email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ปีนหา 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.9k

ความคิดเห็น : 35

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ธ.ค. 2563 16:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ปีนหา 100%
แบบอักษร

ฉันถูกออสตินจับจูบจนตัวอ่อนระทวยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากจะไม่ต่อต้านฉันยังจูบตอบหมอนี่อีก กว่าจะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไปก็มีเสียงถีบประตูจนสติของฉันกับออสตินถูกดึงกลับมา ร่างสูงของตาแก๊ปยืนหรี่ตามองฉันกับออสตินด้วยแววตาคุกรุ่น 

“ออกมาคุยกันหน่อย” ตาแก๊ปสั่งเสียงเรียบแล้วหมุนตัวเดินออกไป ฉันเหลือบมองหน้าออสตินเล็กน้อย หมอนั่นยิ้มมุมปากแล้วลุกขึ้นยืนเดินออกไปด้านนอก 

ร่างสูงของตาแก๊ปยืนกอดอกรออยู่แล้ว ฉันลืมตัวเกาะแขนออสตินแน่น จนกระทั่งตาแก๊ปหรี่ตามองอย่างไม่ชอบใจ ฉันจึงผละออกห่างแล้วก้าวถอยหลังไปยืนข้างแม่ วันนี้ย่าฉันหายไปไหนนะ ไม่มีย่าอยู่ด้วยก็จะไม่มีใครควบคุมตาแก๊ปน่ะสิ 

“ขอฟังชัดๆ อีกครั้งสิว่าแกมาทำอะไรนะไอ้แฝด?” ตาแก๊ปหรี่ตาถามออสติน หมอนั่นยืดอกขึ้นแล้วตอบกลับเสียงเรียบ 

“มาสู่ขอไอหมอกครับ” หมอนั่นเหลือบมองฉันทางหางตาก่อนจะลากสายตาไปมองตาแก๊ป จังหวะนั้นรถของพ่อเมฆก็แล่นมาจอดข้างรถของออสตินพอดี 

ร่างสูงของพ่อเปิดประตูลงจากรถแล้วเดินตรงมาหาพวกเราด้วยสีหน้าสงสัย เหลือบมองหน้าออสตินอย่างลังเลใจ 

“มีเรื่องอะไรกันเหรอ?” พ่อเลิกคิ้วขึ้นสูงเป็นเชิงถาม แม่ฉันรีบปรี่ไปเกาะแขนพ่อแล้วฟ้องไม่หยุด 

“ลูกชายหมออาร์มมาสู่ขอไอหมอก คนนี้คนน้อง ส่วนคนโตจะสู่ขอไอติม” หลังจากแม่ฟ้องแล้ว พ่อก็กะพริบตาปริบๆ มองออสตินนิ่ง พี่ชายของออสตินมาอยู่ที่ไร่เพราะปู่ของไอติมสั่งให้มาทำนาเพื่อพิสูจน์รักแท้ ฝาแฝดคนพี่จึงค่อนข้างอ่วมหนักกว่าคนน้องไปนิดหน่อย 

“ลูกชายหมออาร์มแต่ละคน หาแต่เรื่องตาย” อึดใจต่อมาพ่อเมฆก็บ่นพึมพำ ยกมือกุมหน้าผากตัวเองพลางเหล่มองหน้าตาแก๊ป 

“ไอ้สองแฝดนี่มันลูกใคร?” ตาแก๊ปหันมามองพ่อแล้วชี้หน้าออสติน 

“ลูกชายของหมอที่โรงพยาบาลผมครับ พ่อของหมอนี่อยู่แผนกเดียวกับหมอมิกซ์” พ่อตอบเสียงแผ่ว ลากสายตามามองฉันเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ 

“อ้อ! สงสัยว่าจะอยู่กันสุขสบายเกินไป” ตาแก๊ปพยักหน้าหงึกหงักแล้วยิ้มชั่วร้ายออกมา ฉันแอบเห็นออสตินกลืนน้ำลายลงคอแต่ยังปั้นสีหน้าเรียบเฉย 

ฉันแอบยิ้มขำ อยากเห็นเหมือนกันว่าหมอนี่จะมีสภาพเป็นยังไง ดูท่าทางแล้วพ่อเมฆก็ไม่ค่อยจะพอใจเท่าไหร่ 

“ว่าแต่มาสู่ขอไอหมอก นายรักไอหมอกเหรอ?” อยู่ๆ พ่อก็ถามขึ้น จ้องมองออสตินเขม็ง รอบนี้ออสตินชะงักไปเลย ส่วนฉันก็ได้แต่กลืนน้ำลายลงคอ 

เรื่องรักๆ อะไรนั่น ออสตินยังไม่มั่นใจแต่หมอนั่นจะรับผิดชอบฉัน เรื่องนี้บอกพ่อกับตาไป ทั้งสองคนจะยอมได้ยังไง 

อีกอย่างฉันเองก็ปล่อยเนื้อปล่อยตัวไปเองด้วย 

ฉันกำลังยืนหลุบตามองพื้น ในหัวก็ครุ่นคิดไม่หยุด จากนั้นสติก็ถูกดึงกลับมาเพราะคำตอบของออสติน  

“ถ้าไม่รักผมจะมาสู่ขอเหรอ?”  

