facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

“หากมิใช่เพราะอาเชียน ข้าคงได้เป็นสามีของผีร้ายแล้ว เพื่อแสดงความขอบคุณต่ออาเชียน ฐานะข้ายากจน ไม่มีของสิ่งใดที่จะตอบแทนอาเชียน สิ่งของมีค่าที่มีคือตัวข้าเอง มิสู้...ข้ามอบร่างกายเป็นการตอบแทน อาเชียนโปรดรับข้าไว้เถอะ”

ตอนที่ 4 สั่งสอนหลินหวานหว่าน

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 สั่งสอนหลินหวานหว่าน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ม.ค. 2564 16:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 สั่งสอนหลินหวานหว่าน
แบบอักษร

เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นแล้วแอบเหลือบมองลูกสุนัขจิ้งจอกคราหนึ่งก่อนที่จะก้มหน้าแล้วเอ่ยเบาๆ ว่า “เมื่อครู่เห็นว่าสุนัขจิ้งจอกของคุณหนูพูดได้ ข้าตกใจมาก แต่นึกขึ้นได้ว่ามีผู้เฒ่าในหมู่บ้านเคยบอกเอาไว้ว่าที่กลางหุบเขามีสัตว์ป่าบางตัวที่เข้าใจภาษามนุษย์ เมื่อข้าเห็นว่ามันไม่ทำอะไรข้า ข้าเลยไม่กลัวแล้วเจ้าค่ะ” 

              “อืม” เชียนพยักหน้าแล้วปล่อยฉือเป่าไป 

             ฉือเป่ากระโดดขึ้นไปบนไหล่ของเด็กหญิงผู้นั้นแล้วดมบริเวณหูของนาง จากนั้นจึงกระโดดเข้าสู่อ้อมอกของเชียนเช่นเดิม “เจ้านาย เด็กผู้นี้มีจิตใจบริสุทธิ์อ่อนโยน สามารถเก็บเอาไว้ใช้ข้างกายได้” 

             "เจ้าได้ยินแล้วใช่หรือไม่ สุนัขจิ้งจอกของข้าบอกแล้วว่าสามารถเก็บเจ้าเอาไว้ได้ เจ้ายินดีจะติดตามข้าหรือไม่" 

             เชียนจ้องเข้าไปที่ดวงตาของเด็กหญิงผู้นี้ 

             ภายใต้แสงเทียน ดวงตาของเด็กหญิงผู้นี้แบ่งสีขาวกับดำตัดกันชัดเจน แววตาของนางใสราวกับน้ำ นางกำลังมองเชียนอยู่แล้วกัดริมฝีปาก จากนั้นจึงเอ่ยว่า "ข้ายินดี" 

             "คุณหนูใหญ่ไม่กลัวข้าทำร้ายท่านหรือ" มือทั้งสองของเด็กหญิงผู้นี้สอดประสานกันเข้าๆ ออกๆ แล้วมองอย่างไม่มั่นใจนัก 

             "มีอะไรน่ากลัวเล่า" เชียนยิ้มแล้วเอามือสัมผัสบนศีรษะของเด็กหญิง 

             "พวกเขาล้วนบอกว่าข้าเป็นตัวซวย ผู้ใดที่อยู่ใกล้ข้าผู้นั้นจะโชคร้าย ท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าก็เป็นเช่นนั้น" 

             "คำพูดของพวกหมอดูกระจอกมิอาจเชื่อ ข้าบอกให้เจ้าอยู่กับข้าเจ้าก็อยู่เถิด" เชียนรู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้มากที่เห็นตนอยู่กับฉือเป่าแล้วไม่เพียงไม่มองตนเป็นผีสางแต่ยังเชื่อคำพูดของนางอีก เด็กที่ใสซื่อบริสุทธิ์เช่นนี้กลับถูกมองว่าเป็นตัวซวย หมอดูบนโลกมนุษย์นี้ช่างทำร้ายมนุษย์ด้วยกันได้ร้ายกาจยิ่ง 

