email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Episode 10 พรที่อยากจะขอ

ชื่อตอน : Episode 10 พรที่อยากจะขอ

คำค้น : เซฟแมงป่อง ตบหลุมรัก My heart November นิยายวาย ตบจูบ ฟิวกูดรักมหาลัย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 46k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ธ.ค. 2563 20:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
Episode 10 พรที่อยากจะขอ
แบบอักษร

Episode 10  

พรที่อยากจะขอ 

[Playsave]  

 

 

 

ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันของการประกวดเฟรชชี่ดาวเดือนประจำมหาวิทยาลัยถือเป็นกิจกรรมพักผ่อนสมองก่อนการสอบมิดเทอมก็ว่าได้ เพราะจบงานนี้ปุ๊บวันมะรืนก็เข้าสู่การสอบของทุกคณะในทันที ร้านรวงมากมายต่างตั้งเรียงรายอยู่เต็มทั่วพื้นที่ ทีแรกก็นึกว่าคะน้าจะเป็นคนแต่งหน้าจัดทรงให้ผมกับไอ้เพลงซะอีกแต่ที่ไหนได้กองกิจกรรมมันดันงบเหลือไปจ้างช่างแต่งหน้ามืออาชีพมาแทน 

 

ส่วนข้าวจี่เองก็ต้องไปช่วยแม่เปิดซุ้มร้านขายยำตั้งแต่ยังไม่ตีห้า คะน้ามันก็เลยหนีไปเดินเล่นกับพวกเพื่อนหญิงที่พักอยู่หอเดียวกันแทนก่อน 

 

แชะ...แชะ! 

 

ไอ้หินมันเดินส่งยิ้มหวานเข้ามาในห้องแต่งตัวคอยยกกล้องถ่ายภาพพวกผมที่กำลังแต่งหน้าลงรองพื้นอย่างมีความสุข พักนี้มันกับพี่พายุแทบจะประสานเนื้อรวมร่างเป็นคนเดียวกันอยู่แล้ว เห็นพี่พายุที่ไหนเป็นต้องเห็นไอ้หินที่นั่นถึงมันจะแกล้งทำทีเป็นไม่สนใจพี่มันก็เถอะแต่ของแบบนี้มันดูออก ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่หวานเท่าไอ้เพลงกับพี่พรายที่ถึงขนาดพี่มันมาคอยมารอรับเกือบทุกวันหลังซ้อมเสร็จ แล้วอาทิตย์ก่อนผมยังแอบเห็นสองคนนั้นจูบกันกลางมอโดยใช้ร่มบังสายตา ท่ามกลางสายฝนพรำจนนึกว่ากำลังดูหนังเรื่อง เดอะ คลาสสิค หนังเกาหลีที่ดูกี่ทีก็ซึ้งจนน้ำตาไหลพราก 

 

...ส่วนแมงป่องตอนนี้น่ะเหรอ หายวับเข้ากลีบเมฆไปอีกครา... 

 

จะบอกว่าคืนนั้นเหมือนกับฝันไปก็คงไม่ผิด รสสัมผัสของริมฝีปาก ลิ้นหวานของเขาที่ตอบสนองกลับมามันทำให้รู้สึกว่าเรื่องที่เขารักผมมันเป็นเรื่องจริง...แต่จะดีกว่านี้ถ้าคืนนั้นไม่มีไอ้พี่พลังจอมขัดขวางล่ะก็ผมกับแมงป่องน่าจะได้ปรับความเข้าใจกันบนเตียงไปแล้ว 

 

เซ้งโว้ยยยยย! 

 

แล้วไม่รู้ว่านั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้แมงป่องหลบหน้าผมขนาดนี้รึเปล่า ขนาดไปนั่งเฝ้าที่คณะก็ไม่ยอมออกมาเจอ ที่คอนโดก็ไม่เห็นจะบุกถึงห้องก็ขึ้นไม่ได้ ที่ชมรมยิ่งแล้วใหญ่ทั้งประธานและรองประธานมันไม่ยอมเข้าชมรมเลยจนทุกวันนี้ไอ้หินมันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่พลังเป็นรองประธานชมรม 

 

ส่วนคำตอบเรื่องของแซนผมก็เริ่มปล่อยวางมันลงทีละน้อยแล้วเหมือนกัน จากข้อมูลของนักสืบที่พี่พายุมันหามาให้ ตอนนี้แซนกำลังคบอยู่กับผู้ชายต่างชาติคนหนึ่งแถวพัทยา จนกลายเป็นว่าตอนนี้ผมกลับโกรธที่เธอทิ้งลูกไปแบบไม่ไยดีแต่ผมเองก็ทำอะไรไม่ได้มาก ในเมื่อปู่ก็ไม่คัดค้านเรื่องที่ให้เจ้าสกอร์ไปอยู่บ้านแมงป่องและจากที่รู้มาสกอร์ก็ดูมีความสุขมาก คนบ้านนั้นทั้งรักทั้งหวงหลานผมอย่างกับอะไรดีปู่ผมไปเยี่ยมหลานแต่ละครั้งก็พากันออกไปกินเลี้ยงกันมื้อใหญ่ 

 

มันอาจจะถึงเวลาที่ครอบครัวเราทั้งคู่จะประสานรอยร้าวที่มีมาหลายปีแล้วก็ได้... 

 

“สู้ ๆ นะพวกมึง” เสียงไอ้หินดังขึ้นพร้อมกับกดชัตเตอร์มาที่ผมกับเพลงในมือมันกำกล้องเอาไว้แน่นไม่ต่างจากของรักของห่วงที่มันเฝ้าทะนุถนอมนิ้วมือไล่ลูบไปตามปลอกหนังที่หุ้มตัวกล้องไม่ห่างมือ 

 

“อืม ขอบใจมาก จริง ๆ มึงนั่งอยู่ในห้องนี้กับพวกกูก็ได้นะหิน” เพลงมันเอ่ยปากบอกแล้วดันขนมเค้กที่พวกสตาฟเตรียมไว้ให้มาด้านหน้า “กินสิ เห็นว่าสตาฟมันจ้างชมรมพี่พายุให้ทำของว่างให้น่ะ” น่าแปลกที่ไอ้หินมันกลับส่ายหน้าแล้วยิ้มออกมาทั้งที่ปกติมันชอบกินขนมจะตาย 

 

“ไม่อะอันนี้พี่พายุมันทำไว้ให้พวกมึง ส่วนกูเองก็มีของสำคัญที่พี่มันให้มาอยู่แล้ว” 

 

“ให้อะไรวะ?” เพลงมันหลิ่วตามองไปที่เพื่อนสนิทตั้งแต่วัยเด็กของมัน 

 

“นี่มึงรู้แล้วเหรอไอ้หิน ว่ากล้องที่กำลังใช้อยู่เป็นของพี่พายุ” เป็นผมเองที่ถามมันออกมาตรง ๆ เพราะผมจำกล้องตัวนี้ได้เป็นอย่างดี 

 

“ห่ะ? จริงดิ” เพลงมันหันมาถามผมแล้วก็หันไปขอคำตอบคนที่กำลังอายหน้าแดง 

 

“อืมกูรู้มาสักพักแล้วแหละว่าเป็นของพี่พายุ ถึงพี่มันจะไม่ยอมบอกกูแล้วให้พี่แมงป่องเอามาให้ก็เถอะ กูเองก็ไม่รู้ว่าทำไมพี่มันถึงไม่เอามาให้ด้วยตัวเอง” 

 

“ถ้าตอนนั้นพี่พายุเอาให้มึงกับมือเองมึงจะกล้ารับรึไง...แล้วสรุปมึงรู้ได้ไงวะหิน?” 

