email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 14

คำค้น : เซียน่า , ร้อน , ฤดูร้อน , อิตาลี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 73

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ธ.ค. 2563 02:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 14
แบบอักษร

“ลืมไว้แต่เมื่อไหร่ ลืมได้ยังไง แกบอกฉันมาเดี๋ยวนี้นะ”  

เสียงโหวกเหวกโวยวายในสายอึงคะนึงคล้ายวิทยุถูกคลื่นแทรก แม้ไม่มีภาพให้เห็น ทว่าบุตรสาวผู้อยู่เมืองไกลสามารถจับรังสีอำมหิตได้จากการพูดละล่ำละลักนั้น แม่คงโกรธเธอมากทีเดียวเมื่อรู้ว่าเธอสะเพร่าทำของมีค่าหาย 

“ลืมวันที่ออกจากโรมน่ะแม่...” เธอขยายความคำตอบเดิม “สารีบออกจากโรงแรมไปหน่อย เพราะกลัวตกรถขามาเซียน่า เลยลืมมันไว้ที่นู่น”  

“แกรู้มั้ยว่าเครื่องนั้นมันราคาตั้งกี่หมื่น อีกนิดเดียวก็เท่าเงินเดือนอาจารย์ของพ่อแกแล้วนะ นังสา ยังริอ่านทำหายได้อีกนะ”  

“สาไม่ได้ทำหายนะคะแม่ แค่ลืมมันไว้เฉยๆ” อลิสาปกป้องตัวเอง “แล้วอีกอย่าง สาก็ตั้งใจจะเปลี่ยนมาใช้เครื่องที่กำลังโทรคุยกับแม่อยู่แล้ว...”  

“ลืมกับหายมันก็ไม่เห็นจะต่างกันตรงไหน ในเมื่อตอนนี้แกก็ไม่มีมันอยู่กับตัวทั้งคู่” บงกชแหวลั่นเหมือนแมวขู่ “เปลี่ยนเครื่องแล้วยังไง แกเลยจะทิ้งเครื่องเก่าเลยเหรอ ใครสั่งใครสอนให้แกไม่เห็นค่าข้าวของอย่างนี้ ถึงแกไม่ใช้มันแล้ว แต่สภาพมันก็ยังดีอยู่ เอาไปขายต่อถูกๆ ที่จังหวัดก็ได้ แก...แก...”  

หากน้ำตาเป็นดุจมวลน้ำที่ถาโถม ขันติในตัวเธอก็เปรียบดังเขื่อนน้อยที่รองรับมวลน้ำมหาศาลนั้นไว้อย่างสุดกำลัง ใบหน้าเด็กสาวบิดเบี้ยวด้วยความอดกลั้นถึงที่สุดในชีวิต เพื่อไม่ให้ธาตุแท้ความเป็นคนขี้แยในตัวเธอสำแดงออกมาให้ใครเห็น โดยเฉพาะเพื่อนในชั้นสองสามคนที่มาเฝ้าสังเกตการณ์เธอคุยโทรศัพท์อย่างตื่นตระหนก ด้วยไม่อาจเข้าใจในภาษาที่เธอใช้สื่อสารอยู่ได้ 

“สาขอโทษค่ะแม่...”  

คนหัวอ่อนยอมรามือไม่โต้เถียงต่อ มารดาของเธอเป็นคนประหยัดมัธยัสถ์ยิ่งชีวิต เธอรู้ ด้วยอุปนิสัยเช่นนี้ที่ทำให้นางสามารถยกระดับชีวิตจากลูกชาวนาที่จบการศึกษาสายอาชีพมาเป็นเจ้าของกิจการที่มีรายได้ไม่ขาดมือเมื่อย่างเข้าวัยสาวใหญ่ กระนั้นความสำเร็จที่ได้มาก็ไม่เพียงพอที่จะขจัดนิสัยความตระหนี่ที่ติดตัวแม่มาแต่เล็กจนใหญ่ได้เลย ตอนจะส่งเธอมาเรียนถึงอิตาลี แม่คิดแล้วคิดอีก ค่าที่เสียดายเงินที่จะสูญไป เธอพอจะเดาได้ว่าความโกรธของแม่จะรุนแรงปานใด พอรู้ว่าเธอยังมาทำโทรศัพท์มือถือหายไปจากตัวตอนอยู่ที่นี่ ทั้งยังพูดแก้ตัวเหมือนมันไม่มีค่าอีก 