             เด็กหญิงผู้นี้ไม่เคยได้รับความเชื่อใจจากผู้ใดมาก่อนจึงคุกเข่าลงกับพื้นแล้วก้มหัวคารวะเชียนสามครั้งพร้อมเอ่ยว่า "ขอบคุณคุณหนูใหญ่ ขอบคุณคุณหนูใหญ่" 

             เชียนประคองเด็กหญิงผู้นั้นขึ้น ตนเพียงต้องการดูแลชีวิตประจำวันของนางเท่านั้น เด็กหญิงผู้นี้กลับซาบซึ้งมากมายถึงขั้นนี้ 

             "ข้าจำได้ว่าเจ้าชื่อเสียวอู่ ชื่อนี้ไม่ดี ต่อไปพอเจ้าอยู่กับข้าแล้ว ข้าจะเรียกเจ้าว่าอวี้จู๋ก็แล้วกัน" 

             “ขอบคุณคุณหนูใหญ่ อวี้จู๋ขอขอบคุณคุณหนู” เมื่อเอ่ยจบ น้ำตาของอวี้จู๋ก็ไหลพรั่งพรูออกมาราวกับไข่มุกที่หลุดออกจากเชือก สุดท้ายนางก็มีชื่อที่ไพเราะเสียที ชื่อที่ไพเราะมากเช่นนี้ 

             “เอาล่ะ อย่าเพิ่งรีบพูดขอบคุณข้า ทุกวันนี้ข้าอาศัยอยู่ที่จวนมหาเสนาบดีได้ไม่ดีดั่งใจเท่าไหร่นัก ข้าไม่แน่ใจว่าจะเป็นที่พึ่งพิงให้เจ้าได้” 

             “อวี้จู๋มิกลัว เมื่ออวี้จู๋ติดตามคุณหนูใหญ่แล้ว ไม่มีทางที่จะมีใจเป็นอื่นอย่างแน่นอน” อวี้จู๋เอ่ยพลางเช็ดน้ำตา 

             “ดีมาก ช่วงนี้เจ้าคอยช่วยข้าจับตาดูหลินหวานหว่านเอาไว้ หากมีเรื่องอะไรขึ้นมาให้รีบมารายงานข้าทันที” 

             “เจ้าค่ะ อวี้จู๋เข้าใจแล้ว เช่นนั้นอวี้จู๋ไม่รบกวนคุณหนูแล้ว” เมื่อเอ่ยจบอวี้จู๋ก็หันตัวออกไปอย่างรู้งาน ก่อนที่นางจะจากไปก็ยังเคาะประตูทิ้งท้ายเอาไว้ 

             เมื่ออวี้จู๋จากไปไกลแล้ว ฉือเป่าถึงจะเอ่ยถามว่า “ดูคล้ายว่าเจ้านายชอบอวี้จู๋มาก” 

             “ใช่แล้ว คนที่สามารถอยู่ใกล้ตัวข้าได้ จะต้องเป็นคนที่ข้าชอบอย่างแน่นอน” 

             “นางเองก็ชอบเจ้านายเช่นกัน ตั้งแต่ตอนที่นางมองมาที่ข้าจากหน้าต่าง ข้าก็รู้แล้วว่ากมีมนุษย์เช่นนี้คอยตามเจ้านาย ข้าก็วางใจได้” ฉือเป่าเอ่ยพลางซุกไซร้อยู่ในอก ทว่ายังไม่ทันได้ออดอ้อนซักเท่าไหร่ มันก็เริ่มพองขนขึ้นอีกครั้ง “เจ้านาย ตรงกำแพงด้านนั้นมีคน คล้ายว่ามาสอดแนมพวกเรา” 

             เชียนลูบขนของฉือเป่าแล้วเอ่ยขึ้นอย่างเกียจคร้านว่า “ไม่เป็นไร พวกเขาอยากดูก็ปล่อยให้พวกเขาดู” 

