facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

“หากมิใช่เพราะอาเชียน ข้าคงได้เป็นสามีของผีร้ายแล้ว เพื่อแสดงความขอบคุณต่ออาเชียน ฐานะข้ายากจน ไม่มีของสิ่งใดที่จะตอบแทนอาเชียน สิ่งของมีค่าที่มีคือตัวข้าเอง มิสู้...ข้ามอบร่างกายเป็นการตอบแทน อาเชียนโปรดรับข้าไว้เถอะ”

ตอนที่ 11 ให้ทุกคนมารอที่ศาลบรรพชน

ชื่อตอน : ตอนที่ 11 ให้ทุกคนมารอที่ศาลบรรพชน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ธ.ค. 2563 16:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 11 ให้ทุกคนมารอที่ศาลบรรพชน
แบบอักษร

"พวกเรามิได้เป็นเพื่อนกันมาตลอดอยู่แล้วหรือ" เชียนย้อนถาม 

             คนอย่างเชียนไม่คบผู้ใดเป็นเพื่อนง่ายๆ แต่ในกรณีของลั่วชิงเฉินถือเป็นถือเป็นข้อยกเว้น นางเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าเหตุใดนางถึงไม่ค่อยระวังตัวกับชายผู้นี้นัก บางทีอาจจะเป็นเพราะคนผู้นี้ชื่อเหมือนเขา นั่นก็คือชื่อชิงเฉิน 

             "ฮ่าๆ... ก็จริง พวกเราเป็นเพื่อนกัน" ลั่วชิงเฉินหัวเราะเล็กน้อย 

             คงชิงยืนแข็งทื่อเป็นเสาหินอยู่ด้านข้าง เพราะน้อยครั้งที่ลั่วชิงเฉินจะหัวเราะออกมาเช่นนี้ นิ้วสิบนิ้วยังนับพอ แต่วันนี้กลับหัวเราะให้กับหญิงขี้เหร่คนหนึ่งที่เพิ่งรู้จักกันได้เพียงไม่กี่วัน คุณชายของข้าคงตาบอดไปแล้วจริงๆ 

             ในขณะที่ลั่วชิงเฉินกำลังหัวเราะออกมานั้น เขากำลังหมุนตัว ทำให้เชียนเห็นคอที่เพรียวยาวของเขา ภายใต้แสงเทียนนั้นทำให้เห็นว่าคอที่น่ามองของเขามีรอยบาดแผล 

             "ลั่วชิงเฉิน ท่านได้รับบาดเจ็บหรือ" เชียนชี้ไปที่รอยแผลที่คอของลั่วชิงเฉิน 

             ลั่วชิงเฉินจึงยกมือขึ้นสัมผัส  แล้วเอ่ยอย่างสบายๆ ว่า "ก็แค่โดนลูกแมวข่วนน่ะ" 

             "อ้อ..." เชียนเลิกคิ้ว เป็นสัญญาณให้ลั่วชิงเฉินรู้ว่า ท่านอยากจะพูดอย่างไรก็พูด ถึงอย่างไรข้าก็ไม่เชื่อ รอยข่วนนี้จะต้องมาจากสตรีฝากไว้ให้เขาตอนที่เร่าร้อนกันอย่างแน่นอน 

             "เจ้าแมวตัวนั้นดื้อมาก ข้าเบื่อมันนัก" ลั่วชิงเฉินหันกลับมาเพราะไม่อยากให้เชียนมองต่อ 

             "อืม แค่แมวดื้อตัวหนึ่ง" เชียนเออออตามเขา 

             "เจ้าพักผ่อนมากๆ เถิด พรุ่งนี้ข้าจะมาเยี่ยมเจ้าใหม่" เมื่อเอ่ยจบ ลั่วชิงเฉินก็กระโดดพุ่งออกไปทางหน้าต่าง เขาไม่อยากอยู่ที่นี่ต่ออีกแม้แต่นิดเดียว เพราะมักจะรู้สึกว่ายิ่งพูดต่อไป สตรีที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้จะต้องคว้าเขามาคุยเรื่องส่วนตัวของเขาอย่างแน่นอน 

