email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 13

คำค้น : เซียน่า , ร้อน , ฤดูร้อน , อิตาลี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 75

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ธ.ค. 2563 02:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 13
แบบอักษร

ดาราลอยเกลื่อนฟ้า ทั่วทั้งนครบนยอดเขาจมอยู่ใต้ความมืดมิดของนิศากาล เมื่อชายชาวอิตาเลียนพาหญิงชาวไทยกลับมาส่งถึงที่พักอาศัยสำหรับนิสิต สองคนหญิงชายสัมผัสได้ถึงความเย็นของหมอกยามค่ำคืนที่เบาลงจากวันก่อนๆ อันเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่าฤดูร้อนของจริงจะมาถึงในอนาคตอันใกล้ กระนั้นคนทั้งสองก็หาได้ใส่ใจกับลมฟ้าอากาศเท่ากับการมีอยู่ของกันและกัน 

“กรัซซีเย แปร์ ตุตโต ออจจี” ผู้อ่อนวัยกว่าไม่กี่ปีทดลองพูดหลังจากประมวลคำพูดในหัวสมองเสร็จสรรพ “ขอบคุณสำหรับทุกอย่างในวันนี้นะ”  

“เช่นกัน...” เจ้าของภาษาเกือบจะหลุดคำนั้นออกมา แต่ก็กลับคำพูดด้วยความไว้ตัว “เปรโก - ด้วยความยินดี” 

“วันนี้สนุกมาก ถ้าไม่ใช่เพราะเธอมาด้วย ฉันคงไม่รู้สึกสนุกกับการเที่ยวชมเมืองมากเท่านี้ ขอบคุณเธอจริงๆ นะ มัตเตโอ”  

“เอาแต่พูดขอบคุณวนไปมาอย่างนี้ คงไม่ต้องกลับขึ้นห้องซะแล้วล่ะมั้ง” ชายหนุ่มยังไม่ทิ้งลายปากปีจอที่ติดตัวตนมาตลอด 

“ปากร้าย” อลิสาโวยแต่วาจา หน้ายังยิ้มอยู่ “ฉันอยากขอบคุณจริงๆ นี่”  

“เอาเป็นว่าฉันรับรู้แล้วก็แล้วกัน” มัตเตโอไม่รู้จะพูดอะไรให้ดีกว่านี้ ใช่ว่าเขาจะอยากกวนประสาทเธอ เป็นแต่เขาไม่ชินเอาเสียเลย เมื่อมีสาวๆ มาพูดจาหวานซึ้งกับเขา เช่นที่เธอทำกับเขาบ่อยครั้งตลอดทั้งวันนี้ 

“ดี งั้นฉันไปแล้วนะ บัวนานอตเต ราตรีสวัสดิ์ มัตเตโอ”  

เด็กสาวได้แต่พูดพลางหันหลังให้เขา บ่ายหน้าไปหาประตูทางเข้าหอพักที่อยู่แค่เอื้อม หากเอาเข้าจริงๆ แล้ว เธอไม่อาจเขยื้อนปลายเท้าตนเองได้ดังใจที่ต้องการ มันเหมือนมีห่วงซึ่งกำลังรั้งตัวเธออยู่...ไม่ให้แยกทางไปจากเขา... 

มัตเตโอไม่อาจรู้หรอกว่า ‘เพื่อนสาวรายใหม่’ ของเขากำลังครุ่นคิดประการใดอยู่ เขารู้เพียงว่าเขาไม่อยากให้ความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้จบลงที่การอำลาเมื่อครู่ที่ผ่านมา เหตุนี้เขาจึงตัดสินใจอ้าปากพูดออกไปทันทีที่ใจสั่งการ 

“เออนี่” เสียงเรียกนั้นมีอานุภาพพอให้อลิสาเหลียวหลังกลับมาที่เขาอีกที “ฉันขอวอตส์แอปป์เธอหน่อยได้มั้ย อาลิซ่า”  

“วอตส์แอปป์” นิสิตทวนคำด้วยแววตาที่ปรากฏเครื่องหมายคำถาม 

“แอปพลิเคชันสนทนาไงล่ะ” ชายหนุ่มตอบเก้อๆ ไม่คิดว่าเธอจะไม่รู้จัก 

“ฉันรู้ แต่...”  

