facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

“หากมิใช่เพราะอาเชียน ข้าคงได้เป็นสามีของผีร้ายแล้ว เพื่อแสดงความขอบคุณต่ออาเชียน ฐานะข้ายากจน ไม่มีของสิ่งใดที่จะตอบแทนอาเชียน สิ่งของมีค่าที่มีคือตัวข้าเอง มิสู้...ข้ามอบร่างกายเป็นการตอบแทน อาเชียนโปรดรับข้าไว้เถอะ”

ตอนที่ 7 พวกนางจะเผาคุณหนู

ชื่อตอน : ตอนที่ 7 พวกนางจะเผาคุณหนู

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ธ.ค. 2563 16:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 7 พวกนางจะเผาคุณหนู
แบบอักษร

ตอนนี้หลินหวานหว่านเริ่มร้อนใจแล้ว นางรู้ดีว่าคำพูดเช่นนั้นของไต้ซือจะต้องส่งผลกระทบกับความคิดของทุกคนที่มีต่อหลินเชียนเชียนแน่นอน หลายปีมานี้นางวางแผนการที่จะทำลายชื่อเสียงของหลินเชียนเชียนมาตลอด เพื่อที่ว่าวันหนึ่งนางจะสามารถแทนที่หลินเชียนเชียนและแต่งงานกับองค์ชายรองและสุดท้ายจะได้เป็นชายาของฮ่องเต้ได้ 

           ทว่าตอนนี้ท่านไต้ซือกลับบอกว่าหลินเชียนเชียนเป็นเทพเซียนกลับชาติมาเกิด หากฮ่องเต้ใช้คำพูดนี้เป็นเหตุผลไม่อนุญาตให้องค์ชายรองกับหลินเชียนเชียนยกเลิกการแต่งงาน เช่นนั้นนางจะทำอย่างไร ร่างกายนี้ของนางได้มอบให้องค์ชายรองไปแล้วไม่มีทางถอยหลังได้อีก แต่นางก็ไม่อยากเป็นแค่ชายารองเท่านั้น 

           ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เหตุใดนางอัปลักษณ์นี่ถึงกำจัดไม่สำเร็จสักทีนะ หนังหน้าของนางช่างหนานัก! หากตนเป็นนางคงกระโดดน้ำตายไปตั้งแต่เหตุการณ์ที่ปล่อยตัวเองล่อนจ้อนจนคนอื่นเห็นกันทั่วแล้ว 

           “คุณหนูรอง คุณหนูอย่าโกรธเลยเจ้าค่ะ ความโกรธไม่ดีต่อร่างกายนะเจ้าคะ” คนที่เอ่ยขึ้นคือสาวใช้ที่หลินหวานหว่านเชื่อใจมากที่สุดอย่างเหลียนเฉียว 

           “จะให้ข้าไม่โกรธได้อย่างไร จู่ๆ ก็ไปสร้างชื่อเสียงที่ดีขนาดนั้นให้กับนาง เทพเซียนกลับชาติมาเกิดอะไรกัน คนจะกลับชาติมาเกิดจริงต้องเป็นข้าต่างหาก มีเทพกลับชาติมาเกิดที่ไหนหน้าตาอัปลักษณ์เช่นนั้น” หลินหวานหว่านโมโห 

           เหลียนเฉียวบีบนวดไหล่ให้หลินหวานหว่านพลางตอบไปว่า “ใช่เจ้าค่ะ จะอย่างไรก็ควรจะเป็นคุณหนูรองมากกว่า คุณหนูรองคือโฉมงามอันดับหนึ่งของต้าเหลียง แค่เห็นคุณหนูรองก็ทำให้นึกถึงเทพธิดาที่อยู่เบื้องบน แม่หลินเชียนเชียนนั่นจะสู้ได้อย่างไร เป็นได้แค่นังอัปลักษณ์ชั้นต่ำที่สมควรถูกจับกดน้ำตาย หรือไม่ก็ถูกไฟคลอกไปซะ” 

           หลินหวานหว่านที่กำลังพักสายตาอยู่นั้นพลันเบิกตากว้าง “เหลียนเฉียว เจ้าว่าอะไรนะ” 