             ทว่าหลังจากนายบ่าวออกมาได้ไม่นานเท่าไหร่นัก คงชิงก็อดใจไม่ไหวอีกต่อไป เขาก้มหน้าอยู่ด้านหลังลั่วชิงเฉิน พลางเช็ดมือของตนกับชุดที่สวมใส่ เมื่อเหงื่อที่เกิดจากความตื่นเต้นแห้งไปแล้ว เขาถึงจะเอ่ยปากว่า "คุณชาย ท่านตกหลุมรักแม่นางหลินเชียนเชียนนั่นรึ" 

             เท้าของลั่วชิงเฉินชะงักไป แล้วใช้น้ำเสียงที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เอ่ยถามออกมาว่า "ใช่หรือ" 

             คงชิงติดตามลั่วชิงเฉินมาตั้งแต่เด็ก คุ้นเคยกับนิสัยของเขาเป็นอย่างดี ถึงขั้นรู้ทุกอย่างอย่างแม่นยำ เขารู้ดีว่าการถามเช่นนี้ของลั่วชิงเฉินนั้นหมายถึงการยอมรับ ดังนั้นจึงกล้าเอ่ยออกไปว่า “ใช่สิขอรับ คุณชายไม่รู้สึกหรือ ท่านไม่เคยใส่ใจเรื่องราวเกี่ยวกับสตรีมาก่อน ท่านไม่เคยลุยไฟเข้าไปช่วยสตรีคนไหน และยิ่งไม่มีทางยิ้มแบบนั้นกับสตรี” 

             ลั่วชิงเฉินยกมือขึ้นลูบหน้ากากของตัวเอง จากนั้นจึงแหงนหน้ามองพระจันทร์เสี้ยวที่คล้ายว่ากำลังเอียงอยู่แล้วถอนหายใจยาว “ใช่แล้ว ไม่เคยมีสตรีนางใดเป็นเช่นนี้ คงชิง ข้าอยากพานางกลับฉางเฟิงด้วย” 

             เมื่อรู้ความในใจของลั่วชิงเฉิน คงชิงกลับมิได้ปฏิเสธเรื่องที่เขาจะพาเชียนกลับไปด้วย เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เจ้านายของเขามีความรัก แม้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะมีใบหน้าที่ไม่น่ามองนัก แต่อย่างน้อยก็ไม่เหมือนสตรีพวกนั้นที่ชอบออดอ้อนไร้สาระ หากพานางกลับฉางเฟิงจริง ไม่แน่นางอาจจะช่วยคุณชายสะสางเรื่องราวบางอย่างได้ 

             เพียงแต่ว่าไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ แม่นางผู้นั้นเป็นคนที่หัวแข็งยิ่งนัก หากอยากพานางกลับไปด้วยจริง ก็คงจะต้องใช้วิธีการบางอย่าง 

             “คุณชายอยากพานางกลับด้วยย่อมได้ แต่ด้วยนิสัยของนางคงไม่ง่ายนักที่จะพากลับไปด้วย” 

             “หากนางไม่ยอมไปด้วย ข้าจะทำให้นางสลบแล้วพากลับไป” ลั่วชิงเฉินเอ่ยตอบ 

             คงชิงไร้วาจาพลางคิดในใจว่า คุณชายนะคุณชาย ที่ท่านพูดคงเป็นเรื่องล้อเล่นกระมัง ลักพาตัวนางกลับหรือ หากลักพาตัวนางกลับจริง ประชาชนชาวฉางเฟิงจะว่ากันอย่างไร 

             “เอาล่ะ กลับโรงเตี๊ยมกันเถิด แล้วให้คนเอายารักษาแผลไฟไหม้มาที่นี่ด้วย” ลั่วชิงเฉินโบกมือเพื่อขัดจังหวะการเหม่อลอยของคงชิง 