“ลืมไปแล้วก็ลืมไป” แม่ของเธอ ลงเมื่อไรที่เปลี่ยนสรรพนามเป็น ‘ฉัน’ กับลูก เธอรู้ทันทีว่าจะต้องถูกจัดหนักอย่างแน่นอน “แต่แกลืมได้ก็ต้องเอาคืนมาให้ได้ด้วย ถ้าแกกลับมาไม่มีมือถือเครื่องนั้นกลับมาด้วยล่ะน่าดู”  

“เดี๋ยวนะแม่...” สิ่งสุดท้ายที่อลิสาได้ยินนอกจากคำทัดทานของเธอคือเสียงถอนหายใจแรงๆ หนึ่งครั้ง ก่อนที่สายนั้นจะถูกตัดสัญญาณการติดต่อลง เธอไม่มั่นใจว่าประโยคที่ได้ยินถูกต้องมากน้อยเพียงใด สองสิ่งซึ่งเธอจับได้จากคำพูดนั้นคือความไม่พอใจอย่างมหาศาล และการคาดคั้นให้เธอทำตามคำสั่ง 

“เมื่อกี้แม่ว่าอะไรนะ” เด็กสาวต่อหน้าโทรศัพท์ที่ขณะนี้เหลือเพียงหน้าจอเปล่าราวกับว่ามันจะมีคำตอบให้เธอ สุ้มเสียงเครือสะท้าน 

“เป็นอะไรหรือเปล่า อาลิซ่า” ภาษาอิตาเลียนติดสำเนียงญี่ปุ่นถามขึ้น เพียงเสี้ยวพริบตาก่อนที่คาสึยะจะเดินท่อมๆ มาหา 

“เนียนเต” เธอผุดลุกจากที่นั่ง ท่าทางอิดโรย “ไม่มีอะไร”  

“แต่สีหน้าเธอเหมือนกำลังจะร้องไห้นะ” เด็กหนุ่มชักชวน “ออกไปยืนสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกก่อนดีไหม คงอีกนานกว่าครูจะเริ่มสอน”  

น่าแปลกที่เธอยอมทำตามคำชวนของเขาโดยไม่มีบิดพลิ้ว อาจเป็นด้วยเด็กหนุ่มร่างยุ่นคนนี้เป็นเพื่อนคนแรกในคลาสที่มาตีสนิทกับเธอ หรือไม่เช่นนั้นก็คงเพราะเธอไม่รู้จะหันหน้าหาใครในยามโศกเศร้าระคนเสียขวัญเยี่ยงนี้ 

“เธอดีขึ้นหรือยัง อาลิซ่า” คาสึยะเริ่มคำถามต่อมา เมื่อเขาพาเธอมาถึงระเบียงกว้าง พื้นปูหญ้าเทียม มองเห็นฟ้าครามแผ่ไพศาลเหนือทิวสนหนาทึบ 

“ค่อยยังชั่วขึ้นแล้ว” คนอ่อนไหวเริ่มปริปากเล่าความจริง “ฉันมีปัญหากับแม่นิดหน่อยน่ะ...เลยไม่ค่อยสบายใจ...ก็อย่างที่เธอเห็น”  

“เล่าให้ฉันฟังได้มั้ย” เพื่อนชายเสนอตัวจะช่วย เขาไม่เชื่อหรอกว่าเธอจะแค่มีปัญหานิดหน่อย เพราะท่าทางเธอยังกับถูกตัดแม่ลูกก็ปานกัน “เอ่อ...คือว่าถ้าวันนี้เธอยังไม่รู้จะไปกินมื้อเที่ยงที่ไหน...เธอไปกับฉันก็ได้นะ”  

อลิสาช้อนตามองมิตรหนุ่มจากแดนอาทิตย์อุทัยด้วยความว้าวุ่นใจ ใจหนึ่งก็แสยงใจกับคำชวนกินมื้อเที่ยงของผู้ชายหน้าตี๋ เพราะเร็วๆ นี้เธอเพิ่งมีประสบการณ์ให้เข็ดเขี้ยวกับลูกจีนเจ้าชู้ประตูดินมาก่อน แต่เพื่อนญี่ปุ่นคนนี้ก็ช่างเป็นผู้ชายแสนดีในอุดมคติเสียจนเธอไม่อาจมองเขาในแง่ร้ายได้ เธอจึงยิ่งลังเลใหญ่ การจะตอบรับหรือปฏิเสธนั้นดูเป็นสิ่งยากยิ่งในสถานการณ์นี้ 

