email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 15

คำค้น : เซียน่า , ร้อน , ฤดูร้อน , อิตาลี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 63

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ธ.ค. 2563 11:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 15
แบบอักษร

ตะวันที่อยู่ตรงศีรษะตอนมาถึงเมนซ่าคล้อยไปมากแล้วเมื่อเด็กสาวเดินกลับหอพักพร้อมกล่องของขวัญใบย่อมในมือ ขบวนพาเหรดซึ่งประกอบด้วยนักควงธงและคนตีกลองแต๊กของคอนตราดาหนึ่งทยอยออกมาซ้อมด้วยเครื่องแต่งกายเต็มยศ หากเป็นก่อนหน้านี้สักสามวันสี่วัน อลิสาคงตื่นเต้นกับกิจกรรมของเด็กหนุ่มในชุดจำอวดยุคกลางเหล่านี้ แต่เมื่ออยู่มานานๆ เข้า เธอเริ่มเห็นคอนตราดาต่างๆ ผลัดเปลี่ยนกันออกมาโชว์ลีลาบ่อยขึ้น ความตื่นเต้นที่เคยมีก็พลันลดลงอย่างเห็นผล 

หรือบางที อาจเป็นเพราะกล่องขนมบรรจุหีบห่ออย่างดีกล่องนี้ต่างหาก ที่ดึงดูดความสนใจเธอจากขบวนพาเหรดนั้นเสียสิ้น 

พลกลองที่เดินขบวนตามมาข้างหลังรัวเครื่องดนตรีคล้องเอวพวกตนเซ็งแซ่ แต่อลิสาไม่เหลือสติสตังมากพอจะให้ความสนใจกับสิ่งเร้ารอบกายใดอีก ทุกความรับรู้ของเธอฝังตรึงอยู่ที่ช็อกโกแลตกล่องนี้ เพียงมองดูมัน คำไหว้วานที่คาสึยะฝากฝังเธอไว้ก็ราวกับจะประดังขึ้นมาในห้วงสัญญา 

“...แม่ฉันเป็นคนเสียดายของ พอเห็นฉันทำมือถือเก่าหาย ไม่สิ ลืมมือถือเครื่องนั้นไว้ที่โรงแรม แม่ก็พาลพาโลขึ้นมาเสียฉิบ”  

“แล้วตอนนี้เธอได้มันคืนมารึยัง” คาสึยะนั่งเท้าคางอย่างพิจารณา 

“ยัง อีเมลไปหาโรงแรมแล้ว แต่ที่นั่นยังไม่ตอบ”  

“ให้ฉันช่วยติดต่อให้มั้ย ฉันว่าฉันน่าจะคุยได้นะ”  

“ฉันขอลองคุยเองก่อนดีกว่า” เธอบ่ายเบี่ยงเพราะไม่อยากให้เขาต้องมาเหนื่อยโดยใช่เหตุ “ยังไงมันก็ของของฉันเองน่ะ”  

“ตามใจเธอนะอาลิซ่า” น้ำเสียงนั้นให้ความรู้สึกเหมือนไม่กล้ากวนใจเพิ่มเติม แต่ความปรารถนาดียังมีให้ล้นเหลือ 

นิสิตสาวจากพระนครศรีอยุธยาเอนหลังพักพนักพลางตรองต่อในใจ เพราะอยู่ใต้สายตาของมัตเตโอ เธอจึงไม่กล้าแสดงออกถึงความสนิทชิดเชื้อกับคู่สนทนามากนัก กระทั่งจะวอนขอให้ช่วยติดต่อโรงแรมให้ ยังมิวายที่จะรู้สึกผิด 

“ที่จริงถ้าเธอไม่กล้าคุยเอง ก็น่าจะหาคนที่อยู่ใกล้ตัวช่วยคุยแทน” จู่ๆ เด็กหนุ่มก็พูดอย่างนั้นขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่รู้ว่าแนะนำหรือเพียงแต่ออกความเห็นลอยๆ แต่ถ้อยคำเหล่านั้นก็กระตุกต่อมสงสัยเธอขึ้นมาอีกที 

“คาสึยะ” อลิสาเน้นเสียง “ฉันถามอะไรเธออย่างได้มั้ย”  

