facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

“หากมิใช่เพราะอาเชียน ข้าคงได้เป็นสามีของผีร้ายแล้ว เพื่อแสดงความขอบคุณต่ออาเชียน ฐานะข้ายากจน ไม่มีของสิ่งใดที่จะตอบแทนอาเชียน สิ่งของมีค่าที่มีคือตัวข้าเอง มิสู้...ข้ามอบร่างกายเป็นการตอบแทน อาเชียนโปรดรับข้าไว้เถอะ”

ตอนที่ 12 เจ้าจะยอมรับโทษหรือไม่?

ชื่อตอน : ตอนที่ 12 เจ้าจะยอมรับโทษหรือไม่?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ธ.ค. 2563 17:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 12 เจ้าจะยอมรับโทษหรือไม่?
แบบอักษร

 

           หลินเชียนหยวนที่เดิมกำลังจัดเก็บเอกสารราชการอยู่ในห้องหนังสืออยู่นั้นก็รีบร้อนมาด้วยเช่นกัน คนกลุ่มหนึ่งมาถึงที่นี่แล้วแต่ฮูหยินผู้เฒ่าหลินกลับยังมาไม่ถึง คนทั้งหมดต่างมองหน้าแลกเปลี่ยนสายตากันไปมาด้วยความสงสัยใคร่รู้ 

           "ฮูหยินผู้เฒ่าให้เรามารวมกันที่ศาลบรรพชน มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่" 

           "ฮูหยินผู้เฒ่าหลินไม่ได้เรียกทุกคนมารวมตัวกันที่นี่นานแล้วนะ? ครั้งที่แล้วนางลงโทษคุณชายสามที่นี่" 

           "วันนี้คงมิได้จะลงโทษหลินเชียนเชียนที่กำลังบาดเจ็บอยู่กระมัง เพราะที่สวนฮุ่ยหลานไฟไหม้เป็นเพราะไฟไหม้ที่ปี้หลินหย่วนเป็นเหตุ" 

           "ข้าว่านะ ไม่ว่าจะลงโทษใคร ขออย่าทำโทษพวกเราก็พอ" 

           ทุกๆ คนล้วนพูดคุยแลกเปลี่ยนกันไปมา คล้ายไม่ได้มองว่าการมาที่ศาลบรรพชนเป็นเรื่องร้ายแรงอะไร เมื่อได้ยินพวกเขายิ่งพูดยิ่งออกทะเล เจ้าของจวนอย่างหลินเชียนหยวนจึงกระแอมออกมาเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะเสียงที่กำลังดังอื้ออึง 

           ผ่านไปครู่หนึ่ง ชุนหลานก็รายงานว่า "ฮูหยินผู้เฒ่ามาถึงแล้ว" 

           ทุกคนลุกขึ้นยืนอย่างพร้อมเพรียงกันแล้วมองไปทางประตูใหญ่ของศาล แต่เมื่อเห็นคนที่พยุงฮูหยินผู้เฒ่าหลินเข้ามาคนนั้น ทุกคนต่างตกตะลึงว่าฮูหยินกับหลินเชียนเชียนไปสนิทสนมกันตั้งแต่เมื่อไหร่ 

           ทว่าความสงสัยก็เป็นได้เพียงความสงสัยต่อไป เพราะไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถาม เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าหลินเดินไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าศาลบรรพชนแล้ว ทุกคนต่างพากันคารวะและทักทายฮูหยินผู้เฒ่าหลิน 

           ฮูหยินผู้เฒ่าหลินจับมือเชียนเอาไว้แน่นแล้วกวาดตามองไปรอบๆ จากนั้นจึงหันกลับไปมองป้ายที่อยู่ด้านหลัง นางเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยปากว่า "หลินหวานหว่าน เจ้าจะรับผิดหรือไม่" 

           การถามโพล่งออกมาเช่นนี้ ทำเอาหลินหวานหว่านไร้ปฏิกิริยาไปพักใหญ่ หากฮูหยินผู้เฒ่าหลินไม่กระแอมเบาๆ ออกมาครั้งหนึ่ง  นางก็คงจะยังนิ่งเงียบไม่ขยับ 