 

“ตัวอักษรที่สลักอยู่ที่ปลอกหนังนี่ไง P.Y. ทีแรกกูก็สงสัยว่าเป็นของใครแต่กล้องราคาขนาดนี้ไม่มีใครหยิบยื่นเอามาให้กันง่าย ๆ หรอกแล้วที่กูมั่นใจอีกอย่างคือมันมีสายคล้องกล้องอีกเส้นแบบนี้ม้วนเก็บอยู่ในลิ้นชักห้องพี่พายุมันด้วย” 

 

“กูก็พอเดาออกว่าพี่พายุมันชอบมึงนะหิน แต่กูสงสัยว่าทำไมพี่มันรู้เรื่องมึงดีจัง ไหนจะเรื่องที่มึงชอบกินเนยถั่วนั่นอีก” เพลงมันขมวดคิ้วคิดออกมาพักใหญ่ 

 

“พอแล้วน่าเลิกสนใจเรื่องกูกันได้แล้ว ตอนนี้พวกมึงควรเตรียมตัวให้พร้อมกับการประกวดต่างหาก” หินมันเดินมาจับไหล่ผมพวกผมสองคนบีบเบา ๆ “งั้นกูไปก่อนดีกว่า เดี๋ยวกูกลับมาอีกทีตอนเริ่มประกวดเลยว่าจะไปเดินถ่ายรูปเก็บบรรยากาศพวกร้านค้าที่มาตั้งในมอหน่อย” 

 

ผมกับเพลงมองตามหลังไอ้หินแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ ขนาดยังไม่ถึงเวลาประกวดมันยังเข้ามาทำทีเป็นถ่ายรูปแต่ใจจริงของมันคงตั้งใจมาให้กำลังใจพวกเราทั้งคู่มากกว่า 

 

“มึงเนี่ยโชคดีว่ะเพลง ที่มีไอ้หินเป็นเพื่อนมาตั้งแต่เด็ก” ลึก ๆ แล้วผมอาจจะรู้สึกอิจฉามันก็ได้ที่มีเพื่อนสนิทแสนดีขนาดนี้ ในขณะที่ความทรงจำในวัยเด็กของผมมันไม่มีใครเลยนอกจากแมงป่องเพียงคนเดียว 

 

เพลงมันมองตรงมาที่ผมแล้วตบมาที่แขนอย่างแรง “พูดอะไรแบบนั้นวะเซฟ กูไม่รู้หรอกนะว่าตอนเด็กมึงเจออะไรมาบ้างแต่ตอนนี้มึงมีพวกกูแล้วนะเว้ย มึงไม่ได้อยู่คนเดียวสักหน่อยแล้วไอ้หินนะมันก็มองมึงเป็นคนสำคัญไม่ต่างกับกูหรอกไม่งั้นมันไม่มีทางซักเสื้อรีดผ้าให้มึงแบบนี้ทุกวันแน่” 

 

รอยยิ้มคนเบื้องหน้ากระตุกขึ้นแล้วพูดต่อ “รู้ไหมว่าไอ้หินน่ะมันมาถามกูทุกวันเลยเรื่องที่จะชวนมึงมาอยู่ห้องด้วยกัน มันน่ะโคตรห่วงมึงเลยนะเซฟเห็นว่าหอที่มึงพักไม่สะดวกเพราะต้องใช้ห้องน้ำรวมกับคนอื่นแถมยังต้องอยู่ตัวคนเดียวอีก ถ้าไม่ติดว่าไอ้พิงค์ไอ้ไอซ์อยู่ด้วยตอนนี้มันคงชวนมึงมาแล้ว แต่ไม่ต้องห่วงนะเดี๋ยวหมดเทอมนี้พวกมันก็จะย้ายออกกันหมดแล้ว” 

 

แค่ได้ยินคำพูดจากปากเพลงน้ำตามันก็พานจะไหลเอาเสียดื้อ ๆ เวลาจะเจอเรื่องดี ๆ มันก็ดีจนผมกลัวไปหมดแต่อย่างน้อยตอนนี้ผมก็ยังมีพวกมันคอยพึ่งพา 

 

“แล้วเรื่องระหว่างมึงกับพี่แมงป่องล่ะเป็นไงบ้างวะ?” 

 

“ก็คงเหมือนเดิม...มั้ง” ใครถามเรื่องนี้ทีไรเหมือนถูกจี้ใจดำทุกที “แมงป่องหลบหน้ากูตลอดเลยทั้งที่กูคิดว่าอะไรมันน่าจะดีขึ้นมาหน่อยแล้วแท้ ๆ” 

 

“หลบหน้าเหรอ? กูว่าไม่นะ ก็กูเห็นพี่มันคอยเดินตามหลังมึงอยู่เกือบทุกครั้งจนกูยังคิดว่ามึงต่างหากที่ยังโกรธพี่แมงป่อง” 

 

...! 

 

“มะ...หมายความว่ายังไงวะเดินตามกู?” 

 

“อ้าวนี่มึงไม่รู้เหรอ กูเห็นพี่มันตามถ่ายรูปมึงประจำเลย” 

 

“แมงป่องอะนะ?” 

 

“เออดิ เพราะมึงเอาแต่มัวมองหาเฉพาะด้านหน้า เลยไม่ยอมใส่ใจคนข้างหลังรึเปล่าวะถึงได้ไม่รู้ กูกล้าพูดได้เลยว่าพี่แมงป่องไม่ได้หลบหน้ามึงเซฟแต่เป็นมึงเองที่ยังมีท่าทีไม่เปิดใจให้พี่เขาได้เดินเคียงข้างมึงมากกว่า” 

 

“กูแสดงออกชัดขนาดนั้นเลยเหรอ?” 

 

“เพราะมึงไม่แสดงออกอะไรเลยต่างหาก ถามจริงเถอะว่ะเซฟหน้ามึงเนี่ยเคยแสดงความรู้สึกอย่างอื่นเป็นบ้างเปล่าวะ กูว่าหมอน่ะทำหน้าให้มึงตึงเกินไปแล้วมั้ง” 

 

“สัด!” 

 

“ดูดิขนาดด่ากูคิ้วมึงยังไม่ยอมขยับเลย เส้นประสาทกล้ามเนื้อบนหน้ามึงอักเสบหมดแล้วสินะ ไหนลองยิ้มซิ” ท้าทายขนาดนี้ก็ต้องทำให้มันดูหน่อย “พอเถอะ...น่ากลัวฉิบหายหัดกลับไปฝึกยิ้มหน้ากระจกบ้างนะมึง” เกลียดแม่ง! 

