email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 10

คำค้น : เซียน่า , ร้อน , ฤดูร้อน , อิตาลี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 74

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ธ.ค. 2563 16:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 10
แบบอักษร

รถเก๋งคันงามแล่นขึ้นลงตามเนินเขาที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทิวสนและพืชพุ่มแบบเมดิเตอร์เรเนียนลูกแล้วลูกเล่า หลายครั้งหลายหนที่รถคันนี้ส่ายไปมา เพราะคนหลังพวงมาลัยซึ่งเป็นชายหนุ่มรูปร่างล่ำสัน ตัดแต่งแผงเคราสั้นเป็นระเบียบ มัวคลอเคลียอยู่กับหญิงสาวที่นั่งเบาะข้างผู้อยู่ในห้วงอาการเมากรึ่มไม่มากน้อยไปกว่ากัน

“แดดชักจะร้อนแล้วค่ะซิโมเน่ รีบพาโมนิก้าไปส่งที่บ้านหน่อยนะคะ ผิวของโมนิก้าไม่สู้แดดแรง” สาวในชุดแต่งกายวับๆแวมๆชนิดมองแวบเดียวก็รู้ว่าแต่งไปผับ เอ่ยบอกชายที่นั่งหลังพวงมาลัยด้วยน้ำเสียงใส่จริตเต็มประดา 

“บังแดดไปก่อนสิจ๊ะ คนสวย เคยได้ยินมั้ย แดดส่องให้ใช้มือบัง ถ้าอยากเป็นคนสำคัญให้ยื่นมือมา” จบคำหวานนั้น ชายหนุ่มก็เอื้อมมือละไล้ต้นขาที่คลุมด้วยถุงน่องบางๆของเธอ เรียกเสียงหวีดร้องพอใจจากเจ้าของขาเรียวงามคู่นั้น 

“ซิโมเน่น่ะ ลามกไม่ให้จังหวะสัญญาณกันเลย โมนิก้าตกใจนะ”  

ท่ามกลางเสียงหัวเราะของคู่รักชั่วคราว ฝ่ายหญิงเหลือบไปเห็นคนควบม้าอยู่บนถนนที่ตัดผ่านหน้ารถของคนทั้งคู่ 

“อุ๊ยตายแล้ว นั่นนักแข่งปาลิโอนี่นา” คำทักนั้นทำเอาซิโมเน่รีบสะบัดหน้ามองหา “หน้าตาก็ล้อหล่อ ยังขี่ม้าเป็นอีก เท่ชะมัดเลย”  

พอเห็นหน้าคนขี่ชัดแจ้งเต็มสองตา เพลย์บอยเจ้าของรถจึงขบฟันจนกรามปูดเป็นสันนูน ด้วยไม่ชอบขี้หน้าหมอนั่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งผู้หญิงที่ตนกำลัง ‘คั่ว’ อยู่มาชื่นชมให้ฟังทั้งที่อยู่ในรถตัวเอง ความโมโหจึงเพิ่มพูนทวี  

“มัตเตโอ” ซิโมเน่เรียกชื่อเพื่อนร่วมสำนักในอก ขณะเร่งเครื่องยนต์นำรถสปอร์ตของตนไปดักหน้าม้าของอีกฝ่ายไว้อย่างจงใจ 

“มาซ้อมแต่เช้าเลยนะ พรรคพวก” หนุ่มตัวล่ำตะโกนทักทันทีที่ลดกระจกลง ด้านคนบนหลังม้าซึ่งถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องรีบกระชากบังเหียนยังนั่งนิ่งด้วยท่าทางที่บ่งชัดถึงความสุขุมเยือกเย็น ส่วนหญิงสาวที่นั่งในรถเบิกตากว้างอย่างไม่คิดไม่ฝันว่าชายทั้งสองคนจะรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน 

“ก็ต้องมาซ้อมแต่เช้าสิถึงจะถูก” นานร่วมครึ่งนาทีกว่ามัตเตโอจะกล่าวตอบประโยคแรก แต่นั่นก็ทำให้อีกฝ่ายเจ็บจี๊ดถึงขั้วหัวใจเลยทีเดียว “เหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือน ปาลิโอหนแรกก็จะเริ่มขึ้นแล้ว มันเป็นเวลาที่เราควรทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ใช่มัวเที่ยวเตร่ ทำตัวเหลาะแหละไปวันๆ” 

