email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Episode 9 ปากแข็งนักจะบดให้ยับคาเตียง!

ชื่อตอน : Episode 9 ปากแข็งนักจะบดให้ยับคาเตียง!

คำค้น : เซฟแมงป่อง ตบหลุมรัก My heart November นิยายวาย ตบจูบ ฟิวกูดรักมหาลัย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 35.7k

ความคิดเห็น : 26

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2563 09:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
Episode 9 ปากแข็งนักจะบดให้ยับคาเตียง!
แบบอักษร

Episode 9  

ปากแข็งนักจะบดให้ยับคาเตียง!  

[Playsave]  

 

 

 

[เซฟ...ข่าวของพี่สาวมึงที่ขอให้กูช่วยตามสืบยังไม่คืบหน้าเท่าไหร่เลยว่ะ แต่เท่าที่รู้แน่นอนคือพี่สาวมึงยังไม่ได้ออกนอกประเทศยังไงช่วงนี้มึงก็ลองโทรไปเรื่อย ๆ ก่อนละกันถ้าจะให้ดีก็ซื้อซิมแบบเติมเงินโทรไปเลยเขาจะได้ไม่รู้ว่าเป็นมึง] 

 

“ขอบคุณครับพี่พายุ” 

 

[อืม ไม่เป็นไรเพราะมึงเองก็ช่วยส่งข่าวไอ้หินให้กูเป็นข้อแลกเปลี่ยน ช่วงนี้กูคงไม่ได้ตามดูหินเท่าไหร่...ตอนนี้ไอ้พรายเองก็กำลังมีปัญหาหนักกูคงต้องจัดการเรื่องของมันก่อน แล้วถ้าเป็นไปได้เกิดมีใครคิดจีบไอ้หินก็ฝากมึงช่วยเตะก้านคอพวกมันด้วย จบเรื่องของพรายเมื่อไหร่ค่อยว่ากันอีกทีนะไอ้เด็กกากกลวง] 

 

“ถ้าพี่ยังเรียกผมแบบนี้อีกผมจะพาไอ้หินไปเที่ยวทุกคืนเลย” 

 

“มึงกล้าก็ลอง! แค่นี้นะ...กึก!” 

 

สุดท้ายผมก็กลายเป็นทาสไอ้พี่พายุเหมือนกับที่พี่พลังมันบอกเอาไว้จนได้สิน่า แต่ส่วนตัวผมกลับชอบนิสัยพี่พายุมันนะ ตรงไปตรงมามั่นคงในความรู้สึก คิดยังไงก็พูดออกมาอย่างนั้นถึงจะดูเกรี้ยวกราดไปบ้างแต่ทุกการกระทำที่พี่พายุมันทำกลับแฝงไปด้วยเหตุผลดี ๆ ที่ซ่อนอยู่ 

 

...การแสดงออกเหมือนไม่สนใจใครแต่แท้จริงก็ห่วงทุกคนไปเสียหมด 

 

ตั้งแต่วันที่จูบแมงป่องท่ามกลางแสงไฟและหาดทรายยามค่ำผ่านสายตาของทุกคน ณ เวลานั้น ผมก็โดนพี่มันทั้งตบหน้า ทั้งต่อยท้องแบบคอมโบเซตหนำซ้ำพี่มันยังเกือบจะยกเก้าอี้ฟาดผมแล้วด้วย ดีนะว่าไอ้พี่พลังกับปู่เข้ามาห้ามเอาไว้ซะก่อนไม่งั้นผมอาจจะตายกลายเป็นอาหารของแพลนตอนในทะเลไปแล้วก็ได้ 

 

หลังจากนั้นแมงป่องก็ไม่ยอมพูด ไม่ยอมมองหน้าผมอีกเลยขนาดวันที่ไปถ่ายภาพพรีเซนดาวเดือนที่ออนเซนก็ทำเหมือนคนไม่รู้จัก เจ๊าะแจ๊ะเอาอกเอาใจแต่กับไอ้หินจนผมเองยังรู้สึกอิจฉาอดแขวะเพื่อนตัวเองไม่ได้ 

 

ช่วงนี้พี่พายุมันก็รุกไอ้หินหนักเหลือเกินขนาดวัน Open House ชมรมพี่มันก็สื่อว่าจีบแบบหนักมากมองจากดาวอังคารยังรู้ว่าพี่มันจีบอะ ส่วนผมเองทีแรกก็ตั้งใจจะเข้าชมรมล่าท้าผีอะนะแต่ไอ้พี่พลังมันกลับชวนผมเข้าชมรมถ่ายภาพโดยไม่บอกแมงป่องพอเขารู้เนี่ยโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงให้คนอื่นมอบหมายงานมาให้ผมแทน ส่วนไอ้คนชวนเข้าชมรมผมกลับไม่เคยเห็นหัวอีกเลย 

 

เวลาสองเดือนตั้งแต่ได้กลับมาเจอแมงป่องอีกครั้งความผมก็ยังเป็นผม เป็นคนพูดและแสดงออกไม่เก่งเหมือนเดิมคำตอบอะไรก็ไม่ได้ชัดเจนขึ้นสักนิดมีแค่อย่างเดียวที่เปลี่ยนไปคือความรู้สึกเกลียดแมงป่องมันน้องลง...เหลือแค่โกรธกับน้อยใจที่ไม่ยอมเล่าความจริงให้ผมฟังสักที ยิ่งเห็นพี่พายุตามจีบไอ้หิน เห็นไอ้เพลงกับพี่พรายแสดงออกว่ารักกันแล้วยิ่งโมโหทั้งที่ผมรักแมงป่องมากกว่าใครแท้ ๆ แต่ทำไมโดนคนอื่นตัดหน้าไปเสียหมด 

 

ที่แย่ที่สุดคือวันที่โดนทำโทษให้ไปทำความสะอาดตึกผีสิงนั่น ผมก็ดันปากเสียไปด่าแมงป่องอีกจากที่เขาไม่เคยพูดมึงกูกับผมเลยสักครั้ง กลายเป็นได้เปิดฤกษ์เกลียดขี้หน้าเลยคราวนี้ กลัวเหลือเกินว่าจะเป็นอย่างที่พี่พลังกับปู่พูดเอาไว้ (ตอนพิเศษพำเพยผู้น่าสงสาร1/จากเรื่องศิลปะหลงกล)  

 

...แมงป่องถ้ามันเกลียดใครไม่มีทางอภัยให้ง่าย ๆ แน่... 

