอบว่าอะไรมากกว่า ซูหว่านจะเกลี้ยกล่อมให้ท่านหมอซือสาบานตนจงรักภักดีต่อเขาหรือเปล่านะ 

ท่านหมอซือค่อยๆ เดินและหยุดยืนข้างหน้าซูหว่าน มองจ้องตานาง ทั้งสองมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง 

จนเขาเห็นซูหว่านที่ยืนอยู่ตรงหน้านวดไหล่เบาๆ นางรู้สึกไม่สบายเพราะยืนนิ่งไม่ขยับอยู่นาน ในที่สุดท่านหมอซือก็ค่อยๆ เอ่ยถามซูหว่านว่า “เสี่ยวหว่าน เจ้าช่วยองค์ชายห้าก่อกบฏด้วยความสมัครใจหรือไม่” 

เมื่อได้ยินท่านหมอซือถามเช่นนั้น ซูหว่านมองเขาแวบหนึ่งและก้มมองไปที่ซูอวี้เฟิงที่นอนอยู่ด้านหนึ่งมีเลือดไหลออกจากปาก 

“แน่นอนว่า…” 

ซูหว่านหยุดพูดครู่หนึ่งและตอบด้วยเสียงที่ดังขึ้นทันที “ข้าไม่ได้เต็มใจ!” 

“ซูหว่าน!” 

เซวียนหยวนชิงที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรมองซูหว่านด้วยสีหน้าน่ากลัว เขากำลังคิดว่าซูหว่านพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร กองกำลังทหารยอดฝีมือกลุ่มใหญ่รีบรุดเข้ามาในโถงท้องพระโรงและล้อมกลุ่มคนของเซวียนหยวนชิงไว้ 

“เซวียนหยวนชิง เจ้าปลงพระชนม์เสด็จพ่อของตัวเอง ทุกคนต้องถูกประหาร!” 

เสียงทุ้มต่ำนี้ดังมาจากฝูงชน และผู้ที่ยืนอยู่ต่อหน้าทุกคนที่มีแววตาแสดงความประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูกคือองค์ชายสี่ เซวียนหยวนเหยี่ย ผู้ซึ่งไม่เคยปรากฏตัวต่อสาธารณชนยืนขึ้นด้วยท่าทางเรียบเฉย 

นี่มัน… 

ในขณะที่เซวียนหยวนชิงกำลังตกใจ ก็มีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นในโถงท้องพระโรง สีหน้าของเหล่าข้าราชบริพารที่กินยาถอนพิษเข้าไปเปลี่ยนเป็นสีม่วง น้ำลายฟูมปาก และล้มลงทีละคนๆ  

เล่นหักมุมแบบนี้แทบรับไม่ทัน 

ท่านหมอซือมองซูหว่านและขวดยาที่นางถือไว้ “ส่วนผสมที่ใช้ทำขวดยาเป็นยาพิษร้าย ข้าพูดถูกหรือไม่” 

ซูหว่านปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นได้แต่ยิ้ม ใช่ สิ่งที่นางถืออยู่ในมือคือยาพิษที่นางแอบใส่ลงไปในผงกำยานที่ถูกเผา 

“ซูหว่าน!” 

เซวียนหยวนชิงมองซูหว่านด้วยสายตาชิงชัง จนถึงตอนนี้เขายังไม่อยากเชื่อว่าจะถูกคนที่อ่อนแอและไม่เป็นพิษเป็นภัยอย่างซูหว่านหลอกตบตาได้! 

ซูหว่านสู้สายตาของเซวียนหยวนชิงด้วยท่าทางใสซื่อ “องค์ชายห้า ท่านใช้ชีวิตของซูรุ่ยเป็นประกันขู่เข็ญข้า ข้าจำเป็นต้องยอมสวามิภักดิ์ต่อท่าน แต่ข้าไม่ได้อยากให้ท่านทำร้ายฮ่องเต้ ท่านร้ายกาจมาก! หาก….หากข้ารู้ก่อนหน้านี้ว่าท่านต้องการทำร้ายฮ่องเต้ละก็ ข้า….ข้าขอตายเสียดีกว่าจะสวามิภักดิ์ต่อท่าน!” 