           “บอกว่าเป็นนังอัปลักษณ์ชั้นต่ำ” 

           “ไม่ ไม่ ข้าหมายถึงประโยคหลัง” 

           เหลียนเฉียวไม่เข้าใจความหมายของคุณหนูตัวเองจึงเอ่ยตอบกลับไปว่า “บอกว่าควรถูกจับกดน้ำตายหรือไม่ก็ถูกไฟคลอกไปซะ” 

           “เหลียนเฉียว เจ้าพูดมิผิดนางควรโดนไฟคลอกหรือไม่ก็จับกดน้ำไปซะ!” หลินหวานหว่านเริ่มมีความคิดชั่วร้ายขึ้นมาอีก 

           “คุณหนูรองตั้งใจจะให้เกิดไฟไหม้ที่ปี้หลินหย่วนหรือเจ้าคะ” เหลียนเฉียวเริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้าง 

           หลินหวานหว่านพูดพลางพยักหน้า “ถูกต้อง ที่ปี้หลินหย่วนมีของไร้ประโยชน์ตั้งมากมาย อากาศแห้งจนเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้นั้นถือเป็นเรื่องธรรมดา” 

           “ถูกต้อง ธรรมดาอย่างยิ่ง บ่าวจะไปจัดการเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” 

           “เหลียนเฉียว ปี้หลินหย่วนสมควรโดนไฟไหม้ ข้าต้องการให้หลินเชียนเชียนหายตัวไปจากจวนมหาเสนาบดีนี่” ต่อจากนี้ไปจวนมหาเสนาบดีจะเป็นของข้า องค์ชายรองจะเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว 

           หลังจากที่นายบ่าววางแผนชั่วร้ายกันเสร็จ กลับไม่รู้ตัวเลยว่าด้านนอกมีคนแอบฟังอยู่ และคนผู้นั้นก็คืออวี้จู๋ 

           หลังจากที่นางได้ยินว่ามีคนต้องการจะทำร้ายคุณหนูใหญ่ นางก็วางมือจากงานทั้งหมดแล้วรีบสาวเท้ายาวๆ ไปยังปี้หลินหย่วน 

           เชียนยังคงนั่งสมาธิอยู่ในห้อง เมื่อได้ยินเสียงลมหายใจหอบของอวี้จู๋แล้ว เชียนก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น 

           “คุณหนูใหญ่ คุณหนูรองวางแผนจะเผาเรือนรวมทั้งคุณหนูด้วยเจ้าค่ะ” อวี้จู๋เอามือกุมหน้าอกเอาไว้เพื่อให้หายใจได้ทั่วท้องยิ่งขึ้น 

           “เช่นนั้นก็ปล่อยให้นางเผาไป” เชียนเอ่ยตอบ 

           “ได้อย่างไรเล่า คุณหนูใหญ่รีบหนีไปเถิดเจ้าค่ะ คนตระกูลหลินชั่วร้ายยิ่งนัก ท่านสู้พวกนางไม่ไหวแน่!” 

           อวี้จู๋ร้อนใจ นางไม่อยากให้เกิดเรื่องขึ้นกับเชียน 

           แต่เชียนกลับไม่รู้สึกกลัวและยิ้มออกมาอย่างร่าเริง “อวี้จู๋ พวกเขาอยากจะชนกับข้านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เจ้าอย่ากังวลไปเลย ช่วยข้าจับตาดูไว้ให้ดีว่าพวกเขาจะเริ่มวางเพลิงกันเมื่อไหร่ ข้าจะได้เตรียมตัวรับมือ” 

           “เตรียมรับมือ?” อวี้จู๋กัดริมฝีปาก คุณหนูหมายความว่าอย่างไร 

           “อย่าเดาเลย เจ้าเดาใจข้าไม่ถูกหรอก ทำตามที่ข้าบอกก็พอ” เชียนพูดพลางโบกมือ จากนั้นจึงหลับตาลง 

           คราวนี้อวี้จู๋ทำได้เพียงพยักหน้า แล้วค่อยๆ ถอยหลังออกไปแล้วปิดประตูให้เชียน 

           คุณหนูใหญ่พูดเช่นนี้จะต้องมีเหตุผลอย่างแน่นอน เราจะต้องเชื่อใจคุณหนู 

 