ความคิดวูบหนึ่งพาเธอนึกย้อนไปถึงมัตเตโอซึ่งวานนี้เธอยังได้ทานมื้อเที่ยงง่ายๆ กับเขาที่ร้านพิซซ่าและกะบับของแขกอาหรับ เพราะอะไรกันหนอผู้ที่หยิบยื่นไมตรีให้กับเธอในประเทศนี้จึงมีแต่บุรุษเพศ ขณะที่เพื่อนเพศเดียวกันไม่เห็นจะมีใครทำดีต่อเธออย่างนี้บ้าง พวกเขาคิดกับเธออย่างไร เธอยังไม่กล้าที่จะคิดไกล เรื่องราวแต่หนหลังยังฝังใจให้เธอไม่กล้าคิดอะไรกับมนุษย์เพศชายง่ายๆ เหมือนก่อน 

“ครูเข้าสอนแล้ว” นิสิตชายพูดขึ้นโดยที่ใบหน้าหันตามผมสีขาวจั๊วะของอาจารย์ซึ่งกำลังมุ่งหน้าเข้าห้องเรียนโดยมีนิสิตคนอื่นเดินตามเป็นพรวน น้ำเสียงเขาเหมือนจะเร่งเร้าให้เธอกลับไปเรียน 

“ตกลง” สาวไทยค่อยฝืนยิ้มได้ “มื้อเที่ยงวันนี้ฉันไปกับเธอก็ได้”  

คาสึยะยิ้มตาหยีแทนคำตอบ...ยิ้มตอบรับนั้นอลิสายังไม่รู้ว่ามันมีเบื้องหลังลึกซึ้งมากกว่าความดีใจที่เห็นเธอยอมเปิดใจไปกับเขา 

 

ตลอดคาบของอาจารย์เอนโซ่ผมขาว เด็กสาวเรียนบ้างเหม่อบ้างเพราะเนื้อหาที่ครูสอนวนเวียนอยู่แต่เรื่องของประติมานวิทยานักบุญที่เธอฟังไม่รู้เรื่อง ในหัวเธอคาดเดาไปต่างๆ นานาว่าร้านอาหารที่คาสึยะจะพาเธอไปเป็นร้านอะไรแน่ ระหว่างร้านเกี๊ยวจีนในเขตเมืองใหม่ที่นิสิตคนจีนชอบไปสุมหัว กับร้านซูชิญี่ปุ่นที่เธอเคยเห็นใบปิดกระจายอยู่ทั่วเมือง แต่ยังไม่เคยเห็นกระทั่งภาพถ่ายหน้าร้าน 

ในที่สุดอลิสาก็ได้รับคำตอบที่เธอลืมนึกเสียสนิท...ร้านอาหารแห่งนั้นไม่ใช่ร้านเกี๊ยวหรือซูชิดังที่คิดไว้แต่แรก แต่เป็นตึกสูงก่ออิฐทึมๆ ไร้การตกแต่ง ตัวตึกตั้งอยู่ริมผาชะลูดมุมหนึ่งของเขตเมืองเก่า นอกตึกมีที่โล่งพอสำหรับจอดรถได้สามคัน เป็นจุดชมวิวสุดเลิศที่สามารถมองเห็นตัวเมืองอีกฟากหนึ่งยืนพื้นอยู่ไกลๆ โดยมีหุบเหวที่ดกครึ้มด้วยต้นไม้สูงใหญ่คั่นกลางระหว่างฟากทั้งสอง 

“เมนซ่า...ซานตากาธา...” หรี่ตาอ่านชื่อสถานที่นั้นออกเสียง เธอไม่นึกว่าที่ที่อีกฝ่ายพามาหามื้อเที่ยงใส่ท้องจะเป็นโรงอาหาร แต่ที่นึกไม่ถึงยิ่งกว่าก็คือเมนซ่าหรือโรงอาหารในเมืองนี้จะอยู่ในจุดที่สามารถใช้ชมทิวทัศน์เมืองได้ทั่ว หากเป็นเมืองไทย ที่แปลงนี้คงถูกทุนใหญ่ทุ่มซื้อไปทำร้านอาหารหรูเสียแล้ว 

