email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 12

คำค้น : เซียน่า , ร้อน , ฤดูร้อน , อิตาลี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 77

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ม.ค. 2564 20:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 12
แบบอักษร

เจ้าของคอกม้าผมสีขาวนวลตาเหมือนปุยฝ้ายก้าวช้าๆ และกวาดสายตาไปรอบๆ บริเวณที่โล่งแจ้งบนเขาด้วยความคุ้นเคยชนิดที่หากมีความเปลี่ยนแปลงกับกิ่งไม้สักกิ่งหรือก้อนหินสักก้อน เขาก็สามารถมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง 

นานร่วมยี่สิบปีมาแล้วที่ชายวัยกลางคนควักเงินก้อนใหญ่ซึ่งรวบรวมได้จากเงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัยเพื่อสร้างคอกแห่งนี้ และเลือกเฟ้นม้าแข่งพันธุ์ดีจากทั่วสารทิศมาไว้ในครอบครองของตน เพื่อเติมเต็มความฝันสมัยก่อนปลดเกษียณจากสังเวียนปาลิโอ ที่ต้องการดำเนินกิจการเพาะพันธุ์ม้าแข่งและฝึกฝนเยาวชนรุ่นใหม่ผู้มีใจรักปาลิโอให้เป็นฟานตีโน่เต็มตัว บัดนี้ความพากเพียรของเขาเริ่มที่จะสัมฤทธิ์ผล เมื่อลูกศิษย์ลูกหาของเขาหลายคนยกระดับจากเด็กฝึกหัดที่มีพื้นฐานขี่ม้าหลังเปล่าน้อยนิด มาเป็นฟานตีโน่ที่ไล่ล่าชิงแผ่นผ้าไหมปาลิโอได้อย่างสมภาคภูมิ 

รองศาสตราจารย์เอนโซ่ กัปเปลลี ไม่เคยนึกน้อยใจหรือแช่งชักลูกศิษย์ในสังกัดคนใดที่แยกตัวออกไปตั้งค่ายฝึกฟานตีโน่ของตัวเองแม้เพียงน้อยนิด เขารู้ดีว่านี่คือวัฏจักรของปาลิโอ ไม่มีทางที่หนอนตัวกลมจะคลานอุ้ยอ้ายไปตลอด หากวันใดที่หนอนตัวนั้นลอกคราบดักแด้เป็นผีเสื้อที่สวยงาม เขาซึ่งเป็นครูบาอาจารย์มาแต่หนุ่มจนแก่ก็พร้อมใจจะเปิดทางให้อดีตหนอนที่ตนฟูมฟักมาแต่เล็กแต่น้อยสยายปีกบินอวดความงามของตนเองได้ด้วยความเต็มอกเต็มใจ 

ปาลิโอปีนี้ผิดจากทุกปีที่ล่วงมาซึ่งโรงม้าของเขามักจะอุ่นหนาฝาคั่งด้วยคนหนุ่มไฟแรงอยู่เสมอ เอนโซ่เหลือหนอนผีเสื้อในความอุปถัมภ์เพียงสองตัว...ตัวหนึ่งมีสภาพเหมือนดักแด้ที่ใกล้ได้เวลากะเทาะถุงเส้นใยเต็มแก่ หากแต่มันทะนงตัวว่าเป็นผีเสื้อมานานครัน กับอีกตัวหนึ่งซึ่งยังไม่แม้แต่จะเข้าใกล้ช่วงชีวิตของการเป็นดักแด้ แต่ด้วยพรสวรรค์บางอย่าง กอปรกับความมีวินัยและตั้งใจจริงในตัว ทำให้เขารักใคร่เอ็นดูเจ้าหนอนผีเสื้ออนาคตไกลตัวนี้เกินหน้าเกินตาใคร 

แดดบ่ายคล้อยลอดร่มไม้ใบบังลงมายังลานดินหน้าคอกม้าที่ถูกร่องรอยกีบม้าเหยียบย่ำเป็นจ้ำๆ หนุ่มใหญ่แว่วเสียงเกือกม้ากระทบพื้นมาแต่ไกล ชวนให้เขาเข้าใจผิดว่าเป็นศิษย์คนหนึ่ง ทว่าเมื่อร่างล่ำสันของศิษย์อีกคนฉายขึ้นบนหลังม้าที่กำลังวิ่งมาทางตน อาจารย์เอนโซ่จึงพูดไม่ออกอยู่พักหนึ่ง 