 

แล้วยิ่งพอต้องอยู่คนเดียวก็ยิ่งคิดมากไอ้หินเลิกเรียนเสร็จก็ต้องไปทำงานพิเศษต่อ ส่วนคะน้ากับข้าวจี่มันก็ไปเข้าชมรมอะไรไม่รู้ไม่มีบอกพวกผมสักคำ จะปรึกษาใครก็ไม่ได้ อีกสองอาทิตย์ก็จะมีประกวดดาวเดือนแล้วด้วย 

 

…เครียด! 

 

รถไฟฟ้า (Shuttle Bus) รับ-ส่งนักศึกษาภายในมหา’ลัยขับเข้ามาจอดสนิทที่หน้าหอประชุมกลางวันนี้เป็นอีกวันที่ต้องมาซ้อมบล็อกกิ้งแสดงความสามารถพิเศษซึ่งปกติแล้วผมกับเพลงจะซ้อมกันที่ห้องซ้อมการแสดงของคณะศิลปกรรมเพราะโชว์ของเราสองคนมันไปด้วยกันได้ อีกอย่างนอกจากไอ้หิน คะน้า ข้าวจี่ ก็มีเพลงนี่ล่ะที่ผมพอจะสนิทด้วยอีกคน 

 

“ไอ้เซฟ! รอกูด้วย” เสียงตะโกนของเพลงดังมาจากจุดจอดรถมอเตอร์ไซค์ข้างหอประชุม มันรีบถอดหมวกกันน็อกแล้วล็อกเอาไว้กับไอ้มดเอ็กซ์รถคู่ใจของมัน แล้วเดินตรงรี่มาทางผมในทันที หันซ้ายมองขวาก่อนจะพูดกับผมต่อ “อ้าว หินมันไม่ได้มากับมึงเหรอ?” 

 

“วันนี้มันไปทำงานพิเศษมึงก็รู้นี่” 

 

“เออ จริงด้วยว่ะกูยังนึกว่าวันนี้เป็นวันศุกร์ซะอีก อยากให้จบไอ้กิจกรรมดาวเดือนนี่ไว ๆ ฉิบหายเลยวุ้ยเสียเวลานอน เสียเวลาเที่ยวกับแฟนชะมัด” 

 

“แฟน?” หลิ่วตาขอคำตอบแต่ไอ้เพลงมันก็เอาแต่ยิ้มหน้าบาน ก็อยากจะบอกมันนะว่าดูออกตั้งแต่แรกว่ามันกับพี่พรายเป็นอะไรกันแต่ในเมื่อมันไม่พูดออกมาเองผมก็จะทำเฉย ๆ ต่อไป 

 

“อืม เมื่อคืนถือเป็นครั้งแรกเลยที่เขายอมออกไปกินข้าวไปเที่ยวกับกู ขนาดวันเกิดของตัวเองยังจำไม่ได้มึงลองคิดดูสิเซฟว่าคนแบบนี้น่ะน่ารักขนาดไหน” พูดไปก็ยิ้มไปเหมือนคนบ้า “มันเป็นช่วงเวลาที่กูรู้สึกว่าเขาเองก็รักกูเหมือนกัน” 

 

ฟังแล้วก็อิจฉา...การได้รักและการถูกรักสำหรับผมมันคงไม่ง่ายดายเหมือนคนอื่นสินะ ตอนนี้แมงป่องจะเป็นยังไงบ้างน้าเขาจะคิดถึงผมเหมือนที่ผมคิดถึงเขาบ้างรึเปล่า 

 

กึก! สองเท้าเหมือนกับถูกทรายดูดตรึงเอาไว้จนขยับไม่ได้ แมงป่องเดินออกมาจากหอประชุมกลางพร้อมกับพี่พลังแต่สายตาเขากลับไม่มีผมอยู่ในนั้นเลย เหมือนผมเป็นเพียงอากาศธาตุที่ไร้ตัวตนแม้ช่วงเวลาที่เดินผ่านตัวผมไปก็เหมือนกับหุ่นยนต์ที่ไร้ความรู้สึก 

 

“ว่าไงไอ้เซฟ” พี่พลังมันหันมาทักผม ก่อนจะตะโกนเรียกคนที่เดินนำไปแล้ว “แมงป่องมึงไม่คิดจะทักทายน้องมันหน่อยเหรอวะ”  

 

แมงป่องหันมาแล้วก็ยิ้ม “เพลงวันนี้ตั้งใจซ้อมนะอีกไม่กี่อาทิตย์ก็จะถึงวันประกวดแล้วเอาที่หนึ่งมาให้ได้ล่ะพี่เป็นกำลังใจให้” เพลงมันถึงกับหน้าเหวอ ยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณแล้วเกาไปที่หัวบ่นพึมพำแบบคนจับต้นชนปลายไม่ถูก แล้วแมงป่องก็เดินหันหลังกลับไปเลยปล่อยให้สามหนุ่มถึงกับเหงื่อแตกมองหน้ากันไปมา 

 

“เพลงเข้าไปข้างในก่อนเลย พวกกองกิจกรรมมันรอเซตตำแหน่งอุปกรณ์ที่เราจะใช้ในการแสดงอยู่” 

 

“ครับพี่พลัง” เพลงมันหันมามองผมแวบหนึ่งแล้วเดินหายเข้าหอประชุมไปอีกคน 

 

“ซวยแล้วมึงไอ้เซฟ แมงป่องมันไม่แลแม้แต่หางตาขนาดนี้คงโดนเกลียดแล้วชัวร์” อ๊อก! เหมือนโดนปืนลูกซองยิงเข้ากลางอก...ได้แต่ฝืนยิ้ม ยิ้มทั้งน้ำตา! 

 

“อือ...” 

 

“ครางเป็นลูกหมาเชียวเหรอวะ อยากให้มันหายโกรธก็ไปขอโทษมันดี ๆ สิเล่นตัวอยู่แบบนี้แล้วชาตินี้มันจะหายโกรธไหม?” 

 

“ถึงตามไปง้อแมงป่องก็หนีผมอยู่ดี” ช้อนตาทำหน้าอ้อนวอนให้ไอ้พี่พลังมันช่วย 

 

“ถ้านี่คือการขอร้องในแบบของมึงก็เลิกทำเถอะวะกูขนลุก ทำหน้าอย่างกับหมาพิทบูลเตรียมจะแดกหัวคน” อยากจะตบหน้าตัวเองสักพันครั้งก็ทำเป็นแค่หน้าเดียวนี่หว่า ทำไมมันถึงดูไม่น่ารักแบบไอ้หินบ้างวะ “ถ้ามึงไม่อยากให้มันหนีจะให้กูช่วยไหมล่ะแต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนนะ” 

 

“คนดีจริงเขาไม่เรียกร้องบุญคุณ” 

 

ป๊าบ! 