จากคำพูดไม่กี่ประโยคนี้ ทำให้ซูหว่านพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนในเรื่องนี้ได้ ส่วนคนอื่นจะเชื่อหรือไม่ก็ไม่เป็นไร ขอเพียงนางเชื่อในตัวนางเองก็พอ 

เป็นดังคาด… 

เมื่อได้ยินคำแก้ตัวของซูหว่าน เซวียนหยวนชิงก็ใจเย็นลง 

ซูหว่านหลอกเขามาตลอด คนที่เป็นพวกเดียวกับซูหว่านที่แท้ก็คือ…. 

“เสด็จพี่สี่ ท่านปิดบังตัวตนและไม่เคยปรากฏตัวเลย!” 

เซวียนหยวนชิงมองซูหว่านและเซวียนหยวนเหยี่ยกลับไปกลับมา แววตาเชือดเฉือนของเขาค่อยๆ หรี่ลง “ข้าแพ้แล้ว ข้ายอมรับในความพ่ายแพ้” 

………… 

มีคำกล่าวว่าประเทศจะขาดฮ่องเต้ไม่ได้แม้เพียงวันเดียว ฉะนั้นหลังจากนี้ราชสำนักจะควบคุมโดยคนของเซวียนหยวนเหยี่ย เสนาบดีที่รอดชีวิตยอมรับในชะตากรรมของตนและเลือกเซวียนหยวนเหยี่ยเป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่! 

หลังจากนั้นสามวัน ฮ่องเต้องค์ใหม่ก็ขึ้นครองราชย์ คนทรยศเซวียนหยวนชิงและผู้สมรู้ร่วมคิดถูกตัดหัวต่อหน้าสาธารณชน หัวของเซวียนหยวนชิงและเยี่ยจือจิ่นถูกแขวนอยู่เหนือประตูจันทราเพื่อขู่ให้โจรผู้ร้ายกลัว คราวนี้พวกเขาตายจริงๆ และจะตายซ้ำไม่ได้อีก 

หลังจากฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ ราชสำนักต้องกวาดล้างและจัดระเบียบใหม่ครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากนี้ไม่นาน เจ้าชายหลายพระองค์ก็โดนข้อหาต่างๆ บางพระองค์ถูกเนรเทศไปยังแดนไกล บางพระองค์ถูกกักบริเวณ บางพระองค์ที่โดนข้อหาก่ออาชญากรรมร้ายแรงก็ถูกศาลยุติธรรมแห่งวังหลวงตัดสินตัดหัวทันทีต่อหน้าสาธารณชน! 

องค์ชายเหล่านี้ที่โดนข้อกล่าวหารวมถึงเซวียนหยวนรุ่ยด้วย เขาไม่ได้รับโทษประหารแต่ถูกกักบริเวณในขณะที่เชื้อพระวงศ์คนอื่นถูกจำคุก สถานที่กักบริเวณร้างผู้คนยิ่งกว่าตำหนักเย็นที่ซูหว่านเคยอยู่เสียอีก บ้านทั้งบ้านไม่มีใครสักคน ยกเว้นเซวียนหยวนรุ่ย มีเพียงเยี่ยจือหวาที่ถูกขังอยู่กับเขา 

ทั้งสองไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปจากบริเวณบ้านที่ตัดขาดจากโลกภายนอกแห่งนี้ ไม่มีความเป็นอยู่ที่หรูหราสะดวกสบายและไม่มีสาวใช้คอยรับใช้พวกเขาอีกต่อไป เวลาผ่านไปนาน เซวียนหยวนรุ่ยยิ่งกลายเป็นคนหงุดหงิดขี้โมโห มีแต่เยี่ยจือหวาคนเดียวที่ทนเขาได้ 