           "ท่านย่า ความหมายของท่านคืออะไร หวานหว่านไม่เข้าใจ" หลินหวานหว่านเดินออกไปข้างหน้าแล้วมองไปยังฮูหยินผู้เฒ่าหลินด้วยสายตาออดอ้อน 

           ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าหลินในตอนนี้ไม่ได้มองหลินหวานหว่านด้วยสายตาเมตตาอีกต่อไป นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด "เจ้าจะรับผิดหรือไม่" 

           เมื่อเห็นสีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าหลินไร้ความปรานี ตอนนั้นเองหลินหวานหว่านจึงคุกเข่าลงบนเบาะที่พื้นแล้วก้มหน้าเอ่ยว่า "หวานหว่านไม่รู้เจ้าค่ะ ท่านย่าช่วยอธิบายหน่อยได้หรือไม่" 

           ฮูหยินผู้เฒ่าหลินรู้ดีว่าหลินหวานหว่านไม่มีทางยอมรับสิ่งที่ตัวเองทำ นางจึงหันหลังแล้วเอ่ยว่า “ดีมาก ข้าขอถามเจ้า เกิดไฟไหม้ที่สวนฮุ่ยหลานและปี้หลินหย่วนได้อย่างไร” 

           หลินหวานหว่านตื่นตะลึง จากนั้นจึงเหลือบตาขึ้นมองเชียนที่ยืนอยู่ข้างๆ ฮูหยินผู้เฒ่าหลิน พลางคิดในใจว่าจะต้องเป็นนางแน่ที่ใส่ร้ายตนจึงเอ่ยอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรมว่า “หวานหว่านไม่รู้เจ้าค่ะ” 

           “เจ้าไม่รู้จริงๆ รึ” ฮูหยินหลินเอ่ยเสียงดังขึ้น 

           หลินหวานหว่านส่งสายตาไปยังฮูหยินหลิน ฮูหยินหลินกลับส่ายหน้าเบาๆ แล้วชี้ไปที่เชียนเพื่อบอกเป็นนัยว่าให้โยนเรื่องทุกอย่างไปที่เชียน 

           “ท่านย่า พี่ใหญ่น่าจะปัดเชิงเทียนล้มโดยที่ไม่ได้ตั้งใจจึงทำให้เกิดไฟไหม้ที่ปี้หลินหย่วนแล้วลามไปยังสวนฮุ่ยหลานด้วยมากกว่า” 

           ฮูหยินผู้เฒ่าหลินแค่นหัวเราะ พลางคิดในใจว่าถึงตอนนี้แล้วยังกล้าผลักความรับผิดชอบให้หลินเชียนเชียนอีก เป็นอย่างที่ชุนหลานพูดไว้จริงๆ ว่าพวกนางรุมกลั่นแกล้งหลินเชียนเชียนไม่รู้จักพี่รู้จักน้อง 

           “นางทำเชิงเทียนล้ม? งั้นก็ดี เช่นนั้นเจ้าลองว่ามาสิว่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่อยู่ในเรือนของนางมันมาจากที่ใด จวนมหาเสนาบดีต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” ฮูหยินผู้เฒ่าหลินเอ่ยพลางเอี้ยวตัวกลับมา โดยที่มือของนางยังคงกุมมือเชียนเอาไว้แน่น 

           ตอนนี้หลินหวานหว่านไม่รู้จะพูดอย่างไรต่อไปดีจึงแอบเหล่มองหลินเชียนหยวน 

           แน่นอนว่าหลินเชียนหยวนโปรดปรานหลินหวานหว่านลูกสาวผู้ที่เป็นหน้าเป็นตาให้เขาตลอดเวลา เมื่อเห็นมารดาของตัวเองมีท่าทีจะลงโทษลูกสาวคนรองของตัวเอง เขาย่อมต้องออกตัวเพื่อปกป้อง “ท่านแม่...หวานหว่านยังเป็นเด็ก ความคิดอ่านของนางยังบริสุทธิ์ นางจะรู้ได้อย่างไรว่าเชียนเชียนคิดอะไรอยู่” 