อลิสาอยากจะบอกเขาเต็มแก่ว่าเธอไม่มีเจ้าแอปพลิเคชันตัวนี้ เพราะคนในประเทศเธอไม่นิยมใช้มัน ในขณะที่ชาวยุโรปและอเมริกาใช้มันเป็นเครื่องมือสนทนาหลัก แต่ด้วยเหตุผลกลใดก็ไม่ทราบ เธอถึงไม่ยอมบอกเขาไปตรงๆ เสียได้ 

“ตอนนี้ฉันยังให้เธอไม่ได้หรอก” บอกปัดอย่างเล่นตัวพร้อมด้วยยิ้มแหยๆ “แต่ยังไงเธอก็ต้องมาเข้าเวรที่นี่ทุกวันศุกร์อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”  

“แต่คือ...” มัตเตโอกำลังจะท้วง ทันใดบานประตูที่มือหนึ่งของอลิสายึดไว้อยู่ก็ถูกดึงเข้าหาโดยคนที่อยู่ด้านใน ทำเอาสาวไทยเกือบล้มคะมำ 

“ว้าย!” เธอร้องพร้อมกับที่ตัวเธอหงายหน้าไปก้าวหนึ่ง 

“อาลิซ่า” ชายหนุ่มปราดไปพยุงร่างเธอไว้ วินาทีเดียวกัน ทั้งสองมองเห็นรูปเงาของผู้หญิงเอเชียผู้เปิดประตูนั้นเรื่อเรืองในแสงไฟของล็อบบี้ 

“อินซุก” อลิสาขานชื่อผู้ที่ยืนมองพวกตนตาเขม็ง “เชา”  

“เชา” รูมเมทของเธอทักแต่ปาก หากแววตาไม่ได้จ้องจดที่เธอ พวกมันเลื่อนไปกองอยู่บนสีหน้าตกอกตกใจของผู้ชายที่มาด้วยกันแทน 

“นี่มัตเตโอ เป็นคนดูแลที่นี่ทุกวันศุกร์ เธอรู้จักเขาแล้วใช่มั้ย” อลิสาถือโอกาสแนะนำให้ทั้งสองคนรู้จักกันเมื่อตั้งหลักได้แล้ว “ส่วนมัตเตโอ นี่อินซุกค่ะ เพื่อนร่วมห้องชาวเกาหลีใต้ของฉันเอง”  

“เปียเชเร” อินซุกส่งยิ้มสุภาพ “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ มัตเตโอ”  

“เช่นกัน อินซุก” สองคนสัมผัสมือกัน 

เด็กสาวสัญชาติไทยออกจะแปลกใจมิใช่น้อยที่ทั้งสองคนมีท่าทางเหมือนไม่รู้จักหน้าค่าตากันมาก่อน ทั้งที่พวกเขาต่างก็อยู่ที่หอพักนี้มาก่อนเธอทั้งคู่ แต่เมื่อคิดดูอีกที คนหนึ่งทำหน้าที่แค่รับฝากกุญแจ กับอีกคนก็ลงมาป้วนเปี้ยนตรงล็อบบี้เฉพาะเวลาเข้าออกหอพักเท่านั้น หากไม่มีเหตุจำเป็นแล้วไซร้ ทั้งสองฝ่ายก็คงไม่ได้สุงสิงกัน เธอต่างหากที่แปลกเอง ที่ไปรู้จักมักจี่กับพ่อหนุ่มคนนี้ 

“ได้เวลาที่ฉันต้องกลับแล้ว” มัตเตโอพึมพำคำอำลา “แล้วเจอกันใหม่ บัวนานอตเต ราตรีสวัสดิ์นะ อาลิซ่า อินซุก”  

“บัวนานอตเต” สองสาวพูดพร้อมกัน ก่อนที่อลิสาจะเพิ่มประโยคคาดคั้น “แล้วหาเวลาไปด้วยกันใหม่นะคะ มัตเตโอ”  