 

“นะ….นายรักฉันเหรอ?” ฉันชี้หน้าตัวเองแล้วลืมตัวถามเขาท่ามกลางความสนใจจากทุกคน ออสตินย่นคิ้วส่งสัญญาณบางอย่าง ฉันถึงรู้สึกตัวจึงกระแอมในลำคอแล้วก้มหน้าลงมองพื้น 

แต่มันก็คงไม่เล็ดลอดไปจากสายตาของตาแก๊ปได้หรอก 

ฉันเห็นสายตาของตาแก๊ปกับพ่อเมฆแล้วต้องลอบถอนหายใจอย่างเป็นกังวล ปกติพ่อมักไม่ค่อยจะหวงลูกสาวเท่าไหร่นักเป็นเพราะมีตาแก๊ปอยู่ทั้งคน ไม่รู้จะหวงไปทำไม ยังไงก็ไม่มีผู้ชายที่ไหนกล้าแหยมอยู่แล้ว แต่วันนี้พ่อเมฆของฉันเปลี่ยนไปชัดเจนเลย 

ฉันกระแอมในลำคอแล้วเหลือบมองหน้าออสติน ยังเห็นหมอนั่นยืนยิ้มกริ่มไม่สะทกสะท้าน  

“ดี! ถ้ารักจริงต้องทำได้ทุกอย่าง ใช่มั้ย?” ตาแก๊ปพูดขึ้น สายตาจ้องมองออสตินไม่วางตา นายอย่าไปตกปากรับคำตาแก๊ปเด็ดขาดเลยนะออสติน! 

“ครับ” 

ฉันสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ หลังจากหมอนั่นรับคำ พ่อเมฆขยับตัวหันข้างให้ออสตินแล้วยกกำปั้นแตะปากตัวเองเหมือนกำลังกลั้นขำอยู่ 

ตาแก๊ปพยักหน้าช้าๆ กวาดสายตามองออสตินทั่วร่าง จากนั้นก็หันไปพยักหน้าเรียกคนงานชายที่กำลังขนลังผลไม้ขึ้นรถกระบะ ร่างสูงเดินแกมวิ่งมาหาตาแก๊ปแล้วเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม 

“พาไอ้หมอนี่ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า” ตาแก๊ปพยักพเยิดหน้าไปที่ออสติน 

งานแรกเริ่มแล้ว 

“เราจะไม่ตกลงอะไรกันสักหน่อยเหรอครับ?” แต่ก่อนจะไป ออสตินก็พูดขึ้น ตาแก๊ปกับพ่อเมฆหรี่ตาลงทันที 

“ตกลงอะไร?” 

“ถ้าผมทำงานในไร่นี้ได้ จะต้องยกไอหมอกให้ผมนะครับ” ออสตินยิ้มเจ้าเล่ห์ ดูเหมือนหมอนี่จะมั่นอกมั่นใจเหลือเกินว่าจะผ่านด่านไปง่ายๆ  

ยังไม่เห็นสภาพของพี่ชายฝาแฝดตัวเองอีกหรือไง 

“ได้/ได้” คำตอบที่ตอบกลับมาพร้อมเพียงกันระหว่างพ่อเมฆกับตาแก๊ป ทุกคนอึ้งไปเลย นี่เป็นครั้งแรกที่สองพ่อตาลูกเขยนี้พร้อมใจกันขนาดนี้ 

“หึ!” พ่อเมฆยิ้มมุมปากแล้วเดินไปจูงมือแม่ขึ้นรถ จากนั้นก็ขับกลับไปที่บ้าน ส่วนตาแก๊ปก็ยักไหล่แล้วหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในออฟฟิศ 

ฉันเดินตามหลังออสตินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้านพัก ซึ่งเป็นหลังที่พี่ชายฝาแฝดของหมอนี่อยู่ ฉันเข้าไปในห้องแล้วยืนรอออสตินเปลี่ยนเสื้อผ้า หมอนั่นยืนปลดกระดุมเสื้อสบายอกสบายใจ 

ไอ้สัตว์ร้ายตัวนี้ไม่คิดจะหวาดกลัวอะไรบ้างหรือไง ไม่เคยทำงานหนัก ไม่เคยเข้าไร่เข้าสวน ไม่เคยทำนา ต่อไปก็คงมีสภาพไม่ต่างอะไรจากพี่ชายตัวเองหรอก 

“ปู่ของหมอเมลล์ก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอ?” ระหว่างยืนคิดอะไรเพลินๆ ออสตินก็ถามขึ้น 