 

“ถึงหน้าจะตายแต่น้องชายยังขันอยู่นะ เลิกยุ่งเรื่องของกูเลยเพลง ว่าแต่ระหว่างมึงกับพี่พรายน่ะไปถึงไหนกันแล้ว” 

 

“ตอนนี้ก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ ว่ะถึงจะยังไม่ได้ตกลงเป็นแฟนแต่พี่พรายก็เริ่มเปิดใจให้กูมากขึ้นเยอะ บางทีการให้ผ่านอะไรร้าย ๆ มาด้วยกันมันก็ทำให้เห็นความสำคัญของอีกคน” ผมเองก็ผ่านอะไรมากับแมงป่องตั้งเยอะพอมีคนอื่นมาพูดแบบนี้นี่มันเคืองอะ 

 

“มาพนันกันไหมเพลงถ้ากูชนะคะแนนป๊อปปูล่าโหวต มึงต้องเป็นฝ่ายเลี้ยงเหล้าและขอเป็นแฟนกับพี่พราย” 

 

“ได้กูรับคำท้าแต่ถ้ากูชนะมึงเองก็ต้องทำแบบเดียวกัน” 

 

“งั้นเดี๋ยวพวกกูสี่คนเป็นพยานให้ละกัน” คำพูดเอ่ยดังขึ้นจนเราสองคนต้องหันไปมองตามปลายเสียง เป็นพี่พายุ พี่เคน พี่ยูจิและพี่เอ ที่กำลังยืนอยู่ไม่ห่างในมาดชุดนักศึกษาผูกเนกไทแบบที่นานปีจะเห็นสักครั้ง 

 

พี่เคนเดินเข้ามาพร้อมกับเข็มกลัดหมายเลข 24 สีฟ้าอ่อนบนมือ “ทำให้เต็มที่เลยแพ้ชนะมันไม่สำคัญเท่าความตั้งใจ...ชื่อเสียงของคณะเราพี่ฝากไว้ในมือเรานะเซฟ” มือพี่เคนกลัดเข็มลงมาบนหน้าอกของผม ในขณะที่พี่พายุเองก็ทำให้ไอ้เพลงแบบเดียวกัน 

 

“มึงเองก็เหมือนกันเพลงไม่ต้องเครียดการประกวดน่ะมีจุดมุ่งหมายเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์กับเพื่อนต่างคณะ ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะมันก็จะเป็นประสบการณ์ที่ดีอย่างน้อยตอนนี้กูก็เห็นแล้วว่ามึงได้ไอ้เซฟเป็นเพื่อนสนิทเพิ่มขึ้นมาอีกคน” เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเลยว่าทำไมพวกรุ่นพี่เหล่าเดือนปีที่แล้วถึงได้สนิทกันขนาดนี้จุดประสงค์หลักของการประกวดก็เพื่อให้รู้จักเพื่อนใหม่จากต่างคณะนี่เอง 

 

“ครับพี่พายุ ว่าแต่ไอ้หินเพิ่งเดินออกไปเมื่อกี้นี้เองพี่ได้เจอมันรึยัง” 

 

“เจอตั้งแต่เช้าแล้วกูเป็นคนขับรถพามันมาที่หอประชุมเองแหละ ตอนนี้ก็ให้เวลามันไปเดินเที่ยวในเล่นในมอเถอะ” 

 

“ถ้ายังไงคืนนี้พวกพี่ไปกับผมสองคนให้หมดเลยนะครับแล้วเดี๋ยวผมพาพวกไอ้หินไปด้วย” พี่พายุมันแค่พยักหน้าตอบรับน้องรหัสตัวเอง ถึงแม้พี่พายุมันจะดูหึงหวงไอ้หินแต่กลับให้พื้นที่ส่วนตัวกับคนที่รักโดยไม่ปริปากบ่นออกมาสักครั้ง 

 

“เออ ผมว่าจะถามตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้วทำไมผมถึงไม่เคยเห็นพี่แมงป่องอยู่กับพวกเฮียเลย” ทำไมต้องเหล่ตามาทางกูวะไอ้เพลง! 

 

“แมงป่องมันเป็นพวกโลกส่วนตัวสูงไงมึง ถึงมันจะเป็นเดือนคณะนิเทศศาสตร์แต่ปีที่แล้ว มันถอนตัวจากการลงประกวดเดือนมหา’ลัยแบบกะทันหันเพื่อกลับไปจัดการธุระที่บ้านมันน่ะ ส่วนไอ้พลังก็ไม่ยอมขึ้นประกวดแทนลองพวกมันทั้งคู่ประกวดสิไอ้พายุไม่มีทางได้ตำแหน่งหรอก” 

 

“ปากมากไอ้เอ! กูบอกแล้วไงว่าใครจะชนะก็ไม่สำคัญแต่ถ้าไอ้พลังมันคิดจะแข่งกับกู กูก็ไม่ยอมเหมือนกัน!” 

 

“มึงกับพลังนี่มันอะไรกันนักหนาวะพายุ เจอหน้ากันเป็นต้องแขวะกันตลอด” 

 

“ไม่รู้โว้ยยูจิ! ความรู้สึกมันเหมือนกับไอ้พลังมันกำลังจะกลายมาเป็นคนในครอบครัวกูเร็ว ๆ นี้เลยว่ะ ไม่ว่ายังไงกูก็ไม่มีทางให้มันเฉียดใกล้ไอ้หินเด็ดขาด” 

 

“บ้าบอ/ เด็กน้อยว่ะ/ เหตุผลปัญญาอ่อน” คำสบถพวกพี่มันบ่นกันออกมาไม่หยุด 

 

พี่เคนก้มหน้ากระซิบด้วยเสียงแผ่วเบาท่ามกลางแววตาของทุกคน “จะพูดจะถามอะไรระวังเอาไว้หน่อยก็ดี ตอนนี้พวกพายุกำลังสืบประวัติเอ็งกับแมงป่องอยู่ คิดว่าคงอีกไม่นานความลับน่าจะใกล้แตกแล้วล่ะ” ก็คิดอยู่แล้วว่าคนมอนี้มันขี้เสือกแต่ไม่คิดเลยว่าคนที่น่ากลัวที่สุดจะเป็นไอ้พี่พายุ 

 

“งั้นพวกกูไปกันก่อนนะ ยังมีอีกกิจกรรมที่ต้องแวะไปดูความเรียบร้อยก่อน เย็นนี้ถ้ามึงสองคนว่างก็ไปหาพวกกูที่ลานกลางละกัน...อ้อลืมบอก งานนี้แมงป่องมันก็ร่วมด้วยเหมือนกัน” ว่าจบพวกพี่มันก็ขยี้มือลงมาที่ผมกับไอ้เพลงก่อนจะเดินหายจากห้องแต่งตัวไปกันหมด 

 

ใช้เวลาไม่นานพวกผมสองคนก็แต่งหน้าทำผมกันเสร็จเรียบร้อย ส่วนใหญ่พวกผู้ชายมันก็ไม่ค่อยมีอะไรมากแต่พวกผู้หญิงนี่ใช้เวลาแต่งหน้ากันนานพอสมควรจนผม ไอ้เพลง ไอ้ซิกซ์เดือนคณะวิทย์รุ่นน้องพี่ยูจิ กับไอ้เนสเดือนบริหารรุ่นน้องพี่เอ พากันออกมาเดินเล่นดูร้านค้าภายในมอ 

 

พวกเราทั้งสี่คนต่างกลายเป็นจุดสนใจไปโดยปริยายถึงจะไม่มีใครวิ่งเข้ามากรี๊ดกร๊าดเหมือนในละครก็ตามแต่บางคนก็เดินเข้ามาขอถ่ายรูปเก็บกันเป็นที่ระลึก ซึ่งไอ้เพลงมันเก่งอยู่แล้วเรื่องความเฟรนลี่ ยิ้มแย้มสดใสได้ตลอดเวลาจนใครเห็นก็ต่างพากันชื่นชอบ 

