email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 11

คำค้น : เซียน่า , ร้อน , ฤดูร้อน , อิตาลี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 75

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2563 16:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 11
แบบอักษร

ไอแดดร้อนระอุยามเที่ยงวันพรูมาปะทะใบหน้าของสองคนหนุ่มสาวทันทีที่พวกเขาก้าวพ้นชายคาสถานีรถไฟ ท่ามกลางผู้คนมหาศาลทั้งที่เพิ่งลงจากรถไฟและที่กำลังตั้งแถวเตรียมขึ้นรถบัสโดยสารไปเมืองอื่น นิสิตสาวชาวไทยนึกฉงนว่าเหตุใดอากาศหนาวยะเยือกเมื่อรุ่งเช้าถึงได้กลับตาลปัตรเป็นร้อนผ่าวในไม่กี่ชั่วโมงล่วงเลย

ตั๋วรถเมล์แบบเหมาเดือนสำหรับนิสิตนักศึกษายังอยู่ในอุ้งมือทั้งสองข้างของเธอ ซึ่งอลิสาอดไม่ได้ที่จะยกขึ้นดูครั้งแล้วครั้งเล่า ราวจะดื่มด่ำกับชัยชนะที่เธอสามารถเค้นบังคับให้ตาลุงขี้เหวี่ยงคนนั้นยอมลงนามอนุมัติตั๋วเดือนใบนี้ได้ 

“ทีนี้ก็เก็บรักษาให้ดีล่ะ ถ้าทำหล่นอย่างเดบิตการ์ดใบนั้นอีก ฉันไม่ตามมาช่วยทำอีกแน่” เบื้องหลังชัยชนะตัวจริงกำชับเป็นภาษาอังกฤษท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของฝูงชนที่ผ่านไปมาหน้าอาคารอิฐของสถานีรถไฟ 

เธอค้อนกะหลับกะเหลือก ก่อนกล่าวรับด้วยวลีที่เพิ่งนึกออกเดี๋ยวนั้น 

“เจ้าค่ะ นนโน่ มัตเตโอ”  

เงี่ยหูฟังเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กสาวตามมา หนุ่มเจ้าถิ่นออกจะเขินไม่เบาที่เธอเรียกเขาว่า ‘นนโน่’ อันหมายถึง ‘คุณปู่’ หรือ ‘คุณตา’ 

“เธอน่าจะเก็บคำนั้นไว้เรียกตาเฒ่างี่เง่านั่นมากกว่านะ” พูดจบเขาก็แบะปากทำท่ารังเกียจ ยามนึกถึงชายชราปากร้ายที่เขาต้องปะทะคารมแทบตายกว่าจะเค้นคอให้ฝ่ายนั้นทำตามความต้องการของพวกตน 

เพราะอะไรเขาต้องยอมเอาตัวเองเข้าไปเบาะแว้งกับผู้อื่นโดยที่เขาไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆกับเรื่องนี้ด้วยหนอ มัตเตโอนึกถึงความจริงข้อนี้ในอึดใจต่อมา คงเป็นเพราะเขาพอจะคาดเดาอนาคตล่วงหน้าได้ว่าถ้าเขาไม่ช่วยเธอในวันนี้ ในวันหน้าผู้หญิงไทยนางนี้ก็คงหวนมารบเร้าขอความช่วยเหลือจากเขาอยู่ดีกระมัง 

แต่เพราะแค่นั้นเองหรือที่ดลใจให้เขารีบบึ่งมาที่นี่หลังซ้อมเสร็จ...ชายหนุ่มครุ่นคิดด้วยจิตใจอันสับสน พลันเด็กสาวก็ถามคำถามเดียวกันขึ้นมา 

“แล้วทำไมเธอถึงรู้ล่ะว่าฉันจะมาที่นี่” 

เหลือบมองแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดคั้นเอาคำตอบจริงจัง มัตเตโอใคร่ครวญนิดหนึ่ง ค่อยตอบออกไปด้วยสีหน้านิ่งเฉย 

“ไม่เห็นจะเดายากตรงไหน ข้อที่หนึ่งคือนิสิตที่มาเรียนคอร์สภาษาและวัฒนธรรมระยะสั้นอย่างเธอเลิกเรียนเวลานี้ ข้อที่สองคือคนสะเพร่าอย่างเธอที่เพิ่งผ่านประสบการณ์ร้ายๆกับรถเมล์มาเมื่อเช้า จะต้องรีบมาจัดการธุระเรื่องตั๋วเดือนให้เสร็จทันทีที่เลิกเรียนแน่ ส่วนข้อที่สามก็คือฉันเคยได้ยินกิตติศัพท์ความไม่รับแขกของตาเฒ่านั่นมานานแล้ว ถ้าปล่อยให้เธอมาคุยคนเดียวคงไม่รอดแน่...” 