“อือ มาคุมพี่ชายของนายนั่นแหละ แต่ฉันว่าปู่แม็กซ์หาเรื่องแกล้งพี่ชายนายมากกว่า ทะเลาะกันทุกวัน” ฉันตอบเสียงเนือย ตั้งแต่ปู่แม็กซ์พาออกัสมาที่นี่ ทั้งสองคนนั้นก็เถียงกันไม่หยุดหย่อน ไม่มีใครยอมใคร ลับฝีปากกันทุกวันแต่สุดท้ายฝ่ายแพ้มักจะเป็นประธานออกัส 

“สงสัยหมอนั่นเจอคู่สูสี ปกติหมอนั่นจะทะเลาะกับหมอเมลล์” ออสตินยักไหล่ ถอดเสื้อออกจากตัว กล้ามแขนของหมอนั่นทำให้ฉันหน้าแดง รีบก้มหลบสายตาทันที 

“นะ…นายแน่ใจแล้วนะว่าจะทนได้ ทำนาไม่เหมือนเดินตรวจคนไข้หรอกนะ” ฉันพูดขึ้นอีกครั้ง ย้ำแล้วย้ำอีกเพราะไม่อยากให้หมอนี่เป็นลมแดดตาย 

“ก็บอกว่าทำได้ไง จะห่วงอะไรฉันนักหนา” ออสตินหันมาหรี่ตามองล้อเลียน ฉันกัดปากล่างตัวเองแล้วย่นจมูกใส่ 

“ฉันไม่ได้…..อ๊ะ!” ฉันกำลังจะปฏิเสธแต่แขนถูกกระตุกแรงๆ จนเซเข้าไปหาร่างสูง ออสตินโยนฉันลงบนเตียงนอนแล้วร่างสูงเปลือยท่อนบนก็ตามลงมาติด ๆ  

ปากร้อนกดจูบปากฉันแทบจะทันที ฉันร้องอู้อี้อึดใจ พยายามจะเบี่ยงหน้าหนีและทุบบ่าเขาแต่ก็ไร้ผล หมอนั่นจับข้อมือฉันกดลงบนเตียงแล้วเอียงหน้าบดจูบฉันอย่างคนเอาแต่ใจ 

“คืนนี้ฉันจะปีนหาเธอ เอาไว้ให้กำลังใจฉันลึกๆ คืนนี้ดีกว่า” ออสตินถอนจูบออกแล้วกระซิบชิดปาก แววตาหมอนั่นราวกับเสือล่าเหยื่อ พร้อมจะตะครุบและกลืนกิน ฉันกัดปากล่างตัวเองหน้าร้อนผ่าว 

ฉันเป็นผู้หญิงสายห้าว เรื่องใต้สะดือไม่เคยเขินอาย รับความแก่นแก้วมาจากแม่กอหญ้าพอสมควร แต่นั่นใช้ไม่ได้กับสัตว์ร้ายตัวนี้ 

ออสตินทำให้ฉันอ่อนระทวยไปทั้งตัวได้เพียงแค่มอง ขึ้นอยู่กับว่าหมอนี่จะจัดการฉันยังไง 

“นายบอกว่ารักฉัน จริงเหรอ?” ฉันถามเสียงเบาหวิว เรื่องนั้นยังค้างคาอยู่เลย ออสตินเงียบไปอึดใจก่อนจะยกยิ้มมุมปากแล้วยันตัวขึ้นยืน เดินไปหยิบเสื้อยืดสีเทามาสวมแทนเสื้อเชิ้ต ปากก็ตอบไปด้วย 

“ฉันแค่หลอกล่อพ่อกับตาเธอต่างหาก ถ้าไม่ตอบแบบนั้น ฉันคงถูกโยนออกนอกไร่ไปแล้ว”  

 

[Part : ออสติน] 

ผมถูกไอหมอกโยนลงจากบ้านหลังจากพูดประโยคสุดท้ายกับยัยนั่น สีหน้ายัยนั่นก็เปลี่ยนไปทันตาเห็น พร้อมจะปล่อยหมัดใส่หน้าผมจนต้องรีบหนีออกมา ไม่งั้นเบ้าตาจะเขียวไปด้วยอีก 

ลงมาหยุดยืนถอนหายใจด้านล่างแล้วกวาดสายตามองรอบๆ ไม่น่าเชื่อว่าออกัสมันจะมาหมกตัวอยู่ที่ไร่นี่ได้ตั้งหลายวัน พ่อกับแม่จะสงสัยบ้างไหมนะว่าลูกชายสองคนหายไปไหนทั้งคู่เลย 

“หมอครับ เชิญทางนี้ครับ” เสียงทักของคนงานดังขึ้นด้านหลัง ผมดึงความคิดกลับมาแล้วหันไปส่งยิ้มให้ ชายวัยกลางคนเดินตรงมาหา 

“ไม่ต้องเรียกผมว่าหมอหรอก ผมชื่อออสติน หรือผมว่าตินก็ได้ครับ” ผมยกมือขึ้น ผมไม่ค่อยชอบให้ใครเรียกผมว่าหมอสักเท่าไหร่ มันเหมือนบอกสถานะของผมมากเกินไป 