             เชียนรู้ดีว่าผู้ที่ฉือเป่าบอกว่ากำลังเฝ้ามองนางนั้นคือผู้ใด พวกเขาก็คือคนที่นางเจอบนเรือตอนเช้า ศัตรูอยู่ในที่ลับส่วนนางนั้นอยู่ในที่แจ้ง แถมนางยังไม่รู้อีกด้วยว่าพวกเขาคิดสิ่งใดอยู่ นางจึงแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องนั่นถึงจะเป็นหนทางที่ปลอดภัยมากที่สุด 

             …… 

             รุ่งเช้าของวันถัดมา เชียนตื่นขึ้นมาจากความฝัน เรื่องแรกที่นางต้องทำคือคือเรื่องหางของฉือเป่า จากนั้นนางจึงหยิบก้านไม่ไผ่ขึ้นมาแล้วเขียนรายชื่อลงบนพื้น รายชื่อที่นางเขียนทั้งหมดล้วนเป็นรายชื่อผู้ที่รังแกเจ้าของร่างเดิมที่ยังอยู่ในความทรงจำ ซึ่งนั่นก็หมายความว่านี่คือบุคคลที่นางต้องแก้แค้น 

             “งามหน้านักหลินเชียนเชียน เจ้ายังมีหน้ากลับมาที่จวนอีกหรือ!” ตัวคนยังไม่ทันมาถึงแต่เสียงของคุณหนูรองหรือหลินหวานหว่านกลับมาถึงแล้ว โฉมงามอันดับหนึ่งของต้าเหลียง น้องสาวตัวดีของเจ้าของร่าง 

             เชียนไม่สนใจเสียงของนางเลยแม้แต่น้อย แล้วก้มหน้าเขียนรายชื่อบนพื้นต่อไป 

             หลินเย่วเย่ว์และหลินโยวโยวเดินเข้ามายังปี้หลินหย่วนด้วยความอาฆาต ทว่ากลับเห็นเชียนไม่ได้เงยหน้ามองพวกตนเลยด้วยซ้ำ ผู้ที่เคยชินกับการเป็นที่สนใจของผู้คนและคุ้นชินกับการถูกประจบประแจงมีแต่คนก้มหัวให้อย่างหลินหวานหว่านจะทำกิริยาเช่นนี้ได้อย่างไร 

             นางเดินมุ่งหน้าเข้ามาพลางยกเท้าเตรียมจะถีบเชียน 

             ทว่าเชียนกลับลุกขึ้นพลันหลบเท้าของหลินหวานหว่านไปได้ จากนั้นจึงเบี่ยงตัวไปพิงต้นหลิวที่อยู่ด้านหลัง “พวกเจ้ามาหาข้าที่นี่เพื่อหาเรื่องข้าหรือ” 

             “เจ้า เจ้าพูดอะไรน่ะ” ใบหน้าอันงดงามละเอียดของหลินหวานหว่านเต็มไปด้วยความเดือดพล่าน 

             เมื่อคืนตอนที่นางได้ยินว่าหลินโยวโยวโดนตบนั้น นางแทบอยากจะมาหาเรื่องเชียนเสียแต่ตอนนั้นแต่น่าเสียดายที่ฮูหยินใหญ่หลินขอให้นางอยู่เล่าเรื่องราวให้ฟังก่อน นางถึงต้องเสียเวลามาในตอนเช้าวันนี้ จริงตามคำบอกเล่า หากนางไม่มาก็คงไม่ได้เห็นนังอัปลักษณ์นี่จะโอหังได้ขนาดนี้ 

             “ข้าว่าน้องสาวทั้งสามคงว่างจนเบื่อหน่ายจึงอยากจะมาลองลิ้มรสฝ่ามือของข้าสินะ” เชียนพูดพลางยกมือขึ้นลงไปมาเพื่อซ้อมมือ 

             “หลินเชียนเชียน นังอัปลักษณ์ ใครให้เจ้ากล้าดีพูดกับข้าเช่นนี้!” หลินหวานหว่านกัดฟันพูด 

             ที่ผ่านมาหลินเชียนเชียนเป็นฝ่ายกลัวนางมาตลอด ทุกครั้งพวกนางล้วนเหยียบหลินเชียนเชียนเอาไว้ใต้เท้าเหตุใดวันนี้หลินเชียนเชียนถึงได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเช่นนี้ ถึงขนาดกล้าพูดกับนางเช่นนี้ได้ 