           เมื่ออวี้จู๋ออกไปได้สักพักหนึ่งแล้ว ฉือเป่าก็กระโดดออกมา มันเลียแขนของเชียน เมื่อเห็นว่าเชียนลืมตาขึ้นแล้วถึงพูดว่า “เจ้านายจะรออยู่ที่นี่ให้พวกนั้นเผาจริงๆ หรือ” 

           เชียนเคาะเบาๆ ที่หว่างคิ้วของฉือเป่า “เจ้าโง่ มีเจ้าอยู่ ข้าจะโดนไฟเผาได้อย่างไร” 

           “อ้อออ ก็จริง” ฉือเป่าหรี่ตาแล้วก็ยิ้มขึ้นมาอีก มันลืมตัวเองได้อย่างไร เทพใต้พิภพหลักแหลมเพียงนี้ ลูกสุนัขจิ้งจอกไร้คู่แข่งที่บำเพ็ญมามากว่าสองพันปีจะปกป้องเจ้านายไม่ได้ในโลกมนุษย์นี้เชียวหรือ 

           “แต่ ข้ากลับอยากให้พวกนางเผาข้า” เชียนเอามือลูบผิวหน้าขรุขระของตัวเอง 

           “เอ๊ะ เหตุใดเจ้านายถึง...” ฉือเป่าเอียงคอ แสดงออกถึงความไม่เข้าใจ 

           เชียนยิ้ม “เจ้าคิดว่าข้าอยากจะใช้ใบหน้านี้ไปตลอดงั้นหรือ” 

           “ต้องไม่อยากอยู่แล้ว เจ้านายสง่างามถึงเพียงนั้น ต้องไม่อยากเป็นหญิงขี้เหร่อย่างแน่นอน” 

ชั้นนอก” 

           “ดังนั้นปล่อยให้พวกนางจุดไฟเผาข้าไปสักครั้ง ข้าจะได้ใช้โอกาสนี้เปลี่ยนผิวชั้นนอกของข้าใหม่ด้วย” 

           เมื่อได้ยินเชียนพูดเช่นนี้ ฉือเป่าจึงพยักหน้า จากนั้นจึงถามต่อว่า “เจ้านายอยากได้ใบหน้าแบบไหน ถึงตอนนั้นข้าจะช่วยท่านเปลี่ยน” 

           ใบหน้าแบบใด?  

เชียนนึกถึงแววตาของหลินเชียนเชียนที่มองตน “ใบหน้าเดิม” 

           ฉือเป่าเอ่ยว่า “ก็คือ...” 

           โฉมหน้าเดิมของเทพใต้พิภพ บรรยายอย่างไม่เกินจริงก็คงต้องบอกว่างดงามจนสะท้านฟ้าสะเทือนแผ่นดิน 

           ทว่าฉือเป่ารู้ดีว่า โดยปกติแล้วเชียนมักจะไม่ค่อยใช้ใบหน้าเดิมของนาง เนื่องจากนางเคยพูดเอาไว้ว่าโฉมหน้าเดิมของนางจะเก็บไว้ให้คนผู้นั้นมองเพียงคนเดียว 

           ตอนนี้อยู่บนโลกมนุษย์ เหตุใดเจ้านายของมันต้องใช้โฉมหน้าเดิมของตัวเองด้วย หรือว่าคนผู้นั้นอยู่บนโลกมนุษย์ด้วย 

           จะเป็นไปได้อย่างไร สถานะของคนผู้นั้นคืออะไร เบื้องบนจะยอมให้เขาลงมาในโลกมนุษย์ได้อย่างไร จะยอมให้เขาลงมาหาเจ้านายของมันได้อย่างไร 

           “เอาล่ะ ข้าเหนื่อยแล้ว” เชียนหลับตาลงอีกครั้ง 

           อันที่จริงแล้วนางไม่ได้เหนื่อยจริง เพียงแต่นางไม่อยากพูดแล้วก็เท่านั้น ไม่ว่าจะเกี่ยวกับเรื่องสละร่างหรือเรื่องที่นางโดนหญิงผู้นั้นสะกดเอาไว้ นางมีเรื่องราวมากมายที่ต้องสะสาง นางรู้สึกว่าการที่หญิงผู้นั้นให้นางมาเป็นมนุษย์ธรรมดานั้นไม่ง่ายเลย 