 

จนเดินมาถึงซุ้มของพวกคณะนิเทศศาสตร์ที่ต่างเข้าร่วมออกงานร้านค้ากันอย่างคึกคักมีทั้งซุ้มขายอาหาร ซุ่มเล่นเกมกิจกรรม และที่ดูจะมีคนต่อคิวกันยาวเหยียดน่าจะเป็นซุ้มถ่ายรูปที่มีไอ้พี่พลังประจำอยู่ ความน่ารักมุ้งมิ้งของซุ้มนี้มันดึงดูดคนได้มากโขทีเดียว โดยเฉพาะเหล่าน้องหมาสี่ขาหลากหลายสายพันธุ์กับเหล่าบรรดางูคอร์นสเนค (Corn Snake) แสนสวยที่นำมาใช้ร่วมกิจกรรม แล้วที่คนเข้ามาเยอะก็เพราะนอกจากจะได้รูปถ่ายสวย ๆ กลับไปแล้วรายได้ทั้งหมดยังบริจาคให้กับมูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการอีก 

 

“เฮ้ย ไอ้เซฟมานี่เร็ว” พี่พลังมันก็ตาไวฉิบหายตะโกนเรียกตั้งแต่ยังไม่ถึงซุ้มด้วยซ้ำ จะไม่ไปก็ไม่ได้เพราะพี่มันคอยช่วยเหลือผมมาก็เยอะสุดท้ายก็ต้องดึงพวกไอ้เพลงตามมาด้วย “พวกมึงมากันก็ดีแล้ว มาตรงนี้เลยกูขอถ่ายรูปโปรโมตหน่อยละกัน” พี่พลังมันจัดแจงท่าทางพวกผมเสร็จสรรพก็หันไปบอกพี่แอร์กับพี่เมจิให้เอางูมาให้พวกผมถือจนคนมุงแทบจะล้นซุ้มอยู่แล้ว 

 

“เซฟวันนี้หล่อมากเลยนะ” พี่แอร์พูดขึ้นในมือก็อุ้มงูสีขาวเผือกตัวใหญ่มาพาดที่ไหล่ “เดี๋ยวตอนประกวดพวกพี่จะตามไปเชียร์อีกทีแต่ดูท่าทางพลังจะไปด้วยไม่ได้เพราะต้องอยู่เฝ้าที่นี่” 

 

“ไม่เป็นไรครับพี่แอร์” 

 

“แล้วน้องเซฟได้เจอกับแมงป้องรึยังคะ” คราวนี้เป็นพี่เมจิที่ถามขึ้นมาอีกคน 

 

จะว่าเริ่มสนิทกับพวกพี่เขาก็คงไม่ผิดไปนั่งรอนั่งเฝ้าคนที่คุณก็รู้ว่าใครเกือบทุกวันแต่แมงป่องกลับหายหน้าไปไม่ต่างกับคนสวมผ้าคลุมล่องหน จนสุดท้ายพี่แอร์ พี่เมจิก็ต้องเป็นฝ่ายเข้ามาคุยด้วยเองตลอด 

 

“ยังครับ เขายังหลบหน้าผมอยู่เลย” ได้แต่ตีหน้าเศร้าจนใครต่อใครพากันเบะปากไปหมด 

 

“แมงป่อง! มึงมาถ่ายรูปให้พวกน้องมันหน่อยสิ” เสียงตะโกนดังลั่นของพี่พลังทำให้ถึงกับต้องมองไปรอบเต็นท์อย่างไวว่อง แมงป่องเองก็ค่อย ๆ โผล่หน้าออกมาจากผ้าคลุมสีทึบด้านหลังจ้องหน้าคาดโทษเพื่อนสนิทตัวเอง 

 

“งานกูยังมีอีกเยอะแยะมึงก็ทำไปสิพลัง!” 

 

“แมงป่องแกอย่าพูดอย่านั้นสิ น้องเขาอุตส่าห์มาเพื่อบริจาคให้ซุ้มเราโดยเฉพาะ” เดี๋ยวนะ! นี่โดนเรียกมาถ่ายรูปแล้วยังต้องเสียเงินด้วยรึ? ร้ายกาจกันเกินไปแล้ว! อยู่ ๆ ไอ้เพลงมันก็ควักแบงก์พันออกมาหยอดใส่ตู้ 

 

“ถ้าบริจาคผมก็รีเควสต์พี่แมงป่องได้ใช่ไหมครับ?” 

 

“ปฏิเสธไม่ได้แล้วนะโว้ยแมงป่องน้องมันขอร้องออกมาขนาดนี้มึงต้องยอมแล้วแหละ” ทำไมต้องส่ายหน้าเหมือนเอือมระอาขนาดนั้นอะหรือจูบในคืนนั้นระหว่างผมกับแมงป่องมันไม่มีความหมายสำหรับเขา 

 

“ก็ได้...รีบ ๆ ทำให้จบเถอะเดี๋ยวกูต้องไปเตรียมงานกับพวกพายุอีก” เสียงชัตเตอร์กล้องพร้อมกับแสงไฟสาดขึ้นเป็นระยะและดูท่าทางว่าบรรดาน้องงูน่าจะไม่ค่อยชื่นชอบสักเท่าไหร่พากันไต่เลื้อยหลบไปที่เส้นผมบ้างเข้าไปในเสื้อบ้างสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนรอบข้างกันยกใหญ่ 

 

ถ่ายไปได้สักพักพวกพี่มันก็หันไปสุ่มหัวเช็กภาพในกล้อง 

 

“เรียบร้อยแล้วเดี๋ยวไว้พี่ปริ้นใส่กรอบรูปให้อีกสักสิบนาทีค่อยเดินกลับมาเอาละกัน” พี่แอร์หันมาพูดกับพวกผมแล้วเดินไปจัดการภาพในคอมต่อ 

 

“เออ เซฟเดี๋ยวกูขอตัวแยกตรงนี้เลยนะกูนัดไปกินข้าวกับพี่พรายที่ตึกวิทย์ ส่วนไอ้ซิกซ์กับเนสมันจะไปโรงอาหารกลางมึงจะไปกับพวกมันรึเปล่า?” รีบส่ายหัวอย่างเร็วรี่ ไม่ได้มีโอกาสเจอแมงป่องอย่างนี้บ่อย ๆ ด้วยแต่เหมือนไอ้เพลงมันจะรู้ว่าผมต้องการอะไร อยู่ ๆ มันก็ควักแบงก์ห้าร้อยขึ้นมาอีกใบแล้วหยอดลงไปในตู้ท่ามกลางสายตาของพวกพี่พลัง พี่เมจิ พี่แอร์ ที่มองมาด้วยความงุนงง 

 

“ผมขอซื้อเวลาของพี่แมงป่องสักสิบห้านาทีละกันนะครับ ช่วยพาเพื่อนผมคนนี้ไปกินข้าวด้วยหน่อยเถอะนั่งซึมเป็นหมาคิดถึงเจ้าของมาตั้งหลายวันแล้ว” แค่เพลงมันพูดจบพวกพี่พลังและเพื่อนในซุ้มก็พากันควักแบงก์ร้อยแบงก์ห้าร้อยออกมาหยอดตู้กันใหญ่ 