ลักยิ้มผุดขึ้นบนเนื้อแก้มสีมะปรางสุกของอลิสา ขณะที่สองตาของเธอจ้องมองชายหนุ่มผู้มีหน้าตาละม้ายรูปปั้นเดวิดของมีเกลันเจโลยืนไล่นิ้ว สาธยายเหตุผลที่เขาตามมาช่วยคลี่คลายปัญหาสารพันของเธออีกครา 

“เพราะงั้นเธอก็เลยมาดักรอเจอฉันที่สำนักงานรถเมล์นี่น่ะเหรอ น่ารักชะมัดยาด” สาวไทยหัวเราะคิกคัก แต่เป็นฝ่ายหนุ่มอิตาเลียนที่ไปต่อไม่ถูก ด้วยคาดไม่ถึงว่าวันหนึ่งจะมีผู้หญิงต่างชาติชมเขาแบบนี้ 

“พูดอะไรไม่รู้เรื่อง...” มัตเตโอ กัปเปลลี บ่นอุบอิบด้วยสำนวนท้องถิ่นที่มั่นใจว่าคู่สนทนาไม่มีทางฟังออก หารู้ไม่ว่าถ้อยคำภาษาแม่ของตนนั่นเอง ที่เป็นชนวนให้นิสิตหญิงเกิดความคิดใหม่ขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน 

“นึกออกแล้ว” นัยน์ตาคมเข้มของอลิสาเบิกกว้างประหนึ่งเห็นแสงสว่างส่องทางนำให้กับชีวิตตน “ไหนๆเธอมาช่วยฉันแล้ว ช่วยให้ถึงที่สุดเลยได้มั้ย” 

“ช่วยอะไรอีก” คนอายุมากกว่าสังหรณ์ใจไม่ดี 

“ฉันโดนโปรเฟสซอเรติมาว่าฉันยังพูดภาษาอิตาเลียนไม่เก่งนัก” 

“เออ ฉันก็ว่างั้นแหละ” มัตเตโอขัดอย่างกวนๆ “แล้วไง” 

“เดี๋ยวสิ เธอฟังฉันพูดก่อน” เธอรีบตะครุบข้อมือเขาราวจะยื้อยุดฉุดเขาไว้ไม่ให้ไหวตัว “เธอช่วยฝึกภาษาอิตาเลียนให้ฉันหน่อยได้มั้ย มัตเตโอ” 

“ฉันไม่ใช่ครูบาอาจารย์ จะไปช่วยอะไรเธอได้” 

“ก็ไม่ยากอะไรเลยนี่” อลิสากรีดยิ้มอย่างมาดมั่น “ขอแค่เธอพาฉันเที่ยวชมเมืองให้ทั่ว ชวนฉันคุยบ่อยๆ ทำยังไงก็ได้ให้ฉันฟังพูดเก่งขึ้นน่ะ” 

“ฉันไม่ได้มีเวลาว่างถมเถอย่างเธอหรอกนะ อาลิซ่า...” ชายหนุ่มคิดไม่ตกว่าเขาควรแพร่งพรายความจริงเรื่องหมวกอีกใบที่เขาสวมอยู่ไหม แต่ไม่ทันได้คิดต่อ คนร้องขอก็พลันตีขลุมพูดเองเออเองเสียอย่างนั้น 

“ฉันรู้แล้วน่า ว่าเธอมีเวรเฝ้าหอพักสเปรันดีเย แต่วันไหนที่เธอไม่ได้เข้าเวร มาช่วยฉันหน่อยจะเป็นไรไป”  

“แล้วฉันจะได้อะไรจากการช่วยเธอมิทราบ” เขายังคงบิดพลิ้ว   

บุตรสาวเจ้าของร้านสินค้าที่ระลึกอึ้งไปหลายอึดใจ ก่อนที่ใจจะไพล่ถึงกลวิธีการต่อรองที่นางบงกชแม่ของเธอชอบใช้เป็นหมัดน็อกปิดการขายกับลูกค้าต่างชาติที่มาซื้อของที่ร้าน นายคนนี้ก็ต่างชาติเหมือนกัน เป็นยุโรปแบบลูกค้าส่วนใหญ่ของแม่เสียด้วย วิธีเผด็จศึกคงเหมือนๆกันนั่นแหละ 