ประหนึ่งถูกไม้ซุงทั้งท่อนฟาดหน้า ซิโมเน่คิดในใจพร้อมด้วยใบหน้าที่ร้อนชา นานมาแล้วที่เขารังเกียจเดียดฉันท์วาจาเชือดเฉือนของเพื่อนและศัตรูคนนี้ แต่ครั้งนี้คงให้อภัยได้ยากกว่าครั้งไหนๆ เมื่อฝ่ายนั้นงัดมันมาใช้ต่อหน้าสาวของเขา 

“ทุ่มเทกับการฝึกทั้งที่ยังไม่มีคอนตราดาไหนเลือกนายเป็นตัวแทนของพวกเขาน่ะหรือ” ซิโมเน่เอาคืนอย่างแสบไส้ไม่แพ้กัน 

ทว่ามัตเตโอยังคงสงบนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง 

“ก็เพราะอย่างนี้ไง ฉันถึงต้องทุ่มเทมากขึ้นอีก”  

“ตามสบายเถอะพ่อคุณ ฉันจะคอยดูว่านายต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจไปอีกสักกี่เท่า กว่าจะมีคอนตราดาไหนยอมรับฝีมือพวกสมัครเล่นอย่างนาย” ซิโมเน่ยิ้มเย้ย ก่อนนำรถแล่นออกมาช้าๆโดยไม่วายตะโกนแขวะไล่หลัง “อย่ามัวควบม้าเพลินจนลืมออมแรงไว้ล่ะ ประเดี๋ยวจะไม่มีแรงไปทำงานพาร์ทไทม์ต่อนะ” 

“เขาเป็นเพื่อนเธอหรือคะ” หญิงสาวผู้ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุของความขัดแย้งระหว่างทั้งสอง ถามขึ้นแม้เมื่อคนขับยังหัวเราะไม่หยุด 

“ก็แค่คนที่มาฝึกที่เดียวกันก็เท่านั้น” ซิโมเน่เปลี่ยนเสียงทันควัน “คนอย่างเจ้านั่นฉันไม่เคยนับว่ามันเป็นเพื่อนฉันแม้แต่ครั้งเดียว...” 

โมนิก้านั่งหลังตรง มองสีหน้าอาฆาตของเขาด้วยความหวาดสะพรึง 

“...และมันก็ยังไม่มีค่ามากพอที่ฉันจะยกมันเป็นคู่แข่งของฉันด้วย” 

 

เป็นวันที่สองติดต่อกันที่นิสิตทั้งห้องเรียนชั้น B2 ต้องหยุดเรียนกลางคัน เมื่อความสนใจของทุกคนในห้องถูกดึงดูดไว้ด้วยประตูห้องที่ถูกผลักพรวด

“บวนจอร์โน” นิสิตหญิงที่กล่าวอรุณสวัสดิ์มีร่องรอยความกระหืดกระหอบเต็มตัว ด้วยเหงื่อไคลที่ไหลซึมตามไรผมและต้นคอ จังหวะการหอบหายใจถี่กระชั้น มือหนึ่งถือขนมปังไส้แฮมดิบที่เพิ่งกัดกินไปเพียงคำสองคำ เมื่อควบรวมกันทุกอย่างแล้ว ผู้พบเห็นก็สามารถเดาได้ไม่ยากว่าเธอรีบรุดมาที่นี่ 

“เชา” ครูเกตาน่าเพ่งดูเธอด้วยสายตาดุๆ ถึงจะไม่ดุดันเหมือนกับครูในโรงเรียนไทยทั่วไป แต่ก็ไม่ได้ดูใจดีอย่างที่เคยได้ยินว่าครูเมืองนอกเป็นกัน “ไปไหนมาหรือ อาลิซ่า ทำไมวันนี้มาสายอีกแล้ว” 

“มีปัญหานิดหน่อยน่ะค่ะ” อลิสาเลี่ยงที่จะลงรายละเอียด ไม่ใช่เพราะอะไร เธอเพียงแต่นึกศัพท์ไม่ทันว่า ‘คนตรวจตั๋ว’ เรียกเป็นอิตาเลียนยังไง 