 

พี่พลังมันตบมาที่หัวผมอีกแล้ว พูดอะไรผิดวะ? “กูนี่โปรดสัตว์ได้บาปจริง ๆ ปากแบบนี้มึงก็ไปตามง้อเอาเองเถอะ” 

 

หมับ! รีบคว้าแขนพี่มันไว้ก่อนจะหายไปอีกคน 

 

“พี่ช่วยผมหน่อยนะ...ผมขอร้อง” พยายามกะพริบตาอ้อนแบบที่ไอ้หินชอบทำแต่ดูเหมือนกับพี่มันจะสยดสยองกับท่าทางของผมซะมากกว่า 

 

“เออ ก็ตั้งใจจะช่วยมึงอยู่แล้วล่ะ ตอนนี้มึงรีบไปซ้อมก่อนเถอะเซฟเดี๋ยวค่ำ ๆ กูจะส่งโลเคชันทางไลน์ไปให้ส่วนมึงก็แค่ทำตามสิ่งที่กูบอกก็พอ งั้นกูไปก่อนนะตั้งใจซ้อมด้วย” รู้สึกมาสักพักแล้วว่าไอ้พี่พลังมันนิสัยดีมากและที่สำคัญหลอกใช้ง่ายด้วย! 

 

การซ้อมในวันนี้ต้องพยายามทำให้เหมือนการแสดงในวันจริงให้มากที่สุด เพราะไม่ใช่พวกผมสองคนเท่านั้น สตาฟเองก็ต้องคอยเตรียมทั้งอุปกรณ์ ฉาก จังหวะการส่งคิวและระบบการดูแลความปลอดภัยในกรณีฉุกเฉินซึ่งถ้าเทียบแล้วของผมเนี่ยมีอุปกรณ์อยู่แค่สองอย่างเองคือพลองไฟกับโซ่ไฟ แต่ของไอ้เพลงนี่แบบต้องใช้สตาฟหลายคนมาก ทั้งคนที่ต้องแบกกลองสะบัดชัย ตีฉาบสะบัดชัย ตีฆ้องโหม่งสำริดเพื่อกำกับจังหวะ ดูแล้วน่าจะใช้ไม่ต่ำกว่าห้าคนซึ่งล้วนมาจากชมรมดนตรีไทยทั้งสิ้น 

 

ผมยืนมองไอ้เพลงสวมชุดล้านนาสีขาวบนเวที กำลังวาดลาดลายท่วงท่าที่เรียกได้ว่าไม่เบาทีเดียวบวกกับหน้าตามันนี่ยิ่งมีเสน่ห์เข้าไปอีกไม่เคยคิดฝันเลยว่าศิลปะการแสดงของทางภาคเหนือจะปลุกเร้าและดุดันได้มากขนาดนี้ เดินเข้าไปหลังเวทีเพื่อเปลี่ยนเครื่องแต่งกายในแบบที่ผมถนัด คอนเซ็ปต์ของการแสดงชุดนี้คือ เหนือจรดใต้ ดังนั้นถ้าเพลงมันสีขาวผมก็ต้องเป็นสีดำและชุดที่ผมเลือกใช้คือการแต่งกายด้วยชุดแบบมลายู 

 

แม้จะเป็นแค่การซ้อมแต่ผมกลับพกความมุ่งมั่นขึ้นมาอย่าเต็มเปี่ยมท่ามกลางสายตาของเหล่าบรรดาสตาฟและอาจารย์บางท่านที่เข้ามาสอดส่องความเรียบร้อย เสียดายอย่างเดียวคือการที่แมงป่องไม่ได้อยู่ตรงนี้ทั้งที่ผมอยากให้เขาเห็นความพยายามของผมมากกว่าใคร 

 

กว่าจะซ้อมเสร็จก็ดึกพอตัวจนเกือบจะสามทุ่มแล้วไอ้พี่พลังจอมปด มันก็ยังไม่ส่งข้อความอะไรกลับมาเลยแม้แต่คำเดียว 

 

“เซฟเดี๋ยวมึงรีบไปไหนต่อรึเปล่า?” เพลงมันถามผมขึ้นในขณะที่เราทั้งคู่กำลังเปลี่ยนชุดลำลอง 

 

“ทำไมวะ?” 

 

“ก็ว่าจะชวนมึงไปนั่งแถวร้านหลังมอน่ะ ตะกี้ไอ้หินมันดันเสือกไปรับลูกค้าตอนเกือบจะปิดร้านอยู่แล้ว กว่าจะเลิกก็เกือบห้าทุ่มเลยมั้ง มันก็กลัวโดนไอ้พี่พายุด่าไม่กล้าโทรไปบอกแต่ดันไลน์มาบอกกูให้ไปรับมันหน่อย” 

 

ก็ได้แต่สลด...เอาเถอะวันอื่นยังมีบางทีพี่พลังอาจยังไม่มีจังหวะงั้นก็ไปดื่มกับเพลงมันก่อนละกันเผื่อคืนนี้จะได้หลับสบายไม่ต้องมามัวแต่คิดถึงแมงป่อง 

 

“ว่าแต่คนของมึงเขาจะไม่ว่าอะไรเหรอเพลง?” 

 

“ไม่หรอก” เบะปากทำไมวะ? “พี่พรายมันบอกว่าวันนี้ไม่ว่างอะ ต้องเตรียมงานสำคัญอะไรก็ไม่รู้” 

 

สรุปว่าเป็นพี่พรายจริงด้วย...ในที่สุดมันก็หลุดออกมาแล้ว หึ ๆ ๆ ต้องโง่ขนาดไหนถึงหลุดพูดชื่อออกมาแล้วยังไม่รู้ตัวว่าหลุดวะ 

 

“ไปก็ไป กำลังอยากเมาเหมือนกัน” 

 

“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้มั้งมึง แค่กินเล่นฆ่าเวลารอไอ้หินเองว่าแต่มึงสังเกตรึเปล่าวะเซฟ ช่วงนี้พวกพี่พายุ พี่เคน พี่เอ พี่ยูจิ พี่ป้องและก็พี่แมงป่องน่ะหายหัวกันไปหมดเลย” 

 