“ฉันออกเงินให้ก็ได้ เอามั้ย” อลิสาปิดการขาย “เธอไม่ต้องออกเงินเลยแม้แต่ยูโรเดียว ฉันออกให้ทั้งหมดตลอดเวลาที่เธอมากับฉัน” 

มัตเตโอมุ่นคิ้วหากันเพราะไม่คิดว่าเด็กสาวขี้อายที่เพิ่งรู้จักไม่กี่วันก่อนจะแปลงร่างเป็นสาวเจ้าเล่ห์เมื่อรู้จักกันมากขึ้น ข้อเสนอของเธอเขาใช่ว่าเขาไม่อยากรับ แต่เพราะใจหนึ่งยังห่วงพะวงถึงบทบาทการเป็นฟานตีโน่ปาลิโออยู่ เขาถึงได้ยังคิดไม่ตกในจุดนี้ และยังไม่อาจให้คำตอบที่ชี้ขาดกับเธอได้ 

ฟากผู้เสนอข้อต่อรองเองก็คิดหนักไม่แพ้กัน ใต้ใบหน้ามาดมั่นนั้น เธอแฝงเร้นซึ่งความกังวลไว้เต็มเปี่ยม ไม่รู้ว่าข้อเสนอที่ตนยื่นออกไปจะเป็นการเอาสะตุ้งสตางค์มาผลาญโดยใช่เหตุหรือเปล่า แต่เธอก็ไม่รู้จักชาวอิตาเลียนคนอื่นที่จะสามารถเข้าหาหรือขอความช่วยเหลือได้เท่ามัตเตโอคนนี้ นอกเหนือจากความรู้สึกบางอย่างในใจที่ร่ำร้องจะได้เจอเขาเป็นประจำ ฉะนั้นนี่คงเป็นทางออกที่ดีที่สุดของตัวเธอเอง   

“ตกลงมั้ยคะมัตเตโอ” เธอโยนหินถามทาง มือยังกุมข้อมือเขาแน่น 

“แชร์โต” หนุ่มหล่อพยักหน้า  

“ตกลงใช่มั้ย มัตเตโอ” อลิสาแทบไม่เชื่อว่าวิธีการของตนจะได้ผล 

“ปาร์ลา อิตาเลียโน!” เขาเปลี่ยนภาษาพูด “พูดอิตาเลียนสิ จะฝึกภาษาก็รีบฝึกเสียตั้งแต่ตอนนี้เลย ก่อนที่ฉันจะไม่มีเวลาให้เธอ” 

“ไชโย” แต่ฝ่ายหญิงก็อุทานเป็นภาษาไทยเสียอย่างนั้น “กรัซซีเย มัตเตโอ ขอบคุณเธอมากๆเลยนะที่ยอมมาช่วยฉัน”  

“ฉันหิวแล้ว” ชายหนุ่มหมดความอดทนกับอารัมภบทและการที่ต้องยืนตากแดดนานๆท่ามกลางคนพลุกพล่าน “ไปหาอะไรกินในเมืองกันก่อนเถอะ” 

มัตเตโอ กัปเปลลี หลิ่วตามองอีกฝ่ายพร่ำเอ่ยคำขอบคุณซ้ำๆด้วยความรู้สึกหน่วงลึกในอก ไม่รู้ว่าเขาคิดถูกหรือผิดที่ตกปากรับคำวอนขอจากนิสิตสาวชาวตะวันออกผู้นี้ แม้ลึกๆในใจจะยังนึกห่วงการฝึกซ้อมปาลิโอ แต่การได้เพื่อนเที่ยวเพื่อนคุยคนใหม่ก็ใช่จะเป็นเรื่องเลวร้าย โดยเฉพาะการที่คนคนนั้นเป็นคนที่นำความร่าเริงเบิกบานมาสู่ชีวิตอันแห้งผากตลอดยี่สิบกว่าปีของเขา 

 