“เธอสงสัยอะไรเกี่ยวกับฉันหรือ” เขาดักคอเสียงสั่น 

“เธอมีอะไรยังไงกับอินซุกรึเปล่า” คนถามสบตาผู้นั่งเก้าอี้ตรงข้ามแน่วแน่ “อย่าเพิ่งพูดเรื่องอื่นนะ เธอตอบคำถามนี้กับฉันมาก่อน”  

คนพาดพิงถึงนิสิตชาวเกาหลีใต้ครั้งแล้วครั้งเล่าหน้าม้าน ตัวเยือกไหวประหนึ่งผู้ต้องหาคดีอุกฉกรรจ์โดนเรียกสอบปากคำถึงความผิดทั้งหมดที่ซุกไว้ใต้พรม นานทีเดียวกว่าเขาจะยอมพูดอะไรสักคำ 

“เรามาถึงที่นี่เดือนเดียวกัน เคยเรียนระดับชั้นเดียวกันมาน่ะ”  

“ถ้าแค่นี้ก็ไม่เห็นต้องตกใจอะไรเลยนี่นา” เด็กสาวไม่ใคร่เชื่อ ก็เห็นอยู่กับตาว่าทุกทีที่เอ่ยถึงชื่อรูมเมทตน เขาเป็นต้องผวาทุกที 

“ที่จริงมันมีอะไรมากกว่านั้น...”  

เมื่อคนชวนมากินข้าวโรงอาหารเพื่อรับฟังเพื่อนเล่าความทุกข์กลับกลายเป็นฝ่ายถูกเค้นคอเสียเอง เขาจึงต้องแก้เกมด้วยการอาศัยจังหวะที่มิตรชาวสยามของตนกำลังมึนอยู่ เปิดเผยเจตนาแอบแฝงของการนัดเธอมาที่นี่สองต่อสองเสียเลย  

“นี่เป็นดาร์กช็อกโกแลตอย่างดี ฉันซื้อมาเอง” คาสึยะเร่งรัดยกกล่องของขวัญที่ตนห่อมาด้วยความพิถีพิถัน ตาเบนหลบไปทางอื่น “ฝากให้อินซุกหน่อยได้มั้ยอาลิซ่า ช่วยบอกเขาทีว่าฉันซื้อมาฝาก”  

หนุ่มร่างเล็กไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรมากกว่านั้น แต่จากท่าทีแสดงออกทั้งหมดของเขา เธอก็พอประมวลผลเองได้แล้ว ดูทรงอาการแบบนี้คงมีคำตอบได้เพียงอย่างเดียว ไม่ว่าญี่ปุ่น ไทย ฝรั่ง จีน ก็คงอีหรอบเดียวกันทั้งนั้น  

“อินซุก” ผู้หลงคิดว่าชายญี่ปุ่นมาชอบตนส่งกระแสจิตถึงเพื่อน “เธอจะรู้ไหมนะว่าคาสึยะเขาคิดยังไงกับเธอ”  

 

“ฮัดเช่ย!”  

แรงจามสุดลมหายใจของนิสิตจากแดนกิมจิที่นั่งทวนตำราอย่างขมีขมันบนโต๊ะริมหน้าต่าง ส่งกระดาษสรุปไวยากรณ์ชั้นสูงตรงหน้าให้ปลิวว่อน สาวตาชั้นเดียวปาดจมูกแสบเคืองของตนพร้อมกับไขว่คว้ารวบรวมกระดาษกลับเข้าที่ด้วยความมึนงง ตั้งแต่อยู่นี่มาเธอยังไม่เคยระคายช่องทางเดินหายใจมากขนาดนี้มาก่อน จะว่าในห้องนี้มีฝุ่นก็ไม่น่าใช่ เพราะก่อนยายอาลิซ่าจะเสนอหน้ามาอยู่ห้องนี้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เธอก็เพิ่งจะทำความสะอาดครั้งใหญ่ตามนโยบายหอพักไปหยกๆ  