             เชียนแค่นหัวเราะ “น้องรองลืมไปแล้วหรือว่าสิ่งที่ทำให้ข้ากล้าหาญคือกฎของต้าเหลียง บุตรของภรรยาหลวงกับอนุภรรยานั้นแตกต่างกัน ข้าศักดิ์เหนือกว่าส่วนเจ้านั้นต่ำต้อย” 

             “คนอัปลักษณ์อย่างเจ้ากล้าว่าพี่รองว่าเจ้าสูงศักดิ์ส่วนนางนั้นต่ำต้อยหรือ เจ้ารนหาที่แล้ว!” หลินเย่ว์เย่ว์ก้าวออกมา 

             เชียนเหลือบมองหลินเย่ว์เย่ว์คราหนึ่งจากนั้นจึงยิ้มอย่างสดใสแล้วเอ่ยขึ้นว่า “อ้อ ข้าลืมไป น้องรองอยู่กับองค์ชายรองมิใช่หรือ เจ้ามีองค์ชายรอง แน่นอนว่าต้องสูงส่งกว่าพวกนางอยู่แล้ว แต่ว่าน้องรองคงลืมไปแล้วกระมังว่าการแต่งงานขององค์ชายรอง หากข้าไม่เป็นฝ่ายยกเลิก เจ้าก็จะเป็นได้เพียงชายารองขององค์ชายรอง” 

             “เจ้า!” หลินหวานหว่านกำหมัดแน่น เจ้าไม่พูดก็ดีอยู่แล้ว เจ้ายิ่งพูดข้ายิ่งเกลียดเจ้า เพราะอะไรคนอัปลักษณ์อย่างเจ้าถึงเป็นคู่หมั้นหมายขององค์ชายรอง เพราะอะไรกัน! 

             เมื่อเห็นแววตาลุกเป็นไฟของหลินหวานหว่านดังนั้น เชียนก็ยิ่งอารมณ์ดีมากขึ้น 

             ทำให้บัณฑิตอารมณ์เดือดดาลได้ ข้าสบายอารมณ์ยิ่งนัก ความโกรธจะทำลายทุกอย่าง และผู้ที่โดนทำลายย่อมไม่ใช่ข้า ดังนั้นถือว่าข้าเป็นฝ่ายชนะ 

             “พี่รอง อย่ามัวแต่ต่อล้อต่อเถียงกับนางเลย วันนี้พวกเรามีคนมากกว่า จัดการนางสักตั้ง ให้นางเป็นฝ่ายไปขอยกเลิกการแต่งงานกับองค์ชายรองเอง” หลินโยวโยวกระซิบข้างหูหลินหวานหว่าน 

             หลินหวานหว่านพยักหน้า แล้วหันไปพูดกับสาวใช้ด้านหลังว่า “ไปสิ จัดการนังคนถ่อยผู้นี้ให้หลาบจำ!” 

             พวกสาวใช้รุ่นพี่เหล่านั้นเมื่อมาถึงตรงหน้าเชียนก็จ้องเชียนอย่างมาดร้าย พวกนางก้าวเข้าไปโดยไม่หยุดฝีเท้า 

             “กฎของต้าเหลียงระบุไว้ว่า บ่าวที่ทำผิดต่อเจ้านายจะต้องถูกสักผิวหนังและโดนเนรเทศ” เชียนเอ่ยขึ้น 

             เมื่อบรรดาสาวใช้ได้ยินว่ามีกฎเช่นนี้ด้วย พวกนางพลันหยุดชะงักแล้วมองหน้ากันไปมา ไม่มีผู้ใดกล้าบุกเข้าไป 

             หลินหวานหว่านประหลาดใจ หลินเชียนเชียนถูกมองข้ามาตั้งแต่เด็ก ตัวอักษรก็ไม่รู้จัก แล้วไปรู้กฎของต้าเหลียงมาได้อย่างไร 