เชนโตรหรือเขตใจกลางเมืองวันนี้มีสภาพไม่ต่างกับวันอื่นๆที่ผ่านมา ด้วยผู้คนที่คลาคล่ำ เสียงพูดคุยเจรจาดังอื้ออึง รวมทั้งเสียงกลองแต๊กของขบวนพาเหรดปาลิโอที่ตีดังมาจากที่ไหนสักแห่งหนึ่ง แต่เพราะมัตเตโอเลือกพาอลิสาเดินเข้าตัวเมืองอีกทางหนึ่ง เป็นผลให้เด็กสาวได้เห็นร้านค้าบางร้านเป็นครั้งแรก เป็นต้นว่าร้านขนมหวานและกาแฟที่ขึ้นตัวหนังสือไฟนีออนมลังเมลืองเหนือหน้าต่างร้าน

“นี่แหละร้านอาหารดังที่สร้างชื่อเสียงให้กับเมืองเซียน่า” เป็นอีกครั้งที่มัตเตโอสวมวิญญาณมัคคุเทศก์นำชมเมือง “ร้านนานนีนี่” 

“ที่แท้ร้านนานนีนี่ก็อยู่ตรงนี้เอง” สาวชาวไทยนึกถึงคำชวนของรูมเมทเมื่อวานพลางคิดเลยไปอีกว่าป่านนี้อินซุกจะเป็นอย่างไรแล้ว 

“รู้จักแล้วรึ” ฝ่ายชายเลิกคิ้ว 

“แค่เคยได้ยินชื่อผ่านหูมาบ้างก็เท่านั้น” อลิสาบอกตามตรง ชะโงกตัวมองผ่านกระจกร้านเข้าไปยังพนักงานแต่งกายเรียบร้อยที่กำลังชงกาแฟในห้องอาหารอันหรูหรา “ทำไมร้านนี้ถึงโด่งดังนักล่ะคะ” 

“ก็อย่างที่เธอเห็น ร้านนี้เป็นร้านเก่าแก่ สินค้าคุณภาพดี ตกแต่งสวยงาม แต่ชื่อเสียงของร้านก็เพิ่มมากขึ้นเป็นทบทวีเมื่อทายาทเจ้าของร้านไปเป็นนักร้องหญิงแนวป๊อปร็อคที่ดังที่สุดคนหนึ่งของอิตาลี จานน่า นานนีนี่ ไงล่ะ” 

คราวนี้ชาวต่างชาติส่ายหน้าเป็นทีไม่รู้จัก 

“ถึงเธอจะไม่เคยได้ยินชื่อหรือเพลงของหล่อน แต่ฉันเชื่อว่าพ่อเธอและคนรุ่นนั้นทุกคนน่าจะเคยได้ฟังเพลงของจานน่ามาแล้ว” มัตเตโอเฉลย “ก็เพลงฟุตบอลโลกปี 1990 ชื่อ ‘ฤดูร้อนอิตาเลียน’ สมัยที่อิตาลีเป็นเจ้าภาพน่ะสิ ถ้าพ่อของเธอเป็นคอบอลอิตาลี พูดชื่อเพลงนี้ไป ยังไงท่านก็ต้องเคยได้ฟัง” 

“อ้อ เพลงนั้นฉันเคยฟังพ่อเปิดเทปในรถ” เด็กสาวนึกออกทันที “จะว่าไปร้านเขาก็ดูดีจริงนะ แต่ท่าทางจะแพงใช่ย่อยเลย” 

“มาถึงที่นี่ทั้งที เข้าไปกินเลยสิ อย่าลืมเลี้ยงฉันตามที่ตกลงกันไว้ด้วยนะ” ชายหนุ่มแกล้งหยอกเสมือนจริงจนเด็กสาวขวัญผวา “ฉันล้อเล่น ไม่ได้อยากเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับคนต่างชาติอย่างเธอนักหรอก ฉันพอจะรู้มาบ้างว่าค่าครองชีพในยุโรปสูงกว่าในประเทศของเธอเป็นเท่าตัวเลยใช่ไหม” 

“นั่นก็จริง แต่กลัวฉันจะสั่งทุกอย่างกินเป็นพายุบุแคมจนไม่มีเงินจะจ่ายมากกว่า” อลิสาหัวเราะร่า “เธอคงไม่รู้ว่าคนไทยอย่างฉันเป็นพวกกินทุกอย่างที่ขวางหน้า เพราะอาหารที่นั่นอุดมสมบูรณ์และหลากหลาย แต่ละจังหวัดมักจะมีจานเด็ดจานดังของตัวเอง ที่สำคัญคืออาหารที่นั่นราคาไม่แพง กินได้ไม่อั้น” 