“งั้นหรือ” หญิงวัยกลางคนเอออวย ขณะที่ลูกศิษย์วัยสาวมองไปรอบห้อง เห็นเพื่อนในชั้นทุกคนต่างนั่งหันโต๊ะจับคู่กับคนที่นั่งถัดไป “ตอนนี้พวกเรากำลังอภิปรายเรื่องการรณรงค์ลดปัญหาภาวะโลกร้อนกันอยู่” 

“ค่ะ” สาวไทยเอ่ยรับเพราะคิดว่าอย่างน้อยตนควรจะแสดงความรับรู้อะไรออกไปบ้าง ดีกว่ายืนนิ่งเป็นเบื้อให้อาจารย์คิดว่าตนไม่เข้าใจ 

“ทุกคน ฟังทางนี้สักครู่” ครูเกตาน่าหันไปพูดกับคนในชั้น “มีใครยังไม่มีคู่บ้าง ให้อาลิซ่าไปนั่งอภิปรายด้วยได้ไหม” 

ความเงียบเข้าแทนที่เสียงพูดคุยอึงอลชั่วระยะสั้นๆ ก่อนที่จะมีเด็กหนุ่มรูปร่างเล็กคนหนึ่งยกมือขึ้นด้วยท่าทางกึ่งกล้ากึ่งกลัว 

“ผมครับ” นายคนนั้นขันอาสา 

“กรัซซีเย คาสึยะ” ผู้สอนสั่งการ “งั้นเธอก็ไปนั่งกับคาสึยะนะ” 

ตั้งแต่ก้าวแรกที่เธอปรี่เข้าไปหานิสิตชายคนนั้นตามคำสั่งของผู้เป็นครู จวบจนอึดใจสุดท้ายก่อนที่เขาจะเอ่ยทักเธอ อลิสาพิศดูสารรูปของผู้ชายที่ชื่อคาสึยะตั้งแต่หัวจรดเท้า เขาเป็นคนตัวเล็ก ผิวขาว ฟันเกหลายซี่ ตาตี่ ซึ่งล้วนเป็นคุณลักษณะบ่งบอกเลือดญี่ปุ่นเต็มตัว เธอเห็นเขามาตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว และรู้สึกว่าเขาเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร เพราะแม้แต่ช่วงพักเที่ยงที่คนอื่นตั้งวงคุยจ้อ เขากลับเป็นคนเดียวที่หายหน้าไปเฉยๆ เธอจึงนึกไม่ถึงว่าจะได้มาจับคู่ถกเนื้อหาในบทเรียนกับคนที่เธอทายไว้ในใจตั้งแต่แรกเจอว่าคงเป็นคนที่เงียบขรึมที่สุดในห้อง 

“เชา” คาสึยะเริ่มต้นอย่างเคอะเขินและไม่มีทีท่าจะพูดต่อ 

“เชา” อลิสาต่อบทสนทนาให้ยาวขึ้น “เธอเป็นคนญี่ปุ่นหรือ” 

“ซิ” เขาพยักหน้า ยิ้มแฉ่งเห็นฟันเกๆเรียงรายในปาก “ฉันมาจากโอซากะ แล้วเธอล่ะ มาจากบางกอกหรือเปล่า” 

เด็กสาวส่ายหน้าทั้งรอยยิ้ม “จะว่ายังไงดี ฉันเรียนอยู่ที่บางกอก แต่ว่าบ้านเกิดของฉันอยู่ที่จังหวัดอื่น เธอรู้จักอยุธยามั้ย” 

“รู้สิ” หนุ่มโอซากะยิ้มตอบ “ฉันเคยเรียนในแบบเรียนประวัติศาสตร์ของประเทศฉัน ที่นั่นเคยมีคนญี่ปุ่นอพยพไปอยู่ มีหมู่บ้านญี่ปุ่นด้วยนี่” 

“อ้อ จริงสินะ” คนกรุงเก่ารู้สึกดีอย่างล้นเหลือที่มีคนในต่างแดนรู้จักจังหวัดเธอ ก่อนหน้านี้เธอไม่คิดด้วยซ้ำว่าในเมืองนี้จะมีคนรู้จักเมืองไทย  

“เธอพักอยู่ที่หอพักหรือเปล่า หรือว่าเช่าห้องโรงแรมอยู่”  