คอยจนหนุ่มผมฟูหน้าตาหล่อเหลาเลือนลับตา เด็กสาวชาวเกาหลีจึงทักขึ้นอย่างกลั้นความกังขาไว้ไม่อยู่ “เธอไปสนิทกับเขาได้ยังไงเนี่ย”  

“เจอกันบ่อยเวลามีเหตุคับขันน่ะ”  

พวงแก้มของเพื่อนชาวไทยชักจะแดงขึ้นมาเมื่อเธอพูดประโยคนั้น พลันเธอเร่งฝีเท้ากลับขึ้นห้องเสมือนว่าไม่ต้องการให้เพื่อนซักไซ้ไล่เรียงเรื่องเกี่ยวกับเขาอีก ท่ามกลางความงงงวยของฝ่ายที่ยังยืนอยู่ที่เดิม 

 

สนามแข่งจำลองที่ผู้ฝึกกำหนดให้ลองขี่ในวันนี้มีภูมิประเทศยากลำบากต่อการบังคับม้าให้วิ่งตามใจหวัง ด้วยเส้นทางที่โค้งหักศอก เป็นเนิน พื้นโรยด้วยกรวด กระนั้นคนไว้เคราทรงม่านคางก็สามารถบังคับม้าพาหนะของตนให้เลี้ยวโค้งได้ไม่มีขาดตกบกพร่อง ราวจะบังคับให้ผู้ฝึกจำต้องออกปากชม  

“ทำได้ดีมาก ซิโมเน่” เอนโซ่กดปุ่มนาฬิกาจับเวลา “เธอทำเวลาได้ดีกว่าเมื่อวานนี้เสียอีก เห็นเลยว่าเธอมีพัฒนาการจากเดิม”  

“บราโว ซิโมเน่” อาจารย์เกตาน่าที่เพิ่งมาถึงปรบมือรัวก่อนชูหัวแม่โป้งให้ “ฉันเชื่อเลยว่าซิโมเน่เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ของฟานตีโน่อย่างที่เธอเคยว่าไว้ ขนาดว่าเขายังอายุไม่เท่าไหร่ แต่ท่วงท่าการบังคับม้าของเขา ดูยังกับเป็นนักแข่งเจนสนามที่มีประสบการณ์ในปาลิโอ ดิ เซียน่า มากกว่าห้าปีสิบปี”  

เพื่อนอาจารย์ที่สนิทสนมกันมานานหลายปีทรุดนั่งบนเนินหญ้าข้างกัน นางจุดบุหรี่ไฟฟ้าสูบอย่างสบายอารมณ์ เข้าใจว่าสหายรักของตนจะชื่นชมยินดีกับคำพูดนั้นของนาง แต่เปล่าเลย ผลกลับเป็นไปในทางตรงกันข้ามด้วยซ้ำ ทุกอย่างฟ้องอยู่ในรูปหน้านิ่งขรึมและดวงตาหลังแว่นดำที่เหม่อมองไปยังลูกศิษย์ผู้กำลังขี่ม้าฉายไปมาด้วยท่าทีแสดงความหนักอกหนักใจอย่างมหันต์ 

“เผอิญฉันเป็นพวกให้ค่ากับพรแสวงมากกว่าพรสวรรค์น่ะสิ”  

แม้ฟานตีโน่ปลดระวางจะเอ่ยปากประโยคนั้นด้วยสุ้มเสียงที่เบาลง แต่กระนั้นมันก็ยังกระเด็นไปเข้าหูซิโมเน่โดยที่คนพูดไม่ทันระวัง 

“เธอพูดไม่ผิดที่ว่าซิโมเน่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ แต่เธอคงไม่ลืมว่าฟานตีโน่ทุกคนแม้กระทั่งที่เก่งกาจที่สุดในประวัติศาสตร์ปาลิโอ ก็ไม่ได้ขี่ม้าเป็นมาตั้งแต่เกิด หากได้ดีกันก็เพราะผ่านการฝึกปรือเมื่อเติบโต สำหรับซิโมเน่ ในเรื่องพรสวรรค์ฉันไม่เถียงว่าเขามีดีที่ตรงนี้ แต่ที่เขายังขาดและฉันอยากให้เขาพัฒนาขึ้นอีกมากก็คือเรื่องพรแสวง ซึ่งมัตเตโอจะเด่นในเรื่องนี้มากกว่า”  