“โปรเฟสซอเร” ซิโมเน่ร้องเรียกฉายาประจำตัวที่เด็กฝึกรุ่นพี่ๆ ใช้ขานแทนชื่อเจ้าของคอกม้าคนนี้ เพราะรู้ว่าเอนโซ่มีอาชีพหลักเป็นอาจารย์ ทุกคนจึงมักจะเรียกเขาด้วยคำว่า ‘โปรเฟสซอเร’ อันหมายถึง อาจารย์ “คุณมาได้เวลาพอดีเลย ผมเข้าถึงเส้นชัยไวขนาดนี้ ถ้าเป็นปาลิโอที่เมืองเลญญาโน ผมชนะเลิศไปแล้ว” 

“ซิโมเน่” เอนโซ่ชะเง้อคอหา “เพื่อนของเธอไปไหน” 

“มัตเตโอน่ะเหรอ” ชายหนุ่มทำหน้าไม่พอใจกับสถานะที่ผู้ฝึกใช้ 

“นอกจากนายนั่นแล้วจะมีใครอีก” ผู้สูงวัยย้อน “ม้ายังอยู่ในคอกครบทุกตัว ยกเว้นตัวที่เธอกำลังขี่อยู่ หมายความว่ามัตเตโอไม่มาซ้อมหรือ” 

แชมป์ปาลิโอรายการเล็กย่นคิ้วตริตรอง ย้อนนึกถึงเหตุการณ์ปะทะฝีปากเมื่อช่วงเช้าวันนี้ด้วยความเคียดแค้น หากเขาเล่าความจริงว่ามัตเตโอรีบตื่นแต่เช้ามาซ้อมท่ามกลางความหนาวเย็น คู่แข่งตัวฉกาจของเขาคงได้คะแนนความสงสารจากผู้ฝึกสอนพวกตนอีกตามเคย คิดดูแล้วการพูดความจริงไม่เห็นจะเกิดประโยชน์กับเขาสักนิด ชายหนุ่มจึงเลือกที่จะเล่าตามที่เจ้าของคอกม้าเห็น 

“มัตเตโอโดดซ้อมครับ โปรเฟสซอเร” ซิโมเน่ใส่ไฟหน้าตาย “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาไปไหน พยายามติดต่อแล้วก็ตามตัวไม่ได้สักที เลยปล่อยเลยตามเลย ดูท่าว่าวันนี้เขาคงไม่มาซ้อมกับเราแล้วล่ะครับ คุณเอนโซ่” 

“มัตเตโอทำตัวน่าผิดหวังมาก” ใบหน้าที่พลิกผันเป็นบึ้งตึงเฉียบพลันส่ายช้าๆ ขณะที่คนปั้นน้ำเป็นตัวซ่อนยิ้มอย่างสมใจนึก 

 

อาสนวิหารอันใหญ่โตดั่งภูเขาเลากาตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าหนุ่มสาวต่างเชื้อชาติ ตัวอาคารทรงโกธิคซึ่งมียอดแหลมและหน้าบันสามเหลี่ยมดูเด่นโพลนด้วยสีขาวสะอาดตาของหินอ่อนคาร์รารา มุมหนึ่งของตัวโบสถ์มีหอระฆังสูงยอดแหลมที่สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวสลับดำเป็นลายถี่แนวขวางราวประกาศตนว่าเป็นวิหารประจำเมืองเซียน่าที่มีสีขาวกับดำเป็นสีประจำเมือง ตามขอบ เสา และยอดพรั่งพร้อยด้วยประติมากรรมตัวปนาลี นักบุญ ตลอดจนเทวดาตามคติคริสต์ศาสนา นี่คือดูโอโม่ ดิ เซียน่า ศาสนสถานที่งามหมดจดประดุจยกสิ่งปลูกสร้างบนสวรรค์ลงมาอยู่บนพื้นพิภพ 

“ดูโอโม่ แปลว่า โบสถ์ใหญ่ประจำเมือง” มัตเตโอให้คำอธิบายเมื่ออีกฝ่ายตั้งคำถาม “เกือบทุกเมืองมักจะมีดูโอโม่เป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุด สวยที่สุด และมีความสำคัญที่สุด เธอเลยจะได้ยินชื่อดูโอโม่ในหลายๆ เมือง” 