“พวกพี่มันคงมีธุระต้องไปทำมั้ง ไหนจะต้องขึ้นเวทีอำลาตำแหน่งอีกน่าจะยุ่งแหละ” ไม่กล้าบอกเพลงว่าที่พวกพี่มันหายไปน่าจะเป็นเรื่องพี่พรายตามที่พี่พายุบอกเมื่อตอนกลางวันแน่ 

 

“นั่นสิ งั้นมึงไปรถกูเลยนะ” 

 

ในที่สุดสองหนุ่มเดือนคณะผมกับไอ้เพลงก็มานั่งร้านอาหารกึ่งผับ ถนนฝั่งตรงข้ามร้านนวดของไอ้หินมันนั่นแหละ ข้อดีของร้านแบบนี้คือมันไม่ตรวจบัตรประชาชนไง สั่งอาหารมาสองสามอย่างแล้วสั่งเบียร์มาดื่มไม่มีใครมานั่งถามกันหรอกว่าอายุเท่าไหร่ 

 

ยิ่งดื่มก็ยิ่งติดลม รู้ตัวอีกทีก็ปาไปครึ่งโหลแล้วไอ้เพลงมันก็เริ่มเมากรึ่ม ๆ ปากก็เอาแต่บ่นเรื่องคนรักของตัวเองไม่หยุดเดี๋ยว ๆ ก็ยิ้มเดี๋ยว ๆ ก็เศร้า มันเองก็พูดวกไปวนมาจนยิ่งไม่รู้เรื่องส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์มันกำลังกดประสาทผมอยู่ด้วย 

 

Rrrrr… 

 

เพลงมันยกมือถือขึ้นมาวางบนโต๊ะแล้วเปิดลำโพงให้ผมได้ยินด้วย 

 

“ว่างายยยย...เพื่อนร๊ากกก” 

 

[อะไรของมึงเนี่ยเพลง เสียงดังฉิบหายตอนนี้มึงอยู่ไหนวะ] 

 

“อยู่ร้านตรงข้ามมึงนี่แหละ รีบมาน้า~~~กึก!” ไอ้เพลงมันกดวางสายแล้วเอนตัวพิงหลังไปกับเบาะเก้าอี้นิ้วมือก็นวดไปตามขมับช้า ๆ รอไม่นานหินมันก็วิ่งข้ามฝั่งตรงมาทางผมสองคน ถลึงตาจนเขียวปั๊ดทิ้งตัวลงนั่งมาที่ข้างตัว 

 

“มึงมาได้ไงวะเซฟ” 

 

“ก็มารอรับมึงกลับหอเป็นเพื่อนไอ้เพลงไง” 

 

“เอาดี ๆ สภาพนี้คือมารับกูหรือให้กูแบกพวกมึงกลับ หอใกล้จะปิดอยู่แล้วนะโว้ยขืนกูกลับไม่ทันเที่ยงคืนไอ้พี่พายุมันต้องรู้แน่ว่ากูแอบรับลูกค้ารอบดึก” 

 

“งั้นมึงกลับไปกับเพลงก่อนเลยหิน หอกูอยู่ไม่ไกลเดี๋ยวกูกลับเองได้” 

 

“มึงไหวแน่นะเซฟ?” หินมันมองมาที่ผมแล้วลูบหลังเหมือนพยายามเช็กว่าผมเมารึเปล่า 

 

“อืม พวกมึงไปเถอะเดี๋ยวค่าอาหารมื้อนี้กูจ่ายเอง” มองไปบนโต๊ะเนี่ยอาหารที่สั่งมามันไม่ลดลงเลยเพราะผมกับเพลงกินไปแค่คำสองคำก็ไม่กินต่อแล้ว 

 

“โอเค...เสียดายจัง” หินมันก้มมองมาที่โต๊ะแล้วอยู่ ๆ มันก็จัดการยัดทุกอย่างเข้าปากภายในพริบตาจนสะอาดหมดจด คาดว่าถ้ามันเลียจานได้มันคงทำไปแล้วล่ะ จากนั้นมันก็หิ้วไอ้เพลงออกจากร้านแล้วขี่มอเตอร์ไซค์ของเพื่อนมันหายผ่านความมืดไปในบัดดล 

 

...ว่าแล้วก็สั่งเบียร์มาดื่มอีกสักสองขวดไหน ๆ ก็พร้อมจะเมาแล้วก็เอาให้สุดเลยละกัน หลังจากดื่มไปอีกสักพักภาพมันก็เริ่มพร่ามัว ตอนนี้ผมควรจะกลับไปนอนเสียทีเรียกพนักงานมาชำระค่าเสียหาย แล้วเดินโซเซออกมาจากร้านได้แวบเดียวมันก็วูบจนแทบอยากจะล้มตัวลงนอนเสียตรงนี้ 

 

[Part Scorpion King]  

 

“น้องสกอร์เป็นยังไงบ้างครับม๊า” 

 

[ยังไม่ตื่นเลยแมงป่อง แล้วป๊าแกนะเห่อหลานซะยิ่งกว่าม๊าอีกป้อนข้าวป้อนน้ำไม่ยอมห่าง เจ้าสกอร์มันซนม๊าจะดุจะว่าอะไรก็ไม่ได้ป๊าแกเป็นต้องออกหน้าปกป้องหลานรักตลอด เออ แล้วอย่าลืมโทรไปขอบคุณปู่เขาอีกครั้งนะที่ยอมให้หลานมาอยู่บ้านเรา] 

 

“ครับ ปู่เองก็ฝากขอบคุณป๊าม๊าเหมือนกันที่ช่วยดูแลเจ้าสกอร์แทนแกเพราะช่วงนี้แกก็สุขภาพไม่ค่อยดี ว่าแต่ม๊าได้คุยกับพี่มังกรแล้วใช่ไหมตกลงพี่มังกรเขาตัดสินใจยังไงครับ” 

 

[ก็เห็นว่าจะลาออกสิ้นเดือนนี้แล้วกลับมาช่วยกิจการที่บ้านเราน่ะแหละ แมงป่องก็น่าจะรู้นะว่าระหว่างลูกกับงานมังกรจะเลือกอะไร] 

 

“ดีแล้วครับม๊า ไม่รู้ว่าบ้านเราจะมีโอกาสมีความสุขแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน อย่างน้อยพี่มังกรก็เลือกทำสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว” 

 

[แล้วแมงป่องล่ะจ๊ะ?] 

 

“ผมทำไมครับ?” 

 

[ได้เลือกทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองแล้วรึยัง?] 