“ฉันเองก็อยากไปเที่ยวประเทศไทยเหมือนกัน เสียแต่ว่าฉันจนไปน่ะสิ” จบคำรำพึงนั้น มัตเตโอก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “ปกติเธอกินอะไรบ้าง” 

“หมายถึงที่เมืองนี้น่ะเหรอคะ” เด็กสาวตอบเมื่อได้รับการพยักหน้ายืนยัน “ส่วนใหญ่ก็กินพิซซ่า กินขนมปังเป็นหลัก ร้านอาหารบ้านๆอย่างพวก ‘ตรัตโตเรีย’ ก็ยังถือว่าค่อนข้างแพงเมื่อแปลงเป็นค่าเงินประเทศฉัน ถ้าหรูหราระดับ ‘ริสโตรันเต’ ไม่ต้องพูดถึงเลย ฉันจ่ายค่าอาหารระดับภัตตาคารไม่ไหวหรอก” 

“ถ้างั้นเธอก็น่าจะไปกินมื้อกลางวันที่ ‘เมนซ่า’ บ้าง” เขาให้ทัศนะ 

“อะไรคือเมนซ่าที่เธอพูดถึงเหรอ” อลิสาทำหน้าไม่รู้จัก 

“ก็คือแคนทีน เอ้อ โรงอาหารนั่นแหละ มีไว้สำหรับนิสิตเท่านั้น อาหารที่นั่นถูกกว่าร้านข้างนอก ได้เยอะกว่าด้วย” เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู มันเป็นเวลาบ่ายกว่าๆซึ่งโรงอาหารสำหรับนิสิตนักศึกษาปิดให้บริการเป็นที่เรียบร้อย “แต่วันนี้คงจะไปเมนซ่ากันไม่ทันแล้ว ต้องรอโอกาสหน้าแล้วล่ะ” 

“ถ้ายังงั้นวันนี้ฉันควรจะกินอะไรเป็นมื้อกลางวันดี” เด็กสาวทำหน้าง้ำ อุปาทานเหมือนว่าความหิวจะเริ่มส่งสัญญาณเสียดท้องขึ้นมาจากลำไส้ 

“ถ้าเธอยังไม่เบื่อพิซซ่า ฉันมีร้านพิซซ่าดีๆจะแนะนำให้รู้จัก” มัตเตโอโปรยสรรพคุณอันน่าสนใจ “ทั้งถูกและดี เหมาะกับคนงบน้อยอย่างเรา” 

 

สภาพร้านพิซซ่าตึกแถวที่มัตเตโอพาไปสร้างความพรั่นพรึงแก่อลิสาตั้งแต่แรกเห็น แทนที่จะพบเชฟชาวอิตาเลียนยืนอบพิซซ่าและรอรับออเดอร์หน้าร้านอย่างที่พบจนเจนตา เชฟและลูกจ้างทุกคนในร้านนี้กลับมีรูปร่างหน้าตาอย่างแขกอาหรับ ด้วยการประดับประดาร้านด้วยหุ่นรูปโลงมัมมี่ สฟิงซ์ และโมเดลพีระมิด ทำให้อลิสารู้ทันใดว่าเจ้าของร้านนี้คงเป็นชาวอียิปต์ เปิดร้านขายฟาสต์ฟู้ดเช่นพิซซ่า ไก่ทอด เฟรนช์ฟราย ควบคู่ไปกับอาหารแขกๆอย่างกะบับได้อย่างหน้าตาเฉย

แรกทีเดียวเด็กสาวไม่กล้าเข้าใกล้คนขายเพราะตนมีความกลัวคนตะวันออกกลางมาแต่อ้อนแต่ออก แต่ครั้นได้เห็นพิซซ่าที่เพิ่งอบเสร็จหมาดๆ ปิดป้ายราคาถูกกว่าร้านทั่วไป รวมทั้งท่าทีที่สุภาพอ่อนน้อมของคนในร้าน เธอจึงกล้าที่จะซื้อพิซซ่าชิ้นโตพร้อมกับน้ำอัดลมอีกหนึ่งกระป๋องมาในราคาสามยูโรถ้วน 