“ฉันอยู่หอพักจ้ะ” อลิสานึกอยากจะบอกต่อไปว่าเธอไม่มีกำลังทรัพย์มากพอจะเช่าโรงแรมอยู่ตลอดสองเดือน แต่ก็เปลี่ยนใจพูดเรื่องอื่นแทน “หอพักเวีย เดลเล สเปรันดีเย เธอรู้จักที่นั่นหรือเคยไปแถวนั้นมั้ย” 

รอบนี้คาสึยะทำหน้าพิลึกพิลั่น นานทีเดียวกว่าที่เขาจะทำหน้ารับทราบ 

“เธอรู้จักใครที่นั่นด้วยเหรอ หรือว่าเธอเองก็อยู่ที่นั่นเหมือนฉัน” 

“ฉันเคยรู้จักนะ” เขาตอบไม่เต็มปาก “คนเกาหลีที่ชื่อ อิม อินซุก น่ะ” 

“อินซุกนี่เอง” เด็กสาวทำตาโต “ฉันเป็นเมทของอินซุกเองแหละ” 

“จริงหรือเปล่า” คาสึยะอ้ำอึ้ง มองเธอตาค้างจนเธอเป็นฝ่ายระแวงไป ประเมินจากปฏิกิริยาโต้ตอบนั้นแล้ว เขาตะลึงยังกับว่าอินซุกเป็นญาติข้างตายายของเขาที่พลัดหลงกันไปหลายชั่วอายุคนแล้วอย่างไรอย่างนั้นแหละ 

“ก็จริงน่ะสิ มันแปลกมากเลยเหรอ ที่ฉันเป็นรูมเมทของอินซุก”  

เพื่อนใหม่ขยับริมฝีปากอย่างจะให้คำตอบ เขายังไม่ได้ทำเช่นนั้น ครูผู้มีเส้นผมสีเทาก็ตะโกนสั่งเสียก่อน “เหลือเวลาอีกห้านาทีนะทุกคน เร่งมือกันหน่อย หมดเวลาแล้วจะให้พูดหน้าชั้นให้ทั้งห้องฟังกัน” 

“ลืมสนิทเลย เราต้องถกเรื่องโลกร้อนกันนี่เนอะ” คาสึยะพูดด้วยสีหน้าโล่งใจพิกล “เรามาคุยเรื่องนี้กันก่อนเถอะ เรื่องอื่นไว้ทีหลัง” 

 

ครั้นถึงเวลาต้องนำเสนอแนวคิดเรื่องการรณรงค์ลดปัญหาจากภาวะโลกร้อนตามโจทย์ที่ได้รับมอบหมายมา คาสึยะซึ่งดูเป็นคนขี้อาย ไม่น่าจะกล้าพูดต่อหน้าคนมากๆ กลับสามารถนำเสนอแนวคิดที่ตนอภิปรายมาได้อย่างฉะฉานราวกับเขานั้นพูดภาษานี้เป็นภาษาแม่ ตรงข้ามกับอลิสาซึ่งได้แต่พูดตะกุกตะกัก ลืมศัพท์คำนั้นคำนี้จนต้องแง้มโพยดูหรือสอบถามจากอาจารย์เกตาน่าเป็นพักๆ

ด้วยเหตุฉะนี้ มันจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เมื่อคาสึยะได้รับคำชมกลับมาเป็นกระบุงโกย ในขณะที่อลิสาได้รับกลับมาเพียงรอยยิ้มให้กำลังใจซึ่งพร้อมแปรเปลี่ยนเป็นการขมวดคิ้วนิ่วหน้าทุกทีที่เธอพูดผิดหรือเกิดเหตุขัดข้องกับเธอ 

“เธอควรจะหัดพูดอิตาเลียนให้มากขึ้นนะ” ครูผู้มีมารยาทพอจะไม่ติเตียนเธอต่อหน้าคนอื่นหล่นประโยคนี้ให้กับเธอเป็นคำแรก หลังจากที่เธอพูดจบแล้ว และถอยกลับมานั่งประจำที่ของตัวเองซึ่งอาจารย์เกตาน่าใช้เป็นที่นั่งฟังเธอพูด 

ถึงแม้จะมีคาบอาจารย์เอนโซ่ผู้แพรวพราวด้วยมุกตลกมาคั่นก่อนเลิกเรียนในวันนี้ หากแต่ความคิดอ่านของนิสิตไทยหนึ่งเดียวในมหาวิทยาลัยก็ยังค้างคาอยู่กับประโยคนั้นด้วยความมั่นใจที่ยิ่งวันก็ยิ่งจะถดถอยน้อยลงทุกขณะ 