 

“ถือว่ากูไถ่โทษเรื่องคราวก่อนละกันนะไอ้เซฟ เอาเป็นว่าพวกกูช่วยต่อเวลาให้มึงสักชั่วโมงไปเลย” 

 

“ไม่คิดจะถามกูบ้างเลยรึไง?” แมงป่องขมวดคิ้วกอดอกมองตรงมาอย่างหัวเสีย 

 

“ไม่ถาม! คนปากแข็งแบบมึงต้องโดนบังคับแหละดีแล้ว วันนี้น้องมันต้องการกำลังใจ มึงจะทำเพื่อมันสักวันไม่ได้เลยเหรอวะ” พี่พลังเร่งดันหลังแมงป่องกับผมให้ออกมานอกซุ้ม “รีบ ๆ ไสหัวออกไปเลยเกะกะคนอื่นจะทำงานถ้าจะมาอยู่แบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ อย่างนี้ก็ช่วยไปให้พ้นหูพ้นตากูเถอะ” 

 

แมงป่องถลึงตาคาดโทษไปที่เพื่อนสนิทภายในซุ้มก่อนจะหันมาทางผมอีกครั้ง 

 

“อยากจะไปไหนก็เลือกเอามีเวลาให้แค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น” 

 

สมองรีบประมวลสมการอย่างถี่ถ้วนในเมื่อมีเวลาแค่ชั่วโมงเดียวจะไปเสียเวลาจ้องหน้ากินข้าวกันทำไมในเมื่อตอนนี้ผมอยากคุยกับเขาให้มากกว่านี้ 

 

“ไปเปิดห้องพักตึกการโรงแรมคุยกัน” เท้าแมงป่องที่เกือบจะก้าวเดินนำถึงกับหยุดชะงักในทันที พร้อม ๆ กับหลายคนในบริเวณนั้นรวมทั้งไอ้เพลงอีกคน 

 

“ฮะ! / เฮ้ย! / หูย! / ฮิ้ว! / โฮล่ก!” เสียงที่ดังออกมาน่าจะมีความหมายเดียวกันหมดมั้ง 

 

“เสียเวลาไปสองนาทีแล้วและกูไม่อยากเสียเวลากับมึงอีกแล้ว” ผมคว้าแขนแมงป่องแล้วออกตัววิ่งในทันที มีเพียงเสียงดังแว่วมาจากปากเพลงแค่คำว่า...มันร้ายวุ้ย! 

 

กว่าจะวิ่งมาถึงก็ใช้เวลาไปเกือบสิบนาทีเดินเข้ามาภายในตัวอาคารเพื่อเปิดห้องพักรายวันซึ่งถือว่าโชคดีมากที่มีคนแคนเซิลไปห้องหนึ่งพอดี ปกติวันที่มีการจัดกิจกรรมแบบนี้ห้องมันไม่ค่อยจะว่างกันหรอก พวกรุ่นพี่สตาฟมักจะจับจองเอาไว้สำหรับพักผ่อนเวลาที่ทำงานกันจนดึกและห้องพักของที่นี่ก็ไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามาใช้บริการนอกจากบรรดาอาจารย์และนิสิตนักศึกษาแล้ว ก็อนุโลมให้เฉพาะผู้ที่มาเข้าร่วมงานสัมมนาเป็นครั้งคราวเท่านั้น 

 

นอกจากแมงป่องจะให้เวลาแค่หนึ่งชั่วโมงผมยังต้องรีบกลับไปที่กองประกวดอีกเวลาตอนนี้มันคือสิ่งมีค่าที่คนรอบตัวหยิบยื่นให้และผมจะทำให้มันคุ้มค่าในทุกนาที แต่ที่แปลกอยู่อย่างเดียวคือแมงป่องไม่มีท่าทีขัดขืนยอมตามมากับผมโดยไม่เอ่ยปากบ่นด้วยซ้ำ 

 

ยืนจ้องมองห้องขนาดเล็กกับเตียงคิงไซส์แล้วทำให้ความคิดตอนนี้กระโดดโลดเต้นไปจนกู่ไม่กลับอยากจะผลักแมงป่องให้ล้มกระเด้งไปบนเตียงสปริงแล้วฉีกกระชากเสื้อผ้าฝากประทับรอยจูบเอาไว้ทั่วร่างขาว ๆ ให้แหลกลาญคาปาก ดิ้นพล่านโอดโอยจนต้องร้องขอชีวิต 

 

เพียะ...เพียะ ตบหน้าตัวเองคืนสติก่อนขืนทำอะไรแมงป่องโดยที่มันไม่เต็มใจล่ะก็มีหวังถูกจับมัดคลุมด้วยถุงกระสอบแล้วโดนเตะจนกลายเป็นหมูทุบชัวร์ 

 

“มึงพากูมานี่ทำไมเซฟ?” อยากให้เขากลับมาพูดดี ๆ กับผมจังเลย ยิ่งพูดแบบนี้ยิ่งเหมือนเขาพยายามถอยห่างออกไปทุกขณะแต่พอผมไม่ตอบอะไรแมงป่องก็ทำท่าจะเดินออกจากห้องจนต้องรีบคว้าแขนดึงตัวเขาเข้ามากอดเอาไว้ 

 

หลังของเขามันเล็กกว่าที่ผมคิดเอาไว้ซะอีก ลมหายใจลดหลั่งไปที่ต้นคอของชายเบื้องหน้า 

 

“ขออยู่แบบนี้สักพักไม่ได้เหรอ...” บรรยากาศภายในห้องสงบเงียบมีแค่เพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังออกมาอย่างแผ่วเบา เรายืนกันอยู่อย่างนั้นพักใหญ่โดยที่ไม่ได้คุยกันสักคำจนผมต้องค่อย ๆ เดินถอยหลังมาที่เตียงหย่อนตัวลงนั่งทั้งที่ยังกอดเขาเอาไว้แน่นกาย 

 

ตอนนี้แมงป่องกำลังนั่งอยู่บนตักของผมมันเป็นสิ่งที่ผมต้องการมาตลอด 

 

“เซฟ...กูเคยบอกมึงครั้งหนึ่งแล้วว่าถ้าอยากให้กูอยู่...กูก็จะอยู่” แมงป่องหันมามองหน้าผมด้วยดวงตาแดงก่ำ “แต่มึงช่วยบอกกูหน่อยได้ไหมว่าตอนนี้กูอยู่ในฐานะอะไร?” หยดน้ำจากขอบตาค่อย ๆ ไหนออกมาจนผมเองยังรู้สึกเจ็บตาม 

 

ได้แต่ส่ายหน้าเหมือนคนโง่ทั้งที่ในใจลึก ๆ ก็มีคำตอบอยู่แล้วแต่กลับพูดไม่ออก รู้ดีว่าสิ่งที่กำลังทำมันมีแต่ความเห็นแก่ตัวที่อยากผูกมัดเขาเอาไว้เพียงคนเดียวโดยที่ไม่ได้นึกถึงความรู้สึกของแมงป่องเลย

 

แมงป่องยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู “กูมีเวลาให้มึงอีกแค่ยี่สิบนาที”

 

เวลามันช่างน้อยนิดเหลือเกิน อยากจะซื้อเวลาให้มากกว่านี้อยากจะยื้อเขาเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่เพียงแค่พริบตาเวลามันก็กำลังจะหมดลงแล้ว ยิ่งรู้ว่าทุกอย่างมันใกล้จะจบก็ยิ่งกอดเขาแน่นขึ้นไปทุกขณะ ได้แต่แนบใบหน้าไปที่หลังเหมือนเด็กที่กำลังสูญเสียของรัก

 

แมงป่องค่อย ๆ แกะแขนออกทีละข้างแล้วลุกขึ้นยืนมองมาที่ผม “กูจะให้โอกาสมึงอีกครั้งเซฟ ถือว่าเป็นของขวัญถ้ามึงสามารถคว้าที่หนึ่งของการประกวดดาว-เดือนมาได้”

 

“...!”