เดินไปไหน เจอใครก็เรียกแต่หมอๆ รู้แล้วว่าเป็นหมอ แต่หมอก็มีชื่อนะ 

“ครับ เดี๋ยวลุงพาไปที่คอกม้านะ คุณแก๊ปสั่งงานเอาไว้แล้วครับ” ลุงฉีกยิ้มฟันหลอ ผมเห็นฟันหน้าของลุงแล้วอมยิ้มก่อนจะเดินตามลุงไป 

ที่นี้ใช้การเดินเป็นหลักหรือยังไง ไร่ก็ออกจากกว้างขวาง ทำไมผมต้องเดินไปด้วย ผมหันซ้ายหันขวา มองเห็นทุ่งกว้างไกลลิบ ไม่รู้ว่าไร่นี่กว้างแค่ไหนเหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหน  

“ลุงๆ ที่นี่ไม่มีรถเหรอ จักรยานก็ได้” ผมสะกิดบ่าลุงแล้วถามขึ้นเพราะรู้สึกเหนื่อย เดินมาตั้งนานแล้วยังไม่ถึงคอกม้าสักที ไร่นี่กินพื้นที่กี่อำเภอกันแน่ ไกลเป็นบ้าเลย ยังไม่เห็นม้าสักตัว 

“มีครับ แต่คุณแก๊ปสั่งให้พ่อหนุ่มเดินเท่านั้นครับ ส่วนหมอเมฆสั่งให้ลุงพาเดินอ้อมครับ” ลุงที่แสนจะใสซื่อตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้มฟันหลอ ลุงอย่ามาทำเป็นยิ้มแบบไม่รู้สึกอะไรไปหน่อยเลย 

นอกจากจะให้เดิน ยังให้พาเดินอ้อมอีก! 

นี่เริ่มตั้งแต่วันแรกเลยนะ 

“ลุงก็เชื่อฟังดีเนอะ ไม่เหนื่อยหรือไง?” ผมถอนหายใจเฮือก แอบกลอกตาขึ้นบน ก็ว่าอยู่ว่าทำไมมันไกลนัก อ้อมรอบไร่แล้วมั้งเนี่ย 

“ลุงเดินเป็นประจำ ไม่เหนื่อยหรอกครับ หมอเมฆบอกว่าพวกหมอเดินเก่ง ยืนเก่งนี่ แค่นี้พ่อหนุ่มก็เหนื่อยแล้วเหรอ?” 

“ลุงอย่าเอาผมไปเปรียบเทียบกับศัลยแพทย์ระดับนั้นเลย ผมยังอ่อนด้อยประสบการณ์” ผมแอบเหล่มองลุงค้อนๆ แต่ลุงก็หัวเราะชอบใจ ขณะที่คุยก็ยังเดินไม่หยุด 

แดดก็ร้อนจนแสบผิวไปหมด แขนออกัสมันถึงได้มีสภาพแบบนั้น รู้ซึ้งแล้วล่ะ น่าเห็นใจหมอนั่นสุดๆ 

“ว่าแต่พ่อหนุ่มสองคนหน้าตาเหมือนกันเลยเนอะ” 

“ก็ผมเป็นฝาแฝดหมอนั่น ว่าแต่ออกัสมันเป็นยังไงบ้างตอนอยู่ที่นี่” ผมไม่รู้จะคุยอะไร แต่อยากหาเรื่องคุยให้มันเพลินๆ จะได้ลืมเหนื่อย ลุงทำหน้านึกก่อนจะพยักหน้าหงึกหงัก 

“พ่อหนุ่มคนนั้นกินยากไปหน่อย แต่หัวเร็ว เห็นอะไรก็อยากเอาไปขายหมด ต่อรองราคากับพวกพ่อค้าแม่ค้าได้เก่งอย่างนี้!” ลุงทำหน้าจริงจัง ประโยคหลังยกนิ้วโป้งขึ้นมาด้วย ผมถึงกับกะพริบตาปริบๆ แล้วยกยิ้มช้าๆ  

มันจะต่อไม่เก่งได้ยังไง ก็หมอนั่นเป็นนักธุรกิจ 

ช่างออกัสมันเถอะ 

“แล้วลุงจะพาผมไปคอกม้าทำไม?” ผมเปลี่ยนเรื่องคุย ผมไม่แปลกใจหรอกที่ที่นี่มีคอกม้า ผมรู้ว่าพี่หมอต้นข้าวเลี้ยงม้าและที่บ้านก็มีคอกม้าซึ่งเป็นของลุงพี่หมอต้นข้าว 

“ถึงแล้ว นี่ไง” ลุงยังไม่ทันจะตอบคำถามก็เดินมาถึงคอกม้า ผมกวาดสายตามองทุ่งกว้างที่ถูกกั้นรั้วไม้เอาไว้แล้วเบิกตานิดๆ 