หนุ่มเจ้าสำราญบนหลังม้าได้ยินเข้าก็ถึงกับกัดฟันด้วยความความแค้น 

“เออนั่นสิ ฉันคิดอยู่เลยว่าใครหายไปอีกคน” สตรีวัยกลางคนที่ดูแก่เกินวัยด้วยฤทธิ์นิโคตินที่ตนสูบมาแต่สาวหันหน้าลอกแลก “มัตเตโอไปไหนซะล่ะ ธรรมดาเวลานี้หนุ่มๆ ทั้งสองคนควรจะซ้อมอยู่ด้วยกันไม่ใช่รึ”  

“ฉันส่งเขาไปทำหน้าที่ที่เหมาะกับตัวเขาอยู่” เพื่อนครูตอบอย่างไม่ยินดียินร้ายอีกตามเคย “...หน้าที่ที่เหมาะกับคนขาดวินัยอย่างเขา”  

 

อากาศแห้งส่งผลให้ขี้ม้ากองโตในคอกส่งกลิ่นเหม็นหึ่งกว่าที่เป็นในเวลาทั่วไป แม้ใจจะอยากโยนคราดทิ้งแทบตาย แต่ชายหนุ่มก็ไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากตั้งหน้าตั้งตาทำความสะอาดซากปฏิกูลให้เสร็จสิ้นตามที่เจ้าของคอกสั่งไว้ 

ไพล่ใจถึงสีหน้าท่าทางของโปรเฟสซอเรเมื่อเช้านี้ ตอนที่เขาแวะมาตรวจสภาพโรงม้าแสนรักของตน ชายวัยกลางคนเดือดดาลอย่างที่มัตเตโอไม่เคยเห็นมาก่อน และจนบัดนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมเอนโซ่ถึงไม่ยอมฟังคำชี้แจงของเขาว่าเขามาซ้อมเพียงลำพังตั้งแต่เช้าตรู่ของเมื่อวานเพื่อชดเชยธุระบางอย่างที่ต้องสะสางให้เสร็จระหว่างวัน แล้วเพราะอะไรซิโมเน่ถึงต้องบิดเบือนความจริงใส่ร้ายว่าเขาโดดซ้อม ทั้งที่นายนั่นก็เห็นเขาซ้อมอยู่กับตา อีกทั้งเขาก็ไม่เคยให้ร้ายซิโมเน่ก่อนเลยสักครั้ง 

ความอยุติธรรมกับชะตากรรมของตัวเขาเหมือนจะเป็นดุจเดียวกันอย่างที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ ชายหนุ่มคิดในใจพลางทบทวนเหตุการณ์ในชีวิตตนว่ามีกี่ครั้งกี่หนแล้วที่ตนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคนรอบข้าง แต่เล็กจนโตเขามีชีวิตอยู่กับสิ่งเหล่านี้ และยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่เห็นวี่แววที่จะหลุดพ้นจากมันได้เลย 

ยิ่งคิดความแค้นก็ยิ่งพรั่งพรูในอก ต่อเมื่อใจนึกถึงคุณความดีที่เอนโซ่มีให้เขาตลอดหลายปีที่ล่วงมา ภาพจำเหล่านั้นหักล้างความหมางใจในวันนี้จนหมดสิ้น จะมีผู้ใหญ่คนไหนโอบอ้อมอารีต่อเขาเท่าอาจารย์เอนโซ่คนนี้อีก เท่าที่เขานึกได้ ในเซียน่าแห่งนี้คงไม่มีผู้ใดทัดเทียมอาจารย์มหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติ อดีตนักแข่งปาลิโอ และเจ้าของคอกม้าผู้หาที่พักอาศัยในเมืองนี้ให้เขาอยู่ หางานนอกเวลาให้เขาทำ ยอมให้เขาใช้ม้าในคอกตนเพื่อฝึกซ้อม รวมไปถึงถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้สารพันโดยไม่คิดสตางค์แม้แต่แดงเดียว แลกกับการช่วยดูแลคอกม้าแห่งนี้เป็นครั้งคราว 