“เซียน่ามีเมนซ่าทั้งหมดสามที่ ฉันชอบมาที่นี่ที่สุดเลย คือว่าอาหารของที่นี่อร่อยกว่าอีกสองที่น่ะ” คนลองชิมมาครบทุกโรงบอกด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “อย่าลืมโชว์บัตรนิสิตให้เขาด้วยนะ จะใช้บริการได้ก็ต้องให้เจ้าหน้าที่ดูบัตรเสมอ กันพวกสวมรอยเป็นนิสิตนักศึกษามาซื้อของถูกกิน”  

“แค่โชว์บัตรประจำตัวนิสิตใช่มั้ย หรือต้องทำอะไรอีก” เด็กสาวถามกันไม่ให้ตัวเองไปทำหน้าแตกในโรงอาหาร 

“จ่ายเงินให้เขาด้วย คนละห้ายูโร” เขาดึงธนบัตรสีเทาออกมาจากกระเป๋าสตางค์ “ห้ายูโรที่นี่เท่ากับสิบห้ายูโรที่อื่นเลยล่ะ”  

“ซื้อได้เยอะขนาดนั้นเชียวหรือ” อลิสาเหมือนไม่เชื่อที่เขาว่า 

“อือฮึ” คาสึยะยืนกราน “ถ้าไม่จริงก็คงไม่มีคนนอกตีเนียนเข้ามากินหรอก”  

เพื่อนหญิงรู้สึกเสียรู้ที่เพิ่งมารู้จักเอาตอนที่จะหมดสัปดาห์แรกแล้ว 

“ต้องกินอาหารเมนซ่า เธอถึงจะรู้รสชาติชีวิตนิสิตเซียน่าที่แท้จริง” เด็กหนุ่มผลักประตูกระจกที่อยู่ตรงหน้า “ถูกและดีมีที่เมนซ่านี้ล่ะ”  

 

บรรยากาศภายนอกอาจดูหรูหราจนไม่อยากเชื่อว่าที่นี่คือโรงอาหาร แต่ภายในกลับมีสภาพอย่างโรงอาหารในมโนภาพของนักเรียนทั่วโลก โถงเพดานสูงฉาบปูนชวนให้คิดถึงถ้ำหิน กระเบื้องปูพื้นที่เดิมคงเป็นสีขาวถูกรองเท้าเหยียบย่ำทุกแห่งหนจนเป็นสีเทาหมอง ผนังปูนร่อนเป็นริ้วๆ ทั่วบริเวณแลลานตาไปด้วยโต๊ะยาวและเก้าอี้ ชั้นวางภาชนะที่ใช้แล้ว รวมทั้งเก้าอี้ส่วนเกินซึ่งถูกซ้อนไว้เป็นตั้งๆ  

หากต้องการเลือกซื้ออาหาร หลังจากจ่ายค่าใช้บริการคนละห้ายูโรแล้ว พนักงานที่แคชเชียร์ก็จะแลกคูปองให้ตามจำนวนเงินที่จ่าย คูปองใบละห้ายูโรสามารถเลือกอาหารได้สองจาน เมนูแป้งจำพวกข้าวและพาสต้าหนึ่งจาน กับข้าวสองอย่างรวมกันในหนึ่งจาน น้ำดื่มกดเติมได้ไม่จำกัด แต่หากใครต้องการผลไม้ เช่น กล้วย ส้ม หรือเมนูที่พิเศษกว่านั้นอย่างพิซซ่าเป็นถาดๆ จะต้องจ่ายเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ 

“จะกินอะไร” หัวหน้าพนักงานเมนซ่าซึ่งเป็นชายชาวแอฟริกันร่างใหญ่จ้องนิสิตหญิงตาถมึงทึงเมื่อเธอเอาแต่เก้ๆ กังๆ ไม่ยอมสั่งสักที 

“เอ่อ...หนูเอา...เอา...” อลิสามองเลยไปยังถาดอาหารในตู้กระจกอันได้แก่มันบดเละๆ เนื้อปลาที่ดูร่วนๆ ขาวๆ โรยผงออริกาโน มะกะโรนีผัดซอสมะเขือเทศสีแดงแจ๊ด ถัดจากนั้นไปเป็นเนื้อกับผักอะไรสักอย่างที่เธอดูไม่ออก 