กว้างใหญ่ใช้ได้เลย ในคอกมีม้าพันธ์ดียืนเล็มหญ้าอยู่ด้วย ลุงเปิดรั้วไม้แล้วพยักหน้าให้ผมเดินตามเข้าไป ในคอกม้ามีผู้ชายวัยกลางคนยืนอยู่ก่อนแล้ว 

“นี่โก๊ะ เป็นคนดูแลคอกม้า โก๊ะ! นี่หมอออสติน ฝาแฝดของพ่อหนุ่มเจ้าสำอางน่ะ” ลุงหันมาแนะนำผม ได้ยินฉายาของออกัสแล้วอดยิ้มขำไม่ได้ 

หมอนั่นเจ้าสำอางจริงๆ นั่นแหละ 

“สวัสดีครับ” คนชื่อโก๊ะพยักหน้าทักทาย ส่งยิ้มมาให้อย่างเป็นมิตร 

อันที่จริง ไร่นี่มีคนเป็นมิตรทั้งนั้นนะ ยกเว้นก็แค่พ่อตาลูกเขยคู่นั้นแหละ 

“ผมต้องทำอะไรเหรอ?” ผมหลุบตามองพลั่วในมือของลุงพร้อมกับถุงกระสอบสีขาว ลุงเงยหน้ายิ้มหวานทันที 

“วันนี้จะมีคนเข้ามาซื้อขี้ม้าไปทำปุ๋ยคอกครับ ต้องเก็บขี้ม้าแยกใส่ถุงกระสอบสำหรับขายและอีกส่วนขนไปใส่หลุมปุ๋ยหมักด้านหลังนู้นครับ” ลุงชี้มือชี้ไม้ ปากก็อธิบายไปด้วย ไม่สนสีหน้างุนงงของผมเลยสักนิด 

“ลุงจะบอกว่างานแรกของผมก็คือเก็บขี้ม้าใส่ถุงกระสอบนี่ใช่มั้ย?” ผมชี้นิ้วไปที่ถุงกระสอบ ลุงพยักหน้าทันที 

ผมเรียนหมอมาทั้งชีวิต แม้กระทั่งอึเด็กยังไม่เคยเห็น แต่วันนี้กำลังมาเก็บขี้ม้า 

ก้าวถอยหลังไม่ได้แล้วสิ แต่มันน่าจะแค่เบาๆ ก็แค่ขี้ม้า จะเป็นอะไรไป ดีกว่าขี้ไก่เยอะ ผมนึกโล่งอกหลังจากปลอบใจตัวเองแล้วแต่ก็เพียงไม่นาน ลุงก็พูดต่อ 

“เสร็จจากขี้ม้าตรงนี้แล้ว ต้องไปทำความสะอาดโรงเรือนไก่ไข่ด้วยนะครับ คนซื้อเขาต้องการขี้ไก่ไปทำปุ๋ยเหมือนกันครับ”  

ตามัจจุราชนั่น!  

 

ผมใช้เวลาอยู่กับขี้ม้าในคอกอยู่หลายชั่วโมง ทั้งเหม็นทั้งร้อน เกิดมาไม่เคยทำอะไรแบบนี้สักที สมัยเรียนหมออาจจะเคยไปออกค่ายอาสาบ้าง แต่ก็แค่แบกหินแบกปูน ไม่เคยมายืนเก็บขี้ม้าแบบนี้สักที 

ผมพยายามจะไม่ใส่ใจแล้วทำหน้าที่ของตัวเองไปเงียบๆ เพื่อเมียเลยนะ ถ้าไม่ใช่เพราะยัยนั่น อย่าหวังเลยว่าผมจะลุกจากเตียงนอนมาทำอะไรแบบนี้ 

“คนงานใหม่เหรอ หล่อมาก” 

ผมเข็นกระสอบขี้ม้าออกมาจากในคอกก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนมองอยู่ รอยยิ้มกรุ้มกริ่มน่าดู ผมยกหลังมือปาดเหงื่อที่หน้าผาก ไม่ยิ้มตอบใครทั้งนั้นแหละ เหนื่อยจนไม่มีแรงฉีกปากยิ้ม 

มันเหมือนจะไม่เหนื่อยนะ ก็แค่ตักใส่กระสอบ แต่ให้ตายสิ! มันต้องใช้แรงมากจริงๆ 

“หมดแล้ว” ผมหันไปบอกลุง ตอนนี้หายใจออกมาทางปากแล้ว ขณะที่ลุงนั้นยังสบายชิวๆ ตักขี้ไปก็ผิวปากไป คนที่นี่สุดยอดมาก 

“เดี๋ยวลุงขนกระสอบขึ้นรถให้เขาเอง พ่อหนุ่มเข็นพวกนี้ไปเทใส่หลุมปุ๋ยคอกตรงนู้นนะ เดี๋ยวลุงตามไป” ลุงชี้มือชี้ไม้สั่งอย่างกับเป็นผอ. โรงพยาบาล 