 

“...” ผมปล่อยสิ่งที่ดีที่สุดหลุดมือมานานแล้วครับและคงไม่มีวันที่ผมจะคว้ามันกลับมาได้อีก 

 

[งั้นม๊ากลับไปทำข้าวเที่ยงให้สกอร์ก่อนนะ แมงป่องก็ดูแลตัวเองด้วยมีอะไรก็โทรมาหาม๊าได้ตลอด] 

 

ตั้งแต่คืนนั้นที่ซัดไอ้เซฟมันปางตายคาร้านปู่บนเกาะเสม็ด ผมก็แทบจะไม่คุยกับไอ้เด็กบ้านั่นอีกเลย ไม่เข้าใจว่ามันทำแบบนั้นกับผมทำไมถ้ามันทำเพราะอยากแก้แค้นสู้ต่อยผมมาเลยดีกว่า 

 

การถูกคนที่ชอบจูบถึงสองครั้งสองคราแต่ทำไปเพราะความเคียดแค้น...มันเจ็บเสียยิ่งกว่าเจ็บ 

 

ยิ่งอยู่ใกล้ก็ยิ่งเจ็บผมเลยเลือกที่จะเดินหนีออกมาเอง คิดว่าจะพยายามพูดกับเซฟให้น้อยที่สุดแต่สุดท้ายก็หักห้ามใจตัวเองไม่ได้ หลังจากวันที่พายุไล่ล่าน้องหินไปทั่วทั้งมอ เหล่าหัวโจกที่รวมขบวนการในวันนั้นกว่าสิบชีวิตก็โดนทำโทษให้ไปทำความสะอาดตึกผีสิงเก่าแก่ที่เป็นตำนานของมหา’ลัยอันโด่งดัง ทั้งที่ผมอยากมีเวลาอยู่กับเซฟสองต่อสองเพื่อคุยกันดี ๆ แต่ไอ้เด็กนั่นมันกลับสติแตกทั้งผลักทั้งด่า 

 

**คนอย่างมึงมันก็แค่เหี้ยเท่านั้นแหละ** คำพูดนั้นเหมือนกับเป็นฟางเส้นสุดท้าย เคยคิดว่าตัวเองแข็งแกร่งพอจะทนรับได้ทุกอย่างแล้วซะอีก...พอกันทีในเมื่อถ้าเซฟมันเกลียดขี้หน้าผมมากนัก ผมก็จะทำให้มันเกลียดจนไม่อยากมายุ่งกับผมอีกเลย 

 

“แมงป่องบ่ายนี้มึงต้องไปถ่ายรูปเก็บภาพซ้อมกิจกรรมดาวเดือนของน้องนะ” 

 

“มึงก็ไปสิพลังมาบอกกูทำไม ชมรมก็ไม่เคยเข้า” 

 

“กูก็ไปแทนมึงเกือบทุกวันอยู่แล้วเปล่าวะ ช่วยทำตัวให้สมกับเป็นหัวหน้าชมรมหน่อยเถอะแล้ววันนี้มันก็เป็นบล็อกกิ้งกลุ่มสุดท้ายที่จะขึ้นแสดงแล้วด้วย” 

 

หนังสือเล่มหนาถูกปิดลงท่ามกลางสายตาของแอร์และเมจิ “วันนี้ของคณะไหนขึ้นซ้อมจริง” ผมเหล่มองหน้าไอ้พลังเพื่อขอคำตอบ คนอย่างมันถ้าไม่ได้มีแผนการอะไรไม่มีทางที่จะคะยั้นคะยอผมให้ไปแบบนี้หรอก “พูดมาตามตรงเลยดีกว่าพลังว่ามึงกำลังวางแผนอะไรอยู่” 

 

“โอะ! อย่าพูดอย่างนี้สิเพื่อนรักมึงกำลังทำให้กูเจ็บหัวใจ” แสดงสีหน้าได้ตอแหลมาก! 

 

“ดูก็รู้ว่าพลังมันกำลังจับคู่ให้แกอยู่ไงแมงป่อง ตั้งแต่ปีหนึ่งพลังมันก็เที่ยวจับคู่ให้คนอื่นไปทั่วแต่ก็น่าแปลกเหมือนกันแฮะ ใครที่มันเป็นพ่อสื่อให้ได้ลงเอยกันทุกคนเลยนี่” เมจิหันมาตอบผมแทนพลังที่นั่งยักคิ้วกวนประสาทผมอยู่ 

 

“เพราะกูคือ กามเทพสื่อรักไงจ๊ะ” 

 

“กามเทพ หรือกามโรค พูด!” ขอบคุณมากที่ตอบแทนความคิดเราเมจิ 

 

“โธ่ ๆ พวกมึงก็เหมือนกันถ้าใกล้ขึ้นคานเมื่อไหร่ไม่ต้องมาขอร้องกูให้ช่วยหาผัวให้นะ” 

 

“อยู่เป็นโสดก็ไม่เห็นเสียหายตรงไหนเลยนี่ ดีกว่าคนที่ยังไม่รู้ใจตัวเองอีกจริงไหม? แมงป่อง” อึก! กลืนน้ำลายแพล็บทำไมอยู่ ๆ แอร์ถึงหันมาเล่นผมเองซะล่ะ 

 

“เอาน่าแมงป่อง ไอ้เด็กที่ชื่อเซฟนั่นมันก็ปากไม่ตรงกับใจไปอย่างนั้นแหละ มันน่ะอยากขอโทษมึงใจจะขาดแต่มันไม่กล้าพูดออกมาไง ไอ้เด็กนั่นมันก็เป็นคนบอกกูเองว่ามันรักมึงมาตลอดดังนั้นวันนี้มึงก็ต้องเป็นคนไปถ่ายรูปด้วยตัวเองเปล่าวะ” 

 

“!!!” ทั้งผม แอร์และเมจิหรี่ตามองไอ้พลังที่พูดไปยิ้มไปอย่างสดชื่น 

 

“ก็น่าจะจริงอย่างที่พลังมันพูดนะ สายตาที่น้องมันแอบมองมาที่แมงป่องเนี่ยบอกตรง ๆ ขนาดเราเป็นผู้หญิงยังต้องอิจฉาอะ เผื่อแกจะยังไม่รู้นะแมงป่องน้องเซฟน่ะเขามาเดินป้วนเปี้ยนอยู่หน้าคณะเราเกือบทุกวันเลยล่ะ” 

 

“ตะ...ตั้งแต่เมื่อไหร่?” 