เดือนที่สองหลังจากเซวียนหยวนรุ่ยถูกกักบริเวณ บ้านกักบริเวณก็มีแขกคนแรกมาเยือน แขกคนนี้คือคนรับใช้ในราชสำนักชั้นใน เขาส่งเสื้อผ้าและอาหารชั้นเลิศมาให้ เป็นของพระราชทานเป็นพิเศษเพราะฮ่องเต้จะจัดงานใหญ่แต่งตั้งฮองเฮาและจะมีการเฉลิมฉลองกันทั้งประเทศ ตอนแรกเซวียนหยวนรุ่ยไม่ได้ใส่ใจว่าคนรับใช้พูดว่าอะไร จนกระทั่งคนรับใช้ส่งจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของฮองเฮาให้ สีหน้าของเขาจึงเปลี่ยนไปมาก 

ปรากฏว่าฮองเฮาที่เซวียนหยวนเหยี่ยจะแต่งงานด้วยคือซูหว่าน! 

จริงๆ แล้วเซวียนหยวนรุ่ยเป็นคนสุดท้ายที่รู้เรื่องนี้ ตอนนี้เมืองหลวงทั้งเมืองรู้แล้วว่าซูหว่านจะอภิเษกสมรสกับฮ่องเต้และได้รับแต่งตั้งเป็นฮองเฮา บ้านตระกูลซูได้ปัดเป่าเมฆหมอกที่ปกคลุมเมื่อครั้งอดีตออกไปแล้ว ทั่วทั้งบ้านสดใสพร้อมเริ่มต้นชีวิตใหม่ 

ถึงแม้วิธีที่ซูหว่านจัดการกับเรื่องของเซวียนหยวนชิงจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร แต่ตอนนี้ราชสำนักถูกควบคุมโดยเซวียนหยวนเหยี่ย ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากในเรื่องนี้ ในทางตรงกันข้าม หลังจากจัดระเบียบราชสำนักใหม่ ตระกูลซูก็ไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง ทำให้ทุกคนรู้ว่าฮ่องเต้เข้าข้างซูหว่านจวิ้นจู่ ข่าวการแต่งงานของทั้งคู่ที่แพร่กระจายออกไป ก็ไม่ได้ทำให้หลายคนแปลกใจอะไรนัก 

เดิมทีซูอวี้เฟิงมีความบาดหมางใจเรื่องการสวรรคตของฮ่องเต้พระองค์ก่อน หลังจากนั้นเขาได้หารือกับเซวียนหยวนเหยี่ยหลายครั้งจนในที่สุดเขาก็ถูกฮ่องเต้องค์ใหม่เกลี้ยกล่อมสำเร็จ แม้เขาจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดซูหว่านจึงเลิกกับท่านหมอซือและเลือกเซวียนหยวนเหยี่ย แต่ในเมื่อเป็นสิ่งที่ซูหว่านเลือกเอง ซูอวี้เฟิงก็ไม่มีสิทธิ์อะไรไปห้ามนาง 

เมื่อท่านหมอซือไปเยือนบ้านตระกูลซูอีกครั้ง เขาก็รู้สึกว่าสิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปมาก 

ห้องก็ห้องเดิม คนก็คนเดิมที่อยู่ต่อหน้าต่อตาเขา แต่ท่านหมอซือกลับรู้สึกว่าซูหว่านอยู่ห่างไกลจากเขาเหลือเกิน ไกลจนเหมือนอยู่คนละโลก 

“ท่านมาแล้วหรือ” 

ซูหว่านดูเฉยๆ กับการมาเยือนของท่านหมอซือ 

“ที่ข้ามาวันนี้เพียงเพื่ออยากจะถามเจ้าว่า….” 

“ไม่จำเป็นต้องถามหรอก ข้าไม่เคยรักท่าน” 

ซูหว่านขัดจังหวะท่านหมอซืออย่างเย็นชา 

ข้าไม่เคยรักท่าน คำไม่กี่คำนี้ตรงมาก 

คำพูดนี้บีบหัวใจของท่านหมอซือ เขายังคงยิ้มอย่างอ่อนโยน “จริงๆ แล้วข้าอยากถามว่า…..” 