ผมแอบถอนหายใจแล้วเข็นรถเข็นไปตามที่ลุงชี้นิ้วบอก ระหว่างเข็นไปผมก็กวาดมองรอบๆ ตัวไป หยุดเข็นเมื่อเห็นร่างสูงกำยำของผู้ชายคนหนึ่งควบม้าตรงมาหาผม 

อยากลองขึ้นไปขี่ม้าดูบ้างจัง ไม่เคยขี่ม้าสักที มีแต่เป็นม้าให้ไอหมอกขี่ 

“ออกัสเหรอ?” ผู้ชายบนหลังม้าขมวดคิ้วเข้าหากัน หลุบตามองผมอย่างสงสัย 

บางครั้งผมก็อยากจะไปทำศัลยกรรมให้หน้าตัวเองไม่เหมือนออกัสนะ ผมเบื่อจะคอยบอกว่าผมคือออสติน ไม่ใช่ออกัส 

“ฉันเป็นฝาแฝดหมอนั่น” ผมตอบเสียงเนือย ร่างสูงบนหลังม้าเหวี่ยงตัวลงมายืนบนพื้นแล้วยิ้มให้ 

หมอนี่หน้าตาดีใช้ได้เลย เทียบกับผมแล้วถือว่าสูสี ที่สำคัญร่างกายกำยำจนอดก้มลงมองตัวเองไม่ได้ ผมเป็นหมอก็จริงแต่ผมชอบออกกำลังกาย และมีกล้ามเนื้อเซ็กซี่ที่น่าภูมิใจมากด้วย 

เพียงแต่มันดูด้อยกว่าคนตรงหน้าลิบลับเลย หมอนี่เป็นกรรมกรหรือยังไง กำยำขนาดนี้ 

“ผมชื่อดินแดนเป็นลูกพี่ลูกน้องของพี่หมอต้นข้าว” หลังจากหมอนั่นแนะนำตัวผมก็พยักหน้าหงึกหงัก ไม่รู้ว่าหมอนี่อายุมากหรือน้อยกว่าผมเหมือนกัน 

“นายเป็นเจ้าของม้าตัวนี้เหรอ?” ผมพยักพเยิดไปที่ม้าพันธุ์ดีสีขาวสะอาดตรงหน้า หมอนั่นหันไปมองแล้วพยักหน้ารับ 

“มันเป็นพ่อพันธุ์น่ะ สนใจเหรอ?” 

“ฉันไม่ค่อยถูกกับสัตว์เท่าไหร่ โดยเฉพาะไอ้ตัวที่อยู่ในดิน” ผมตอบอุบอิบ ผมขึ้นชื่อว่าสัตว์ร้ายก็จริง แต่ความลับอย่างหนึ่งก็คือ ผมกลัวสัตว์ทุกชนิดที่ไม่มีขาและอยู่ในดิน 

ไม่รู้ว่าหมอเมลล์คนนั้นหลงใหลไอ้สัตว์ประหลาดๆ แบบนั้นลงไปได้ยังไง 

“อย่าบอกเรื่องนี้กับปู่แก๊ปเด็ดขาดเลยนะ แล้วกำลังจะไปไหน?” 

“ลุงให้ขนขี้ม้าไปใส่หลุมปุ๋ยคอก มันอยู่ตรงไหน?” ผมถามพลางกวาดสายตามองหา ผมต้องรีบแล้วล่ะ ยังเหลือขี้ไก่อีกที่ยังไม่ได้จัดการ ผมอยากกลับไปอาบน้ำจะแย่อยู่แล้ว 

“ตามมาสิ” หมอนั่นพยักหน้าชวนหลังจากหันไปตบแผงคอม้าตัวเองสองสามที ร่างสูงก้มลงหยิบถุงกระสอบขี้ม้าขึ้นพาดบ่าแล้วก้าวยาวๆ เดินดุ่มๆ นำหน้าไป 

ผมยืนมองแผ่นหลังกว้างตาปริบๆ ไอ้ที่หมอนั่นแบกอยู่ มันคือขี้ม้านะ ไม่ใช่ผู้หญิง ให้ตายสิ! หมออย่างหมอเมฆใช้ชีวิตอยู่ในไร่นี่ได้ยังไง พวกหมอๆ มักจะรักษาสุขภาพอนามัยเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ  

ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้น 

ขอไปดำนากับออกัสจะได้หรือเปล่า 

ผมเข็นรถเข็นตามหลังดินแดนมาถึงหลุมขนาดใหญ่ด้านหลังเพิงไม้เก่าๆ ดินแดนดึงใบมะพร้าวที่คลุมปากหลุมออกแล้วเทขี้ม้าในกระสอบลงไปสองสามกระสอบ ส่วนที่เหลือก็ให้ผมขนไปเทรวมกองรวมกันที่ฝั่ง 

ดูเหมือนว่าที่ไร่จะทำปุ๋ยหมักกันเอง ผมเคยศึกษาทฤษฏีเกษตรผสมผสานและพึ่งพาตัวเองมาบ้าง ไร่นี่น่าจะเป็นแบบนั้น 