           เมื่อได้ยินคำพูดของหลินเชียนหยวนดังนั้น มือของเชียนก็กระตุกเล็กน้อยพลางนึกอยากทวงความยุติธรรมให้เจ้าของร่างเดิม บิดาผู้ให้กำเนิดตนใจดำถึงเพียงนี้ น่าเจ็บใจยิ่งนัก 

           ฮูหยินผู้เฒ่าหลินรู้ว่าคำพูดของหลินเชียนหยวนสะเทือนความรู้สึกของเชียนจึงเอามืออีกข้างหนึ่งมาตบที่แขนของเชียนเบาๆ เพื่อปลอบใจนาง 

           “เชียนหยวน เจ้าให้ท้ายลูกสาวคนนี้มากเกินไปแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่าหลินมองลูกชายของตัวเอง 

           หลินเชียนหยวนก้มหน้าแล้วเอ่ยว่า “ขอรับ ลูกก็มีความผิด” 

           “เจ้าบอกว่าตัวเจ้าเองมีความผิด ก็มายืนตรงนี้แล้วมองหน้าข้า!” ฮูหยินผู้เฒ่าหลินเอ่ย 

           แม้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าหลินจะเก็บตัวมานาน แต่เมื่อนางเปิดศาลบรรพชนแห่งนี้กลับไม่มีผู้ใดกล้าขัดขวางนาง คำสอนของตระกูลหลินคือผู้อาวุโสเป็นใหญ่ นั่นก็หมายความว่าวันนี้แม้ว่าหลินเชียนหยวนจะเป็นเจ้าของจวน แต่ก็ต้องฟังคำพูดของฮูหยินผู้เฒ่าหลิน เขาไม่สามารถขัดคำสั่งของมารดาตัวเองได้ 

           ด้วยเหตุนี้เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าหลินเอ่ยจบ หลินเชียนหยวนจึงยืนขึ้นแล้วมองนางสอบสวนหลินหวานหว่านต่อ 

           เมื่อเห็นว่าบิดาช่วยตนไม่ได้แล้ว หลินหวานหว่านก็เริ่มใจเสียและเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง “หลินหวานหว่าน ข้าจะถามเจ้าอีกครั้งหนึ่ง น้ำมันเชื้อเพลิงในปี้หลินหย่วนมาจากที่ใด” 

           หลินหวานหว่านก้มหน้าไม่กล้าตอบคำถาม นางกลัวว่าหากตนตอบไม่ดีจะยิ่งทำฮูหยินผู้เฒ่าหลินยิ่งสงสัยขึ้นไปอีก 

           “ดี เจ้ามิตอบ เช่นนั้นข้าจะตอบแทนเจ้าเอง เจ้าให้เด็กรับใช้เอาน้ำมันเชื้อเพลิงมาไว้ในปี้หลินหย่วน เจ้าคิดจะเผาปี้หลินหย่วน เพราะอยากให้คุณหนูใหญ่อย่างหลินเชียนเชียนหายไปเสีย เจ้าจะได้มาแทนที่นาง” ฮูหยินผู้เฒ่าหลินเอ่ย 

           เมื่อหลินหวานหว่านได้ยินจึงเบิกตากว้างขึ้น แล้วส่ายหน้าปฏิเสธ “ท่านย่าเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับหลานนะเจ้าคะ หลานจะทำร้ายพี่ใหญ่ทำไมเล่า จะต้องมี...มีใครสักคนพูดเหลวไหล ท่านอย่าได้ฟังคำพูดพวกนั้น ระหว่างหวานหว่านกับพี่ใหญ่ไม่เคยคิดร้ายต่อกัน” 

           “จริงหรือ เจ้ากล้าสาบานต่อหน้าบรรพบุรุษและเทพเจ้าเบื้องบนหรือไม่” เสียงของฮูหยินผู้เฒ่าหลินดังก้องขึ้น ท่าทีของนางเป็นท่าทีที่ทำให้คนรู้สึกถึงบรรยากาศที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น 