“จะกินอะไรก็สั่งมาเร็วเข้าเถอะน่า” คนผิวดำเมี่ยมเพ่งตาปูดโปนใส่ เล่นเอาเธอไม่กล้าสั่งยิ่งกว่าตอนแรกเสียอีก ทำไมหนอ ทำไมคนบริการที่นี่ถึงไม่อ่อนโยนเอาเสียเลย หากไม่นับโชเฟอร์แท็กซี่ที่เคยบอกว่าอยากไปเที่ยวไทยแล้ว เป็นอันว่าเธอยังไม่เคยเจอคนทำอาชีพบริการที่ปฏิบัติดีกับเธอแม้แต่คนเดียว 

“เอาข้าวหนึ่งจานครับ” ผู้ช่วยให้รอดเปล่งเสียงบอก ก่อนจะปราดมายืนข้างเธอ “กับข้าวเธอเลือกได้อีกสองอย่าง จะเอาอะไรดี อาลิซ่า”  

“อะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละจ้ะ คาสึยะ” เด็กสาวหลับตาปี๋คล้ายยังไม่หายกลัวคนพูดจาโผงผางในเครื่องแบบสีขาว “ช่วยสั่งให้ฉันด้วย”  

“งั้นเอาปลาหนึ่งกับมันบดอีกหนึ่งให้เพื่อนผมแล้วกันครับ”  

“ถ้าไม่ได้เธอ มื้อนี้ฉันคงไม่ได้กิน” อลิสายกถาดอาหารที่ประกอบด้วยข้าวผัดเนย เนื้อปลา และมันบดกลับมานั่งที่โต๊ะ ใจยังสั่นขวัญแขวนไม่มีท่าจะเลิกรา แม้พนักงานผิวสีตัวโตคนนั้นจะคล้อยสายตาไปแล้วก็ตาม 

“อย่าไปกลัวเลย อาลิซ่า เขาคนนั้นน่ะใจดี แค่เสียงดังไปหน่อย”  

“นั่นเรียกหน่อยเหรอ” ย้อนคำเสร็จก็มีบางอย่างสะกิดใจสาวไทย “เอ๊ะ แล้วไหนข้าวของเธอล่ะ คาสึยะ เธอไม่ได้สั่งข้าวเหมือนฉันหรือ”  

“พอดีวันนี้ฉันเกิดหิวพิซซ่าขึ้นมาแน่ะ” หนุ่มญี่ปุ่นยิ้มเห็นฟันเก มือหนึ่งลูบท้องทำท่าเขิน “เลยยอมเอาห้ายูโรไปซื้อพิซซ่ามาร์เกริตาหนึ่งถาด ถ้าเธอไม่รังเกียจ แบ่งกินกับฉันก็ได้นะ ฉันคนเดียวกินถาดเบ้อเร่อนั่นไม่หมดแน่”  

“ไหนคือที่สั่งพิซซ่าเหรอ” อลิสาชะเง้อคอหา 

“ตรงโน้นแน่ะ” เขาชี้มือไป “อบอยู่ ใกล้จะได้เวลาแล้วมั้ง”  

“ฉันขอไปดูด้วยคนนะ เผื่อว่าวันหลังหิวพิซซ่าเหมือนเธอบ้าง จะได้มาสั่งกินเป็น” เธอเย้า ก่อนจะลุกตามเขาพร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆ  

“มารับพิซซ่ามาร์เกริตาที่สั่งไว้ครับ” หนุ่มร่างเล็กบอกอย่างสุภาพทันทีที่ไปถึงเตาอบ แต่ดูท่าพนักงานหนุ่มในชุดแต่งกายสีขาวตั้งแต่หมวกเน็ตคลุมผมลงมาถึงกางเกงผ้าร่มจะไม่ชอบใจกับการมาถึงของนิสิตทั้งสองพิกล 

“มาร์เกริตาได้แล้ว” ชายคนนั้นหันหลังบอกเสียงห้วน มือใช้ไม้พายตักถาดอันยาวสอดเข้าไปรับพิซซ่าหน้าสามสีออกมาจากเตาไฟฟ้าด้วยท่าทางฝืนๆ ตอกย้ำความคิดของอลิสาว่าพนักงานเมืองนี้หาที่มีใจรักบริการจริงไม่ได้ 

“กรัซซี-...” ไม่ทันสิ้นหางเสียงขอบคุณของคาสึยะ เพื่อนสาวของเขาก็ต้องผงะเมื่อสายตาของเธอกับคนอบพิซซ่าสบประสานกัน 