จะเป็นเพราะอะไรก็ช่างมันปะไรซิ สิ่งที่เธอควรจะมีสมาธิอยู่กับมันคือการอ่านหนังสือเตรียมสอบวันจันทร์หน้า หาใช่การหาสาเหตุของการจามบ้าบอนั่น อินซุกเตือนสติตนเอง ตามอง เนื้อหาที่เรียนทุกอักขระในแต่ละบรรทัดอย่างเอาเป็นเอาตาย ดวงหน้าขาวนวลดูมุ่งมั่นเสียยังกับว่าถ้าอ่านแล้วจำไม่ได้อีก เธอจะฉีกกระดาษออกเป็นชิ้นๆ แล้วเคี้ยวกลืนให้ความรู้ทั้งมวลซึมซาบสู่ร่างกายอย่างไรอย่างนั้น 

หากไม่ใช่ตัวเธอใครจะเข้าใจ อินซุกนิ่งนึก สังคมที่เธอเกิดและเติบโตมาไม่เคยมีที่ยืนสำหรับคนเหลาะแหละทางการศึกษา หากมีผลการเรียนย่ำแย่ อนาคตชีวิตการทำงานอันโหดร้ายก็จะตามมาเป็นของคู่กัน ยังไม่รวมถึงแรงกดดันจากบุพการีผู้เคี่ยวเข็ญเธออยู่เป็นประจำไม่เคยขาด ด้วยเกรงว่าธิดาคนเดียวจะเป็นจุดบอดของตระกูลอิมซึ่งมากด้วยเกียรติภูมิอันเลิศล้ำมาแต่ยุคบรรพกาล 

แม้แต่ผู้อนุมัติทุนประจำสาขาที่จัดแจงส่งมาเรียนที่นี่เป็นเวลาหกเดือนก็ยังคาดหวังจะให้เธอสอบผ่านระดับ C1 เป็นอย่างน้อย อินซุกอดสะท้อนใจไม่ได้ทุกคราที่ระลึกว่าชีวิตตนเต็มไปด้วยความคาดหวังและการกดดันอย่างมหาศาลจากทุกคนที่ตนรู้จัก เมื่อได้พบพานกับอิสรภาพที่ตนโหยหามาทั้งชีวิต เธอจึงเสพสุขกับมันอย่างไม่รู้จักบันยะบันยัง ลงท้ายเธอก็กลายเป็นสาวเริงเมืองคนหนึ่งไป 

สำบัดสำนวนที่ใช้เขียนประโยคในสายตาอ่านเข้าใจยากเสียจนต้องใช้ดิกชันนารีออนไลน์แปลแล้วแปลเล่า ทว่าความหมายที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อก็ยังยากเกินระดับความรู้ของเธอ นี่ล่ะหนาความลำเค็ญของการเรียนภาษาขั้นสูงเกือบสุด จิตใจที่ฟุ้งซ่านหวนคะนึงถึงเดือนแรกที่เธอมาถึงเซียน่า หลังจากร้างภาษาอิตาเลียนไปนานนม ระดับแรกที่เธอสอบได้คือ A2 ต้องเหนื่อยยากตรากตรำอยู่สามสี่เดือน เคยกระทั่งซ้ำชั้น จนมีวันนี้ที่สามารถไต่เต้าขึ้นมาถึงระดับที่ต้องการได้สำเร็จ 

นึกแล้วมันก็น่านักที่ยายคนไทยคนนั้นสอบครั้งแรกก็ทะลุถึง B2 โดยไม่ต้องอาศัยน้ำพักน้ำแรงอะไรเหมือนอย่างที่เกิดกับเธอ ทักษะภาษาหล่อนน่ะหรือก็โหลยโท่ยยิ่งกว่าเด็กอนุบาลอิตาเลียนเสียอีก ดูเหลี่ยมมุมใดก็น่าหมั่นไส้สิ้นดี แบบนี้จะให้เธอมองแม่นั่นเป็นมิตรรักร่วมห้องได้อย่างไรกันเล่า 

“เชา อินซุก” ประตูห้องถูกผลักเข้ามาเสี้ยววินาทีเดียวกับที่ใจไพล่หา ให้ตายเถอะ เธอคิดดังไปหรือไงเนี่ย พระเจ้าเลยส่งนางคนนี้มาทันใด 