           แน่นอนว่าหลินหวานหว่านไม่มีทางกล้าสาบาน แต่ก็กลัวว่าหากตัวเองไม่พูด ฮูหยินผู้เฒ่าหลินจะยิ่งเข้าใจผิด นางจึงทำท่าราวดอกสาลี่ต้องฝน นางกัดริมฝีปากและเอ่ยอย่างเรียกความสงสารว่า “ท่านย่า ไม่เชื่อหลานจริงๆ หรือเจ้าคะ” 

           ฮูหยินผู้เฒ่าหลินหลับตาลง ริมฝีปากบนล่างของนางสั่นไหวราวกับกำลังท่องอะไรบางอย่าง หลังจากนั้นจึงลืมตาขึ้นแล้วเอ่ยว่า “หากเจ้ากล้าสาบาน ข้าจะเชื่อเจ้า” 

           เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าหลินกดดันเช่นนี้ ในใจของหลินหวานหว่านก็เริ่มคิดว่า ช่างเถิด ก็แค่พูดไม่แค่ประโยคให้ผ่านพ้นสถานการณ์ตรงนี้ไปก่อนก็แค่นั้น 

           นางเพียงเช็ดน้ำตาที่รื้นขึ้นมา แล้วชูนิ้วขึ้นบนฟ้า แล้วพูดกับฮูหยินผู้เฒ่าหลินว่า “หวานหว่านกล้า หวานหว่านจะสาบานเดี๋ยวนี้...” 

           ขณะที่หลินหวานหว่านกำลังจะกล่าวคำสาบานออกไปนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าก็เอ่ยขึ้นมาว่า “ช้าก่อน ข้าพูดนำ ส่วนเจ้าพูดตาม” 

           ใจของนางเต้นตึกตัก สีหน้าของหลินหวานหว่านเปลี่ยนไป แล้วเอ่ยอย่างตะกุกตะกักวา “ข้า ข้า พูดตาม?”      

           “ใช่ เจ้าพูดตามข้า มิเช่นนั้นแล้ว ย่าจะไม่เชื่อเจ้า” 

           หลินหวานหว่านรู้สึกเหมือนโดนหินหล่นทับเท้า นางหันหน้าไปมองฮูหยินหลิน ฮูหยินหลินกะพริบตาแต่กลับไม่ให้ความช่วยเหลืออะไรดีๆ กับนาง 

           ไม่มีทางเลือกอื่น หลินหวานหว่านจึงฝืนพูดต่อ “เจ้าค่ะ” 

           เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าหลินเห็นหลินหวานหว่านกับฮูหยินหลินแลกเปลี่ยนสายตาระหว่างกัน นางจึงแค่นยิ้มออกมาแล้วเอ่ยกับหลินหวานหว่านว่า “ข้าพูดก่อนแล้วเจ้าพูดตาม” 

           น้ำเสียงของหลินหวานหว่านอ่อนแรง “เจ้าค่ะ...” 

           พฤติกรรมทุกอย่างอยู่ในสายตาของฮูหยินผู้เฒ่าหลิน สีหน้าของนางเริ่มเคร่งขรึมขึ้น “ข้าหลินหวานหว่านขอสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์” 

           ในใจของหลินหวานหว่านโอดครวญแต่ยังพูดตาม “ข้าหลินหวานหว่านขอสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์” 

           “หากเหตุเพลิงไหม้ที่ปี้หลินหย่วนกับสวนฮุ่ยหลานเกี่ยวข้องกับข้า” 

           “หากเหตุเพลิงไหม้ที่ปี้หลินหย่วนกับสวนฮุ่ยหลานเกี่ยวข้องกับข้า” 

           “ขอให้ข้าไม่ได้แต่งงาน มีชีวิตลำบากยากแค้น มีชีวิตเดียวดายตลอดไป” 

           “ขอให้...” 