“ไม่จำเป็นต้องถามหรอก ก็อย่างที่ท่านคิดนั่นแหละ ตั้งแต่แรกแล้วที่ข้ากับท่านพี่องค์ชายสี่ได้นับทุกคนมาอยู่ในแผนการของเรา รวมทั้งท่านและเซวียนหยวนชิงด้วย” 

ซูหว่านตัดบทท่านหมอซืออีกครั้งและดับฝันของเขาด้วย 

ท่านหมอซือยิ้มไม่ออกแล้ว แผ่นหลังของเขาขยับไม่ได้ “ทำไม ทำไม” 

ทำไมน่ะหรือ 

ซูหว่านจ้องหน้าท่านหมอซือเขม็ง “ก็เพราะ….ท่านโง่น่ะสิ ท่านนี่หลอกง่ายจริง!” 

หลอกท่านเพียงเพราะท่านเป็นคนหลอกง่าย 

นี่คือเหตุผลที่ดีที่สุด!จริงๆ แล้วซูหว่านมีข้ออ้างที่ไม่ได้พูดออกมาเพราะนางไม่ได้ชอบพออะไรกับชายที่ใจอ่อนคนนี้ 

แม้ท่านหมอซือจะช่วยนางมากมาย แต่เพื่อผู้หญิงอีกคน เขาก็ยังบุกน้ำลุยไฟ เพื่อสิ่งที่เขาเห็นว่า “ใจดี” แต่เป็นเพียง “ความอ่อนแอ” 

ความรักที่มากล้นเกินไปจนซูหว่านไม่กล้ารับ 

ตอนที่ท่านหมอซือมาถึงบ้านตระกูลซู เขามีความกล้าหาญเต็มเปี่ยม แต่หลังจากพบกับซูหว่านแล้ว เขาก็เปลี่ยนเป็นผู้ที่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว… 

ในวันงานอภิเษกสมรสของซูหว่านกับเซวียนหยวนเหยี่ย ทุกที่ในเมืองหลวงประดับประดาด้วยโบสีแดงและดอกไม้ ดนตรีบรรเลงดังไปทั่วทุกซอกทุกมุมของเมืองหลวง 

จากด้านในของเรือนกักกัน เขาได้ยินเสียงดนตรีและเห็นสีแดงทุกที่ เขานึกย้อนไปในปีที่เขายังมีอารมณ์ฮึกเหิมและกระฉับกระเฉง จึงถือเป็นเรื่องใหญ่ที่เขาแต่งงานกับซูหว่านกลับเข้ามายังจวน 

ในชั่วพริบตาเดียว ไม่ทันถึงห้าปี นางก็กลายเป็นฮองเฮา แต่ฮ่องเต้ไม่ใช่เขา 

ตอนจบ มีอะไรผิดปกติหรือ 

เดิมทีซูหว่านเป็นพระชายาของพระองค์ แต่ตอนนี้นางได้เป็นถึงฮองเฮา พระองค์ควรจะได้เป็นฮ่องเต้ เป็นคนที่ได้ปกครองประเทศนี้!  

กำลังคิดเพลินๆ เซวียนหยวนรุ่ยก็มีแววตาเลื่อนลอย และสีหน้าแสดงความเจ็บปวดอย่างผิดปกติ 

“ท่านอ๋อง!” 