“ฉันเคยรู้จักแต่ดูโอโม่ประจำเมืองฟลอเรนซ์และดูโอโม่ประจำเมืองมิลาน เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าดูโอโม่ของเซียน่าก็สวยพอๆ กับสองที่นั้นเลย” อลิสาบอก 

เด็กสาวหยิบมือถือขึ้นมาแชะภาพดูโอโม่เป็นที่ระลึกสองสามช็อต ภาพแม่ชีที่สอนกลุ่มเด็กประถมที่มาทัศนศึกษาร้องเพลงสวดที่ขั้นบันไดทางขึ้นมหาวิหารแลดูสงบเสงี่ยม ขัดแย้งกับบรรดานักท่องเที่ยวสารพัดชนชาติที่ส่งเสียงเอะอะเจี๊ยวจ๊าวอยู่ไม่ไกลจากกันเดียวกัน หลายคนถ่ายภาพหมู่ด้วยไม้เซลฟี่ ขณะที่บางคนให้เพื่อนบันทึกภาพตนกระโดดฉีกแข้งขาอย่างไร้ซึ่งความสำรวม 

“เธอคงเห็นว่าที่นี่ก็มีหอคอยเหมือนกัน” หนุ่มอิตาเลียนกล่าวอย่างจะดึงความสนใจเพื่อนร่วมทางจากนักท่องเที่ยวผู้สะกดคำว่ากาลเทศะไม่เป็น 

“เห็นค่ะ ฉันว่าหอคอยที่นี่สวยกว่าตอร์เร เดล มันจา ซะอีก” เธอเอียงคอเพื่อวัดองศา “แต่เหมือนจะเตี้ยกว่ารึเปล่า ฉันไม่แน่ใจ” 

มีเสียงหัวเราะเบาๆ มาจากชายหนุ่มที่ยืนเคียงข้าง 

“ขืนเธอพูดอย่างนี้ให้คนยุคกลางได้ยิน ดีไม่ดีจะเกิดสงครามเอาได้” 

“ทำไมล่ะ ที่ฉันพูดไปมันผิดมากเลยเหรอ” อลิสาเอามือปิดปากเป็นพัลวัน เพิ่มระดับเสียงหัวเราะของมัตเตโอขึ้นอีก 

“ไม่รู้ว่าเธอเคยได้ยินมาบ้างหรือเปล่า ว่าในยุคกลางอิตาลีไม่ได้รวมกันเป็นหนึ่ง แต่แตกแยกเป็นแว่นแคว้นมากมาย ขาใหญ่ประจำดินแดนนี้มีสองคน ฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์หรือฝ่ายฆราวาส กับอีกฝ่ายหนึ่งก็คือฝ่ายสมเด็จพระสันตะปาปาหรือฝ่ายศาสนจักร” 

“เมื่อวานฉันคุ้นๆ ว่าอาจารย์สอนเรื่องนี้ แต่ฉันฟังไม่ออกเลย” นิสิตหญิงมีท่าทางอยากรู้อยากเห็นเหมือนเด็กฟังนิทาน “แล้วยังไงต่อ” 

“บางเมืองก็เข้าข้างพระสันตะปาปา บางเมืองก็เข้าข้างพระจักรพรรดิ พวกที่นิยมศาสนจักรเรียกว่าพวกเกวลฟ์ ส่วนพวกที่นิยมฆราวาสเรียกว่าพวกกิบเบลลีน ทั้งสองฝ่ายรบพุ่งกันอย่างดุเดือด บางครั้งถึงกับก่อสงคราม มีคนล้มตาย” 

“ยุคนั้นเซียน่าอยู่ฝ่ายเกวลฟ์หรือกิบเบลลีนคะ” อลิสาอดสงสัยไม่ได้ 

“เซียน่าอยู่ฝ่ายกิบเบลลีน นิยมจักรพรรดิ นี่เป็นเหตุผลที่ ตอร์เร เดล มันจา ซึ่งเป็นหอระฆังประจำสภาเมือง ถูกสร้างขึ้นมาให้มีความสูงมากกว่าหอระฆังดูโอโม่ซึ่งเป็นตัวแทนของฝ่ายศาสนจักร” เจ้าถิ่นอธิบายเสียละเอียด 