           หลินหวานหว่านคิดในใจว่า ขอให้ไม่ได้แต่งงาน นั่นก็หมายความว่าองค์ชายรองจะทิ้งข้าไป ชีวิตลำบากยากแค้นนั่นก็หมายถึงมีชีวิตอย่างยากลำบาก ท่านย่าให้ข้าสาบานต่อบรรพบุรุษเช่นนี้ หากเป็นจริงขึ้นมาจะทำอย่างไร ข้าไม่อยากโดนองค์ชายรองทอดทิ้ง นั่นจะทำให้ข้าไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยได้อีก 

           หลินหวานหว่านพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ฮูหยินผู้เฒ่าหลินจึงเริ่มโมโห “หลินหวานหว่าน เจ้าจะไม่พูดรึ” 

           “ข้า...” หลินหวานหว่านเพิ่งจะนึกได้ว่า นางได้แสดงความลังเลออกไปแล้วเมื่อครู่นี้ 

           ช่างเถิด ยอมรับแล้วจะอย่างไร ถึงอย่างไรก็คงไม่เกิดเรื่องอะไรกับใคร อย่างมากก็แค่โดนกักบริเวณแค่ไม่กี่วัน ซึ่งก็ดีกว่าเป็นไปตามคำสาบาน 

           “ท่านย่าโปรดอภัยด้วยเจ้าค่ะ!” หลินหวานหว่านโน้มตัวไปข้างหน้า แล้วก้มหัวลงกับพื้น 

           “เจ้ายอมรับแล้วหรือ” ฮูหยินผู้เฒ่าหลินเอ่ยพลางมองไปยังบุตรชายของตัวเองที่กำลังมีสีหน้าสงสัย 

           หลินหวานหว่านเงยหน้าขึ้นพลางเช็ดน้ำตา นางเอ่ยตอบอย่างอึกอัก “หวานหว่านโมโหจนหน้ามืด จึงวางแผนวางเพลิงเพื่อสั่งสอนพี่ใหญ่ ไม่คิดจะให้ผลออกมาร้ายแรงเพียงนี้ แถมยังทำให้ท่านย่าเดือดร้อนเช่นนี้อีก หวานหว่านผิดไปแล้ว ท่านย่าโปรดลงโทษด้วย” 

           ปฏิกิริยาของหลินหวานหว่านนั้นทำให้เชียนยิ้มเย้ยในใจ ผู้หญิงคนนี้ยอมรับผิดเร็วนัก น้ำตาก็ไหลออกมาเร็วมากเช่นกัน 

           “ท่านแม่ หวานหว่านยังเด็ก ในเมื่อนางยอมรับผิดแล้ว ท่านแม่ก็โปรดให้อภัยนางด้วยเถิด ถึงอย่างไรก็ไม่มีเรื่องใหญ่อะไรเกิดขึ้น ปี้หลินหย่วนพังไปแล้วก็หาคนมาซ่อมแซมใหม่ก็ได้ สวนฮุ่ยหลานแต่เดิมก็ทรุดโทรมอยู่แล้ว ลูกกำลังคิดจะซ่อมแซมให้ท่านแม่อยู่พอดี” หลินเชียนหยวนยื่นมือออกมาปกป้องหลินหวานหว่านเร็วกว่าผู้อื่น 

           เชียนอดทอดถอนใจไม่ได้ คนที่ได้รับความโปรดปรานต่อให้วางเพลิงฆ่าคนก็ถือว่าอายุน้อยไม่ได้มีเจตนา แต่คนที่ไม่ได้รับความโปรดปรานต่อให้พยายามมากแค่ไหนก็มีแต่ทำให้เขารู้สึกเหม็นขี้หน้า 

           “ลูกพูดแบบนี้ แสดงว่าไม่เข้าใจความคิดของแม่” ฮูหยินผู้เฒ่าหลินส่ายหน้าพลางคิดว่าลูกชายผู้เป็นเจ้าของจวนแห่งนี้ช่างเลอะเลือนนัก 