“เซียน่าเป็นเมืองนานาชาติ นอกจากนิสิตต่างชาติอย่างพวกเธอแล้ว ที่นี่ก็ยังมีคนจีน คนอินเดีย และคนตะวันออกกลางอพยพมาอยู่อาศัยเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด” มัตเตโอบอกพลางเคี้ยวไก่ทอดราดซอสมะเขือเทศตุ้ยๆ  

อลิสาเห็นพ้อง เพราะเมื่อวานเธอก็เพิ่งซื้ออุปกรณ์เครื่องเขียนและหัวปลั๊กแบบยุโรปมาจากร้านขายของชำที่เจ้าของร้านเป็นคนจีน 

“อย่างพิซซ่า บางทีฉันก็ชอบซื้อกินจากร้านคนอาหรับมากกว่าคนอิตาเลียนด้วยซ้ำไป พวกนี้เขาสุภาพกว่า เพราะสำนึกตัวว่าเป็นคนอพยพ เป็นพลเมืองชั้นสอง หรือไม่ก็กลัวจะถูกระรานโดยเจ้าถิ่นคนอิตาเลียน” 

“มีคนอิตาเลียนไประรานพวกเขาด้วยหรือ” เธอคลางแคลง “ทั้งๆที่เซียน่าเป็นเมืองศูนย์รวมคนต่างชาติไปแล้ว ยังมีคนต่างชาติถูกระรานอีกหรือคะ” 

“เหรียญรางวัลมีด้านตรงข้ามทุกอันนั่นล่ะ อาลิซ่า” มัตเตโออุปมาพร้อมกับลุกเดินเมื่อจัดการอาหารของตนเสร็จ “คนเปิดกว้างเยอะก็จริง แต่คนเหยียดเชื้อชาติก็แยะ คนกลุ่มนี้รู้สึกว่าพวกเขาโดนเบียดเบียน แย่งที่อยู่ แย่งงาน หรือแย่งโอกาสดีๆในชีวิต จากการที่ผู้อพยพหลั่งไหลเข้ามาในอิตาลีตามนโยบายของสหภาพยุโรป หรือบางคนก็แค่อยากหาเรื่องกลั่นแกล้งเฉยๆ ไม่ได้จงเกลียดจงชังจริงๆ” 

เสียงพูดของชายหนุ่มกังวานอยู่บนถนนคดเคี้ยวที่สองฟากโอบล้อมด้วยตึกแถวสูงเก่าทะมึน “เธอเคยเจอประสบการณ์เหยียดบ้างหรือยัง” 

“ยังเลย” อลิสาส่ายหน้า “ฉันเลยไม่คิดว่าที่นี่จะมีคนเหยียดเชื้อชาติ” 

“นับเป็นเรื่องที่ดีแล้ว” คนดูแลหอพักพูดพลางมุ่งหน้านำไปยังจัตุรัสใหญ่ใจกลางเมือง “ถ้าเบาหน่อยก็แค่ทักว่า หนีห่าว คนนิจิวะ แรงขึ้นมาอีกหน่อยก็ดึงหนังตา ทำตาหยีใส่ ล้อเลียนคนเอเชีย แต่ถ้าหนักข้อกว่านั้นก็...” 

สุ้มเสียงของมัตเตโอติดหนึบอยู่ในคอ เมื่อจิตใต้สำนึกสะกิดเตือนให้เขาหยุดคำบอกเล่าไว้แต่เพียงเท่านั้น หากการหยุดอรรถาธิบายไปดื้อๆนั่นเอง ที่ยิ่งเร้าให้คนฟังไขว่คว้าหาคำตอบมากกว่าเก่า 

“หนักกว่านั้นคืออะไรเหรอ” เธอทวงให้เขาเล่าต่อ 

“ไม่มีอะไร ฉันจำผิด” หนุ่มผมหยักศกแก้เก้อด้วยเสียงหัวเราะปร่าๆ “ยังไงก็ตาม เธอก็ระวังตัวไว้หน่อยแล้วกัน เผื่อจะมีใครมาพูด ‘หนีห่าว’ ใส่” 

“โอ๊ย ฉันตัวดำปื๋อขนาดนี้ คงไม่มีใครมาพ่นภาษาจีนใส่หรอกนะ” สาวผิวคล้ำอย่างคนไทยแท้ตอบติดตลก “ส่วนดึงหนังตาล้อเลียน ฉันก็ไม่สะทกสะท้านหรอก เพราะฉันก็ไม่ได้ตาตี่ซะหน่อย พูดถึงว่าเมืองเซียน่านี่ก็ปลอดภัยกว่าที่อื่นจริงด้วยนะ แค่นี้ยังถือว่าเหยียดเบามากๆ ถ้าเทียบกับเมืองอื่นหรือประเทศอื่น ฉันเชื่อสนิทใจเลยค่ะว่าเมืองนี้เป็นเมืองปลอดภัยที่สุดในอิตาลี” 