เวลานี้เยี่ยจือหวาทำอาหารเช้าเสร็จแล้ว นางทำงานหนักมาตลอดเช้านี้ และกำลังจะเข้ามาเรียกเซวียนหยวนรุ่ยให้กลับไปที่ห้องเพื่อทานอาหารเช้า เมื่อได้ยินเสียงของเขา ราวกับเซวียนหยวนรุ่ยมีอะไรมากระตุ้น เขาลุกขึ้นอย่างแรง กระวีกระวาดวิ่งไปหาเยี่ยจือหวา ใช้มือทั้งสองข้างบีบคอเยี่ยจือหวาแน่น “เพราะเจ้า ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเจ้า 

“ท่าน ท่านอ๋อง….” เยี่ยจือหวาหน้าซีดเผือด นางจ้องหน้าเซวียนหยวนรุ่ยเขม็ง ขณะนี้นางรู้สึกสิ้นหวังและทุกข์ระทมแสนสาหัส 

นางเริ่มหายใจลำบากขึ้นทุกทีๆ ภาพที่ปรากฏต่อหน้าต่อตาของเยี่ยจือหวานั้นมืดสลัวลงเรื่อยๆ ราวกับนางเห็นฤดูใบไม้ผลิในชาติก่อนอีกครั้ง ตอนที่นางอยู่ในป่าดอกท้อที่ซึ่งนางได้พบกับองค์ชายสามผู้มีความโรแมนติกและไม่เคร่งครัดเป็นครั้งแรก ในตอนนั้น หัวใจของนางแทบหยุดเต้น คิดว่าได้พบชายในฝันแล้ว แต่แล้วตอนจบล่ะ 

เมื่อชาติที่แล้ว นางไม่มีโอกาสได้อยู่กับเซวียนหยวนรุ่ย นางถูกสังหารเสียก่อน 

ในชาตินี้ ทุกเรื่องที่สำคัญกลับมาเริ่มใหม่อีกครั้ง นางได้แต่งงานกับเซวียนหยวนรุ่ยตามที่ปรารถนา แล้วตอนนี้นางได้อะไร 

นอกจากความสุขเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ เขาเก็บความสงสัยในตัวนางเอาไว้ในใจจึงเย็นชากับนางและทำร้ายนาง 

เยี่ยจือหวาค่อยๆ หลับตา นางเริ่มรู้สึกเสียใจ 

พระเจ้าคงโปรดปรานนางมาก ให้นางมาเกิดใหม่และให้ทุกอย่างแก่นางเพื่อช่วยเซวียนหยวนรุ่ย 

ช่างโง่เขลานัก! 

ในชาติที่แล้ว ความสามารถของเซวียนหยวนรุ่ยด้อยกว่าคนอื่น แต่ในชาตินี้นางช่วยเซวียนหยวนรุ่ยวางแผนตอบโต้เซวียนหยวนชิง แล้วอย่างไรต่อ ไม่เหมือนเดิมหรือที่พวกเขาต้องพ่ายให้กับเซวียนหยวนเหยี่ยแบบราบคาบไม่เห็นฝุ่น! 

ครั้งนี้พระเจ้าให้นางมาเกิดใหม่เพื่อยอมรับชะตากรรมหรือ 

ไม่ ไม่ควรเป็นเช่นนี้ หากเป็นไปได้ หากสามารถทำทุกอย่างใหม่หมดได้ นางน่าจะแต่งงานกับเซวียนหยวนชิง…… 

พร้อมกับความเศร้าโศกเสียใจนี้ เยี่ยจือหวาก็หลับตาลงตลอดกาล 

นางไม่รู้หรอกว่าสวรรค์โปรดปรานนางหรือไม่ นางมักได้โอกาสอีกเพียงครั้งเดียว ไม่มีครั้งที่สอง….. 

เยี่ยจือหวาตายแล้ว นางถูกเซวียนหยวนรุ่ยบีบคอจนหายใจไม่ออก เห็นร่างที่ไร้ลมหายใจนอนอยู่แทบเท้า เซวียนหยวนรุ่ยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เขาเตะศพนางที่ยังอุ่นๆ อยู่และตะโกนด้วยความโกรธ “เจ้าทาสรับใช้บังอาจนัก! ยังไม่ทำความเคารพข้าอีก!” 