             พวกนางคงไม่รู้ แม้ว่าเชียนจะถูกสะกดมนตร์ไว้แล้ว แต่นางยังคงมีความสามารถพิเศษเหลืออยู่ เช่นหากอยากรู้อะไรพียงนั่งสมาธิก็จะเห็นทุกอย่างอย่างชัดเจน เมื่อวานตอนที่นางกลับมาถึง นางได้นั่งสมาธิดูจนรู้กฎของต้าเหลียงอย่างลึกซึ้ง 

             เมื่อก่อนเจ้าของร่างนี้โดนกลั่นแกล้งเพราะนางไม่รู้หนังสือและก็ไม่มีผู้ใดสอนนาง แน่นอนว่านางย่อมไม่รู้หลังจากที่ตนโดนดุด่าทำร้ายแล้ว หากมหาเสนาบดีหลินไม่สนใจ นางสามารถไปยื่นเรื่องฟ้องกับจิงเจ้าอิ่งได้ 

             “กลัวอะไรกัน อย่างไรพวกเจ้าก็มีคุณหนูกับข้า พวกเจ้าแค่จัดการมันก็พอ!” หลินหวานหว่านคิดว่าไม่ว่านางจะไปรู้จักการฟ้องจิงเจ้าอิ่งมาจากไหน พวกตนเพียงขวางนางเอาไว้ไม่ยอมให้นางไป นางก็จะไม่มีทางที่จะไปฟ้องพวกเขาได้ 

             เมื่อมีหลินหวานหว่านสนับสนุนเช่นนี้ บรรดาสาวใช้ล้วนมีกำลังใจขึ้นแล้วพุ่งไปข้างหน้า พร้อมเงื้อมมือออกไปเตรียมจะตบเชียน 

             เชียนที่คุ้นชินกับร่างร่างใหม่ของตัวเองแล้ว แม้ว่าจะไม่มีอาคมแล้วแต่ก็มีร่างกายที่คล่องแคล่ว นางจึงหมุนตัวหลบอย่างสบายๆ จึงทำให้บรรดาสาวใช้กลุ่มนั้นล้มลงบนพื้นแล้วกุมหัวเข่าโอดครวญ 

             “พวกไร้ประโยชน์ พวกเจ้าเป็นอะไรกัน” หลินหวานหว่านมองไปยังสาวใช้และแม่นมที่ล้มลงไปกองอยู่บนพื้น 

             สาวใช้นางหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างขมกลั้นความเจ็บปวด “คุณหนูใหญ่เตะข้า” 

             หลินหวานหว่านจ้องเชียนพลางคิดในใจว่า นังสวะนี่แรงดียิ่ง 

             หลังจากสั่งสอนพวกสาวใช้ที่ยอมเป็นมือของคนชั่วแล้ว เชียนก็มองไปยังหลินหวานหว่าน“น้องรองอยากจะลองรสมือของข้าบ้างหรือไม่” 

             “เจ้า เจ้ากล้าตบข้ารึ ข้าจะต้องทำให้เจ้าเห็นดี เจ้าอยู่ในจวนหลินยังมีค่าไม่สู้หมาตัวหนึ่ง เจ้ามันเป็นคนถ่อยเจ้าอย่าคิดจะแตะต้องตัวข้า!” ปากของหลินหวานหว่านไม่มีคำพูดดีๆ ออกมาแม้แต่คำเดียว 

             ทว่าในช่วงที่หลินหวานหว่านด่านางอย่างเกรี้ยดกราดที่สุดอยู่นั้น หินก้อนหนึ่งก็ลอยเข้ามากระแทกเข้าที่เข่าของนาง นางจึงล้มลงไปกองบนพื้น 

             เชียนเงยหน้ามองไปยังทิศทางไกลๆ นั้นแล้วยิ้มน้อยๆ จากนั้นจึงไปยืนอยู่ตรงหน้าหลินหวานหว่าน 

             เพียะ เพียะ 

             เชียนทิ้งรอยฝ่ามือลงบนหน้าของหลินหวานหว่านสองรอย 

             หลินหวานหว่านเมื่อถูกตบหน้าแล้ว แก้มทั้งสองของนางก็บวมแดง นางเจ็บเสียจนน้ำตาแทบจะไหลออกมา เหตุใดนังอัปลักษณ์นี่ถึงตบนางได้ หลินหวานหว่านไม่ได้คิดเลยว่าในขณะที่นางกำลังด่าอยู่นั้น นางจะโดนตบได้?  