 

“กูจะให้มึงขออะไรก็ได้หนึ่งอย่างแต่นั่นหมายความว่ามึงต้องชนะเท่านั้น และไม่ว่าอะไรที่มึงขอกูสัญญาว่าจะทำให้ทั้งหมดลองกลับไปคิดดูให้ดีละกันว่าอะไรคือสิ่งที่มึงต้องการมากที่สุด” แมงป่องกลับตัวแล้วเดินออกจากห้องไปปล่อยให้ผมนั่งคิดจนสมองแทบแตกว่าอยากได้อะไรมากที่สุด

 

...

 

“เรื่องก็เป็นอย่างที่กูเล่านี่แหละเพลง ถ้างานนี้กูไม่ชนะการประกวดแมงป่องคงหนีหน้ากูไปตลอดชีวิตแน่” ผมเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดให้เพลงฟังหลังจากกลับมาที่หอประชุมกลางอีกครั้ง

 

“มึงเนี่ยน้าโคตรจะโง่เลยไอ้เซฟ ทำอะไรไม่ชัดเจนสักอย่างไม่แปลกหรอกที่พี่เขาจะโกรธ”

 

“ก็กูยังไม่มั่นใจนี่หว่าว่าตอนนี้กูรู้สึกยังไง”

 

“มึงยังโกรธพี่แมงป่องรึเปล่าเซฟ?”

 

“อืม...”

 

“แล้วมึงยังเกลียดที่พี่เขาไม่ยอมเล่าความจริงให้ฟังอยู่ไหม?”

 

“กูเคยเกลียด...แต่ตอนนี้กูไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นอีกแล้วว่ะ”

 

“งั้นกูถามอีกข้อนะเซฟ มึงยังรักพี่แมงป่องอยู่เปล่าวะ?”

 

“...รักสิ กูยังรักอยู่และไม่มีวันที่จะเลิกรักได้ด้วย”

 

“เออ ก็แค่นั้นแหละคำตอบที่พี่แมงป่องเขาอยากฟัง ถ้าเมื่อตะกี้มึงบอกเขาไปเลยตรง ๆ เรื่องก็จะไม่บานปลายขนาดนี้ ตอนนี้มึงก็ทำได้แค่สวดมนต์ให้ชนะอย่างเดียวแล้วล่ะไอ้เซฟ ไม่งั้นโอกาสสุดท้ายของมึงได้หลุดลอยไปกับสายลมชัวร์”

 

“แล้วถ้ากูไม่ชนะล่ะ?”

 

“เฮ้ย...จะมาใจเสาะตอนนี้ไม่ได้นะโว้ยไม่ว่ายังไงกูก็จะช่วยให้มึงคว้าเอาที่หนึ่งมาให้ได้ แล้วมึงก็ต้องเตรียมตัวคิดเอาไว้เลยว่าอยากจะขออะไรจากพี่มัน...อะไรคือความปรารถนาที่ต้องการมากที่สุดตัดสินใจให้ดีระหว่างรู้ความจริงเรื่องทั้งหมดจากปากพี่แมงป่องกับขอให้พี่เขาอยู่กับมึงในฐานะคนรัก”

 

“หมายเลข 13 และหมายเลข 14 เตรียมตัวมารอที่ด้านข้างเวทีได้เลยค่ะ” เสียงเรียกของสตาฟดังขึ้นจนเพลงมันก้าวเดินไปยังด้านหน้า

 

“กูไปก่อนนะเซฟ”

 

เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้ ลำดับดาวเดือนถูกไล่เรียงจนมาถึงคณะสุดท้ายผมก้าวออกมาหลังม่านท่ามกลางแสงสปอตไลต์สว่างจนมองแทบไม่เห็นคนด้านล่าง มั่นใจว่าทำได้ดีที่สุดตามที่ฝึกซ้อมมาตลอดหลายเดือน

 

ช่วงตอบคำถามเป็นช่วงเวลาที่น่าจะเครียดที่สุดสำหรับผมแล้ว บางคำถามก็แบบเรียกเสียงฮาจนลั่นไปทั้งหอประชุม บางคำถามก็ดูเป็นวิชาการเหลือเกินจนมาถึงผมเป็นคนสุดท้าย

 

คำถามถูกเอ่ยดังขึ้น “ถ้าสมมุติว่าน้องเซฟสามารถเลือกบริจาคสิ่งที่อยู่บนร่างกายของตัวเองให้กับคนสำคัญของน้อง น้องจะเลือกให้อะไรกับเขาคนนั้นคะ?”

 

สายตาผมทอดมองไปยังรอบห้องอันกว้างขวางและก็ต้องไปสะดุดมองที่ใครคนหนึ่งกำลังยืนถือกล้องอยู่ด้านข้างเวที

 

“ผมจะมอบทุกอย่างที่ผมมีให้กับเขาคนนั้นครับ” สายตาและรอยยิ้มที่ผมส่งลงไปให้แมงป่องน่าจะเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่เคยทำมา เพราะมันเป็นคำตอบจากหัวใจดวงนี้ “ผมจะให้ดวงตาเพื่อให้เขาได้มองเห็นทุกอย่างเหมือนกับที่ผมเห็น ให้ปอดเพื่อให้เราทั้งคู่ได้ใช้ลมหายใจร่วมกันและสุดท้ายผมจะมอบหัวใจให้กับเขาอย่างน้อยเพื่อให้เขาคนนั้นรู้ว่า หัวใจที่ยังเต้นอยู่ดวงนี้ยังรักแต่เขาไม่เคยเปลี่ยนแปลง”

 

ทั้งหอประชุมถึงกับเงียบกริบลงในทันทีก่อนที่เสียงกรีดร้องจะดังขึ้นจนพิธีกรต้องพักเบรกเพื่อให้ดาว-เดือนเข้าไปเปลี่ยนชุดการแสดงความสามารถพิเศษ

 

“หวานจุงเบย” /ไอ้เนส

 

“ตอบซะอย่างกับจะไปขอใครแต่งงานอย่างงั้นแหละ” /ไอ้ซิกซ์

 

“มึงเอาที่หนึ่งไปเลยกูยอมว่ะ” /ไอ้เพลง

 

ถ้าแมงป่องอินได้สักครึ่งหนึ่งของคนทั้งหอประชุมก็ดีสิ...