             แล้วนายกับบ่าวคู่นี้ก็หายไปท่ามกลางแสงราตรียามค่ำคืนของเมืองเป่ยอัน 

…… 

วันรุ่งขึ้น เมื่ออวี้จู๋เห็นเห็นชุนหลานถือกล่องอาหารไปที่สวนดอกไม้ และเด็กรับใช้ที่เป็นคนวางเพลิงก็กำลังอยู่ในสวนดอกไม้พอดี นางจึงวางของในมือลงแล้วเดินตรงไปยังเด็กรับใช้พวกนั้น นางเท้าสะเอวแล้วชี้หน้าด่าเด็กรับใช้พวกนั้น “บอกมา พวกเจ้าตั้งใจทำร้ายคุณหนูใหญ่ใช่หรือไม่” 

             เมื่อเด็กรับใช้ถูกถามซึ่งหน้าเช่นนี้ ก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “เหลวไหล พวกเราจะกล้าทำร้ายคุณหนูใหญ่ได้อย่างไร!” 

             “พวกเจ้าจะไม่ตั้งใจทำนางได้อย่างไร ในเมื่อข้าเห็นกับตาว่าพวกเจ้าขนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาในปี้หลินหย่วน และก็แอบวางเพลิง! อย่าคิดจะปฏิเสธเลย!” อวี้จู๋ลากเสียงยาวเพื่อต้องการให้ชุนหลานได้ยิน 

             และเป็นไปอย่างที่คาดไว้ ชุนหลานได้ยินเสียงของนาง ชุนหลานเป็นสาวใช้ที่ฮูหยินผู้เฒ่าหลินบ่มเพาะมาด้วยตัวเอง แน่นอนว่าย่อมไม่บุกเข้าไปถามอย่างไม่คิดหน้าคิดหลังแน่นอน นางใช้จังหวะที่อวี้จู๋และเด็กรับใช้ไม่ทันสังเกตซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ 

             เมื่อพวกเด็กรับใช้ได้ยินอวี้จู๋เอ่ยเช่นนั้นก็มีเด็กรับใช้ผู้หนึ่งเดินเข้ามาปิดปากอวี้จู๋เอาไว้ แล้วมองไปรอบๆ ัวอยูลิงวางของในมืพลางเลิกคิ้วเอ่ยว่า “พี่สาว เจ้าอย่าพูดเหลวไหล หากฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินเข้า ชีวิตของพวกเราคงจบสิ้นแน่แล้ว” 

             อวี้จู๋กระทืบเท้าของชายที่ปิดปากนางเอาไว้ แล้วใช้โอกาสตอนที่เขาปล่อยมือผลักเขาออกไปแล้วเอ่ยอีกว่า “ทำไมรึ กล้าทำแต่มิกล้าให้ผู้อื่นวิจารณ์ ครั้งนี้พวกเจ้าทำดีมาก ไม่เพียงทำร้ายคุณหนูใหญ่แต่ยังทำให้สวนฮุ่ยหลานเกิดเพลิงไหม้จนเกือบจะทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าต้องเป็นอันตรายไปด้วย เฮอะ! ข้าจะไปบอกฮูหยินผู้เฒ่า ดูสิว่าพวกเจ้าจะถูกส่งตัวไปสอบที่ศาลหรือไม่” 

             เมื่อได้ยินเรื่องขึ้นศาล เด็กรับใช้ผู้หนึ่งลากตัวอีกคนไปอีกด้านเพื่อเข้าไปขอร้องอวี้จู๋ “แม่สาวน้อย เจ้าห้ามไปเด็ดขาด ต่อให้พวกเรากล้าดีสักแค่ไหนก็ไม่มีทางกล้าทำร้ายคุณหนูใหญ่แน่ เรื่องนี้คุณหนูรองเป็นคนสั่งการ คุณหนูรองคิดอย่างไรกับคุณหนูใหญ่ ในจวนนี้มีผู้ใดไม่รู้บ้าง พวกเราแค่ได้รับคำสั่งให้ขนน้ำมันเข้าไป คนที่วางเพลิงคือสาวรับใช้ของคุณหนูรองต่างหาก” 