มัตเตโอยังจดจำได้ราวปัจจุบันขณะ ถึงวันที่เขาบากหน้ามาพบเอนโซ่เป็นครั้งแรกเพื่อแสดงเจตจำนงความต้องการเป็นฟานตีโน่มืออาชีพของตน 

“ทำไมเธอถึงอยากเป็นฟานตีโน่ล่ะ”  

“ก็เพราะว่าผมมีสายเลือดของ อิล ฟูลมีเน่ น่ะสิ” มัตเตโอในวัยเด็กหนุ่มตอบเสียงดัง “ฟาบิโอ กัปเปลลี คือพ่อแท้ๆ ของผม ผมอยากเป็นฟานตีโน่ อยากลงแข่งในเทศกาลปาลิโอ และเป็นผู้ชนะเหมือนที่พ่อของผมเคยเป็น”  

วินาทีนั้นเอนโซ่เหมือนจะตื้อไปชั่วขณะ 

“ฉันเองก็นามสกุล กัปเปลลี เหมือนกัน” ผู้สูงวัยพูดแช่มช้า “ที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอะไร นามสกุลของเราท่าจะโหลที่สุดในเซียน่าแล้วกระมัง แต่อย่างไรก็เอาเถิด ยังไม่มีใครฝึกให้เธอใช่มั้ย มาฝึกกับฉันไหมล่ะ ฉันมีคอกม้าอยู่นอกเมือง มีลูกศิษย์ลูกหาหลายคน บางคนเคยชนะปาลิโอแล้วด้วยนะ”  

ไม่ว่าเวลาจะผ่านผันไปนานเท่าใด บทสนทนาครั้งแรกของเขากับผู้อาวุโสที่มีนามสกุลเดียวกันก็ยังเรียกรอยยิ้มให้เขาได้ทุกเมื่อที่นึกย้อนหา 

ภาพอาจารย์เอนโซ่ผู้ยังพอมีผมสีเทาแซมอยู่อันตรธานหายไปในชั่วนาทีต่อมา และสิ่งที่ผุดขึ้นมาแทนก็คืออาจารย์เอนโซ่ในปัจจุบันที่ผมกลายสภาพเป็นสีขาวสะอาดทั้งหัว กำลังด่าว่าเขาเรื่องที่เขาขาดซ้อมเมื่อเช้า 

“เธอหายหัวไปไหนมา งานนอกเวลาของเธอก็เสร็จตั้งแต่เที่ยงแล้ว”  

“ผมมีธุระต้องทำครับ โปรเฟสซอเร”  

“ธุระอะไรของเธอ มันสำคัญกว่าปาลิโอที่จะกำลังจะมาในอีกไม่ถึงเดือนนี้เชียวหรือ” ประโยคนั้นโพล่งออกมาด้วยใบหน้าแดงก่ำราวระเบิดที่ถูกถอดสลัก ความโกรธนั้นดูจะรุนแรงขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเขาหาคำตอบมาแจงไม่ได้ 

คิดพลางโกยขี้ม้าใส่กระสอบเพื่อให้เจ้าของคอกนำไปขายต่อให้เกษตรกรที่ต้องการปุ๋ยคอก มัตเตโอละสายตาจากภาพอันไม่น่าดู เหม่อมองเพดาน จินตนาการถึงภาพอันสวยงามของเขากับเด็กสาวหน้าตาคมจอมเปิ่นคนนั้น ขณะที่พวกตนท่องตระเวนไปทั่วเขตเมืองเก่าเพื่อเก็บภาพของเธอกับวิวสวยๆ  

แค่คิดก็ดูไม่จืดแล้ว มันจะเกิดอะไรขึ้นหนอ ถ้าหากเอนโซ่รู้ความจริงว่า ‘ธุระ’ ของเขาคือการพานิสิตต่างชาติท่องเที่ยวในเมือง 

ทุกสีหน้าและการกระทำของมัตเตโอล้วนอยู่ใต้การมองเห็นของซิโมเน่ซึ่งแอบย่องเบาเข้ามาเปลี่ยนแส้ม้าเส้นใหม่แทนอันเดิมที่ชำรุดไป 