 

“สักอาทิตย์ได้แล้วมั้งขนาดเมื่อเช้าน้องยังมานั่งรออยู่ที่ม้าหินหน้าตึกหน้างี้จ๋อยเชียว จนชั้นกับแอร์ยังแอบถ่ายรูปเก็บมาเลย” เมจิหยิบมือถือขึ้นมาแล้วเปิดภาพไอ้เซฟนั่งเท้าคางไปบนกระเป๋าเป้ตาละห้อยอย่างน่าสงสาร 

 

“ช่วงนี้กูไม่ว่างมึงไปจัดการให้หน่อยนะพลัง” 

 

“เฮ้ย ๆ อยากน้อยก็ไปให้กำลังใจน้องมันนิดนึงก็ยังดีทำแบบนี้ไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอวะ?” 

 

“ช่างมันสิไม่ใช่เรื่องที่กูต้องสนใจสักหน่อย” ผมกวาดเอาหนังสือที่อยู่บนโต๊ะเดินหอบขึ้นอาคารเรียนโดยไม่สนใจคำพูดยุยงของพวกเพื่อนตัวป่วนอีก แต่เจ้ากรรมนายเวรมันกลับไม่ยอมละเว้นผมเลยแม้แต่น้อยวิชาที่ต้องขึ้นเรียนในวันนี้คือ วิชาการเขียนบทภาพยนตร์ (Film Scriptwriting) โดยอาจารย์ดันหยิบยกโศกนาฏกรรมความรักอันเป็นบทประพันธ์ของนักประพันธ์ชื่อดัง วิลเลียม เชกสเปียร์ ในเรื่อง โรเมโอแอนด์จูเลียตขึ้นมาสอนและแน่นอนว่าไอ้พลังมันเล่นงานผมตั้งแต่ต้นชั่วโมงยันจบคลาส 

 

...สุดท้ายผมก็อดคิดถึงไอ้เซฟไม่ได้อยู่ดี 

 

“กูไปก่อนนะ” ยันตัวลุกขึ้นยืนแล้วหันไปบอกพวกมันทั้งสามคน 

 

“จะรีบไปไหนวะแมงป่อง?” พลังมันขมวดคิ้วถามกลับมา 

 

“จะรีบไปเก็บภาพที่หอประชุมกลางไง มึงจะไปก็รีบตามมา” 

 

“ฮิ้วววววว!” อายชะมัดพวกมันสามตัวร้องออกมาพร้อมกันจนทั้งห้องหันมามองผมกันหมด 

 

พลังมันรีบโกยของลงกระเป๋าแล้วเดินตามผมมาติด ๆ “สรุปมึงให้อภัยมันแล้วใช่ไหมแมงป่องตอนที่เซฟจูบมึงที่ร้านปู่กูรู้สึกได้ว่ามันพยายามจะบอกรักมึงอยู่นะ คนอย่างไอ้เซฟมึงไปถามมันตรง ๆ ไม่ได้หรอกแต่ถ้ามึงลองนิ่งไม่พูดสิ มันจะแสดงบางอย่างออกมาให้มึงเห็นเอง” 

 

“กูเคยโกรธมันลงด้วยเหรอ?” สุดท้ายก็ต้องยอมรับแต่โดยดี 

 

“ก็แค่นั้นแหละอย่าทำให้มันยาก ลองจู่โจมมันออกไปตรง ๆ บ้างจะเป็นไรวะ” 

 

“กูก็ประเคนหมัดใส่มันไปตั้งเยอะแล้วนี่” อันที่จริงผมเข้าใจความหมายที่ไอ้พลังมันต้องการจะสื่อเป็นอย่างดีอยู่แล้วอะนะ 

 

พอมาถึงหอประชุมกลางทีมงานและเหล่าสตาฟกำลังจัดเตรียมเวทีเสมือนวันจริง อุปกรณ์มากมายถูกตั้งอยู่เรียงราย นักศึกษาจากชมรมดนตรีไทยกำลังซ้อมกำกับจังหวะอยู่ด้านล่าง ผมกวาดตามองหาผู้เข้าประกวดแต่ก็ยังไม่เห็นใครสักคน 

 

“กูไปห้องน้ำก่อนนะ” 

 

“งั้นกูไปด้วยกำลังปวดฉี่อยู่พอดี” พลังมันเดินตามหลังผมเหมือนเงาตามตัว 

 

แต่พอออกมาหน้าห้องสายตามันดันเห็นเซฟกับเพลงกำลังยืนคุยกันอยู่และมันถึงเวลาที่ผมจะเอาคืนมันเสียที ก้าวเดินผ่านเซฟไปแบบไม่ไยดีทำเหมือนกับมันไม่ได้ยื่นอยู่ตรงนั้นด้วยซ้ำ 

 

“ว่าไงไอ้เซฟ” พลังมันหันไปทักน้องก่อนแล้วหันมาพูดกับผมต่อ “แมงป่องมึงไม่คิดจะทักทายน้องมันหน่อยเหรอวะ” 

 

“เพลงวันนี้ตั้งใจซ้อมนะอีกไม่กี่อาทิตย์ก็จะถึงวันประกวดแล้วเอาที่หนึ่งมาให้ได้ล่ะพี่เป็นกำลังใจให้” โป๊ะเชะ! เป็นแบบที่พลังมันว่าไว้จริงด้วย พอทำเป็นไม่เห็นไม่คุยด้วยไอ้เซฟมันถึงกับหน้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัดมันช้อนสายตามองมาออดอ้อนเหมือนคนสำนึกผิด แต่อย่างหวังว่าคนแบบผมจะยอมใจอ่อนง่าย ๆ กลับตัวหันหลังแล้วเดินออกไปเลย 

 

ไอ้พลังมันยืนคุยกับไอ้เซฟอยู่สักประเดี๋ยว มันก็รีบตามผมเข้ามาในห้องน้ำข้างหอประชุม 

 

“จะเอายังไงเด็กมันอ้อนให้กูช่วยง้อมึงว่ะ” 

 

“แล้วมึงบอกมันไปว่าอะไรพลัง กูรู้นะว่ามึงวางแผนเอาไว้แล้ว” 

 

“แมงป่องมึงนี่รู้ทันกูตลอด! เซฟมันกลัวว่ามึงจะหนีไม่ยอมคุยกับมันน่ะ กูก็เลยบอกว่าจะช่วยหาโอกาสช่วยให้มันได้เจอมึงหลังจากซ้อมเสร็จคืนนี้” 

 