“มัตเตโอ” เด็กสาวขนลุกเกรียวเหมือนเจอผีสางเทวดา ไม่เหมือนกับสายตาสบมองมาของอีกฝ่ายที่ดูแน่วนิ่งผิดกันเป็นร้อยพันโยชน์ 

“เชา” คนสวมหมวกคลุมผมเอ่ยหน้านิ่ง  

“เชา” อลิสาแทบพูดไม่ออก บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรที่เห็นเขาในอีกบทบาทหนึ่งที่นี่ “ทำไม...เธอถึงมา...อยู่ที่นี่ได้”  

“ฉันทำงานอบพิซซ่าที่นี่มาสามปีแล้ว อันที่จริงฉันหัดอบพิซซ่ามาตั้งแต่สมัยยังอยู่ใต้” มัตเตโอ กัปเปลลี คล้องแขนทั้งสองข้างเข้าหากันหลวมๆ นัยน์ตาคู่คมสีฟ้ายังมองเธอด้วยลักษณาการนั้นอยู่เหมือนเดิม  

นิสิตชาวไทยปะติดปะต่อข้อมูลในหัว นึกได้ว่าเขาเคยเล่าว่าตนเองมาจากเมืองซาแลร์โนในแคว้นกัมปาเนียทางตอนใต้ 

“ที่แท้เธอก็มาจากแคว้นต้นกำเนิดพิซซ่านั่นเอง...เพราะอย่างนี้ใช่มั้ยเธอถึงได้อบพิซซ่าเก่ง...” สรรหาคำพูดมั่วซั่วจากความรู้รอบตัวที่มีในหัว มันเพราะอะไรกันแน่ที่สร้างความอิหลักอิเหลื่อแก่เธอมากเท่านี้ เพราะมัตเตโอยืนทำหน้าดุใส่เธออยู่งั้นหรือ ธรรมดาเธอก็ขี้กลัวคนดุอยู่แล้ว ไม่ก็เพราะมีคาสึยะยืนกลอกตาไปมาระหว่างเขากับเธออยู่กระมัง เธอไม่ชอบให้ใครยืนจ้องเธออย่างนี้เลย เธอรู้สึกไม่ปลอดภัย 

หรือจะเป็นเพราะผู้ชายทั้งสองคนมาอยู่ในที่เดียวกัน ข้อนี้เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันจะมีผลต่อจิตใจเธอได้ มันเป็นไปได้อย่างไรกันนะ!  

“พิซซ่าของนายชืดหมดแล้ว รีบกลับไปกินเถอะ” ม่านหมอกแห่งความกดดันได้จางลงด้วยคำพูดของหนุ่มเจ้าถิ่นที่ยังยืนกอดอกในท่าเดิมอยู่ “บวน อัปเปตีโต...กินมื้อเที่ยงให้อร่อยแล้วกันนะ พวกเธอทั้งสองคน”  

“กรัซซีเย” อลิสาลนลานรับ พาตัวเองและเพื่อนที่มหาวิทยาลัยกลับไปนั่งโต๊ะ ตั้งใจจะพูดถึงมัตเตโอให้น้อยที่สุดที่จะทำได้ หากไม่แคล้วถูกอีกฝ่ายซักในสิ่งที่ใจเตรียมจะต้องตอบอยู่แล้ว เมื่อมาถึงกลางทาง 

“เธอรู้จักกับคนชื่อมัตเตโอนั่นด้วยหรือ”  

“เขาเป็นคนเฝ้าหอพักที่ฉันอยู่ด้วยน่ะสิ”  

“อย่างนี้ก็แปลว่าเขาคงรู้จักกับอินซุกด้วย...” คาสึยะรีบเปลี่ยนเรื่องเป็นพัลวัน “เอ้อ ฉันจะไปกดน้ำ เธออยากได้น้ำส้มหรือน้ำแอปเปิลมั้ย”  

“ขอน้ำแอปเปิลให้ฉันด้วยนะ ขอบใจเธอล่วงหน้า” เด็กสาวยื่นแก้วให้ รอจนคนมีน้ำใจกลับมา จึงเอ่ยปากบอกเขาด้วยใจชื่นชม “เคยมีใครบอกเธอมั้ยว่าเธอน่ะเป็นสุภาพบุรุษที่ดีมาก ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนบริการฉันดีเท่าเธอมาก่อน หรือว่านี่จะเป็นลักษณะนิสัยของผู้ชายญี่ปุ่นอย่างเธออยู่แล้วนะ”  