วันรุ่งขึ้น 

           ตอนที่เชียนเดินออกจากปี้หลินหย่วนก็ได้ยินเหล่าสาวใช้พูดคุยกันว่าวันนี้ตอนที่มหาเสนาบดีหลินเชียนหยวนออกว่าราชการได้รับพระราชทานรางวัลจากฮ่องเต้จึงให้บุตรสาวทั้งสี่คนไปรับรางวัลด้วย 

           ลูกสาวสี่คน? ไม่ได้มีลูกสาวแค่สี่คนสักหน่อย หลินเชียนหยวนไม่ชอบลูกสาวขี้เหร่อย่างหลินเชียนเชียน ดังนั้นเมื่อมีของดีๆ ย่อมไม่นึกถึงนางอย่างแน่นอน 

           เชียนไม่ใส่ใจ นางยังคงสาวเท้าต่อไป โดยเดินจากเรือนหน้าอ้อมไปเรือนหลังและเดินต่อจากโรงเก็บฟืนไปยังสวนฮุ่ยหลานหยวน 

           ในขณะที่กำลังจะหันตัวออกห่างจากที่นั้น เชียนก็เห็นร่างอันคุ้นเคย นั่นก็คือคุณลุงที่ขับรถลาให้ในวันนั้น 

           ในมือของท่านลุงถือตะกร้าที่สานจากกิ่งของต้นหลิวใบหนึ่ง ในตะกร้าเต็มไปด้วยเห็ดที่เก็บจากบนภูเขา ซึ่งก็คือเห็ดที่เขาให้เชียนกลับมาในวันนั้น 

           เชียนเข้าใจว่าคุณลุงผู้นี้คงอยากเอาอกเอาใจฮูหยินผู้เฒ่าหลิน ดังนั้นนางจึงไม่อยากจะเดินเข้าไปทัก แต่ในขณะที่นางกำลังจะหันหลังกลับอยู่นั้น นางก็ได้ยินชุนหลานเอ่ยว่า "ท่านลุงเหอ ท่านกลับไปเถิด ท่านมาส่งของทุกวันเช่นนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าซาบซึ้งใจมาก แต่นางไม่อยากรับไว้ ท่านอย่ามาส่งอีกเลย นางจะได้ไม่ลำบากใจ" 

           "แม่นางชุนหลาน ข้าแค่อยากเห็นหน้านางสักครั้ง แค่สักครั้งเท่านั้น" ลุงเหอเอ่ยเบาๆ 

           "ท่านลุงเหอคำพูดเช่นนี้ต่อไปอย่าได้พูดอีก! ข้ารู้ความคิดของท่าน ฮูหยินผู้เฒ่าเองก็รู้ แต่ขอให้หยุดเสียตั้งแต่ตอนนี้ หากผู้อื่นได้ยินเข้า ชื่อเสียงของฮูหยินผู้เฒ่าจะต้องเสียหายอย่างแน่นอน!" ชุนหลานถลึงตาใส่ราวกับว่าหากท่านลุงเหอผู้นี้ยังไม่ไปอีกนางจะเอาไม้เท้ามาไล่ออกไป 

           ลุงเหอไร้หนทางจึงทำได้เพียงวางตะกร้าลงแล้วถอนหายใจพลางเอ่ยว่า "ข้าจะไปเดี๋ยวนี้" 

           เนื่องจากนางได้เห็นกิเลสของวิญญาณมามากมาย และยังได้ยินเรื่องราวความทุกข์สุขในชีวิตมนุษย์มาอีกนับไม่ถ้วน เชียนจึงรู้ว่าระหว่างคุณลุงเหอกับฮูหยินผู้เฒ่าหลินจะต้องมีเรื่องราวบางอย่างอย่างแน่นอน เรื่องที่ทำให้คุณลุงเหอไม่ยอมแต่งงานไปตลอดชีวิตและเอาของมามอบให้ทุกวันเช่นนี้ 