เขาไม่เคยยอมรับว่าเป็นผู้แพ้ ในใจเขาได้แต่คิดว่าตนเองเป็นผู้ชนะ 

คนที่เจ้ายศเจ้าอย่างพอสูญเสียทุกอย่างก็จะสำนึกผิดอย่างขมขื่นและกลายเป็นคนเสียสติไป ยิ่งไปกว่านั้น จะยิ่งชอบพอผู้คนมากกว่าอยากจะฆ่าเขา 

ในช่วงที่เยี่ยจือหวาตายและเซวียนหยวนรุ่ยเป็นบ้านั้น ซูหว่านพร้อมแล้วที่จะนั่งบัลลังก์ฮองเฮา 

หลังจากรับรู้ได้ว่าภารกิจของเธอสำเร็จลุล่วงแล้ว ซูหว่านสวมชุดลายหงส์สีเลือดหมู มองภาพเมืองหลวงเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะใช้โทรจิตติดต่อกับสำนักงานใหญ่ทันที 

หมายเลข 003 กระทำภารกิจสำเร็จ ขอกลับฐาน ขอกลับฐาน! 

สำนักงานใหญ่รับคำขอ ในระหว่างที่ส่งข้อความอยู่นั้น…… 

ทุกครั้ง เวลาที่กลับไปยังสำนักงานใหญ่นั้นไม่ได้กำหนดแน่นอน บางครั้งข้อความถูกส่งไปเร็ว ก็จะได้ออกจากโลกเร็วมาก ร่างของเจ้าของร่างเดิมก็จะสูญสลายไปเพราะวิญญาณล่องลอยออกจากร่าง 

บางครั้งส่งข้อความช้าอาจใช้เวลาหนึ่งหรือสองชั่วโมง ช้าที่สุดไม่เกินสิบสองชั่วโมง 

จำได้ว่าวันนี้เป็นวันพิธีแต่งงาน ซูหว่านคิดว่าควรสลายร่างไปในตอนนี้หรืออย่างช้าคืนนี้ตอนเข้าห้องหอกับเจ้าบ่าว แต่ถ้าโชคร้ายร่างของเธอสลายไปในขณะถวายคำนับ นั่นก็……ช่วยไม่ได้จริงๆ 

ที่ผ่านมา เมื่อซูหว่านเสร็จภารกิจ เธอจะหาจุดที่ปลอดภัยสลายร่างไปเงียบๆ แต่ตอนนี้ เธอถูกคุ้มกันโดยองครักษ์ยอดฝีมือประจำวังหลวง ความปรารถนาของเธอที่จะจากไปดูจะเป็นเรื่องไร้สาระ 

เวลานี้ซูหว่านควรจะจากโลกนี้ไปแล้ว กองทหารที่กำลังกลับไปยังราชสำนักหยุดลงทันทีและในไม่ช้าก็มีเสียงของการสลายร่าง 

คาดไม่ถึงเลยว่า จะมีคนกล้าขวางทางพระเกี้ยวของฮองเฮา! 

ช่างบังอาจนัก! 

ใครบังอาจ 

ซูหว่านใจเย็นลง เธอยกมือขึ้นเปิดม่านที่บังสายตา เมื่อเปิดม่านสีแดงขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ที่คุ้นเคยก็ปรากฏแก่สายตาเธอทันที 

“ซูรุ่ย!” 

ซูหว่านคาดไม่ถึงในเรื่องนี้ เธอตื่นแต่เช้าเพื่อแต่งหน้าแต่งตัวในขณะที่ซูรุ่ยยังนอนสลบไม่ได้สติอยู่ในอีกเรือนหนึ่ง แล้วตอนนี้เขา…… 

ซูรุ่ยสบสายตากับซูหว่าน เขามีรอยยิ้มแปลกๆ และร่างของเขาก็มีแสงสว่างวาบ ต่อมาซูรุ่ยก็มาอยู่เบื้องหน้าเกี้ยวของซูหว่าน  

ซูรุ่ยหรี่ตาขณะจ้องมองอาภรณ์สีแดงของซูหว่าน ใบหน้านิ่งขรึมของเขานุ่มนวลและอ่อนโยน “ท่านสวมชุดนี้งดงามมาก”  