             “ใช่แล้วๆ อวี้จู๋ เจ้าต้องเชื่อพวกข้านะ พวกเราแค่ขนน้ำมันเข้าไปเท่านั้น เรื่องการวางเพลิงต่อให้พวกเราอยากลงมือ คุณหนูรองก็ไม่มีทางยอมให้พวกเราทำแน่” 

             อวี่จู๋ทำท่าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “จริงรึ” 

             “จริงอย่างแน่นอน พวกเรากล้าสาบานเลย!” 

             ระหว่างพูดชายพวกนั้นก็ชูนิ้วขึ้น เตรียมจะกล่าวสาบานตรงหน้าอวี่จู๋จริงๆ 

             อวี้จู๋เม้มปากแล้วเอ่ยขึ้นอย่างเดือดดาลว่า “ก็ได้ ข้าจะเชื่อพวกเจ้าไปก่อน แต่นี่มิได้หมายความว่าข้าอภัยให้พวกเจ้า พวกเจ้าคือผู้ที่ให้ความร่วมมือในการทำร้ายคุณหนู” 

             “ได้ๆๆ พวกเราเป็นแค่นั้น พรุ่งนี้พวกเราจะทำของดีๆ มาให้คุณหนูใหญ่เพื่อไถ่โทษ ขอแค่พี่อวี้จู๋อย่าบอกฮูหยินผู้เฒ่าเด็ดขาด” 

             ชายพวกนั้นเริ่มเอาอกเอาใจอวี้จู๋ พวกเขาไม่ได้กลัวเชียนแต่กลัวฮูหยินผู้เฒ่าหลิน พวกเขาคิดว่าคุณหนูใหญ่จะโกรธก็ไม่เป็นไร แต่ห้ามให้ฮูหยินผู้เฒ่าโกรธเด็ดขาด มิเช่นนั้นพวกเขาคงน่าอนาถมากทีเดียว 

             อย่างไรก็ตามการเอาอกเอาใจของพวกเขานั้นไม่มีประโยชน์อีกต่อไปแล้ว เพราะชุนหลานที่แอบอยู่ในพุ่มไม้ได้ยินทุกอย่างอย่างชัดเจนแล้ว นางถอนใจแล้วยกกล่องอาหารหลบออกไปอีกทาง 

             เมื่อพูดถึงชุนหลาน ระหว่างนางกับหลินหวานหว่านก็มีเรื่องไม่ค่อยชอบใจกันอยู่แล้ว 

             ครั้งหนึ่งหลินหวานหว่านถูกลูกสาวของท่านเจ้าเมืองกลั่นแกล้ง เมื่อกลับมาถึงจวนก็ระบายอารมณ์ใส่บรรดาสาวใช้ ศีรษะของชุนหลานเองก็โดนที่ฝนหมึกกระแทก ตอนนั้นชุนหลานเกือบจะเสียโฉมเพราะเหตุนี้ 

             ชุนหลานรอโอกาสคอยจะเอาคืนหลินหวานหว่านมาโดยตลอด โชคดีที่วันนี้ที่นางหาโอกาสได้พอดี 

             เมื่อเป็นเช่นนี้ การที่เชียนให้อวี้จู๋ทำเช่นนี้ นั่นก็เป็นเพราะรู้ว่าหลินหวานหว่านกับชุนหลานไม่ค่อยชอบหน้ากันเท่าไหร่นัก ที่นางรู้เรื่องนี้ก็เป็นเพราะฉือเป่าเป็นคนบอกนาง มันแอบอยู่ในที่ลับแล้วบังเอิญเห็นสายตาเกลียดชังที่ชุนหลานใช้มองหลินหวานหว่านเข้าจึงมารายงานเชียน เมื่อเชียนพิจารณาดูก็พอเดาเรื่องราวได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ตั้งใจให้อวี้จู๋พูดให้ชุนหลานได้ยิน 

