ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่เก้าสิบเก้า แสงอาทิตย์สาดส่องใต้หล้า Excalibur

ชื่อตอน : ตอนที่เก้าสิบเก้า แสงอาทิตย์สาดส่องใต้หล้า Excalibur

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 382

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2563 20:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่เก้าสิบเก้า แสงอาทิตย์สาดส่องใต้หล้า Excalibur
แบบอักษร

ตอนที่เก้าสิบเก้า แสงอาทิตย์สาดส่องใต้หล้า Excalibur

วิชาเงา ต้องอาศัยความรู้สึกบางอย่างที่ต่างจากสายแสงสว่างและวิชาธาตุหยาง

แต่ผมรู้ว่าเงานี่คือวิชาที่ฝ่ายมารใช้ และมีพลังเทพๆได้อย่างเปิดมิติเงาและเทเลพอร์ต เพื่อเป็นท่าไม้ตายที่พระเอกตามพวกนี้ไม่ทัน ให้พวกนี้สามารถหลบหนีต่อไปได้จนกระทั่งช่วงหลังๆที่สู้เสี่ยงตายกัน

ผมพยายามแก้ไขปัญหาว่า

หากมันเป็นวิชาที่ระดับรองๆยังใช้ได้ ทำไมเราถึงใช้ไม่ได้

และจากการทดลองตอนที่ว่างๆจากการที่ทำท่าเป็นผู้ทรงภูมิอยู่ในหมู่ของพวกศิษย์สำนักต่างๆคือ

ผมสามารถบังคับเงาให้เคลื่อนไหวแบบที่ผมกำหนดโครงสร้างจักรวาลในหัวของผมได้

เช่น

การกำหนดสถานะเงาให้ต่ำกว่าผมและเงาจะหันเหไปอีกทางราวกับผมคือแหล่งแสงสว่างที่เงาจะไม่หันเหมาทางผม

”กฎ” ได้ผลดี

“คำสั่ง” อย่างละเอียดเฉพาะเจาะจงกลับต่างออกไป

เงาไม่สามารถอยู่บนมือของผมที่มีพลังธาตุหยางแรงกล้าได้นานนัก

และราวกับต้องการขยับให้ห่างจากผมมากกว่าทำตามคำสั่งให้ผมควบคุม

ผมค่อนข้างรู้สึกแปลกๆกับการที่ออกมาเช่นนี้

การที่ให้ผมไร้พรสวรรค์ไปเลย หรือให้เก่งไปเลยยังรู้สึกดีเสียกว่า

มากกว่าได้ตัวอย่างจากการทดลองที่ทำให้ภาพสมการจำลองจักรวาลในหัวของผมสับสน

แต่อย่างว่าล่ะ พลังวิชาสายงาของสายธัมมะมีอยู่น้อย

หากอยากรู้มากกว่านี้อาจจะต้องไปศึกษาเพิ่มเติมในแดนตำราต้องห้ามของสำนัก

ซึ่งผมด้วยอำนาจตอนนี้น่าจะทำได้

แต่ผมไม่ต้องการให้พวกคนรอบข้างมองผมว่าผมเป็นพวกฝักใฝ่พรรคมาร

เมื่อเงาไม่ค่อยทำตามที่ผมสั่ง

ผมใช้ข้อสันนิษฐานว่า อย่างนี้แปลว่าธาตุแสงน่าจะฟังที่ผมสั่งสินะและผลลัพธ์ก็เรียกว่าเป็นอย่างที่ผมคิด

“แสงอาทิตย์ส่องใต้หล้า”

ผมทดลองใช้หลักการของเลเซอร์รวมแสง แนวคิดหนึ่งของอาวุธเม่ยกั๋ว Excalibur(ครับ เม่ยกั๋วตั้งชื่อมาอย่างนี้จริงๆครับ-ผู้เขียน)

ที่ลำบากในการใช้ต่อสู่จริงในการต่อสู้ในเมือง แต่แนวความคิดของพวกเขาในการสร้างเลเซอร์ที่แข็งแกร่งในการทำอาวุธสงครามก็เป็นแนวคิดที่มีคุณค่ามหาศาล

แสงในอาณาบริเวณทั้งหมดมารวมกันที่กระบี่ของผมทำให้อาณาบริเวณทั้งหมดไม่มีแสงสะท้อนและแสงทั้งหมดก็เล็งไปที่จุดเดียว

ฉี่

มีจุดสีดำเล็กๆจุดหนึ่งโผล่ขึ้นมาที่พื้นเท่านั้น

ทำเอาคนรอบข้างผิดหวัง

“อะไรกันท่านหวังลี่ทำได้แค่นี้หรือน่าผิดหวังจริงเชียว”