 

การแสดงความสามารถพิเศษผ่านไปอย่างรวดเร็วจนถึงผมกับเพลงเป็นคู่สุดท้าย

 

“ลำดับต่อไปเป็นการแสดงความสามารถของเดือนคณะวิศวกรรมศาสตร์นายปรเมศวร์ โยธินณุวัศ และเดือนจากคณะศิลปกรรมศาสตร์นายอาคม สิริอาวุธ ในชุดการแสดงที่ชื่อว่า เหนือจรดใต้ ครับ” สิ้นเสียงพิธีกรไฟบนเวทีก็ดับลงไอ้เพลงมันหันมายิ้มให้แล้วขึ้นเวทีไปบรรเลงลีลาศิลปะทางภาคเหนือ หลังจากเสียงกลองแผ่วลงก็ถึงคราวผมขึ้นไปควงไฟบนเวทีพร้อมกับจังหวะกลองที่เราทั้งคู่ฝึกซ้อมกันมาเป็นอย่างดี

 

การแสดงจบลงในเวลาเพียงไม่กี่นาที...ทุกอย่างที่ทำได้ก็ทำไปเต็มที่แล้ว

 

หลังจากนั้นก็เป็นมอบดอกไม้เพื่อนับคะแนนป๊อปปูล่าโหวตจากคนในหอประชุม ไอ้หิน คะน้า ข้าวจี่ ต่างวิ่งกรูมาด้านหน้าเพื่อส่งดอกกุหลาบให้พวกผมสองคนในจังหวะที่ทั้งสามคนกำลังคุยกับผมอยู่พี่พรายมันแอบย่องมาจากด้านหลังแล้วโยนดอกไม้ช่อใหญ่ให้เพลงแล้ววิ่งหนีหายไปเลย

 

“น้องเซฟมีคนฝากดอกไม้มาให้ครับ” กุหลาบสีขาว แดง น้ำเงิน กว่าสามสิบดอกถูกยื่นส่งมาให้ผมก่อนจะตามมาด้วยการประกาศผู้ได้ตำแหน่งประจำปีนี้

 

“...รองอันดับหนึ่งเป็นของคณะวิศวะนายปรเมศวร์ โยธินณุวัศ ขอแสดงความยินดีกับน้องเพลงด้วยนะคะ” เพลงมันก้าวออกไปข้างหน้าเพื่อรับสายสะพายและป้ายเงินรางวัลก่อนจะเดินกลับมายืนข้างผมอีกครั้ง “เอาล่ะครับสำหรับผู้ชนะเลิศการประกวดดาวเดือนในปีนี้คือ นางสาว ศรัญญ่า กิ่งแก้ว จากคณะสังคมศาสตร์ และ นายอาคม สิริอาวุธ จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ ครับ”

 

...!

 

“ไปสิไอ้เซฟมัวยืนงงอะไรอยู่!” เพลงมันดันผมออกมาด้านหน้าพร้อมกับเสียงร้องแสดงความดีใจของคนในคณะ

 

“ต่อไปเป็นผลคะแนนป๊อปปูล่าโหวตผู้ชนะทางฝ่ายหญิงได้แก่ นางสาวสาวิกา ไรท์เนอร์ จากคณะเภสัชศาสตร์ครับ และสำหรับผู้ได้คะแนนป๊อปปูล่าโหวตสูงสุดของฝ่ายชายเป็นของ นายปรเมศวร์ โยธินณุวัศ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และนายอาคม สิริอาวุธ จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ ปีนี้ไม่น่าเชื่อเลยค่ะว่าจะมีคนได้คะแนนเท่ากันแถมคะแนนยังสูงมาก ๆ เลยนะคะ”

 

เสร็จสิ้นการประกวดผมและเพลงกลับมาเปลี่ยนเสื้อที่ห้องแต่งตัวหลังเวที เวลานี้มันทั้งดีใจและกลัดกลุ้มไปพร้อม ๆ กัน

 

“ไปเร็วเซฟไอ้หินมันรอพวกเรานานแล้วนะ”

 

“กูรู้แล้วน่าเพลง หินมันไม่รีบหนีไปไหนหรอก”

 

“แล้วนี่มึงคิดออกรึยังว่าจะขออะไรพี่แมงป่องเขา”

 

“ยังเลย...”

 

ผม เพลงและหิน พากันออกมาเดินหาอะไรกินกันตามซุ้มภายในมอก่อนที่ไอ้หินมันจะลากพวกผมสองคนมาที่ลานกลางเพื่อรอเจอพี่พายุ

 

“เพลงมึงรู้รึเปล่าว่าพี่พายุมัน ต้องมาทำกิจกรรมอะไรที่นี่วะ”

 

“ไม่รู้เหมือนกัน พี่รหัสกูปากหนักจะตายทำอะไรไม่เคยบอกรุ่นน้องหรอก ว่าแต่ไอ้เซฟมึงรู้รึเปล่า?”

 

“ช่วงนี้กูก็อยู่กับมึงตลอดเปล่าวะ แถมไอ้พวกพี่เคนมันเก็บความลับเก่งจะตาย นี่กูก็ยังสงสัยอยู่ว่าพวกพี่มันกำลังทำอะไรกันอยู่ ว่าแต่มึงเหอะหินมีอะไรรึเปล่าถึงได้ชวนพวกกูมาเนี่ย”

 

“ก็พี่มันบอกให้กูมารออะ ยังไงก็ต้องมา..พวกมึงก็รู้นิสัยพี่มันนี่ ต่อให้ไปหลบในรูไหนพี่มันก็หาเจอ ขนาดครั้งที่แล้วพี่พายุมันยังนำหน้าพวกมึงไปก้าวนึงเลย”

 

“เอาจริง ๆ เลยนะกูเริ่มสงสัยเกี่ยวกับพี่พายุว่ะ พี่มันปกติถึงจะดูนิ่ง ๆ แต่ก็คุยได้กับทุกคนไม่ได้หยิ่งหรือเข้ากับคนยากเกินไป แถมพี่มันขนาดกุมความลับของกูไว้ยังไม่ยอมให้กูทรยศมึงเลยนะหิน และยังเรื่องที่เป็นประธานชมรมขนมตะวันตกนั่นอีกมันจะเก่งเกินไปแล้วรึเปล่าวะ แต่ที่แน่ ๆ พี่มันยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ยังปิดบังอยู่...เวลาปกติที่มึงขึ้นไปทำความสะอาดห้องพี่เขามึงไม่เคยสังเกตอะไรเลยเหรอ”

 

“เอาจริงก็มีแหละ...เคยมีครั้งนึงที่นิ้วพี่มันเจ็บก็เลยช่วยควานหายาในลิ้นชักโต๊ะ ถ้านอกจากถุงยางที่อัดแน่นเต็มลิ้นชักกับ กุญแจมือ แล้วก็ยังมีพวกปิ๊กกีตาร์ สีผสมอาหาร พู่กัน อยู่เต็มไปหมดเลย ไม่เข้าใจเลยว่าของพวกนี้มันเข้ากันตรงไหน แต่สิ่งที่พี่มันไม่ยอมให้แตะต้องเลยคือตู้เสื้อผ้า พี่มันจะล็อกไว้ตลอด”

 

 

 

“พวกมึงกำลังสงสัยว่าพี่ยูกับพี่พายุจะเป็นคนคนเดียวกันใช่รึเปล่าหินมึงมั่นใจแค่ไหนว่ามันจะเป็นไปได้...กูว่ามึงควรถามพี่เขาไปตรง ๆ ดีกว่าที่จะต้องมานั่งคิดไปเองนะ แล้วถ้าพี่พายุมันไม่ใช่พี่ยูมึงจะเลิกชอบพี่มันรึเปล่า”

 

“ไม่มีทาง! ...ถึงพี่พายุมันจะไม่ใช่พี่ยู กูก็ไม่มีวันเลิกชอบพี่มันหรอก...เพียงแต่...”