             หากคนผู้อื่นรู้คงจะเห็นว่าเป็นเพียงแค่ลมพัดผ่านแล้วก็ลืมมันไป ทว่าชุนหลานไม่มีทางแน่ นางไม่เพียงจะนำเรื่องนี้ไปบอกฮูหยินผู้เฒ่าแต่จะใส่สีตีไข่ให้เรื่องนี้อีกด้วย 

             ฮูหยินผู้เฒ่าหลินที่กำลังตัดก้านดอกไม้อยู่ในห้องเมื่อได้ยินเรื่องนี้ก็โกรธมากจนวางกรรไกรในมือตัวเองลง แล้วให้ชุนหลานพาตนไปหาเชียน 

             เมื่อเชียนได้ยินเสียงฝีเท้า นางก็รู้ว่าเป็นฮูหยินผู้เฒ่าหลินกับชุนหลาน นางจึงแสร้งทำเป็นนอนลง เมื่อประตูห้องถูกเปิดออก นางจึงยังคงนอนหลับตาเช่นเดิม 

             เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าหลินเห็นว่าเชียนกำลังนอนอยู่ก็เตรียมจะหันตัวออกไป แต่กลับได้ยินเสียงเชียนบ่นพึมพำขึ้นมาว่าโดยฟังไม่ออกเช่นกันว่าพูดว่าอะไร 

             ด้วยความประหลาดใจและสงสาร ฮูหยินผู้เฒ่าหลินได้เดินเข้าไปยืนข้างๆ เตียง ตอนแรกนางห่มผ้าให้เชียนอย่างดี แล้วค่อยๆ นำฝ่ามือแตะไปที่หน้าผากของเชียน นางจึงพบว่าหน้าผากของเชียนรุมๆ จึงพยายามที่จะปลุกเชียนให้ตื่นขึ้น 

             “เชียนเชียน เชียนเชียน” 

             ส่วนเชียนนั้น แสร้งทำเป็นละเมอออกมาว่า “น้องรอง อย่าตีข้า อย่าตีข้า” 

             เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ ฮูหยินหลินก็ยิ่งเชื่อว่าเรื่องราวที่ชุนหลานเล่าให้ตนฟังเมื่อครู่เรื่องวางเพลิงนั้นเกี่ยวข้องกับหลินหวานหว่านจริง 

             หลังจากที่นางทำปากขมุบขมิบและหลับตาแน่นอยู่นานนั้น ในที่สุดเชียนก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น 

             เมื่อลืมตาขึ้นเห็นฮูหยินผู้เฒ่าหลิน เชียนก็รีบลุกขึ้นนั่งเพื่อที่จะทำความเคารพฮูหยินผู้เฒ่าหลิน ฮูหยินผู้เฒ่าหลินจึงกดไหล่ของเชียนเอาไว้แล้วเอ่ยอย่างเมตตาว่า “ตัวของเจ้ามีบาดแผล มิต้องทำความเคารพข้าแล้ว” 

             เชียนส่ายหน้าแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “ไม่ได้เจ้าค่ะ ข้าต้องทำความเคารพท่านย่า ท่านย่าดีกับเชียนเชียนขนาดนี้ เชียนเชียน...” 

             “เด็กโง่ เจ้าเป็นคุณหนูใหญ่ของตระกูลหลินนะ หากย่าไม่ดีต่อเจ้าแล้วจะให้ย่าดีกับผู้ใดเล่า” ระหว่างพูดฮูหยินผู้เฒ่าหลินก็จับมือของเชียนเอาไว้ 

             “ขอบคุณท่านย่ามากเจ้าค่ะ” เชียนก้มหน้าอยู่ตลอด เพื่อพยายามทำให้ตัวเองดูอ่อนแอน่าสงสาร 