เจ้าของชื่อไม่เคยรู้สึกฝืนกับอะไรมากเท่านี้มาก่อน เมื่อต้องฉีกยิ้มตอบนางคนไทยใสซื่อที่ปราดเข้ามาในระยะเวลาอันสั้น ภายหลังตนคิดแช่งชัก 

“เชา อาลิซ่า”  

“ทวนหนังสืออยู่หรือจ๊ะ”  

“ซ...ซิ...” สาวเกาหลีขืนยิ้มปลอมเปลือกนั้นเต็มที่ “ใช่แล้วจ้ะ ฉันเรียน C1 มันยากน่ะ ยิ่งอาทิตย์หน้ามีสอบพูดด้วย เลยต้องรีบทวนไว้ก่อน”  

จอมเสแสร้งเห็นเงาสะท้อนบนหน้าต่างแวบๆ รู้สึกสะดุดตากับการที่รูมเมทไม่ได้กลับมาตัวเปล่า จึงหันขวับซักทันที 

“นั่นเธอเอาอะไรมาด้วยน่ะ อาลิซ่า”  

สาวหน้าคมชะงักมือที่กำลังก้มถอดถุงเท้านิดหนึ่ง “ช็อกโกแลตจ้ะ”  

“ไปกับมัตเตโอมาเหรอ” หางเสียงนั้นมีกระแสของการลองใจปน 

“นอ” อลิสาสั่นหน้า แต่ใจสั่นด้วย “ไม่ใช่ซะหน่อย”  

“แล้วนั่นของใครล่ะจ๊ะ ถ้าไม่ใช่ของที่มัตเตโอซื้อให้”  

“ไม่เกี่ยวอะไรกับอีตาผู้ชายคนนั้นเลย” นิสิต B2 เอ็ดหน้าแดงระเรื่อ “เขาซื้อมาให้เธอต่างหาก เพียงแต่ฝากฉันมาให้เท่านั้น”  

จากที่เสแสร้งแกล้งทำเสียงหวาน อินซุกก็หน้าตื่นขึ้นมาฉับพลัน 

“ใครเป็นคนซื้อ ซื้อให้ฉันเหรอ” เธอกระวีกระวาดคาดคั้นเอาคำตอบ 

“คาสึยะ เพื่อนเก่าเธอไง” อลิสาปั้นยิ้มแถลงไขทันทีที่หายผวากับท่าทีของเพื่อน “คาสึยะ อิเคดะ หนุ่มญี่ปุ่นที่เรียนกับเธอตั้งแต่เดือนแรก”  

ภาพที่อลิสาคาดหวังจะได้เห็นอย่างสีหน้าระรื่นตาพราวของเพื่อนร่วมห้องกลับตาลปัตรไปเสียหมด เด็กสาวชาวเกาหลีมีท่าทางเดียดฉันท์ต่อคนที่ถูกเอ่ยชื่ออย่างจะแจ้ง ก่อนที่ใบหน้าขาวมนจะแปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวเหยเกจนไม่เหลือเค้าโครงความสวยน่ารักตามความคิดของเด็กสาวชาวไทย 

“เธอเอาไปกินเองเลยไป” อิม อินซุก ตวาดด้วยน้ำเสียงดุจพายุพัดถล่มตึกรามบ้านช่อง “ฉันไม่อยากได้อะไรจากคนคนนี้ทั้งนั้น”  

“แต่เขาอุตส่าห์ตั้งใจซื้อมันมาให้เธอ...” รูมเมทพยายามแก้ต่างให้ 

“ฉันไม่รู้จักกับมันแล้ว” อินซุกกระแทกส้นดังตึง “หลีกทางฉันซิ จะเอาผ้าไปซัก กลับมาฉันหวังว่าจะไม่เห็นอะไรที่เป็นของไอ้หมอนี่อีก”  

อลิสา บุญประยูร ยืนทื่อเป็นก้อนศิลาขณะเพื่อนสาวของตนกระฟัดกระเฟียดผ่านหน้าไป ในใจอัดแน่นด้วยคำถามว่าเหตุไฉนคู่สนทนาถึงต้องเคียดแค้นชิงชังเพื่อนหนุ่มแสนดีของเธอนักหนา แต่ที่สุดแล้วเธอก็ทำได้แค่ปล่อยให้อินซุกลงส้นจากไป ด้วยไม่กล้าตอแยกับผู้ที่จิตใจกำลังคุกกรุ่นด้วยโทสะ 