“เธอควรจะหัดพูดอิตาเลียนให้มากขึ้นนะ” เด็กสาวตรองประโยคนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก จากการถูกตำหนิเรื่องทักษะภาษาสองวันซ้อน เธอตระหนักแน่แล้วว่าทักษะที่เธอมีอยู่ในตอนนี้ไม่เพียงพอต่อการเรียนในชั้นที่ยากระดับนี้ เธอคงจะต้องทำอะไรสักอย่างที่ช่วยให้ตัวเองรอดพ้นสองเดือนอันหฤโหดนี้ไปให้ได้ 

“เป็นยังไงบ้าง อาลิซ่า” น้ำเสียงของเพื่อนใหม่ที่เพิ่งเคยสนทนากันวันนี้เป็นวันแรกมีกระแสความสงสารและเป็นห่วงบ่วงใยมากพอๆกัน “เธอดูกังวลมากเลยนะ เธอยังไม่สบายใจกับเรื่องที่ครูเกตาน่าว่าเธออยู่หรือเปล่า” 

“ก็นิดหน่อยแหละจ้ะ” อลิสาตอบไม่เต็มเสียงนัก ทั้งที่คำตอบคือใช่ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดเธอจึงไม่กล้ารับความจริงข้อนี้เต็มๆ 

“มีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกได้เลยนะ เราเป็นเพื่อนกันแล้วนี่” 

นิสิตหญิงชาวไทยยิ้มเยื้อนด้วยความอิ่มใจอย่างยากจะพรรณนา ทั้งที่คาสึยะกับเธอเพิ่งจะได้ทำความรู้จักกันวันนี้วันแรก แต่เขาก็ได้มอบน้ำใจไมตรีที่งดงามแก่เธอแล้วหลายครั้ง มิหนำซ้ำยังพูดคำว่า ‘เพื่อน’ กับเธอเสียเต็มปากเต็มคำ แม้แต่อินซุกที่รู้จักกันเป็นคนแรกในเซียน่าก็ยังไม่นิยามเธอด้วยคำนี้ 

“เธอมาอยู่อิตาลีนานแค่ไหนแล้วนะ” คาสึยะถามเพิ่มอีกคำถามหนึ่ง  

“น่าจะประมาณหนึ่งอาทิตย์ได้แล้ว” อลิสานับนิ้วไล่ทีละวัน  

“โอ้ หลายวันแล้วเหมือนกันนะ เธอหิวข้าวแล้วหรือยัง” 

“ข้าวเหรอ” เพื่อนหญิงนึกประหลาดใจที่หนุ่มญี่ปุ่นเจาะจงพูดถึง ‘ข้าว’ คำนี้ช่างเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความผูกพันกับเธอ เพราะตั้งแต่อยู่อิตาลีมาหลายวัน เธอยังไม่มีข้าวแม้แต่เม็ดเดียวลงท้อง คาสึยะเล่าก็คงไม่ต่างกัน ไม่ว่าคนญี่ปุ่นหรือคนไทย ขึ้นชื่อว่าเป็นคนเอเชียแล้วไซร้ ข้าวก็คงเป็นอาหารสำคัญของชีวิตเหมือนกันหมด 

“ในเมืองเก่ามีร้านอาหารจีนสองสามร้าน ที่นั่นมีข้าวให้กินเยอะเลยล่ะ” 

“มีร้านอาหารจีนด้วยหรือ” อลิสาอดประหลาดใจไม่ได้ เพราะเธอยังไม่เห็นร้านอาหารประเภทที่ว่ามาก่อน “อยู่ที่ไหนบ้างเหรอ คาสึยะ” 

“มีสิ เมืองนี้คนจีนอยู่เยอะแยะ” เด็กหนุ่มอธิบายเส้นทาง “ร้านที่ใหญ่สุดไปไม่ยากหรอก นั่งรถเมล์สาย 3 แล้วเดินต่ออีกนิดเดียวก็ถึง” 

โสตประสาทของสาวไทยจับได้แต่คำว่ารถเมล์ เธอนึกได้เดี๋ยวนั้นเองว่าสิ่งที่เธอควรจะทำต่อจากนี้คือไปทำตั๋วเดือนที่สถานีรถไฟด่วนจี๋ที่สุด 

“เมื่อไหร่ที่เธออยากกินข้าว เธอชวนฉันได้ตลอดนะ ฉันพร้อมไปทุกเมื่อ” คาสึยะเกาแก้มทำท่าเขินๆ “ชวนอินซุกไปด้วยก็ได้นะ ถ้ารูมเมทของเธอก็อยากไปเหมือนกัน หรือถ้าเธอไม่กล้ามากับฉันสองต่อสอง...” 