             มือของฮูหยินผู้เฒ่าหลินอยู่บนศีรษะของเชียนและกำลังลูบผมของนางอยู่นั้นหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเอ่ยช้าๆ ขึ้นว่า “เชียนเชียน วันนี้ข้าได้ยินมาว่า ที่ปี้หลินหย่วนกับสวนฮุ่ยหลานเกิดเพลิงไหม้นั้นเกี่ยวข้องกับหลินหวานหว่าน เรื่องนี้จริงหรือไม่” 

             เชียนก้มหน้าแล้วเอ่ยเสียงต่ำว่า “ไม่ ไม่ ไม่เกี่ยวกับน้องรองหรอกเจ้าค่ะ คนอื่นคงพูดจาเหลวไหลกันไปเอง” 

             หากเชียนพูดออกไปตรงๆ ว่าเป็นฝีมือของหลินหวานหว่าน ฮูหยินผู้เฒ่าหลินอาจจะสงสัยได้ แต่หากนางกล่าวปกป้องหลินหวานหว่านอย่างกระอึกกระอักเช่นนี้ ผู้หญิงฉลาดอย่างฮูหยินผู้เฒ่าจะต้องรู้แน่ว่าคำพูดนี้มีปัญหาบางอย่าง 

             นางจับมือของเชียนแล้วลูบซ้ำไปซ้ำมา นางเอ่ยด้วยความเมตตาว่า “เจ้าไม่ต้องกลัวผู้ใด เจ้ารู้อะไรก็พูดกับย่ามาตรงๆ เถิด มีย่าคอยช่วยเจ้าอยู่ คนในจวนไม่มีใครกล้ารังแกเจ้าแน่”  

             เชียนยังคงส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า “ไม่ ไม่ ไม่ใช่เจ้าค่ะ เป็นเชียนเชียนเองที่ไม่ระวัง เป็นความผิดของเชียนเชียนเอง” 

             ฮูหยินผู้เฒ่าหลินถอนใจ พลางคิดถึงคำพูดของชุนหลานเมื่อครู่ว่าหลินหวานหว่านต่อว่าและรังแกเชียนเอาไว้อย่างไรบ้าง แต่ไม่ว่านางจะถามอย่างไรเด็กผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าก็คงไม่มีทางพูดความจริงอย่างแน่นอน 

             “เด็กดี เจ้ามิกล้าพูด แต่ย่ารู้ดี เจ้าวางใจเถิด เรื่องนี้ย่าจะต้องช่วยเจ้า ให้เจ้าได้รับความเป็นธรรม ผู้ที่ทำผิดจะต้องได้รับการลงโทษ” 

             ระหว่างที่ฮูหยินผู้เฒ่าหลินเอ่ย นางก็หันไปมองชุนหลานแล้วเอ่ยเสียงแข็งว่า “ไปบอกทุกคนว่า ให้พวกเขาไปรวมตัวกันที่ศาลบรรพชน” 

             “เจ้าค่ะ” เมื่อชุนหลานหมุนตัวออกไป ใบหน้าของนางก็ปรากฏรอยยิ้ม พลางคิดในใจว่าในที่สุดตนก็ได้ทำให้หลินหวานหว่านตกที่นั่งลำบากได้บ้างแล้ว 

             “เจ้าก็มิต้องนอนต่อแล้ว เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปศาลบรรพชนกับย่า อีกประเดี๋ยวเจ้าจะต้องยืนอยู่ข้างๆ ย่า ไม่มีผู้ใดกล้ารังแกเจ้าอย่างแน่นอน” ฮูหยินผู้เฒ่าหลินพูดพลางจับมือของเชียนเอาไว้พลางมองมือน้อยๆ ที่ไร้เรี่ยวแรงของนาง ฮูหยินผู้เฒ่าหลินจึงอดไม่ได้ที่จะถอนใจ คุณหนูใหญ่ของจวนมหาเสนาบดีอ่อนแอถึงเพียงนี้เชียวหรือ 

ความคิดเห็น