“คืนนี้ไม่ได้ว่ะ พายุมันเรียกพวกกูไปคุยธุระสำคัญเกี่ยวกับไอ้พราย เห็นว่าพวกมันกับไอ้น้องเพลงกำลังโดนคนชื่อคิงตามสืบเรื่องพวกมันอยู่และตอนนี้พรายมันกำลังวางแผนจะถล่มไอ้คิงแบบไม่ยอมบอกใครด้วย ดูท่างานนี้พรายมันคงตั้งใจไปแบบไม่คิดกลับมาอีกแล้ว” 

 

“ฉิบหาย! เรื่องใหญ่ขนาดนี้พวกมึงคิดจะลงมือกันเองเนี่ยนะ” 

 

“เพราะพายุมันรู้จักนิสัยของพรายดีกว่าใครไง ถ้าพรายมันรู้ว่าพวกกูรู้เรื่องนี้ มันจะยิ่งระวังตัวจนพวกกูทำอะไรไม่ได้เลยฉะนั้นพายุมันเลยต้องจัดการเงียบ ๆ” 

 

“แม้กูกับพายุจะไม่ถูกกันเท่าไหร่แต่กูก็รู้แหละว่านิสัยมันดีแต่มึงจำเป็นต้องเอาตัวเข้าไปเสี่ยงด้วยเหรอวะ” 

 

“กูถึงได้เล่าให้มึงฟังไงพลัง มึงเป็นเพื่อนสนิทของกูเพียงคนเดียวที่กูไว้ใจที่สุดสัญญามาก่อนว่าจะไม่บอกไอ้เซฟและมีงานอีกชิ้นที่อยากให้มึงช่วยกูหน่อยแต่มึงต้องทำแบบไม่ให้ใครสงสัยและอย่าให้ใครรู้แม้แต่กับไอ้พายุ” 

 

“เรื่องอะไรวะ?” 

 

“กูอยากให้มึงช่วยไปถ่ายรูปเส้นทางเข้าออกร้านสนุกเกอร์แห่งหนึ่งแถวบางแค ถ้าเป็นรถโรงเรียนอนุบาลของบ้านมึงน่าจะพอตบตาได้แล้วรีบเอารูปพวกนั้นไปให้พ่อพายุ ท่านจะรู้เองว่าจะจัดการยังไงต่อ” 

 

“ก็ได้กูจะทำให้แต่ถ้าไอ้เซฟรู้เรื่องนี้มันต้องคลั่งแน่ มึงเองก็เหมือนกันแมงป่องอยากจะทำอะไรก็รีบทำเถอะ ขืนมึงยังเอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับทุกเรื่องแบบนี้มีอีกกี่ชีวิตก็ไม่พอ” 

 

“กูถึงต้องฝากหลักประกันความปลอดภัยเอาไว้กับมึงไง” 

 

“พวกมึงนี่ก็ดี๊ดี วางแผนซ้อนแผนกันไปมาอย่างคาดไม่ถึงเลยว่ะ เอาล่ะตอนนี้ยังมีเวลามึงก็รีบไปเก็บภาพคนของมึงเถอะ กูรู้นะว่ามึงแอบตามถ่ายภาพมันตลอด” 

 

“ขี้เสือก!” ถึงจะด่ามันออกไปแบบนั้นแต่ผมก็ทำอย่างที่มันว่าเอาไว้จริง ๆ ก้าวเท้าออกมาจากห้องน้ำย่องมาแอบดูมันในห้องก็ไม่เจอคาดว่ามันคงเข้าไปเปลี่ยนเสื้อหลังเวทีแล้ว จังหวะนี้คือรีบวิ่งเข้าไปในห้องกระจายเสียงฝั่งตรงข้ามเวทีอย่างเร็วรี่ ถ้าจะแอบถ่ายโดยไม่ให้มันเห็นก็ต้องห้องนี้เท่านั้น แง้มผ้าม่านออกมานิดหน่อยจัดการนำเลนส์ Telephoto (เลนส์สำหรับถ่ายภาพระยะไกล) มาสวมที่บอดี้กล้อง 

 

เซฟมันเดินขึ้นเวทีมาด้วยชุดมลายูสีดำ ผมเริ่มเก็บภาพแทบทุกอิริยาบถทุกท่วงท่าที่เซฟมันแสดงมันอยู่ในสายตาผมทั้งหมด 

 

กว่าจะซ้อมเสร็จก็เกือบสองทุ่มไอ้พายุมันก็โทรมาจี้ไม่ยอมหยุด หลังจากสบโอกาสตอนเซฟกับเพลงไปเปลี่ยนชุดผมก็รีบเผ่นออกมาจากห้องตรงไปที่รถแล้วรีบไปที่ร้านหลังมอตามที่นัดเอาไว้ พายุมันก็ช่างเลือกร้านขนาดจะมาคุยธุระสำคัญยังเลือกมานั่งร้านไม่ห่างจากที่น้องหินทำงานพิเศษด้วย ร้านอาหารกึ่งผับที่มีทั้งโซนด้านนอกและในห้องแอร์สามารถเข้าออกได้ทั้งสองฝั่ง 

 

นั่งคุยเรื่องแผนการช่วยพรายกันอยู่พักใหญ่ อยู่ ๆ สายตามันก็มองออกไปนอกห้องกระจกเห็นไอ้เด็กคู่นั้นมันเดินไปนั่งอยู่ที่ปลายระเบียงด้านนอก ทั้งคู่สั่งอาหารและเบียร์มากินอีกหลายขวดบอกตรง ๆ ว่าตอนนี้ผมฟังอะไรแทบไม่รู้เรื่องแล้ว ผมลอบมองเซฟอยู่เป็นระยะมันคงมองไม่เห็นผมหรอกเพราะกระจกในร้านมัันค่อนข้างมืดมาก 

 

แล้วสิ่งที่คาดไม่ถึงในวันนี้อย่างที่สองก็ตามมาติด ๆ เมื่ออยู่ ๆ น้องหินมันเดินเข้ามานั่งข้างไอ้เซฟเพียงแค่นั้นแหละผมถึงกับหันไปมองหน้าไอ้พายุเลย ตัวมันสั่นเหมือนผีเข้าสายตาหรี่ลงเหมือนเสือไม่มีผิด ดีนะว่าพวกไอ้เคนมันนั่งหันหลังอยู่เลยไม่ทันสังเกตเห็นพวกน้อง 

 

พริบตาเดียวน้องหินมันก็จ้วงตักอาหารบนโต๊ะ แล้วรีบลากเพลงออกไปจากร้านเลย 

 

“แค่นี้แหละเรื่องที่กูจะพูด” สิ้นเสียงพายุมันก็รีบขอตัวแล้วเดินออกประตูอีกฝั่งไป...ได้แต่ภาวนาขอให้น้องหินแคล้วคลาดปลอดภัยจากสัตว์ร้ายตัวนี้ด้วยเถิด...สาธุ! 