“ถ้าอย่างนั้นฟลอเรนซ์ก็คงอยู่ฝ่ายเกวลฟ์น่ะสิ” เธอปะติดปะต่อความรู้ที่สั่งสมมาในสมอง “เพราะในยุคกลางเซียน่ากับฟลอเรนซ์เคยเป็นศัตรูกัน” 

“ถูกต้อง” มัตเตโอชมเชย “และเพราะสงครามยุคนั้นเซียน่าปราชัย ฟลอเรนซ์จึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประจำแคว้นตอสกาน่า ส่วนเซียน่าก็ถูกสั่งให้หยุดยั้งการพัฒนาเมือง เซียน่าเลยมีสภาพเหมือนค้างเติ่งมาจากยุคกลางอย่างนี้” 

ขณะทั้งสองคนกำลังพูดคุยเรื่องอดีตกันอยู่ แถวซื้อบัตรเข้าดูโอโม่ก็ยาวขึ้นด้วยกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่ยกพลกันมาเป็นโขยง ชายหนุ่มจึงเร่งเร้าให้เด็กสาวไปต่อแถวก่อนที่จำนวนคนเข้าคิวจะยาวเกินรอ 

“น่าสนใจมากๆ” อลิสาอมยิ้ม “เท่าที่ฉันเรียนมา อิตาลีนี่เหมือนจะมีแต่ความขัดแย้งภายในเลยนะ แต่ละเมืองไม่ถูกกัน แต่ละแคว้นก็ไม่ถูกกัน” 

“จริงของเธอ อาลิซ่า” คนนำเที่ยวพูดเมื่อมายืนต่อท้ายแถว “ฉันก็ไม่เคยรู้สึกว่าประเทศของฉันเป็นหนึ่งเดียวเลย เพราะจนปัจจุบันที่ความขัดแย้งระหว่างเกวลฟ์กับกิบเบลลีนยุติลงแล้ว แต่คนอิตาเลียนแต่ละท้องถิ่นก็ยังไม่ญาติดีกันนัก คงมีเฉพาะตอนที่ฟุตบอลทีมชาติแข่งนั่นแหละที่ทุกคนจะสามัคคีกัน” 

“กี่คนคะ” พนักงานขายตั๋วขัดบทสนทนาขึ้นมากลางคัน 

“สองคนครับ” มัตเตโอชูนิ้วบอกและหันมาย้ำกับผู้หญิงที่มากับตน “อย่าลืมที่เราตกลงกันไว้นะ เธอต้องออกค่าเข้าให้ฉันด้วย” 

“ฉันไม่ลืมหรอกย่ะ” อลิสาแยกเขี้ยวใส่เขา 

“ไม่แพงเท่าไหร่หรอก เพราะของเธอซื้อได้ครึ่งราคาด้วยบัตรประจำตัวนิสิต” พ่อหนุ่มจอมกะล่อนคนนี้พอเริ่มจะสนิทสนมกันมากขึ้นก็ยิ่งออกลายมากขึ้นตามไปด้วย “ฉันเป็นแค่คนเฝ้าหอพัก มีงบไม่มากเท่านักเรียนนอกหรอก” 

“รู้แล้วน่า” นิสิตจากเมืองไทยบอกแกนๆ พลางจ่ายค่าเข้าในราคาสองคน 

“กลับมาที่เรื่องความขัดแย้งภายในของอิตาลี...อีกไม่นานนี้เธอก็จะได้เห็นว่านอกจากความขัดแย้งระหว่างภาคต่อภาค แคว้นต่อแคว้น เมืองต่อเมืองแล้ว คนในเมืองเดียวกันก็ยังจะกลายเป็นอริกันได้อีกด้วย” 

“ทำไมคนในเมืองเดียวกันถึงจะเป็นอริกันได้อีก” อลิสาคับข้องใจ นี่คนประเทศนี้รู้จักคำว่าสามัคคีหรือสมานฉันท์กันบ้างไหมหนอ 

“เชื่อแล้วว่าความจำเธอสั้นจริง” มัตเตโอยิ้มในหน้า “ลืมปาลิโอแล้วหรือไร เมื่อไหร่ที่มันมาถึง เมื่อนั้นแหละ เซียน่าจะลุกเป็นไฟเลยทีเดียว” 

 