“ไอ้หมอนี่มันยิ้มอะไรของมันวะ” ซิโมเน่ทำปากขมุบขมิบ “เก็บกวาดขี้ม้ามีอะไรให้ยิ้มด้วยหรือ หรือว่ามันมีอะไรปิดบังอยู่กันแน่”  

ผู้มากด้วยพรสวรรค์ย่องออกไปทั้งที่ยังมองอีกฝ่ายไม่วางตา “แกกำลังวางแผนจะล้มฉันอยู่ใช่มั้ย เจ้ามัตเตโอ ไม่มีทางซะหรอกน่า”  

 

“วันนี้พอแค่นี้ก่อน อย่าลืมเตรียมตัวสำหรับสอบพูดสัปดาห์หน้าด้วยนะเด็กๆ”  

สิ้นคำบอกเลิกชั้นของผู้ช่วยศาสตราจารย์เกตาน่า เบ็ตติ นิสิตนานาชาติจึงลุกจากที่นั่งโดยพร้อมเพรียง หลายคนกรูกันไปที่ระเบียงตึกเรียนเพื่อพักผ่อนอิริยาบถ สูบบุหรี่ จับกลุ่มพูดคุย บ้างแวะกดน้ำดื่ม บ้างหยอดเงินซื้อขนมขบเคี้ยวจากตู้ขายอาหารแช่แข็ง และมีบางคนมุ่งสู่ห้องสุขาทันใดหลังจากที่อั้นหนักมาร่วมครึ่งชั่วโมง ด้วยเกรงว่าจะพลาดเนื้อหาสำคัญและการบ้านที่ผู้เป็นครูจะมอบหมายท้ายคาบ 

คงเหลือเพียงนิสิตจากตายลานเดียเพียงผู้เดียวที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม พลางโต้ตอบแช็ตในแอปพลิเคชันไลน์ที่มารดาตนส่งมาหา 

“เผื่อแกคิดถึงพ่อ” ข้อความสั้นๆ ถูกส่งมาจากเมืองไทย ต่อท้ายภาพวาดสีน้ำมันรูปวัดอันแสนจะชินตา ทั้งวัดใหญ่ชัยมงคลที่เคยเดินทั่วทุกซอกมุมตั้งแต่ครั้งยังเดินเตาะแตะ วัดพนัญเชิงที่แม่มักพาไปกราบขอพรหลวงพ่อโตทุกวันคล้ายวันเกิดยาย วัดไชยวัฒนารามและวัดพระศรีสรรเพชญ์ที่แม่ลูกแซวกันว่าเป็นบ้านหลังที่สองและสามของพ่อ ด้วยความที่พ่อไปเขียนภาพที่นั่นบ่อยจนนับครั้งไม่ถ้วน ตลอดจนพระอุโบสถสไตล์โกธิคของวัดนิเวศน์ธรรมประวัติซึ่งดูมีขนาดจ้อยไปทันตา นับตั้งแต่เธอได้ไปชมโบสถ์น้อยใหญ่ทั้งในโรมและเซียน่ามา 

ทุกรูปล้วนแล้วแต่ผ่านตาเธอมาทั้งสิ้น บางรูปเก่าถึงขนาดที่เธอเห็นมันมาตั้งแต่เธอยังหัดท่องสูตรคูณ ต่างแต่ว่าทุกรูปที่แม่ส่งมางวดนี้มีข้อความอวยพรเชยๆ แบบที่คนเฒ่าคนแก่ชอบจะส่งให้ลูกหลานเรื่อยไป จนเป็นที่ขบขันของคนรุ่นใหม่ซึ่งรู้สึกว่าลุงป้าน้าอาของพวกตนมีรสนิยมการเล่นไลน์ที่พิสดารพันลึก 

“ใครเอาไปเขียนสวัสดียามเช้าเนี่ยคะ” อลิสากรอกข้อความนั้นลงไป ริมฝีปากรูปกระจับยกขึ้นด้วยยิ้มขันตลอดเวลาที่นิ้วแตะหน้าจอ 