           “ท่านแม่พูดอย่างนี้ ลูกกลัวแล้ว” หลินเชียนหยวนยอมรับผิด 

           ครั้งนี้ เชียนเข้าใจแล้วว่าทำไมหลินหวานหว่านถึงยอมรับผิดเร็วนัก เพราะสายเลือดนางก็เป็นเช่นนี้ 

           “กลัวรึ ข้าคิดว่าในสายตาของเจ้าคงมีแค่ลูกสาวคนรองจนเลอะเลือนไปแล้ว! เจ้ายังเข้าข้างนางอีก นางจะคิดวางแผนฆ่าคนในสายเลือดตัวเองอีก! ชื่อเสียงร้อยปีของตระกูลหลินไม่เคยมีผู้หญิงร้ายกาจเช่นนี้” ฮูหยินผู้เฒ่าหลินพูดจบพลางหันไปคารวะป้ายชื่อของบรรพบุรุษ 

           “บรรพบุรุษที่เคารพ เป็นเพราะหลินจางชื่อสั่งสอนไม่ดี ในจวนถึงได้มีเด็กร้ายกาจเช่นนี้...” 

           เมื่อได้ยินท่านย่าของตัวเองว่าตนเป็นคนร้ายกาจเช่นนี้ หลินหวานหว่านจึงรีบก้มหัวอธิบายว่า “ท่านย่า หวานหว่านเลอะเลือนชั่วขณะ หวานหว่านไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายใครอย่างที่ท่านย่าข้าใจ วันหน้าหวานหว่านจะไม่ทำเรื่องเช่นนี้อีก หวานหว่านจะไม่ทำให้ต้นตระกูลของเราต้องขายหน้า ขอท่านย่าอย่าโกรธข้าเลย” 

           “อย่าโกรธ? หลินหวานหว่าน เจ้าจะยอมรับโทษหรือไม่” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยด้วยเสียงเย็นชา 

           หลินหวานหว่านไม่กล้าเงยหน้ามองฮูหยินผู้เฒ่าหลินจึงเพียงก้มหน้าแล้วเอ่ยว่า “หวานหว่านยอมรับโทษ” 

           “ดีมาก เช่นนั้นให้เจ้าโดนโบยยี่สิบที โดยเชียนเชียนเป็นคนลงมือ” ระหว่างพูดฮูหยินผู้เฒ่าหลินก็หันไปมองหน้าเชียน 

           เชียนเข้าใจเจตนาของฮูหยินผู้เฒ่าหลิน นี่เป็นการช่วยคืนอำนาจให้นาง ให้ทุกคนเห็นว่า วันนี้นางมีฮูหยินผู้เฒ่าหลินปกป้อง จะคิดทำร้ายนางตามใจไม่ได้อีกแล้ว 

           “ท่านย่า จะให้พี่ใหญ่ไม่ได้...” สายตาที่หลินหวานหว่านมองไปยังเชียนมีแต่ความอิจฉาและเกลียดชัง 

           เหตุใดท่านย่าต้องปกป้องนางด้วย เพลิงไหม้นั้นก็ทำลายเพียงบริเวณสวนของท่านย่าและไม่ได้ทำให้ผู้ใดบาดเจ็บ ท่านย่าทำโทษนางเช่นนี้เป็นเพราะนังคนถ่อยผู้นี้คนเดียว! 

           เชียนมองเห็นความเกลียดชังในสายตาหลินหวานหว่าน นางจึงแสร้งพูดกับหลินหวานหว่านอย่างอ่อนโยน “ท่านย่า อย่าโกรธเลยนะเจ้าคะ อย่าลงโทษน้องรองเลย เชียนเชียนคงทำเรื่องนี้มิได้” 

           ฮูหยินผู้เฒ่าหลินเหลือบมองสายตาของหลินหวานหว่านที่มองเชียน นางดึงมือเชียนเอาไว้แล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า “เด็กน้อย หากเจ้ามิกล้าลงมือ นางก็จะไม่รู้ว่าตัวเองทำผิด” 

ความคิดเห็น