เอ๊ะ เขาเริ่มโรคจิตอีกแล้ว 

ซูหว่านพยายามระงับอารมณ์และมองซูรุ่ย “เจ้าฟื้นนานแล้วหรือ” 

“เปล่า”  

ซูรุ่ยส่ายศีรษะ ถ้าเขาฟื้นขึ้นมานานแล้ว วันนี้เซวียนหยวนรุ่ยไม่มีวันได้มาอยู่ตรงนี้หรอก 

“แล้วเจ้า…” 

“ข้าเคยบอกแล้ว—“ 

ซุรุ่ยขยับเข้ามาใกล้ซูหว่านและพูดขัดจังหวะเธอ “ข้าเคยบอกแล้วว่า ใครก็ตามที่ท่านจะแต่งงานด้วย ข้าจะสับมันเป็นชิ้นๆ ให้สุนัขกิน ไม่เว้นแม้แต่เซวียนหยวนเหยี่ย”  

“งั้นก็ไปสับเขาเลยสิ” 

ซูหว่านเลิกคิ้วใส่ซูรุ่ย 

“ท่านจะเบนความสนใจข้าหรือ” 

ซูรุ่ยยังคงเพ่งมองซูหว่าน ตอนนี้ซูหว่านรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองจนทะลุปรุโปร่ง 

ทำไมเขา…. 

ติ๊ง ติ๊ง! 

มีข้อความส่งมา 

เสียงของเอไอที่สำนักงานใหญ่เริ่มก้องอยู่ในหัวของเขา 

ขณะนี้เธออยู่ในขั้นตอนของการส่งวิญญาณ 

“ซูหว่าน” 

ดวงตาซูรุ่ยแดงก่ำทันที เขาดึงซูหว่านเข้ามาในอ้อมกอดอย่างบ้าคลั่ง “ท่านจะไปแล้วหรือ ข้าไม่ให้ท่านไป! ข้าไม่ให้ท่านไป! ” 

เขารู้สึกเหมือนเธอกำลังจะจากไป 

เหมือนวันนั้นที่เขารู้สึกว่าเธอตกอยู่ในอันตราย เขานึกขึ้นมาได้ทันทีจึงรีบกอดเธอแน่น 

เช่นเดียวกับวันนี้ เขารู้สึกราวกับกำลังจะสูญเสียเธอไป ช่วงเวลาที่เธอออกจากบ้านตระกูลซูไปยังบ้านเจ้าบ่าว เขาก็ตื่นขึ้นมา! 

เช่นเดียวกับตอนนี้ เขารู้สึกว่าเธอกำลังจะจากเขาไปและจากไปตลอดกาล 

ซูหว่านคาดไม่ถึงว่าหนุ่มน้อยที่อยู่ตรงหน้ามีความเชื่อทางจิตวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัวที่มากมายเกินกว่าคนธรรมดาทั่วไป 

เป็นต้นกล้าชั้นดีเลย! 

มีแต่เธอเท่านั้นที่จะพาเขากลับมาที่สำนักงานใหญ่ได้ 

ซูหว่านรู้สึกเสียใจเล็กน้อยเพราะตอนนี้ร่างของเธอเริ่มโปร่งใสแล้ว 

ซูรุ่ยไร้ความรู้สึกต่อภาพที่น่าสยดสยองต่อหน้าต่อตา เขาดึงดันที่จะกอดซูหว่านเอาไว้จนกระทั่งส่วนสุดท้ายของร่างซูหว่านจะอันตรธานไปจากอ้อมแขนของเขา 

อ้อมกอดที่ว่างเปล่า 

คาดไม่ถึงใช่ไหมว่าเธอจะยังทิ้งเขาไป 

อย่างที่คาดไว้ เธอเป็นผู้หญิงที่ไร้หัวใจจริงๆ  

แววตาของซูรุ่ยค่อยๆ มืดลง ความมืดที่อยู่เบื้องลึกนี้แฝงไว้ด้วยอาการทางจิตที่หวาดระแวงคลุ้มคลั่ง…… 

ความคิดเห็น