หลังพลั้งปากออกไปเป็นชุด เธอก็ต้องลอบกลืนน้ำลายปิดท้าย ทำไมนะทำไม...ทำไมเธอถึงต้องแคร์ด้วยว่าคนที่ยืนหน้าเตาจะได้ยินที่ตนคุย 

“ฉันทำดีเพราะหวังว่าสักวันจะมีคนเห็นค่าความดีของฉัน” คนชวนเธอมาตอบโดยไม่มองหน้า “เรื่องฉันน่ะช่างมันก่อนดีกว่า เธอมีปัญหาอะไรอยากจะระบายให้ฉันฟังไหม ฉันยินดีรับฟังเธอนะ อาลิซ่า”  

สาวเลือดลุ่มน้ำเจ้าพระยานิ่วหน้าด้วยความชั่งใจต่อท่าทีมีพิรุธของเพื่อนร่วมโต๊ะ ก่อนตัดสินใจปริปากเล่าออกไปเพียงบางส่วน... 

 

“มัตเตโอ” เสียงเรียกที่เหมือนราชสีห์คำรามดึงความสนใจเขาจากภาพคู่สนทนาอันเสียดแทงใจ “มาช่วยฉันเก็บแก้วกองนี้ที”  

“ผมไปเดี๋ยวนี้แหละ” ชายหนุ่มจำใจบอกคนหลังโรงครัว ตายังไม่ถอนจากนิสิตชายหญิงที่นั่งคุยประจ๋อประแจ๋กันอย่างถูกคอกลางโรงอาหารที่เหลือเพียงเขาทั้งสองคน ถึงจะไม่ได้ยินที่ทั้งคู่คุยกัน ถึงจะบอกตัวเองย้ำๆ ว่าประเด็นปราศรัยของทั้งสองคงไม่มีอะไรเกินเพื่อน แต่เขาก็ยังไม่ชอบใจในสิ่งที่เห็นอยู่ดี 

“เรามันก็แค่คนดูแลหอพักกับพนักงานโรงอาหาร จะไปสู้อะไรกับเด็กมหาลัยที่มีปัญญามาเรียนเมืองนอกได้เล่า” มัตเตโออดใจไม่ให้แดกดันตัวเองไม่ไหว เขามักจะตัดพ้อตัวเองเช่นนี้ทุกทีที่เจอเรื่องไม่สบอารมณ์ตัว 

จะว่าไปแล้ว นี่มันก็เป็นครั้งแรกที่เขาตัดพ้อตัวเองเพราะเรื่องผู้หญิง ทำไมนะทำไม...ทำไมเขาถึงต้องแคร์ยายผู้หญิงแดนปลูกข้าวคนนี้นักหนา ทั้งที่ตอนยังไม่มีเธอ เขาก็อยู่ได้เป็นปกติสุขดี ไม่มีสิ่งใดหายหกตกหล่นสักหน่อย 

“คิดอะไรบ้าๆ ยังไงวันหนึ่งเธอก็ต้องกลับประเทศตัวเองอยู่ดี” ชายหนุ่มข่มใจตัวเองให้จดจ่ออยู่กับลังแก้วน้ำที่ตนต้องขนไปล้าง 

กล่องของขวัญผูกโบถูกหยิบมาวางบนโต๊ะเมื่อใดเขาไม่ทันเห็น คงเป็นตอนที่เขาผลุบไปอยู่ในครัวนั่นกระมัง จะเมื่อไหร่ก็ช่าง ที่รู้ๆ อยู่ตอนนี้ก็คือเขาไม่ชอบใจอย่างยิ่งที่ต้องมาเห็นสิ่งนั้นตั้งอยู่บนโต๊ะระหว่างกลางของคนทั้งสอง 

มัตเตโอมองตาลุกตาชันในทุกๆ อิริยาบถที่คาสึยะยกกล่องใบนั้นให้เธอ ตั้งแต่วินาทีที่เขาหลับตาลงอย่างแข็งขืน ยกมัน ยื่นมันให้อาลิซ่า... 

ให้นรกฉกกบาลเถอะมัตเตโอ สมรภูมิปาลิโอว่าหนักหนาสาหัสกับฟานตีโน่มือใหม่อย่างนายแล้ว สมรภูมิหัวใจนายก็ดุเดือดไม่แพ้กันเลยดูสิ! 

ความคิดเห็น