 

“เพียงแต่ มึงกลัวว่าความรู้สึกที่ยังตัดไม่ขาดกับพี่ยู จะทำร้ายพี่พายุมันใช่ไหม?” ผมไม่ได้แค่ตอบไอ้หินแต่ผมกำลังตอบตัวเองว่าสุดท้ายแล้วผมก็ไม่อาจตัดใจจากแมงป่องได้เช่นกัน

 

“แล้วมึงจะรีบร้อนไปทำไมวะหิน ค่อย ๆ หาคำตอบไปก็ได้นี่ รอดูพี่มันอีกหน่อยแล้วถ้ามึงมั่นใจว่าพี่มันเป็นคนที่ใช่สำหรับมึงจริง ๆ ค่อยลุยอีกที”

 

“ก็กลัวไงเพลง กลัวว่าถ้าปล่อยให้พี่มันรอกูนานเกินไปแล้วกูอาจจะต้องเสียพี่มันไป” คำพูดของหินทำให้ผมต้องกลับมาคิดทบทวนตัวเองอีกครั้งและตอนนี้ผมได้คำตอบในสิ่งที่ต้องการแล้ว

 

คะน้าและข้าวจี่วิ่งมาลากพวกเราสามคนไปดูคอนเสิร์ตได้ข่าวว่านักแสดงวง Full Moon กลุ่มนี้จะขึ้นเล่นดนตรีเป็นครั้งสุดท้ายในงานนี้ ดนตรีบรรเลงขึ้นท่ามกลางเสียงของนักศึกษาที่ร้องตามไปอย่างเข้าถึงอารมณ์ จวบจนเข้าสู่เพลงสุดท้าย

 

“สำหรับเพลงสุดท้ายของพวกเรา เพลงนี้ขอมอบให้ใครคนหนึ่งที่อยู่ในฝันของผมเสมอ” เพลงเธอคือความฝันของวงพราวดังขึ้นพร้อมกับอาการตัวแข็งเกร็งของไอ้หิน

 

“ไอ้หิน!! นี่มันเพลงที่มึงชอบร้องตอนเด็กนิ! ...แล้วเสียงนักร้องนำนี่มันเหมือนกับ...”

 

 

“เสียงเหมือนกับในเฟซของคนที่มึงคิดว่าเป็นพี่ยูสินะ” ผมเองก็พอจำเสียงนี้ได้ขึ้นใจเลยล่ะเสียงที่เคยลงในเฟซของคนที่เราต่างคิดว่าเป็นพี่ยู

 

“วันนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกเราจะเล่นบนเวทีนี้ ยังมีอีกหลายวงที่พร้อมจะขึ้นมาสร้างความสุขให้ทุกคนต่อจากนี้ครับ” นักร้องนำพูดขึ้นพร้อมกับเริ่มเก็บอุปกรณ์

 

“เดี๋ยว!! ไหน ๆ พวกพี่ก็ยุบวงแล้วพวกผมขอเห็นหน้าตาจริง ๆ หน่อยได้ไหม?” เสียงตะโกนดังลั่นของเพลงส่งไปถึงนักร้องบนเวทีเพียงพริบตาพวกเขาก็ถอดหมวกที่คลุมหน้าออกจะหมด

 

เหล่าเดือนที่ผมคุ้นหน้าเป็นอย่างดีนักร้องนำคือพี่พายุ มือเบสเป็นพี่เอ พี่ยูจิเป็นมือกลองประจำวง พี่เคนเล่นคีย์บอร์ดและคนสุดท้ายที่มองตรงยังผมคือแมงป่องที่ยังถือกีตาร์ไฟฟ้า อยู่ ๆ ไอ้หินก็วิ่งฝ่าฝูงคนหายออกไปอีกทางจนเพลงมันต้องวิ่งตามไปอย่างเร็วรี่

 

“แมงป่องเองก็คงอยากร้องเพลงนี้ให้มึงฟังแหละเซฟ มันอุตส่าห์ไปฝึกกันมาตั้งหลายเดือน” เสียงของพี่พลังดังขึ้นข้างกายจนเนื้อตัวสะดุ้งโหยง “เซฟมึงรู้รึเปล่าว่าช่อดอกไม้ในมือนั่นเป็นของใคร?” ผมก้มลงมองไปที่ช่อดอกกุหลาบหลากสีก่อนที่จะส่ายหัวออกมาอีกครั้ง

 

“แมงป่องมันซื้อให้มึงน่ะ กูไม่รู้หรอกว่ามันพูดอะไรเอาไว้จนมึงสามารถคว้าตำแหน่งมาได้แต่ที่แน่ ๆ แมงป่องมันตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อให้มึงได้ขึ้นไปยืนในจุดที่เหนือกว่าคนอื่น ทั้งในฐานะรุ่นพี่ที่ดูแลมึงในการประกวดและในฐานะคนที่ยังรักมึงมาตลอด” พูดจบพี่พลังก็เดินหายออกไปจากลานกลาง

 

ผมยืนรอตรงนั้นอยู่นาน ตอนนี้ก็มีวงอื่นสับเปลี่ยนขึ้นมาเล่นดนตรีบนเวทีแทนวงของพี่พายุแล้ว

 

“ตกลงคิดได้รึยังเซฟว่าจะขออะไรกู” เสียงกระซิบจากด้านหลังดังขึ้นจนต้องรีบหันกลับไปมองสิ่งที่ผมกำลังขอมันอาจจะดูเห็นแก่ตัวแต่ถ้ายังไม่รั้งเขาเอาไว้ผมคงจะต้องเสียใจไปชั่วชีวิต

 

“แมงป่องมึงสัญญาว่าจะให้กูทุกอย่างใช่ไหม?” เขาพยักหน้าออกมาอีกครั้งส่วนผมก็จับมือแมงป่องเอาไว้แน่นสิ่งที่กำลังจะขอมันอาจทำให้เขาคิดหนีหน้าไปอีกก็ได้

 

“คืนนี้มึงยอมเป็นของกูได้ไหม? ...เป็นของกูแค่เพียงคนเดียว”  

 

 

 

 

 

 

ช่วงไหนที่ยังไม่ค่อยสมูทเดี๋ยวนักเขียนจะกลับมารีไรต์ให้อีกรอบนะครับช่วงนี้งานรุมเร้าจนเบลอไปหมดส่วนตอนหน้ามี NC18+  

 

สวัสดีปีใหม่นักอ่านทุกท่านด้วยนะครับ ขอให้มีสุขภาพแข็งแรงตลอดปี 2564 ที่กำลังจะมาถึงนี้ 

 

ปล. จบเรื่องนี้นักเขียนจะนำทั้งสามเรื่องมาลงแบบเรียงตามไทม์ไลน์ให้อ่าน เพื่อให้เข้าใจเนื้อหาทั้งหมดได้ดียิ่งขึ้นครับ 

ความคิดเห็น