 

ชีวิตนักเรียนนอกของอลิสาเริ่มเข้ารูปเข้ารอยขึ้นหลังจากนั้น จากเด็กใหม่ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ประสบการณ์ในแต่ละวันสอนให้เธอรู้จักใช้ชีวิตนิสิตมหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติแห่งเซียน่าให้มีความสุข ตื่นแต่เช้าขึ้นรถประจำทางไปเรียน หลังเลิกเรียนรีบไปทานมื้อเที่ยงที่เมนซ่า ตบท้ายด้วยของว่างอย่างเจลาโตหรือไอศกรีมอิตาเลียนที่มีให้เลือกสารพัดรสสักหนึ่งโคน เดินเล่นย่อยอาหาร ก่อนจะนำร่างไปนั่งแหมะที่จัตุรัสกลางเมืองรูปพัด นั่งทำการบ้านท่ามกลางวงล้อมของตึกสวยแบบยุคกลาง ทานมื้อเย็นเบาๆ แล้วค่อยกลับไปพักผ่อนที่หอพักเมื่อเห็นสมควรแก่เวลา 

อย่างไรก็ดี ยังคงมีบางสิ่งที่ถ่วงรั้งเธอไม่ให้ใช้ชีวิตได้เป็นปกติสุขนัก อย่างเรื่องโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าซึ่งโรงแรมไม่เคยตอบอีเมลกลับมา โทรไปก็ไม่รับสาย ขณะที่ฟากเมืองไทยเฝ้าทวงยิกๆ ให้เธอเอามันคืนมาให้ได้ โดยไม่ได้คำนึงถึงความลำบากลำบนในการติดต่อที่เธอต้องผจญแม้แต่เศษเสี้ยว 

กับอีกเรื่องหนึ่งก็คือมัตเตโอที่ระยะหลังหายหน้าหายตาไป ไม่เหมือนกับวันแรกๆ ที่ไม่ว่าเธอจะอยู่แห่งหนไหนก็มักได้เจอหน้าเขาเสมอๆ  

 

“อาลิซ่า” อาจารย์ผมขาวเจาะจงเลือกถามนิสิตที่กำลังสร้างวิมานในอากาศ “เธออาศัยอยู่ในพื้นที่ของคอนตราดาอะไร”  

“ค...คะ” เด็กสาวผู้เอาแต่พะวักพะวนโทรศัพท์เครื่องเก่าที่เห็นแล้วว่าพกมาเป็นภาระ สะดุ้งวาบ “ขอคำถามอีกทีได้มั้ยคะ โปรเฟสซอเร”  

“ไม่สนใจเรียนเลย” อาจารย์เอนโซ่ทำปากเบี้ยว มือจีบวนรอบตัวเป็นสัญญาณมือแทนคำสบถแสดงความหงุดหงิดของชาวอิตาเลียน “เมื่อกี้ฉันถามว่าที่ที่เธอพักอยู่ในเมืองเซียน่าอยู่ในคอนตราดาอะไร”  

เธอคิดแล้วคิดอีก แต่ก็ไม่มีคำตอบ “ไม่ทราบเลยค่ะ”  

“ได้ยังไงกัน ในแต่ละวันเธอไม่เคยสังเกตธงหรือโคมไฟแถวที่พักเลยเหรอ ว่ามันมีคู่สีอะไร มีรูปสัตว์อะไรบนผืนธง” ผู้สูงวัยเสนอวิธีสังเกตดูหมู่บ้านที่สังกัด “เอางี้ดีกว่า เธออยู่หอพักไหน”  

“อ้อ เวีย เดลเล สเปรันดีเยค่ะ” เป็นครั้งแรกที่อลิสาตอบได้ 

ไม่ทันได้ยิ้มประกอบคำตอบ อาจารย์ก็แลบลิ้น ทำเสียงแหวะใส่ 

“พวกคอนตราดาหอยทากนั่นเอง ฉันไม่ค่อยจะถูกชะตากับคนในคอนตราดานี้เท่าไหร่ เพราะสมัยหนุ่มๆ ฉันเคยถูกสาวชาวหอยทากหักอกมา แถมพวกหอยทากนี่ชอบเอาชนะคอนตราดาบ้านเกิดฉันประจำอีกต่างหาก”  