“ทำไมมีหลายกองจัง” ผมหันไปถามดินแดนพลางเบ้หน้า อยากจะยกมือปิดจมูกแต่มันเต็มไปด้วยขี้ม้าน่ะสิ 

“กองนั้นขี้ม้า นั่นขี้วัวและนั่นขี้ไก่ อ้อ! มีขี้เป็ดด้วย” ดินแดนสาธยาย ผมเผลอก้าวถอยหลังเล็กน้อย 

สารพัดขี้จริงๆ  

“แค่ขี้ม้าก็พอแล้วมั้ง” ผมบ่นอุบอิบแล้วเบ้หน้า ดินแดนหัวเราะชอบใจแล้วเดินมาหยิบพลั่วตักสารพัดอึสัตว์พลิกกลับไปกลับมา 

“มันมีประโยชน์ทั้งนั้นแหละหมอ พวกนี้เป็นปุ๋ยชั้นดี ดีกว่าพวกปุ๋ยเคมีแพงๆ อีก ที่สำคัญมันฟรีไม่ต้องเสียเงินซื้อ พืชผักของไร่ก็พึ่งพาปุ๋ยพวกนี้แหละ” 

“ที่นี่เลี้ยงสัตว์อะไรบ้างเนี่ย?” ผมกำลังพยายามทำใจกับอึสัตว์พวกนี้อยู่ 

“ถ้าเลี้ยงเพาะพันธุ์ขายก็มีแค่ม้าเท่านั้น ส่วนพวกเป็ดไก่ วัว อ้อ! เรามีควายด้วยนะ” ดินแดนทำหน้าเหมือนพึ่งจะนึกได้ ผมยกมือขึ้นห้ามหมอนั่นแทบไม่ทันแล้วรีบพยักหน้ารัวๆ ว่าผมเข้าใจแล้ว ดินแดนหัวเราะจนหัวไหล่กระเพื่อมแล้วเริ่มอธิบายต่อ 

“พวกเป็ดไก่ เราเลี้ยงเอาไว้กินไข่ ไม่ได้จับตัวขาย แต่ถ้าตายไปตามธรรมชาติ ถึงจะกินเนื้อมัน วัวกับควายเราเลี้ยงไว้ใช้ประโยชน์ พวกวัวให้ขี้วัวเป็นปุ๋ย เล็มหญ้ารกๆ ในไร่ได้ ส่วนควายนอกจากให้ขี้มาทำปุ๋ย ก็ยังใช้ทางเกษตรด้วย แต่ไม่ค่อยได้ใช้แรงงานมันเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะปล่อยไว้ให้กินหญ้ามากกว่า ประหยัดแรงงานคนงานตัดหญ้าน่ะ” 

“วัวกับควายเขาเลี้ยงไว้ขายไม่ใช่เหรอ เห็นว่าตัวนึงราคาไม่น้อย” ผมเริ่มสนใจขึ้นมา 

“ที่นี่ไม่ขายสัตว์ที่พวกเราเลี้ยงดูหรอก ยกเว้นม้า แต่ม้าแต่ละตัวที่จะถูกขายออกไป คนซื้อต้องถูกตรวจสอบประวัติอย่างดี ไร่เราไม่ได้เห็นแก่เงินถึงขนาดส่งสัตว์พวกนี้ไปตายหรอก” ดินแดนยักไหล่ หมอนี่พลิกกองอึอย่างคล่องแคล่ว ไม่นานก็หมดกอง ผมมองทึ่ง ๆ แต่หวังว่าตามัจจุราชนั่นจะไม่ใช้ให้ผมมาพลิกกองอึพวกนี้หรอกนะ 

“หมอนึกยังไงถึงมาจีบไอหมอก” อยู่ๆ ดินแดนก็ถามขึ้น 

“ฉันรู้จักไอหมอกมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว มีคืนหนึ่งพวกเราเผลอนอนด้วยกัน” ผมยอมรับตรงๆ ดินแดนถึงกับชะงักมือทันควันแล้วหันมาจ้องหน้าผมเขม็ง แววตาของหมอนั่นทำให้ผมเผลอก้าวถอยหลัง 

ดูภายนอกหมอนี่เหมือนจะเป็นมิตร แต่บางสิ่งบางอย่างในแววตาทำให้ผมหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก จะบอกว่าพี่หมอต้นข้าวเวลาโกรธน่ากลัวแล้ว ยังเทียบไม่ได้กับผู้ชายตรงหน้าผมเวลานี้เลย 

หมอนี่เหมือนมากๆ  

เหมือนตามัจจุราชนั่นน่ะ 

 

[Part : ออสติน] 

“แกออกไปนะโว้ย!” 

“ออกัส! เปิดประตู!” 

“ไม่เปิด!” 

“ไอ้บ้าเอ๊ย!”  