 

“งั้นพวกกูกลับก่อนนะดูท่าฝนใกล้จะตกแล้วว่ะ มึงจะกลับเลยไหมแมงป่องเดี๋ยวกูแวะไปส่ง” เคนมันลุกขึ้นยืนแล้วถามผม 

 

“กูเอารถมาพวกมึงกลับไปก่อนเลยเดี๋ยวกูขอส่งงานให้กองกิจกรรมก่อน” พวกมันพยักหน้าแล้วเดินออกจากร้านไปจนหมด ในขณะที่ผมยังคงนั่งมองเซฟสั่งเบียร์มาดื่มต่อแต่รอบนี้มันเล่นยกแบบที่เดียวหมดขวดจากนั้นมันก็เรียกเก็บเงิน เดินโซเซออกจากโต๊ะจนผมเองก็อดห่วงไม่ได้เดินตามหลังมันออกมาห่าง ๆ มันยืนอยู่หน้าร้านได้พักเดียวก็ทิ้งตัวนั่งไปกับพื้นฟุตบาททำท่าเหมือนจะล้มตัวนอนไปตรงนั้น 

 

ด้วยความตกใจรีบวิ่งเข้าไปหามันในทันที กวาดข้าวของที่ร่วงหล่นจากกระเป๋ากางเกงแล้วแบกมันพาดบ่ามาที่รถท่ามกลางสายตาของคนที่ยังนั่งอยู่ภายในร้าน 

 

“เซฟ...เซฟ” ไม่ว่าจะพยายามปลุกมันยังไงก็ไม่มีทีท่าจะตอบรับผมเลย ไม่รู้ด้วยว่ามันพักอยู่ที่หอไหนเม็ดฝนเริ่มกระทบตกลงมาบนกระจกรถอย่างหนักจนต้องตัดสินในพามันกลับมาที่คอนโดของผมเองก่อน 

 

กว่าจะแบกร่างมันเข้ามาในตึกได้ก็เล่นเอาซะผมกับมันเปียกไปทั้งตัว กดลิฟต์ขึ้นมาชั้นห้าในขณะที่กำลังควานหากุญแจห้อง 

 

เปรี้ยง! เสียงท้องฟ้าดังสนั่นหวั่นไหวไปพร้อมกับไฟที่ดับลงทั้งตึก กว่าจะไขกุญแจห้องได้ก็เล่นเอาซะเหนื่อยเลย คอนโดที่ผมพักอยู่มันเป็นห้องชุดแบบสองห้องนอน มีห้องนั่งเล่นและห้องครัวกั้นเอาไว้ด้วยกระจกใสค่าเช่าต่อเดือนรวมน้ำไฟก็เกือบสองหมื่นดีว่าหารครึ่งกับไอ้พลังเลยยังพอไหว 

 

ลากเซฟเข้ามานอนที่โซฟากลางห้องนั่งเล่นรีบวิ่งไปหยิบผ้าเช็ดตัวออกมาสองผืนท่ามกลางความมืดแต่ก็พอจะปรับสายตาจนเห็นได้บ้างแล้ว จัดการถอดเสื้อผ้ากางเกงของไอ้เซฟออกเพื่อเช็ดตัวให้มัน กลัวว่าถ้านอนไปทั้งอย่างนี้เดี๋ยวมันจะไม่สบายจนไปซ้อมไม่ไหวอีก 

 

หลังจากเช็ดผมเผ้าเนื้อตัวมันดีแล้วก็หันมาจัดการตัวเองต่อเก็บเสื้อผ้าที่เปียกชื้นของเราทั้งคู่ไปพาดเอาไว้บนเครื่องซักผ้าสภาพผมกับเซฟเลยเหลือเพียงบ๊อกเซอร์ชิ้นเดียวปกปิดลำตัว พอทำทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็เหนื่อยจนต้องทิ้งตัวลงไปนั่งบนโซฟาทั้งอย่างนั้น 

 

“แมง...ป่อง” เซฟมันพึมพำออกมาจากในลำคอจนผมต้องก้มลงไปฟัง “ผมรักพี่นะ...อย่าทิ้งผมไป” ยิ่งฟังก็ยิ่งน่าสนใจแฮะเอนตัวลงจนต้องแนบหูไปฟังชัด ๆ “ผมขอโทษ...ขอโทษ...อย่าโกรธผมเลย” 

 

ผมลูบมือไปที่เส้นผมของเด็กตรงหน้าร่างกายท่อนบนแนบชิดติิดกันจนสัมผัสได้ถึงไอร้อนที่ออกมาจากตัวเขา “กูเคยโกรธมึงได้ด้วยเหรอเซฟ” อยู่ ๆ คนที่นอนอยู่ด้านล่างก็ลืมตาขึ้นจนผมแทบต้องกลั้นลมหายใจ ท่ามกลางความเงียบมีเพียงดวงตาสองคู่ที่ยังจ้องกันไปมา เซฟมันขยับคอขึ้นมาเล็กน้อยแล้วกดริมฝีปากมาที่ผม ลิ้นร้อนแทรกผ่านขึ้นมากับรสชาติฝาด ๆ ของแอลกอฮอล์ 

 

พรึบ! 

 

ไฟภายในห้องสว่างขึ้นอีกครั้งเซฟมันขมวดคิ้วมองหน้าผมเหมือนคนเพิ่งตื่นจากฝันทั้งที่ลิ้นมันยังคาในปากผมอยู่เลยจนผมต้องเป็นฝ่ายผละหน้าออกจากมันแทนแต่มันกลับยกมือดึงหน้าผมเอาไว้แล้วจูบลงมาอีกครั้งและอีกครั้งซ้ำ ๆ 

 

ซูดดดดด!!! 

 

เสียงอะไรบางอย่างดังออกมาจากโต๊ะทานอาหารภายในครัวที่มีเพียงกระจกใสกั้นอยู่ จนผมกับไอ้เซฟต้องหันหน้าไปมอง 

 

“ตามสบายเลยนะพวกมึง กูแดกมาม่าใกล้จะเสร็จแล้วล่ะ!” 

ความคิดเห็น