เกิดเสียงหัวเราะชอบใจจากประดานิสิตคนอื่นๆ จากการถามว่าพักอยู่ในเขตคอนตราดาไหน บทสนทนาก็ลามไปสู่การทายผลผู้ชนะปาลิโอครั้งที่กำลังจะมาถึง ต่อด้วยการคุยข่มกันระหว่างนิสิตที่พักอยู่ต่างคอนตราดากัน 

“คอนตราดามังกรชนะแน่” สาวชาวเปอโตริโกคุยโว 

“ไม่ได้ ต้องเป็นคอนตราดายูนิคอร์นของฉันต่างหาก” คนเยอรมันสวน 

“พนันได้เลย สุดท้ายผู้ชนะต้องเป็นคอนตราดาหงส์ของฉัน”  

มีแต่บรรดานิสิตชาวจีนที่เงียบกริบ พวกเขานิยมอาศัยอยู่รวมกันนอกเมืองเซียน่าถึงขนาดที่ตำบลแถวนั้นถูกเรียกว่าไชน่าทาวน์ขนาดย่อมทีเดียว 

อลิสาคลี่ยิ้มอ่อนให้กับเพื่อนฝูงที่ดูเป็นจริงเป็นจังกับชัยชนะปาลิโอมาก ทั้งที่พวกตนก็แค่ผู้มาอยู่ชั่วครู่ชั่วคราว ไม่น่าที่จะเข้าเส้นได้ขนาดนี้ ใจจริงเธอก็อยากสนุกสนานกับการเกทับบลัฟแหลกของพวกเขาด้วยเหมือนกัน แต่เพราะความปริวิตกซึ่งมีมากล้นจากการที่คุณบงกชไลน์มาขู่ว่าคุณวิเชียรสามีนางก็เกิดเสียดมเสียดายมือถือที่ตนกัดฟันซื้อของมือหนึ่งให้ลูกสาวสุดที่รักขึ้นมาอีกคน เธอจึงนั่งไม่ติดเก้าอี้เลยตั้งแต่ทราบเรื่องนี้จากหน้าจอโทรศัพท์ 

“วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะทุกคน ฉันมีธุระสำคัญต้องทำ” อาจารย์เอนโซ่สั่งเลิกชั้น ก่อนที่ตัวเขาเองจะเป็นคนแรกที่หายไปจากห้อง 

“เฮ้ อาลิซ่า” คาสึยะเดินมาหาโดยไม่ลืมพกยิ้มแฉ่งเป็นเอกลักษณ์ติดตัวมาด้วย “เธอรู้สึกแปลกๆ เหมือนฉันมั้ย ยิ่งใกล้ปาลิโอเข้ามาเท่าไหร่ ครูเอนโซ่แกก็ยิ่งมีธุระติดพันให้ต้องรีบไปจัดการอยู่เรื่อยเลย”  

เด็กสาวเพียงแต่ยิ้มตอบ คนมาชวนคุยจึงไปต่อไม่ถูก 

“จริงสินะ” เพื่อนที่ดีที่สุดของเธอในชั้นเรียนนี้เปิดประเด็นอย่างเขินๆ “แล้วขนมที่ฉันฝากให้อินซุกไป...เขา...ได้รับแล้วใช่มั้ย...”  

สาวไทยนึกได้ว่าล่วงมาหลายวันแล้ว แต่เธอยังไม่ได้รายงานผลให้ผู้ฝากรับทราบเลย ครั้นภาพปฏิกิริยาของรูมเมทตนผุดพร่างขึ้นในมโนภาพ เธอก็ไม่รู้จะเล่าความจริงอย่างไรให้ถนอมน้ำใจชายผู้เป็นสุภาพบุรุษอย่างเขาดี 

“ฉันก็ลืมเล่าเสียสนิท” อลิสาตอบอย่างโมเม “ฉันให้อินซุกไปตั้งแต่กลับถึงหอพักเลย ป่านนี้เขาน่าจะกินไปแล้วแหละ”  