“ไม่รู้เหมือนกัน” แม่พิมพ์กลับมา “เพื่อนแม่ส่งมาให้ ดันจุดไต้ตำตอเมียคนวาดซะนี่ น่าเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์นะ เอาภาพไปใช้โดยไม่ได้ขออนุญาต”  

“5555555” เธอรัวนิ้วที่เลข 5 อดนึกไม่ได้ว่าคนที่นี่จะมีใครที่เข้าใจไหมว่าการพิมพ์เลข 5 ติดกันยาวๆ แบบนี้สื่อถึงการหัวเราะ 

คุณบงกชเงียบหายไปชั่วขณะหนึ่ง บุตรสาวตั้งท่าจะลุกขึ้นจากเก้าอี้นั่งไปสุมหัวกับเพื่อนใหม่ที่เพิ่งได้ทำความรู้จักเพิ่มวันละคนสองคน ก็ประจวบกับข้อความถัดมาซึ่งยากจะเดาน้ำเสียงของฝ่ายผู้ส่งขึ้นบนหน้าจอ 

“วันก่อนแกไม่เห็นที่กลุ่มครอบครัวเราคุยกันเหรอ”  

“ไม่เห็นค่ะ” อลิสาโต้ตอบด้วยความงงงัน ไม่รู้ว่าแม่พูดถึงอะไร  

“ก็เรื่องรูปพวกนี้ไง” แม่ตอบและจี้ให้ทำตาม “ลองย้อนไปดูสิ”  

“สาไม่เห็นเลย” เธอปฏิเสธโดยซื่อ  

นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างของเด็กสาวไล่ย้อนประวัติการแช็ตซึ่งมีเพียงน้อยนิดในโทรศัพท์มือถือเครื่องที่ตนนำมาใช้ที่อิตาลีเป็นครั้งแรก เมื่อนั้นแหละที่ความจริงมาประจักษ์แก่สมองอันตีบตันของเธอ อลิสาเพิ่งคิดได้ว่าแช็ตไลน์ทั้งหมดที่เคยมีในโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าจะถูกล้างบางจนเกลี้ยง เมื่อย้ายบัญชีผู้ใช้ไปเปิดในโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ เพราะอย่างนี้เองเธอถึงไม่รู้ไม่เห็นในเรื่องใดก็ตามที่คนอื่นส่งมาให้ก่อนที่เธอจะซื้อซิมมือถือของอิตาลีและเริ่มใช้งานไลน์ในเครื่องใหม่ 

“ที่แม่ส่งเรื่องหัวปลั๊กไฟแบบยุโรปไป แกเห็นมั้ย”  

“เรื่องค่าเงินยูโรตอนแลกไปก็ด้วย เห็นรึเปล่า”  

“ที่บอกว่าไม่ต้องซื้ออะไรมาฝากนั่นอีกล่ะ”  

ข้อความพวกนั้นทะลักทลายมาแต่เมื่อไร อลิสาไม่รู้และไม่ได้สนใจที่จะตอบ ในเมื่อคำตอบของเธอล้วนเป็นไปในทางเดียวกันหมด นั่นคือ “ไม่” อึดใจนี้เธอรู้แต่ว่าแม่จะต้องถามถึงมือถือเครื่องเก่าอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งเธอจะตอบมารดาผู้รักษาของดีเยี่ยมและเกลียดการโกหกพกลมเป็นที่หนึ่งอย่างไรดี 

“แกเปลี่ยนมือถือใช่มั้ยสา มือถือเก่าแกเป็นไงแล้ว”  

คำถามนั้นส่งมาเร็วจี๋ปานฟ้าแลบ เรียกเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผาก เด็กสาวหลับตาปี๋ คิดในใจว่าการสารภาพความจริงคงได้ลดหย่อนโทษกึ่งหนึ่งตามหลักกฎหมายบ้าง จึงพิมพ์ตอบแม่ไปด้วยใจระทึก 

“สาลืมเครื่องนั้นไว้ในโรงแรมที่โรมค่ะแม่” ชั่วลัดนิ้วมือหลังจากที่ข้อความนั้นขึ้นสัญลักษณ์ว่า ‘อ่านแล้ว’ สายเรียกเข้าจากอยุธยาก็ถูกส่งมาทันที! 

ความคิดเห็น