“เจ้าบ้า คนโง่เขลาไม่รู้อะไร นี่คือสิ่งที่นายน้อยพยายามแสดงการควบคุมเพลงกระบี่ให้ได้ระดับขั้นสุดยอดโจมตีเป็นจุดเดียวเล็กๆต่างหาก”

หวังม่อพยายามแก้ตัวให้กับผมในฐานะลูกน้องที่ดี

ทันใดนั้นรอบสำนักก็เต็มไปด้วยการเตือนภัยอีกครั้ง

ผู้อาวุโสได้มารอบสนามประลองอีกครั้ง

สายตาของเขาจ้องมองจุดเล็กๆจุดเดียวและกระบี่มังกรเขียวของหวังลี่

ผู้อาวุโสร่างอ้วนกล่าวว่า

“หวังลี่ ถ้าเจ้าทำลายค่ายกลป้องกันของเราอีกครั้งล่ะก็ ไม่ต้องรอให้สำนักมารบุกมา สำนักเราก็คงจะล่มสลายด้วยฝีมือเจ้าแล้วล่ะ”

ผู้อาวุโสท่าทางคงแก่เรียนมารายงานผู้อาวุโสร่างอ้วน

“ค่ายกลเสียหายเพียงแค่เล็กน้อย แต่ตรงจุดเสียหายขาดจากกันอย่างเรียบ บางเฉียบยิ่งกว่าเส้นผม ขอแสดงความยินดีกับท่านเจ้ารักษาการณ์เจ้าสำนักของเราที่สำเร็จเพลงกระบี่อีกขั้น...แต่อย่าเพิ่มงานให้พวกข้ามากขึ้นอีก”

แม้แต่ผู้อาวุโสท่าทางคงแก่เรียนก็ตบมือลงที่บ่าหวังลี่แบบหนักพอสมควร

แต่มือของเขาก็กระเด้งขึ้นเนื่องจากร่างกายของหวังลี่แฝงแรงดีดสะท้อนที่คาดการณ์ไม่ได้

“เฮ้อ อัจฉริยะ ไม่เคยสนใจใครคงจะเป็นเรื่องจริง”

ผู้อาวุโสร่างอ้วนชี้หน้าก่อนจะจากไป

“ข้าแนะนำให้เจ้าอยู่อย่างเรียบร้อย อย่าหางานให้พวกข้าเพิ่มในช่วงนี้นะท่านรักษาการณ์เจ้าสำนัก ไม่อย่างนั้นข้าจะให้ท่านไม่ต้องจับกระบี่อีกสักครึ่งปีโดยมาช่วยข้าปรุงยาอย่างเดียว”

ผู้อาวุโสอ้วนจากไป

หวังม่อก็ได้มุกมาอวยใหม่

“เพลงกระบี่มีเพียงแค่จุดเดียวแต่กลับทรงพลังไร้ผู้ต้านทานติด เพลงกระบี่ของท่านสามารถทำลายได้แม้แต่ค่ายกลที่ต้านทานมหาราชันย์ยุทธได้แล้ว”

และพยายามอวยได้อย่างไม่ขัดกับสิ่งที่พึ่งพูดต่อไป

“เพลงกระบี่ของนายท่านเปรียบได้กับสูงสุดคืนสู่สามัญ พวกเราไม่อาจเปรียบติด นับว่าเป็นอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะจริงๆ”

ไป่ซี่เหมินแย่งอวยแข่งกับหวังม่อ

“เพลงกระบี่ของข้ายังด้อยนักขอนายน้อยชี้แนะให้มากเข้าไว้”

การขอชี้แนะจากไป่ซี่เหมิน ทำให้หวังม่อไม่พอใจเล็กน้อย

มองว่าไป่ซี่เหมินน่าจะเป็นคู่แข่งคนสำคัญของเขาในการดำรงตำแหน่งคนสนิท

“ข้าจะช่วยแนะนำกระบี่ให้ไป่ซี่เหมิน แต่ข้าก็ต้องขอความชี้แนะจากพวกเจ้าด้วยเช่นกัน ขอให้พวกเราห้าสำนักร่วมแรงร่วมใจ แข็งแกร่งมากขึ้นด้วยกันเพื่อกำจัดพรรคมาร บำรุงสันติสุขให้ยุทธภพเถอะ

ความสามัคคีและพี่น้องร่วมใจนี่ล่ะ คืออาวุธที่จะเอาชนะพรรคมารได้”

เกิดอะไรขึ้นผมต้องอ้างการปราบพรรคมารไว้ก่อนเพื่ออธิบายการสร้างความแข็งแกร่งให้กับพวกพ้องร่วมห้าสำนักขุนเขากระบี่