“ขอบใจมากนะคาสึยะ แต่ฉันคิดว่าเอาไว้วันอื่นดีกว่า” เด็กสาวผัดผ่อนออกไป เพราะตอนนี้เธอมีหน้าที่อื่นต้องรีบสะสางให้ไวที่สุด 

 

ภายในสำนักงานบริษัทรถเมล์ที่ซุกซ่อนตัวอยู่มุมหนึ่งของสถานีรถไฟเซียน่า ชายชราหน้าตาผู้มีสีหน้าบึ้งตึงเสมือนว่าชั่วชีวิตนี้ไม่เคยมีอะไรถูกใจแก เงยหน้าขึ้นช้าๆ เมื่อเงาเด็กสาวผิวคล้ำ ผมดำสลวยยาวเคลียบ่า ทาบลงบนโต๊ะที่แกนั่งมาหลายปี

“จะเอาอะไร” เจ้าหน้าที่รุ่นคุณลุงกระชากเสียงถามพลางกดสายตามองลูกค้าหน้าใหม่ยืนเยี่ยมๆมองๆด้วยความเย่อหยิ่งปนรำคาญ 

อลิสาถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยความเกรงกลัว เธอเริ่มประหวั่นใจแล้วว่าเธอคงคิดผิดที่เลือกแยกทางกับคาสึยะ แทนที่จะชวนเขามาที่นี่เป็นเพื่อน 

“หนู...จะมา...ทำ...” เด็กสาวเสียเวลานานกับการกระจายคำกริยาอันซับซ้อนของภาษาอิตาเลียน ลำพังแค่คิดคำศัพท์ก็ยากพอตัวอยู่แล้ว ยังต้องมาเผชิญหน้ากับลุงอ้วนที่ดุยังกับช้างป่านี่อีก ไม่รู้ว่านี่เป็นวิบากกรรมอะไรกันแน่ 

“พูดช้ายืดยาด ตกลงต้องการอะไรกันแน่ บอกมาไวๆสิวะ” เจ้าหน้าที่ผู้ไม่รู้จักวิธีบริการลูกค้าเริ่มจะอาละวาด ส่งเสียงเอะอะตึงตังลั่นคอกกระจกใสที่กั้นระหว่างแกกับลูกค้าสาวที่ยืนตัวสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว 

“ใครก็ได้ช่วยฉันที” อลิสาภาวนา หลับตาปี๋ 

นิสิตใหม่ชักกลัวจนไม่กล้าพูดจาต่อ เธอใจเสียจนอยากจะถอยหลังกลับ แต่ไวเท่าที่ใจคิด เสียงที่เริ่มจะคุ้นหูก็ดังขึ้นมาจากข้างหลัง 

“คุยกับลูกค้าไม่เห็นต้องขึ้นวะเว้ยเลยนี่ลุง” รูปเงาของชายร่างผอมโปร่งและทรงผมยาวหยักศกปรากฏขึ้นที่ประตูทางเข้า “คุยกับผู้หญิง แถมเป็นคนต่างชาติด้วย พูดจาให้มันดีๆหน่อยสิ อย่ากระโชกโฮกฮากนักเลย” 

เด็กสาวเลิกคิ้วอย่างอัศจรรย์ใจ ในสมองอัดแน่นด้วยเครื่องหมายคำถามว่าผู้ชายคนนี้เป็นมนุษย์หรือเทวทูตกันแน่ ถึงได้ปรากฏตัวขึ้นทุกครั้งที่เธออยู่ในยามคับขัน ไม่ว่าตอนบัตรเครดิตหล่น เจอคนตรวจตั๋ว หรือแม้แต่ตอนนี้!  

ความคิดเห็น