หากภายนอกดูโอโม่ว่างามล้ำแล้ว ผู้มาจากแดนไกลก็ไม่รู้จะสรรหาคำใดมานิยามความวิจิตรพิศวงของภายในที่ชวนลายตาด้วยหินอ่อนสลับสีดำขาวแนวนอนบนผนังและเสา ดาวเพดานสีทองแพรวพราว หัวเสาลายใบอะแคนทัส รูปสลักที่หนาตากว่าข้างนอก รวมไปถึงสีสันสดใสของกระจกสีที่สาดเงาลงมา 

“เบลลิสซิมา” คือคำเดียวที่อลิสานึกออกด้วยหัวสมองที่ตะลึงงันกับความงามสุดคำพรรณนาของมหาวิหารแห่งนี้ “งดงามที่สุด” 

“ฉันถึงได้บอกว่ามาที่นี่ก่อน ค่อยขึ้นไปชมวิวบนหอคอยมันจา” เพื่อนหนุ่มประสานสองแขนไว้ที่อก สีหน้าเขาพลอยดูอิ่มเอมไปด้วยเมื่อเห็นเธอพออกพอใจกับสถานที่ที่ตนพามาแทน “เสียดายมั้ยล่ะที่รู้จักเซียน่าช้าไป” 

เด็กสาวพยักหน้าอย่างไร้ข้อโต้แย้ง สองตาจ้องจับอยู่บนยอดโดมที่นึกไม่ออกว่าช่างในอดีตปีนขึ้นไปรังสรรค์งานศิลปะได้อย่างไร 

“ฉันรู้สึกแย่เลยที่ก่อนนี้รู้จักแต่ฟลอเรนซ์ ไม่เคยรู้จักเซียน่า ทั้งที่เมืองคู่ปรับแห่งนี้มีสถานที่สวยๆ งามๆ ไม่แพ้กัน” เธอปรารภพลางหมุนคอไล่มองนักท่องเที่ยวที่กรูกันเข้ามาจนคับคั่งมหาวิหาร “ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมที่นี่คนเยอะ” 

มัตเตโอไหวไหล่ แสดงกิริยาเหมือนจะย้ำว่าเธอช่างรู้น้อยนิด 

“ที่เธอเห็นอยู่นี่ก็ใช่ว่าจะมากมายอะไร ธรรมดาทุกวันก็เยอะประมาณนี้ แต่เวลาที่ดูโอโม่คนล้นในสุดในรอบปีคือหลังการแข่งขันปาลิโอสิ้นสุดลง ผู้ชนะจะถูกแห่คนในคอนตราดาที่เขาสังกัดแหนเข้ามายังลานที่พวกเรายืนกันอยู่นี้ ตามด้วยขบวนคนของคอนตราดาอื่นๆ จนเบียดเสียดชนิดไม่ต้องหายใจเลยล่ะ” 

“เมื่อไหร่เธอจะเลิกพูดถึงปาลิโอเสียที ฉันอยากเห็นวันจริงใจจะขาดแล้วนะ” อลิสายิ้มเนือยขณะแกล้งเอาข้อศอกถองต้นแขนของมัตเตโอเล่น “แต่ที่จริงก็ต้องขอบคุณเธอเหมือนกัน ถ้าไม่ได้เธอช่วยอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ เรื่องปาลิโอฉันคงไม่มีวันเข้าใจถ่องแท้ เพราะคนอื่นเอาแต่พูดอิตาเลียนกับฉัน ไม่ได้รู้สึกรู้สาเลยว่าที่พูดไปนั้นฉันฟังออกมากน้อยสักกี่เปอร์เซ็นต์กันเอง” 

หนุ่มผู้ดูแลหอพักแอบยิ้มค่าที่นานๆ ทีจะมีคนเอ่ยคำขอบคุณกับเขาด้วยใจจริงดังที่เธอปฏิบัติสักหน อาลิซ่าคงไม่รู้ตัวว่าการกระทำของเธอนั้นมีผลยิ่งใหญ่เพียงใด ต่อความรู้สึกของตัวเขาที่ผู้คนในเซียน่ามักจะดูถูกเหยียดหยามอยู่เสมอ 

และมันจะผิดไหมหากว่าเขาคิดกับเธอไกลไปอีกขั้น แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าลงท้ายแล้ววันหนึ่งเธอก็ต้องกลับประเทศบ้านเกิดของเธออยู่ดี 

“มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ฉันสงสัยเกี่ยวกับเธอ” นั่นเองที่ฉุดเขาขึ้นมาจากภวังค์ 

“อะไรรึ” มัตเตโอตั้งหลักแทบไม่ทัน 

“ทำไมเธอถึงได้พูดภาษาอังกฤษเก่งกว่าคนอิตาเลียนทั่วไป” เด็กสาวมิวายพูดออกตัว เดี๋ยวนี้เธอเริ่มจับทางวาจาเชือดเฉือนของเขาได้แล้ว “คือฉันรู้นะว่าทักษะฟังพูดอิตาเลียนฉันแย่ โปรเฟสซอเรที่สอนฉันก็ติงมา แต่รู้ทั้งรู้ว่าฉันคุยไม่ค่อยรู้เรื่อง คนที่นี่ก็ยังดันทุรังพูดอิตาเลียนอยู่ ไม่เหมือนกับเธอที่...” 

“ฉันเกิดและโตมาในซาแลร์โน เมืองท่าในแคว้นกัมปาเนียทางตอนใต้ที่มีคนต่างชาติเยอะแยะ ทั้งลูกเรือ ทั้งคนมาเที่ยว” เขาพูดความจริงเพียงครึ่งเดียวโดยละสาเหตุที่แท้จริงว่าเขาเคยคลุกคลีกับคุณลุงชาวอังกฤษที่มาเปิดฟาร์มม้าที่นั่น ผู้เป็นครูคนแรกที่สอนให้เขาหัดขี่ม้าตั้งแต่ยังเยาว์วัย 

ในห้วงอารมณ์ที่อลิสามัวพยักหน้าเออออกับประวัติส่วนตัวฉบับย่อของเขา มัตเตโอก็ฉวยโอกาสนั้นโพล่งถามออกไปเพื่อป้องกันตัว เพราะเกรงว่าเธอจะเซ้าซี้ถึงประเด็นที่เขาไม่อยากแม้แต่จะนึกถึงมันอีก “เธอได้รู้เรื่องของฉันแล้ว ฉันก็อยากจะรู้เรื่องของเธอบ้างเหมือนกันนะ อาลิซ่า” 

“ได้สิ” เธอยิ้มหวานอย่างเชื้อเชิญ “ฉันถามเธอ เธอก็ถามฉันบ้างก็ได้” 

“เธอมาจากเมืองไหนหรือ” มัตเตโอด้นคำถามสดๆ ร้อนๆ จะว่าไปถ้าไม่นับบางกอก เขาก็ไม่เคยได้ยินชื่อเมืองอื่นในประเทศของเธออีกเลย 

“อยุธยา เธอเคยได้ยินมั้ย” ไม่ผิดจากที่ทายไว้ว่าคำตอบคือไม่ “ได้ยังไง เพื่อนคนญี่ปุ่นที่เรียนคลาสเดียวกับฉันยังรู้จักที่นั่นเลย” 

“ก็นั่นคนญี่ปุ่น ประเทศฉันอยู่คนละทวีปกับเธอ จะไปรู้จักเท่าคนที่มาจากทวีปเดียวกันได้ไงเล่า” หนุ่มหน้าตาดีโต้ตอบอย่างไม่ยอมลงให้ 

“อยุธยาเป็นเมืองหลวงเก่าของตายลานเดีย เคยเป็นเมืองที่สวยมาก” เธอให้รายละเอียดคร่าวๆ “อันที่จริงอายุอานามเมืองนี้ไม่เก่าเท่าเซียน่า แต่เพราะถูกข้าศึกเผาทำลาย ตอนนี้วัดวาอารามที่เคยสวยงามก็เหลือแต่ซากซะส่วนใหญ่ แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะคนตะวันตกก็ยังชอบไปกันอยู่ พวกเขาชอบไปถ่ายรูปโบราณสถาน อ้อ เขตเมืองเก่าของที่นั่นได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกด้วยนะ” 

“ก็เหมือนกับเมืองเก่าของเซียน่าน่ะสิ” เขาพูดตามความคิดตัวเอง 

“ซิ” สาวอยุธยารับคำและพูดต่ออย่างกึ่งคาดคั้น “เธออยากไปเที่ยวเมืองไทยไม่ใช่เหรอ ถ้าเมื่อไหร่ที่เธอได้ไป อย่าลืมไปเที่ยวอยุธยานะ ให้ฉันรอเจอเธอที่นั่นก็ยังได้ ถ้าเธอไปเที่ยวบ้านฉัน ฉันจะพาเธอเที่ยวรอบเมืองเลย” 

ก้อนเนื้อในอกชายฉกรรจ์เต้นแรงจนเขารู้สึกได้ มัตเตโอยืนตัวโยน เพื่อกลบเกลื่อนไม่ให้อลิสาสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเขา วินาทีนี้เขาจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจเธอ 

“ถ่ายรูปบ้างมั้ย” เขาเสนอเมื่อเหลือบไปเห็นครอบครัวนักท่องเที่ยวจากแผ่นดินใหญ่กำลังถ่ายรูปหมู่กันหน้าแท่นบูชา 

“เธอว่าอะไรนะ ถ่ายรูป?” เด็กสาวรีบออกตัว “ปกติฉันไม่ค่อยได้ถ่ายรูปตัวเองเท่าไหร่ ชอบถ่ายวิวสถานที่ที่ไปมากกว่า” 

“ถ้าถ่ายแค่นั้นคนอื่นจะรู้ได้ยังไงว่าคนที่ไปมาคือเธอ” เขากึ่งอาสากึ่งสำทับ “เธอน่าจะมีรูปถ่ายกับสถานที่ในเซียน่าบ้าง เมื่อเวลาผ่านไป เธอจะได้ย้อนกลับมามองตัวเองในอดีตว่าครั้งหนึ่งเธอเคยเรียนที่นี่มาก่อน” 

เหตุผลที่เขาให้พาอลิสาระลึกถึงคำพูดของครูวัฒน์ครั้งสุดท้ายที่คุยโทรศัพท์กัน คุณครูที่เธอเคารพรักพูดถูกเผง เพราะขนาดเธอมาอยู่เมืองนี้ได้ไม่ถึงอาทิตย์ สายตาเธอก็เริ่มจะชินชากับทิวทัศน์เมืองนี้บ้างแล้ว คงไม่ต้องรอให้เวลาล่วงเลยไปจนจบหลักสูตรก่อนค่อยถ่าย อันที่จริงเธอก็อยากได้รูปถ่ายตัวเองไปอวดคนที่บ้านเหมือนกัน โชคร้ายที่เธอถ่ายเซลฟี่ไม่เก่ง และเพื่อนอย่างอินซุกก็พึ่งพาไม่ค่อยได้ 

“มันจะลำบากเธอหรือเปล่านะ มัตเตโอ” อลิสาอายที่จะพูดความจริงว่าเธอก็อยากได้รูปถ่ายของตัวเองเหมือนกัน หรือที่จริงเธออายที่จะให้มัตเตโอเฝ้าบริการเธอเพิ่มอีกอย่าง เธอก็ไม่อาจรู้ได้ 

“ไม่ลำบากหรอก” เขาพูดให้เธอเบาใจ “ถ่ายรูปใครๆ ก็ถ่ายได้” 

“งั้นตกลง” เด็กสาวผลิยิ้มพิมพ์ใจ “ถ้าเธอไม่รีบไปไหนต่อ รบกวนเธอตระเวนถ่ายรูปให้ฉันหน่อยนะ มีหลายมุมเลยที่ฉันอยากถ่ายเองแต่ถ่ายไม่ได้ มีเธอมาช่วยแบบนี้ก็ดีเลย ฉันจะได้มีรูปส่งให้ครอบครัวดูซะที” 

มัตเตโอรับมือถือที่เปิดแอปพลิเคชันกล้องของอลิสามาด้วยหัวใจที่เต้นครืน คงจะเพราะใบหน้าคมขำและแสงตาเปล่งประกายนั้นที่ทำให้เขาใจสั่น 

“ฉันปฏิเสธเธอไม่ลงหรอกนะ อาลิซ่า” ประโยคดังกล่าวชายหนุ่มเอ่ยในใจ และมันก็ยิ่งชัดเจนในตัวมันเองเมื่อเขาไม่รู้สึกเหนื่อยหน่ายหรือหงุดหงิดรำคาญใจดังเคย แม้ว่าจะต้องเสียเวล่ำเวลากับเธอไปทั้งวันก็ตามที 

ความคิดเห็น