           เชียนชอบฟังเรื่องเล่า โดยเฉพาะเรื่องเล่าประเภทนี้ 

           ดังนั้นเมื่อเขาหันตัวกลับ เชียนก็ขวางลุงเหอที่กำลังเดินออกมาจากเรือนตระกูลหลินเอาไว้ 

           "วันนั้นข้ารีบร้อน จึงไม่มีโอกาสได้ขอบคุณท่านลุงเหอเลย หากคุณลุงเหอไม่ถือเชิญไปนั่งคุยกันที่ปี้หลินหย่วนดีหรือไม่" เชียนค้อมตัวลงแล้วเอ่ยกับลุงเหอด้วยรอยยิ้ม 

           ลุงเหอตกตะลึง แต่กลับส่ายหน้าตอบกลับว่า "เรือนของคุณหนูใหญ่ ข้ามิกล้าเข้าไป ข้ายังมีงานที่ต้องทำ ขอไม่รบกวนก็แล้วกัน..." 

           เมื่อเห็นท่าทางผละออกไปอย่างรีบร้อน เชียนก็มุ่ยปากแล้วถอนหายใจ "ดูท่าแล้ว เรื่องนี้ต้องน่าสนใจมากทีเดียว" 

           "เรื่องอะไรน่าสนใจหรือ" ฉือเป่ากระโดดขึ้นบนไหล่เชียนอย่างรวดเร็ว แล้วมองตามสายตาของเชียนไปทางด้านบน ทว่ากลับไม่เห็นอะไรเลย 

           "เจ้านี่ ไม่กลัวผู้อื่นจะมองเห็นเข้าหรือ ระวังตัวหน่อย ตอนนี้ข้าเป็นมนุษย์ธรรมดา จู่ๆ เจ้าก็โผล่มาและพูดเช่นนี้ เดี๋ยวพวกเขาก็มองข้าเป็นปีศาจไปอีก" 

           แม้ว่าจะเป็นการตำหนิ แต่สายตาของเชียนกลับเต็มไปด้วยความเมตตา 

           ฉือเป่าเอาตัวถูแก้มของเชียน "เจ้านายวางไจได้ ตอนนี้ข้าพรางตัวอยู่ เมื่อครู่นี้เห็นเจ้านายบอกว่าน่าสนใจ แต่ที่ตระกูลหลินนี่มีเรื่องที่ท่านสนใจด้วยหรือ" 

           "ใช่แล้ว มีเรื่องหนึ่งที่ข้าชอบ เจ้าช่วยไปสืบให้ข้าที ท่านลุงผู้หนึ่งที่มีนามว่าเหอรุ่ย " เชียนเอ่ยพลางชี้มือบอกทาง 

           เกิดเสียง 'ฟุบ' จากนั้นฉือเป่าก็พุ่งตัวไปในอากาศอย่างรวดเร็วแล้ว 

           ช่วงโพล้เพล้ อวี้จู๋นำอาหารกลับมาที่เรือน 

           "คุณหนูใหญ่ วันนี้นายท่านให้ไข่มุกราตรีกับคุณหนูรอง ให้หยกมงคลกับคุณหนูสาม ให้สร้อยหินปะการังกับคุณหนูสี่และให้ทองคำร้อยตำลึงกับคุณหนูห้าเจ้าค่ะ" 

           "อืม ข้ารู้แล้ว" สีหน้าของเชียนไม่ปรากฎความรู้สึกใดๆ 

           ก่อนที่อวี้จู๋จะมา เหล่าสาวใช้ของคุณหนูพวกนี้ก็ได้โผล่มาที่นี่ไปแล้วรอบหนึ่ง พวกนางมาเพื่อตะเบ็งเสียงคุยกันว่า 'ไข่มุกราตรีของคุณหนูรองใหญ่เท่าไข่นกพิราบแน่ะ' 'หยกมงคลของคุณหนูสามเป็นของคุณภาพล้ำค่า' 'หินปะการังของคุณหนูสี่ไม่เจอมาเป็นร้อยปีแล้ว' ... 

           เชียนได้ยินดังนั้นก็รู้สึกว่าน่าขันยิ่ง หลินหวานหว่านใช้วิธีเช่นนี้มาโอ้อวดกับตนด้วยหรือ 

           หากเป็นหลินเชียนเชียนคนก่อนจะต้องยกย่องพวกนางอย่างแน่นอน ทว่าที่เมืองใต้พิภพของเชียนมีอัญมณีล้ำค่ากองพะเนิน มีอัญมณีอะไรบ้างที่นางไม่เคยเห็น แล้วนางจะยกย่องมนุษย์พวกนี้ไปทำไมกัน 

           "คุณหนูใหญ่ นายท่านไม่ได้เพิ่งจะลำเอียง คุณหนูอย่าเสียใจไปเลย" 

           "อวี้จู๋ จำไว้นะว่าคุณหนูของเจ้าดูถูกของพวกนั้น วันหน้าไม่ว่าผู้อื่นจะได้ของมีค่าอะไรก็ไม่จำเป็นต้องมารายงานข้า" เชียนตบไหล่อวี้จู๋เบาๆ 

           อวี้จู๋ตกตะลึงแต่ก็ยังพยักหน้า คุณหนูใหญ่ไม่เหมือนเดิมแล้วจริงๆ เมื่อก่อนนางล้วนอยากฟังเรื่องราวเช่นนี้ เพราะอยากรู้ว่าลูกคนอื่นมีอะไรกันบ้าง แต่คุณหนูในตอนนี้กลับไม่สนใจเรื่องพวกนี้แล้ว ราวกับว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงอากาศที่นางไม่มีทางใส่ใจแม้แต่น้อย 

           "จริงสิคุณหนู ข้าได้ยินอาอวี้บอกว่า คุณหนูรองให้คนไปเตรียมน้ำมันจุดไฟเอาไว้แล้ว โดยบอกว่าวันพรุ่งนี้จะเอาไปที่ปี้หลินหย่วน เกรงว่าพรุ่งนี้นางจะต้องลงมือกับคุณหนูอย่างแน่นอน" อวี้จู๋เอ่ยด้วยความรู้สึกอันหนักอึ้ง 

           คุณหนูใหญ่ของข้าจะรอดพ้นจากเหตุการณ์เช่นนี้อย่างไร 

           "อ้อ? อย่างนี้ก็น่าสนใจน่ะสิ อวี้จู๋พรุ่งนี้เจ้าไปขโมยน้ำมันพวกนั้นมาแล้วเอาไปราดไว้ตามไม้ที่อยู่รอบๆ สวนปี้หลินหย่วน หากพวกนางอยากจะเผาก็ทำให้เป็นเรื่องใหญ่หน่อย" เชียนหรี่ตา  

           ความจริงก็คือนางอยากใช้เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้เปลี่ยนใบหน้าของตัวเอง 

           อวี่จู๋กลับไม่เข้าใจเจตนาของเชียน เมื่อนางได้ยินว่าเผาให้เป็นเรื่องใหญ่หน่อย นางก็ตกใจจนหน้าซีดเผือด แล้วเอ่ยอย่างตะกุกตะกักว่า "คุณ คุณ คุณหนู ไม่ คงไม่ให้เผาทั้งจวนมหาเสนาบดีนี้เลยกระมัง เรื่องนี้ไม่สามารถทำได้ หากสุดท้ายท่านมหาเสนาบดีรู้เข้า คุณหนูชะตาขาดแน่" 

           "อย่ากลัวเลย ทำตามที่ข้าบอกก็พอ ข้าไม่มีทางทำให้ทั้งจวนนี้ไฟไหม้หรอก และข้อที่สองคือข้าไม่มีทางทำให้ตัวเองชะตาขาด" เชียนเอามือลูบแก้มน้อยๆ ของอวี้จู๋ 

           เชียนไม่ใช่คนประเภทที่ชอบอธิบายอะไรๆ ให้บ่าวฟัง แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดถึงได้อธิบายให้อวี้จู๋ฟัง 

           "จำเอาไว้ว่า ระวังตัวหน่อย อย่าให้ใครจับได้" เชียนเอ่ยกำชับ 

           อวี้จู๋พยักหน้า 

ความคิดเห็น