ทว่าเสียงหัวเราะและรอยยิ้มประดิดประดอยนั้นมิได้ช่วยให้อีกฝ่ายเบาใจ กลับกันเขาดูออกและรู้ว่าอะไรเป็นอะไร จึงหลุบตาลงอย่างคนอมทุกข์ 

“อย่างนั้นเหรอ ขอบใจเธอมากนะ” คาสึยะถือทีผลักเรื่องให้ไกลตัว “แล้วโทรศัพท์มือถือที่เธอลืมไว้ที่โรมล่ะ ถึงไหนแล้ว”  

ราวกับเทวดามาโปรด อลิสาย้ำกับตัวเองด้วยดวงตาเห็นธรรม ก่อนนี้เธออาจเกรงใจเขาจนไม่กล้ารับการเฟือฟายที่เขาอาสาหยิบยื่นให้ ในเวลานี้เธอไม่เหลือใครอีกแล้ว เขาคงเป็นที่พึ่งที่ดีที่สุดของเธอยามทุกข์ยากเช่นนี้ 

“เธอช่วย...” หลุดคำอ้อนวอนแต่ละพยางค์ด้วยเหน็ดเหนื่อย ค่าที่รูปประโยคขอร้องผันกริยาไม่ง่ายนัก น้ำเสียงของเธอเพิ่งไปถึงหูเขาไม่ถึงครึ่งคำ หนุ่มญี่ปุ่นผิวขาวก็เผยเจตนาที่ชักนำตนมาประชิดตัวเธอหนนี้ 

“วันนี้ฉันมีนัดไปเที่ยวกับเพื่อนๆ คนญี่ปุ่นของฉันที่เรียนอยู่ที่มหาลัยเปรูจา พวกเราจะไปเที่ยวเมืองลุกก้าด้วยกัน ที่นั่นมีจัตุรัสกลางเมืองทรงกลมสวยดี” ยิ้มอารมณ์ดีที่ฉายมองมาไม่ได้รู้สึกรู้สาแม้กระผีกริ้นว่าเธอกำลังจะวอนขอความช่วยเหลือจากตนอยู่ “ไปด้วยกันมั้ย อาลิซ่า ถ้าเธออยู่เซียน่านานไปจะเบื่อเอานะ”  

“นอ” เด็กสาวรีบปฏิเสธทันใด ข้อแรกคือเธอไม่พร้อมจะทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ มากนัก ข้อสองคือนาทีนี้เธอไม่เหลือกะจิตกะใจจะทำอะไรอีกแล้ว ถ้าไม่มีใครช่วยแก้ปัญหาเรื่องโทรศัพท์มือถือที่หายไปจากตัวเสียก่อน 

“ว้า น่าเสียดายจัง” ฝ่ายชายถอนใจ “ใกล้ได้เวลารถออกแล้ว ฉันคงต้องไปก่อน...เชา อาลิซ่า หวังว่าสักวันเราจะได้ไปเที่ยวด้วยกันนะ”  

“จริงจ้ะ คาสึยะ หวังว่าสักวันเราจะได้ไปเที่ยวด้วยกันบ้าง ส่วนวันนี้ก็ขอให้เธอ บวน วิอัจโจ เที่ยวให้สนุกนะ”  

อลิสาเอออวยตามน้ำและไม่ลืมที่จะอวยพรไล่หลัง ฉับพลันเธอก็ผุดตัวเลือกใหม่ขึ้นมาในหัว ถึงแม้คาสึยะจะไม่สะดวกช่วยคุยให้เธอในวันนี้ เธอก็ยังมี ‘เพื่อน’ อีกคนที่น่าจะช่วยเธอได้ดีกว่าเพื่อนนิสิตต่างชาติด้วยกันเสียอีก  

คนกำลังเผชิญปัญหาคิดได้ดังนั้นก็ไม่รอช้า รีบบึ่งไปยังที่ที่คิดว่าตัวช่วยของเธอจะอยู่ในเวลานี้อย่างเร็วไวปานใส่ปีกบิน  

นำภาพคอนตราดาทั้ง 17 ในเซียน่ามาฝากกันครับ หอพักนางเอกของเราอยู่ที่ไหน หาดูซิ 

ความคิดเห็น