ระหว่างที่เด็กสาวร่ายความคิดเห็นส่วนตัว ทั้งคู่ก็เดินมาถึงจัตุรัสคัมโปซึ่งระฆังหอนาฬิกากำลังแกว่งบอกเวลาบ่ายสองโมงตรงเหมาะเจาะ ซึ่งหากอลิสาไม่เทความสนใจให้กับระฆังเหล่านั้น เธอก็คงทันได้เห็นสีหน้าขื่นๆของเพื่อนร่วมทางยามได้ฟังเธอสาธยายความรู้สึกที่มีต่อเมืองที่เขารักยิ่งชีวิต 

“รู้รึเปล่าว่าหอนาฬิกานี้ก็มีชื่อด้วยเหมือนกัน” เขาหาเรื่องคุย 

“ชื่อหอนาฬิกาคัมโปใช่มั้ย” คำตอบของอลิสาเรียกเสียงหัวเราะจากเขาราวกับสิ่งนั้นเป็นเรื่องน่าขบขันเกินจะทานทน 

“คัมโปเป็นชื่อของจัตุรัส ไม่ใช่ชื่อหอนาฬิกา” มัตเตโอชี้แจงเมื่อเสียงหัวเราะเลือนหายไปในอากาศ “หอนาฬิกานี้มีชื่อว่า ตอร์เร เดล มันจา เป็นหอคอยประจำสภาเมืองหรือตึกที่อยู่ติดกัน เราเรียกตึกนั้นว่า ปาลัซโซ่ พุบบลิโก...มีเรื่องเล่าขานว่าที่หอนาฬิกานี้ได้ชื่อว่า ตอร์เร เดล มันจา-หอคอยแห่งการกิน เป็นเพราะคนตีระฆังคนแรกมีฉายาว่านักกินกำไร เพราะว่าเขาโกงกินเก่งมาก” 

“ที่มาตลกดี” เป็นอลิสาที่หัวเราะบ้าง “ถ้าอย่างนั้นสิ่งปลูกสร้างที่บ้านฉันน่าจะใช้ชื่อ ‘มันจา’ เต็มไปหมด เพราะมีแต่การโกงกินทุกหย่อมหญ้า” 

สิ้นเสียงนั้น นิสิตหญิงก็เหลือบไปเห็นนักท่องเที่ยวป้วนเปี้ยนอยู่บนยอดหอนาฬิกาซึ่งมีความสูงกว่า 102 เมตร “...ขึ้นไปบนนั้นได้ด้วยเหรอ” 

“ขึ้นได้ แต่ต้องจ่ายแพงหน่อย ต้องอึด และต้องไม่กลัวความสูง เพราะบันไดที่นี่ชันและถี่มาก เธอก็คงเห็นว่าตัวหอคอยนี้แคบเพียงใด” 

“ฉันอยากขึ้นหอคอยนี้บ้างจัง” อลิสาแหงนหน้ามองตาเป็นประกาย 

“เธอยังไม่ควรขึ้นหรอกนะ เพราะตอนนี้เธอยังเรียนอยู่ที่นี่” มัตเตโออธิบายความเชื่อของคนอิตาเลียนให้เธอฟัง “แทบทุกเมืองจะถือเคล็ดว่าห้ามขึ้นหอคอยหรือจุดสูงสุดประจำเมืองก่อนจะเรียนจบ เพราะจะทำให้เรียนไม่จบหลักสูตร”  

“อ้าวเหรอ” นัยน์ตาที่แวววาวด้วยความหวังเผือดลงทันตา เธอนึกถึงความเชื่อที่โรงเรียนไทยมักถือกันเป็นกุศโลบาย ไม่ยักรู้เลยว่าอิตาลีก็มีเหมือนกัน 

“รอให้เธอเรียนจบก่อน ตอนจะกลับค่อยมาที่นี่” เขากล้ำกลืนความรู้สึกบางอย่างเมื่อพูดถึงวันนั้น “ถ้าตอนนี้เธออยากขึ้นหอคอย เราไปอีกที่ดีกว่า” 

ความคิดเห็น