“พวกเราเข้าใจแล้วท่านหวังลี่/ศิษย์พี่/รักษาการณ์เจ้าสำนัก”

“แม้อาจจะมีร่างกายต่างกัน แต่ขอให้อุดมการณ์และหัวใจของพวกเราเป็นหนึ่ง”

ผมพยายามเน้น ความสามัคคีในหมู่คณะและค่ายกลประสานกระบี่ระหว่างห้าสำนักไว้ก่อน

แน่นอน ไปเจอพวกผู้อาวุโสพรรคมารคงได้ตายหมู่กันหมด แต่อย่างน้อยก็ลดอัตราการตายหากเจอแค่พวกกี๊กี๊มากขึ้น

เหนืออื่นใด

ผมมองดูหานซวงที่แลบลิ้นปลิ้นตากับอี้จิงอยู่

หากเจอกับปรมาจารย์ยุทธตอนนี้ เทียบบัญญัติไตรยางศ์สามขั้นใหญ่ อี้จิงก็น่าจะเอาชนะได้แล้วมั้ง แต่เพื่อความแน่นอน

ผมคิดว่าจะพยายามให้อี้จิงสามารถบรรลุขั้นราชันย์ยุทธ เท่านี้เธอก็น่าจะจัดการได้แม้แต่พวกตัวประหลาดเฒ่าที่ซ่อนตัวอยู่ของพรรคมาร

“ท่านพี่คะ หนุเก่งไหมล่ะคะ เป็นศิษย์น้องที่เก่งที่สุดของท่านพี่เลยใช่ไหมคะ”

อี้จิงเกาะแขนผมและอ้อนพร้อมกับมองไปทางหานซวงอย่างเยาะเย้ย

“ใช่แล้ว อี้จิงตัวน้อยของพี่คือศิษย์น้องที่เก่งที่สุด แต่วิชาฝีมืออย่างเดียวไม่ได้ทำให้คนทุกคนยอมรับบหรอกนะ เจ้าต้องปกป้องคนที่อ่อนแอกว่าเจ้าด้วย”

อี้จิงทำหน้ามุ่ยและบอกว่า

“แม้แต่หานซวงก็ต้องปกป้องหรือคะ?”

ผมขยี้หัวอี้จิง

“แน่นอนสิ เธอคือพี่น้องของพวกเรานะ พี่เชื่อว่าหากหานซวงแข็งแกร่งกว่าก็คงปกป้องอี้จิงเหมือนกัน”

“มะ ไม่”

หานซวงพูดตะกุกตะกักและมองมาทางผม ก่อนที่จะกลืนคำพูดไป

“ชั้นจะแข็งแกร่งกว่าอี้จิงและปกป้องเธอเองค่ะ ท่าน..ศิษย์พี่คะ”

“ใครบอก คนอ่อนแออย่างเจ้าก็ให้ข้าปกป้องไปเถอะ แบร่”

ทั้งสองคนก็หาเรื่องทะเลาะกันได้อีกครั้ง

ซึ่งผมก็ไม่อยากจะว่ากันเพราะโซนอื่นเข้าโลกส่วนตัวในการเขม่นกันอีกเช่นเดียวกัน เช่น สำนักไท่ซานกับหัวซาน หวังม่อกับไป่ซี่เหมิน และศิษย์ที่เป็นสายตรงสกุลหวังของผมกับศิษย์ร่วมสำนักระดับยอดเยี่ยมคนอื่น

จนผมชักรู้สึกว่า นี่ขนาดพรรคฝ่ายธัมมะที่ไม่น่ามีเล่ห์กลมากยังขนาดนี้

หรือพวกราชินีสำนักมารเก่งจริงๆที่สามารถปกครองสำนักมารที่เน้นการหักเล่ห์ชิงเหลี่ยมกันได้?

..

อั๊ก

“เจ้าทรยศ”

“เท่านี้ตระกูลอ้วนง้วนของข้าก็จะผงาดเหนือทุ่งหญ้า หึหึ ท่านคงไม่รู้ว่าครึ่งหนึ่งของสิบสามอินทรีย์เหินนั้นเป็นคนของข้ามาตั้งแต่แรกแล้ว

และนามที่แท้จริงของอินทรีย์ใหญ่คือ อ้วนง้วนเลี๊ยก ลูกนอกสมรสของข้าเอง ฮา ฮา ฮา

สายเลือดราชันย์ของข้าจะผงาดเหนือทุ่งหญ้าและบุกเข้าภาคกลาง ล้างแค้นความอัปยศของบรรพชนตระกูลอ้วนง้วน”

พรรคมารก็ยังทำตัวแบบพรรคมารอยู่ในทุ่งหญ้าอย่างที่เคยเป็นมา

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว