facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

“หากมิใช่เพราะอาเชียน ข้าคงได้เป็นสามีของผีร้ายแล้ว เพื่อแสดงความขอบคุณต่ออาเชียน ฐานะข้ายากจน ไม่มีของสิ่งใดที่จะตอบแทนอาเชียน สิ่งของมีค่าที่มีคือตัวข้าเอง มิสู้...ข้ามอบร่างกายเป็นการตอบแทน อาเชียนโปรดรับข้าไว้เถอะ”

ตอนที่ 6 ลั่วชิงเฉิน

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 ลั่วชิงเฉิน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ธ.ค. 2563 16:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 ลั่วชิงเฉิน
แบบอักษร

หากมองไม่เห็นคงจะดีกว่า เมื่อเขาลองสังเกตดูดีๆ แล้ว ไต้ซือก็พบว่ามีพลังของเทพเซียนออกมาจากตัวของเชียน เขาจึงคิดในใจว่า แย่แน่แล้ว คุณหนูใหญ่ของจวนมหาเสนาบดีเป็นเทพเซียนกลับชาติมาเกิด 

           หากเขาทำตามที่ฮูหยินหลินต้องการคือนำตัวนางกลับไปด้วย นั่นจะต้องเป็นการยั่วโมโหเทพเซียนผู้นี้อย่างแน่นอน เรื่องราวชั่วร้ายที่เขาซุกซ่อนเอาไว้ก็คง... 

           เมื่อคิดทบทวนซ้ำไปซ้ำมา ไต้ซือก็เริ่มคิดว่าหากเขายังอยากจะเสวยสุขอยู่ที่แผ่นดินต้าเหลียงต่อไป เขาจะต้องไม่รังแกคุณหนูใหญ่ของตระกูลหลิน ไม่เพียงไม่รังแกเท่านั้น แต่เขายังต้องเอาอกเอาใจราวกับนางเป็นเทพเซียน อ้อ ไม่ใช่สิ นางเป็นเทพเซียนอยู่แล้ว จะต้องปฏิบัติกับนางโดยเห็นนางเป็นเทพเซียน 

           เมื่อคิดได้เช่นนี้ ไต้ซือจึงนั่งคุกเข่าลงตรงหน้าเชียนท่ามกลางสายตาจดจ้องของทุกคน 

           ในเมื่อไต้ซือคุกเข่าลงไปแล้ว มีหรือที่ลูกศิษย์จะไม่คุกเข่าตาม นักบวชทั้งสี่จึงคุกเข่าลงตามไปด้วย "ท่านไต้ซือ นี่หมายความว่าอย่างไร" ฮูหยินหลินก้าวเข้าไปถาม 

           ไต้ซือเงยหน้าขึ้น เขามองไปยังสมาชิกของตระกูลหลินทุกคนพลางเอ่ยขึ้นว่า "ตระกูลหลินของพวกเจ้ามีผู้มีบุญปรากฏตัวขึ้นแล้ว คุณหนูใหญ่ผู้นี้มิเพียงมิใช่ปีศาจ แต่นางเป็นถึงเทพเซียนกลับชาติมาเกิด นางจะนำพาความโชคดีมาสู่ตระกูลหลิน" 

           "อะไรนะ เทพเซียนกลับชาติมาเกิด?" ฮูหยินหลินตกตะลึงพลางคิดในใจว่า คนหน้าตาอัปลักษณ์เช่นนี้เป็นเทพเซียนกลับชาติมาเกิดหรือ เป็นเทพแห่งความอัปมงคลจะถูกต้องกว่า 

           ไต้ซือพยักหน้าพร้อมกับลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาเอ่ยขึ้นพลางลูบเคราไปพลาง "ถูกต้อง ด้านหลังของคุณหนูใหญ่มีแสงสว่างสีแดง น่ายินดียิ่งนัก พวกท่านต้องดูแลคุณหนูใหญ่ให้ดี วันข้างหน้าจะร่ำรวยมั่งคั่งได้ก็เพราะนาง" 

           เมื่อได้ยินไต้ซือเอ่ยเช่นนี้ ฮูหยินหลินจึงรู้สึกราวกับมีก้อนหินตกกระแทกใส่เท้านางอย่างจัง นางตั้งใจจะให้ไต้ซือจับตัวนังอัปลักษณ์หลินเชียนเชียนนี่ไปชัดๆ ทว่าเมื่อไต้ซือเอ่ยออกมาเช่นนี้แล้วจะให้ลงมือกับหลินเชียนเชียนได้อย่างไร 

           ไต้ซือผู้นี้รู้ดีว่าภายในสถานที่อันสลับซับซ้อนจะต้องมีมุมที่มองไม่เห็นอยู่อย่างแน่นอน เขาไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว เช่นนั้นเขาจึงจำเป็นต้องยกยอเชียนเอาไว้ก่อน ตอนนี้สิ่งที่ควรพูดเขาได้พูดออกไปหมดแล้ว เขาจึงคิดว่าพวกตนควรรีบแยกย้ายกลับได้แล้ว 

           "ในเมื่อที่จวนเห่งนี้ไม่มีสิ่งแปลกปลอมอะไร อาตมาก็ขอตัวกลับก่อน" 

           "นี่..." ฮูหยินหลินรู้สึกย่ำแย่อย่างมาก ไม่เพียงไม่สามารถใส่ร้ายเชียนให้กลายเป็นปีศาจได้ แต่ยังทำให้นางได้รับคำยกย่องอีกต่างหาก 

           "ฮูหยินหลินมิต้องไปส่ง อย่าลำบากเลย..." ไต้ซือโบกมือปฏิเสธพลางส่งสายตาไปยังลูกศิษย์ของตัวเอง ลูกศิษย์ทั้งสี่จึงหอบของแล้วเดินตามเขากลับไป 

           หาเรื่องตั้งนาน สุดท้ายกลับกลายเป็นเช่นนี้ได้ หลินหวานหว่านก็หงุดหงิดเช่นกัน แต่หงุดหงิดต่อไปแล้วได้อะไร ตอนนี้คงลงมือกับหลินเชียนเชียนไม่ได้ง่ายๆ 

           "เอาล่ะๆ แยกย้ายกลับกันเถิด" ใบหน้าของฮูหยินหลินกลับมายิ้มแย้มอีกครั้ง 

           สิ่งที่เชียนไม่อยากเห็นมากที่สุดก็คือรอยยิ้มจอมปลอมเช่นนี้ นางไม่พูดอะไรกับคนพวกนี้อีกและปิดประตูใส่ไปดื้อๆ 

           "นี่มัน...แค่มันโดนท่านไต้ซือชมไม่กี่คำก็โอหังเช่นนี้ มันไม่เห็นพวกเราอยู่ในสายตาเลย" หลินหวานหว่านชี้ประตูด่า 

           "ใช่ คนอัปลักษณ์ก็คือคนอัปลักษณ์ ไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง" 

           "สภาพอย่างนี้น่ะหรือคือเทพเซียนกลับชาติมาเกิด ข้าว่าเทพแห่งความอัปมงคลเสียมากกว่า เทพอัปลักษณ์!" 

           หลินเย่ว์เย่ว์และคนอื่นๆ ยืนด่ากันอยู่สักพัก เมื่อเห็นว่าเชียนไม่เปิดประตูออกมาก็รู้สึกเบื่อและตามฮูหยินหลินออกจากปี้หลินหย่วนไป 

           เมื่อรู้สึกว่าเงียบหูลงแล้ว เชียนก็อุ้มฉือเป่าขึ้นแล้วเปิดหน้าต่างออก 

           เมื่อผลักหน้าต่างออกไป นางก็เห็นว่ามีคนยืนอยู่บนหลังคา นางคิดว่าเมื่อครู่นี้พวกเขาคงแอบดูเหตุการณ์อยู่ตลอด เชียนจึงหันไปทางนั้นแล้วพูดว่า "ดูจนจบแล้ว จะโดดลงมานั่งดื่มน้ำชากันหน่อยหรือไม่ ข้าจะได้รู้ด้วยว่าพวกท่านมีจุดประสงค์อะไร" 

           เมื่อคนที่อยู่บนหลังคาได้ยินเชียนเอ่ยดังนั้นกลับส่งเสียงที่ฟังดูคล้ายเสียงหัวเราะออกมาแล้วตอบว่า "ก็ดี" 

           จากนั้นจึงเห็นเพียงเงาสีขาวโฉบลงมา ชายทั้งสองก็ลงมายืนอยู่ในสวนปี้หลินหย่วนแล้ว เชียนรู้จักชายทั้งสองนี้ เขาทั้งสองก็คือคนที่นางเจอในเช้าวันนั้นนั้นเอง 

           "เหตุใดคุณชายจึงต้องลงมาด้วย"  คงชิงบ่น จากนั้นจึงเดินไปปิดประตูของปี้หลินหย่วน 

           "เขาอุตส่าห์เชิญ หากพวกเราไม่ลงมาจะเป็นการเสียมารยาท" คุณชายผู้ที่สวมหน้ากากอยู่เอ่ยขึ้น 

           คงชิงมองไปที่เชียนแล้วเอ่ยขึ้นอย่างรังเกียจว่า "เจ้ายังจำพวกเราได้หรือไม่ พวกเราเป็นผู้ที่ช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้" 

           "ผู้ที่มีบุญคุณกับข้า ข้าย่อมจำได้ เจ้าชื่อคงชิง ส่วนนั่นคือคุณชายของเจ้า ดอกไม้ที่สลักอยู่บนหน้ากากของเขาคือดอกปี่อั้น" เชียนเอ่ยตอบ 

           ชายผู้สวมหน้ากากคิดไม่ถึงว่าเชียนจะรู้จักดอกปี่อั้นด้วย เขาไม่เพียงก้าวเข้าไปหาเท่านั้น แต่ยังจ้องเชียนอยู่พักใหญ่ 

           "คิดไม่ถึงว่าคุณหนูอย่างเจ้าจะรู้จักดอกไม้ชนิดนี้ด้วย" 

           "เรื่องที่เจ้าคิดไม่ถึงยังมีอีกเยอะ แต่ข้าก็อยากถามท่านเช่นกันว่าเหตุใดท่านต้องจับตามองหญิงอัปลักษณ์อย่างข้าด้วย" 

           การจับตามองของเชียนหมายถึง ข้อที่หนึ่งหมายถึงที่เขากำลังจ้องนางอยู่ตอนนี้ ข้อที่สองหมายถึงเมื่อสองวันก่อนที่เขาปิดบังใบหน้าอยู่ภายใต้หน้ากากแล้วปีนกำแพงขึ้นมาแอบสอดส่องนาง เชียนไม่เห็นสีหน้าของชายผู้นั้น ทว่าเมื่อชายผู้นั้นฟังจบ ริมฝีปากของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มบางๆ 

           "น่าสนใจ" 

           "อ้อ ดูท่าแล้วท่านคงเป็นคนที่น่าเบื่อเอามากๆ ถึงได้มองว่าคนหน้าตาอัปลักษณ์อย่างข้าน่าสนใจ" น้ำเสียงของเชียนเรียบเฉย ทั้งยังไม่มีแววประชดประชันแฝงอยู่ในนั้น 

           "เจ้าย่อมน่าสนใจแน่ สตรีบอบบางนางหนึ่งกลับทำให้คนกลุ่มนั้นขยาดได้ แถมยังเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกที่มีท่าทางไม่เหมือนธรรมดาไว้อีก อีกทั้งยังทำให้ไต้ซือของต้าเหลียงยกย่องว่าเจ้าเป็นเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ แม่นางขี้ริ้วขี้เหร่ที่น่าสนใจเช่นนี้ ข้าเพิ่งเคยพบเจอเป็นครั้งแรก" ชายผู้นั้นตอบ 

           "จริงรึ หากท่านชอบ ท่านก็ปีนกำแพงของท่านต่อไปก็แล้วกัน ถึงอย่างไรข้าก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอยู่แล้ว ชื่อเสียงข้าก็เสียหายไปมากเกินพอแล้ว ข้าไม่สนใจว่าพวกนางจะใส่ร้ายอะไรข้าเพิ่มอีก" 

           "แม่นางอัปลักษณ์ผู้นี้เปรียบเหมือนลาที่ตายแล้วจึงไม่กลัวสุนัขจิ้งจอกกัดยิ่งนัก" คงชิงที่อยู่ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะโพล่งประโยคนี้ออกมา 

           เชียนยิ้ม ฉือเป่าที่แอบอยู่ด้านข้างไม่พอใจขึ้นมาจึงพุ่งตัวออกมาแล้วข่วนไปที่คงชิงเบาๆ 

           แขนของคงชิงปรากฏรอยแดงขึ้นรอยหนึ่ง เขาทั้งรู้สึกเหมือนโดนรังแกและรู้สึกเจ็บจึงหันไปพูดกับชายผู้สวมหน้ากากว่า "คุณชายขอรับ ท่านดูสิ สุนัขจิ้งจอกของนางข่วนข้า!" 

           ชายผู้นั้นไม่ได้มองเลยด้วยซ้ำและพูดกับคงชิงว่า "หากเจ้าเคารพเจ้านายของมันมากกว่านี้ มันคงไม่ทำกับเจ้าแบบนี้" 

           คงชิงไม่ได้เอ่ยตอบเพียงทำปากบมุ่ยอยู่ด้านข้าง พลางคิดว่า คุณชายโดนมนต์สะกดเสียแล้ว สองวันที่ผ่านมานี้เอาแต่ซ่อนตัวแอบมองยัยขี้เหร่นี่ นางประหลาดขนาดนี้ยังไม่ยอมว่าอะไร 

           "เหตุใดเจ้าถึงไม่ถามชื่อข้า" จู่ๆ ชายผู้นี้ก็โพล่งถามเชียนเช่นนี้ 

           เชียนกำลังกอดฉือเป่าเอาไว้ นางเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม "มิได้สนใจ" 

           "เจ้าช่างเย่อหยิ่งนัก! ในเมื่อเจ้าไม่อยากรู้ คุณชายของข้าก็จะไม่บอกเจ้า!" คงชิงยั๊วะจัด เพราะคุณชายของเขามีสตรีตั้งมากมายคิดจะยื้อแย่งเอาอกเอาใจ นังอัปลักษณ์นี่กลับไม่รู้ที่ต่ำที่สูง 

           เมื่อครู่นี้เห็นชัดๆ ว่าคุณชายของเขาตั้งใจจะบอกชื่อตัวเองกับนาง แต่นางกลับตอบว่าไม่ได้สนใจ 

           คงชิงโมโห ทว่าชายผู้นั้นกลับไม่โกรธ เขาโน้มตัวไปข้างๆ หูของเชียนแล้วเอ่ยเบาๆ ว่า “ลั่วชิงเฉิน" 

           ลั่วชิงเฉิน? เชียนตกตะลึง นางเงียบไปพักใหญ่ สุดท้ายริมฝีปากของนางจึงปรากฏรอยยิ้มบางๆ นางเงยหน้าขึ้นแล้วมองไปยังบุรุษผู้นั้นพลางพูดกับเขาว่า "เชียน" 

           "เจ้าชื่อเชียน? งั้นวันหน้าข้าจะเรียกเจ้าว่าอาเชียนก็แล้วกัน" ลั่วชิงเฉินเอ่ย 

           อา...เชียน? 

           "ตามใจท่าน" 

           "อาเชียน เจ้ารู้จักดอกปี่อั้นได้อย่างไร" จู่ๆ ลั่วชิงเฉินก็ถามออกมา 

           เชียนหมุนตัวหนี "ไม่เกี่ยวอะไรกับท่าน" 

           เมื่อเห็นเชียนปิดประตู ตาของคงชิงจึงเบิกกว้างขึ้น "คุณชาย ท่านดูนาง เหตุใดนิสัยถึงแย่เช่นนี้ ท่านไม่โกรธนาง นางเลยถือโอกาสโกรธท่านแทน คุณชายยังมิได้ถามอะไรนางอะไรสักเท่าไหร่เลย หญิงประหลาด คนอย่างเจ้าไม่มีทางขายออก"  

           เชียนไม่ได้ใส่ใจคงชิง แต่กลับคิดถึงคำถามของลั่วชิงเฉิน 

           'เจ้า...รู้จักดอกปี่อั้นได้อย่างไร' 

           หลังบ้านของข้า ที่ที่ข้าอยู่ล้วนมีแต่ดอกปี่อั้นทั่วไปหมดทุกที่ ท่าน...รู้หรือไม่ 

           "คุณชายขอรับ ในเมื่อนางไม่ออกมา พวกเราก็ไปกันเถิด" 

           "ก็ดี" 

           ด้วยเหตุนี้ลั่วชิงเฉินกับบ่าวจึงหายตัวไป ส่วนเชียนนั้นนั่งเหม่อลอยอยู่ในห้อง 

           ทว่าหากเทียบกับความเงียบของปี้หลินหย่วนแล้ว ตอนนี้ที่จวนมหาเสนาบดีนั้นคึกคักกว่ามากนัก 

           "ที่พวกเจ้าพูดนั้นจริงหรือ ที่ท่านไต้ซือบอกว่าคุณหนูใหญ่เป็นเทพเซียนกลับชาติมาเกิด" 

           "จริงแท้แน่นอน ตอนนั้นข้าก็อยู่ที่นั่นด้วย ได้ยินเต็มสองรูหู" 

           "ตอนแรกฮูหยินบอกว่าคุณหนูใหญ่เป็นเป็นปีศาจ แต่เมื่อใช้กระจกส่องมารกับผ้ายันต์ไม่ได้ผล ท่านไต้ซือจึงนิ่งมองคุณหนูใหญ่อยู่เนิ่นนาน สุดท้ายจึงเอ่ยกับฮูหยินว่าคุณหนูใหญ่เป็นเทพเซียน" 

           "พวกเจ้าว่าฮูหยินคนก่อนกำลังปกป้องคุณหนูใหญ่จากบนฟ้าอยู่หรือไม่" 

           "ชู่ว์ อย่าพูดเหลวไหล หากฮูหยินได้ยินเข้าจะต้องลงโทษพวกเราอย่างแน่นอน" 

           …… 

           บรรดาสาวใช้ยิ่งพูดก็ยิ่งรุนแรงขึ้น ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ทั่วทั้งจวนมหาเสนาดีต่างรู้กันทั่วว่าไต้ซือบอกว่าเชียนเป็นเทพเซียนกลับชาติมาเกิด 

           แน่นอนว่า แม้แต่ฮูหยินใหญ่หลินที่อาศัยอยู่เงียบๆ ใน[1]สวนฮุ่ยหลานหยวนก็รับรู้ 

           "ชุนหลาน ที่พวกเขาพูดนั้นจริงหรือ" ฮูหยินหลินเอ่ยถามสาวใช้คนสนิทของตัวเอง 

           ฮูหยินผู้เฒ่านางนี้อาศัยอยู่ในสวนฮุ่ยหลานหยวนมานาน หากไม่มีเรื่องสำคัญอะไรจริงๆ นางจะไม่ย่างก้าวออกจากสวนไปแม้แต่ก้าวเดียว 

           นางมีความเชื่อในเรื่องเทพและปีศาจ ดังนั้นเมื่อได้ยินบรรดาสาวใช้เอ่ยดังนั้น นางจึงเกิดความสนใจขึ้นมา 

           “ตอบฮูหยินผู้เฒ่า เรื่องของเชียนนั้นถูกต้องแน่แท้ วันนี้หงเหมยตามฮูหยินไปด้วยพอดี นางบอกว่าท่านไต้ซือบอกว่าคุณหนูใหญ่เป็นบุคคลสำคัญ อีกอย่างดูเหมือนว่าในครั้งนี้คุณหนูใหญ่จะดูเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนอย่างสิ้นเชิงเจ้าค่ะ” ชุนหลานตอบ 

           “เอ๊ะ ไม่เหมือนก่อนรึ” 

           “หงเหมยรู้สึกว่า นางเป็นคุณหนูใหญ่ขึ้นมาจริงๆ แล้ว” 

           บรรดาสาวใช้ไม่รู้หนังสือจึงคิดคำบรรยายดีๆ ไม่ออก ทว่าฮูหยินใหญ่หลินเข้าใจความหมายของชุนหลาน 

           ความหมายก็คือคุณหนูใหญ่ที่เคยถูกกลั่นแกล้งผู้นั้นได้เปลี่ยนไปเป็นคนแข็งแกร่งขึ้นแล้ว 

           บางทีการเปลี่ยนแปลงไปของเด็กคนนี้อาจถูกกำหนดมาจากเบื้องบน? 

           ฮูหยินใหญ่หลินคิดพลางเอ่ยกับชุนหลานว่า “เจ้านำขนมถั่วกวนจานนั้นไปมอบให้คุณหนูใหญ่เถิด” 

           ชุนหลานเอ่ยตอบไปว่า “เจ้าค่ะ” จากนั้นจึงถือขนมถั่วกวนมุ่งหน้าไปยังสวนปี้หลินหย่วน 

           ชุนหลานอยู่กับฮูหยินผู้เฒ่าหลินมาตั้งแต่ยังเล็ก ดังนั้นย่อมเข้าใจเจตนาที่ฮูหยินผู้เฒ่าให้เอาขนมถั่วกวนไปมอบให้ ความหมายนั่นก็คืออยากลองทดสอบว่าคุณหนูใหญ่ผู้นี้ได้เปลี่ยนไปแล้วจริงหรือ 

           …… 

           “คุณหนูใหญ่อยู่หรือไม่เจ้าคะ” ชุนหลานเอ่ยถามเบาๆ 

           “ประตูไม่ได้ใส่กลอนไว้ เจ้าเข้ามาเถิด” เชียนเอ่ยตอบ 

           ชุนหลานถือขนมถั่วกวนพลางมองเข้าไปด้านใน นางยังไม่ทันเห็นเชียนแต่กลับเห็นตัวอักษรที่อยู่บนพื้น 

           คุณหนูใหญ่อ่านหนังสือออกด้วยหรือ 

           “มีธุระอะไรหรือ” เชียนเดินออกมา 

           “ฮูหยินใหญ่ให้ข้านำขนมถั่วกวนมามอบให้คุณหนูเจ้าค่ะ” 

           ชุนหลานตอบพลางคิดไปด้วย เมื่อก่อนคุณหนูใหญ่ไม่เคยใช้สายตาเช่นนี้มองผู้คน ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้วจริงๆ 

           “เข้าใจแล้ว เจ้าวางไว้เถิด” เชียนโบกมือไม่ใส่ใจ 

           ชุนหลานไม่กล้าเอ่ยถามอะไรมากจึงวางขนมถั่วกวนลง จากนั้นจึงทำความเคารพและถอยออกจากห้องไป 

           เมื่อไม่มีผู้ใดอยู่แล้ว ฉือเป่าก็กระโดดออกมา มันมองไปยังขนมถั่วกวนจานนั้นแล้วเอ่ยอย่างดูถูกว่า “มนุษย์นี่แปลกยิ่งนัก ตัวเองไม่มายังส่งคนมาแทนอีก” 

           เชียนกลับรู้สึกว่าไม่มีปัญหาอะไร วิธีการเช่นนี้ไม่ใช่เพียงมนุษย์ธรรมดาเท่านั้นที่ใช้ คนเบื้องบนพวกนั้นก็นิยมใช้กันมาก 

…… 

           “เจ้าว่าอะไรนะ ชุนหลานคนของท่านย่าเอาขนมไปส่งให้นังอัปลักษณ์นั่นด้วยตัวเองหรือ” เมื่อหลินหวานหว่านได้ยินสาวใช้รายงานเช่นนั้นก็เริ่มนั่งไม่ติด 

           “เจ้าค่ะ บ่าวเห็นมากับตาตัวเองเลย” 

 

 

[1] 惠兰园ดอกฮุ่ยหลานหมายถึงดอกกล้วยไม้ 

ความคิดเห็น