ผมโวยวายหัวเสีย มือก็พยายามจะทุบประตูเข้าไปในบ้าน แต่ไอ้คนในบ้านมันไม่ยอมเปิดประตูให้ผม 

ผมกัดปากตัวเองอย่างโมโหพลางก้มลงมองสภาพตัวเองแล้วต้องรีบเบือนหน้าหนี ให้ตายสิ! เนื้อตัวเต็มไปด้วยสารพัดอึสัตว์และตอนนี้ผมต้องการอาบน้ำมาก ๆ แต่ออกัสมันเป็นบ้าอะไรไม่ยอมให้ผมเข้าไปในบ้านเนี่ย 

หลังจากผมพูดเรื่องของไอหมอกกับดินแดน อยู่ๆ หมอนั่นก็เปลี่ยนไป ลากผมไปทรมานอยู่กับอึสัตว์จนดึกดื่น ผมพูดอะไรให้หมอนั่นโกรธขนาดนั้นก็ไม่รู้ 

คิดว่าจะเป็นมิตรซะอีก 

กลับมาสภาพเนื้อตัวมอมแมม เต็มไปด้วยบรรดาอึๆ คิดจะรีบอาบน้ำให้สดชื่นแต่กลับกลายเป็นว่าออกัสมันปิดประตูใส่หน้าผมซะอย่างนั้น 

“ออกัส!” ผมตะโกนเรียก ออกัสก็ตะโกนกลับมาจากด้านใน 

“แกไปตกบ่ออึที่ไหนมา เหม็นเป็นบ้า!” 

“ก็เปิดประตูสิ จะรีบไปอาบน้ำ อย่ามัวเล่นนะไอ้ประธานงี่เง่า!” 

“ไม่ได้เล่นโว้ย! เหม็นขนาดนั้น ฉันไม่ให้แกเข้ามาในบ้านหรอก” 

“นี่ฉันน้องแกนะออกัส!” ผมกระซิบลอดไรฟัน หมอนี่รังเกียจอะไรผมขนาดนี้เนี่ย 

“เออ! รู้แล้วว่าน้องคลานออกมาพร้อมกัน แต่ว่าสภาพแกตอนนี้ ฉันขอหยุดเป็นพี่ชายแกสักวันนะ จนกว่าแกจะไปกระโดดบ่อน้ำน่ะ” 

ผมกำหมัดเข้าหากัน อยากต่อยหน้าประธานสักที ถ้าไม่ติดว่ามันเหมือนหน้าตัวเองแล้วต่อยไม่ลง 

“ฉันจะฟ้องพ่อ!” ผมกระซิบลอดไรฟัน ตวัดสายตามองประตูบ้านตาขวาง ตัดสินใจเดินอ้อมไปที่หน้าต่างบ้าน โชคดีที่มันเปิดอยู่และอยู่ติดกับต้นมะม่วงพอดี 

ผมตัดสินใจปีนขึ้นไปบนต้นมะม่วง แต่แทบจะกระโดดลงมาไม่ทัน มดแดงฝูงใหญ่ออกมาปกป้องบ้านมันทันทีที่ผมเผลอไปเหยียบครอบครัวมันตัวเดียว 

ไร่นี่มันอะไรกันนักหนานะ! 

ผมกัดฟันปล่อยให้มดแดงไล่กัด ดึกดื่นไม่หลับไม่นอนกันหรือไง พาพวกวิ่งมากัดชาวบ้านเขาเนี่ย ผมมองค้อนมันตาขวางแล้วกระโดดเข้าไปในหน้าต่างบ้าน 

“นี่ไอ้หมอ สภาพแกตอนนี้ ฉันรับไม่ได้จริงๆ” ออกัสที่ยืนกอดอกมองอยู่ทำหน้ารับไม่ได้ 

เออ! ผมก็รับสภาพตัวเองไม่ได้เหมือนกัน 

นอกจากจะเหม็นบรรลัยแล้ว ยังปวดเมื่อยไปทั้งเนื้อทั้งตัว 

“หุบปากไปซะ!” ผมแยกเขี้ยวใส่ออกัส รีบร้อนเดินเข้าไปในห้องน้ำ ถอดเสื้อผ้าโยนลงในถังขยะมุมห้องแล้วเข้าไปยืนใต้ฝักบัวทันที 

“แกไม่เคยไปขนอึสัตว์หรือยังไง?” ผมตะโดนถามออกัสผ่านประตูห้องน้ำ มือก็ถูสบู่ไปด้วย เหมือนออกัสจะมายืนอยู่หน้าประตูห้อง เสียงของหมอนั่นถึงอยู่ใกล้นัก 

“ไม่เคย มีแต่ลงไปในโคลน ดำนา ถอนกล้า ตากข้าว เกี่ยวข้าว เก็บฟาง แค่นี้ยังไม่พอใจอีกเหรอ?” 

“ทำไมฉันถึงไม่เชื่อคำเตือนของแกนะ” ผมบ่นอุบอิบพลางส่ายหน้า 

น่ากลัว! ไร่นี่น่ากลัวเกินไปแล้ว 

“ก็บอกแล้วว่าให้หนีไปซะ”  

ความคิดเห็น