             “ข้าขอแนะนำน้องรองให้มีเมตตา อย่าทำเรื่องเลวร้ายกับผู้ใด มิเช่นนั้นแล้วเจ้าจะได้รับผลจากการกระทำของเจ้าได้ทุกเมื่อ” เชียนพูดพลางยิ้มอย่างสดใส  

             ตอนนี้ใบหน้าของนางนั้นยิ่งดูหน้าเกลียดมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้หลินหวานหว่านจึงยิ่งโมโหมากขึ้น ที่ตนปล่อยให้ตัวเองโดนนังอัปลักษณ์นี้ตบหน้าเข้าได้ 

             “หลินเชียนเชียน เจ้านี่มัน...” 

             คำว่าคนถ่อยยังไม่ทันหลุดออกจากปากนาง หลินหวานหว่านก็เห็นเชียนยกมือขึ้นมาถูกันอีกครั้ง 

             ใบหน้าของนางตอนนี้เจ็บปวดอย่างยิ่ง วันนี้หลินเชียนเชียนคล้ายโดนผีสิง ถึงได้ตบนางจนเจ็บปวดเช่นนี้ ตนไม่สามารถใช้ไม้แข็งกับนางต่อได้จึงต้องกลับก่อนแล้วค่อยว่ากันทีหลัง จะต้องมีหนทางสั่งสอนนางได้แน่! 

             เมื่อคิดได้ดังนี้ หลินหวานหว่านจึงลุกขึ้นยืนแล้วเงยหน้าพูดว่า “หลินเชียนเชียน เจ้าอย่ามัวแต่ได้ใจ การตัดสินใจของจวนนี้อยู่ในมือของมารดาข้า ข้าต้องมีวิธีการจัดการนางได้แน่” 

             “จริงหรือ แล้วข้าจะตั้งตารอ” เมื่อพูดจบ เชียนก็หันตัวกลับไปพร้อมรอบยิ้ม 

             หลินหวานหว่านมิได้รู้สึกอะไร แต่หลินเย่ว์เย่ว์ที่อายุน้อยกว่ากลับรู้สึกกลัว เพราะนางคิดว่าเชียนที่อยู่เบื้องหน้าตนตอนนี้นั้นเป็นปีศาจ เป็นผีสางนางไม้ที่มีเรื่องเล่าอยู่ในตำนาน 

             หลังจากที่หลินหวานหว่านกับพรรคพวกออกไปพ้นปี้หลินหย่วนแล้ว หลินเย่ว์เย่ว์จึงพูดว่า “พี่รอง ใบหน้าของนังถ่อยนั่นหน้ากลัวยิ่ง คล้ายมิใช่มนุษย์” 

             เมื่อได้ยินหลินเย่ว์เย่ว์เอ่ยดังนี้ หลินหวานหว่านพลันหยุดฝีเท้า แล้วพูดพึมพำกับตัวเองว่า “ใช่แล้ว คล้ายมิใช่มนุษย์ นาง...มิใช่มนุษย์ แต่เป็นของสกปรกอันหนึ่งต่างหาก” 

             “พี่รอง ท่านกำลังพูดอะไร” หลินโยโยที่กำลังเดินตามอยู่เอ่ยถามเบาๆ 

             หลินหวานหว่านหัวเราะ จากนั้นจึงจับมือของหลินโยโยเอาไว้แล้วเอ่ยว่า “ส่งคนไปตามมู่มู่มา พวกเราจะไปกันที่เรือนของท่านแม่ ตระกูลหลินของเราเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว” 

             “พี่รอง ข้าไม่เข้าใจที่ท่านพูดเลยเจ้าค่ะ” 

             “เจ้าไม่ต้องเข้าใจหรอก ไป รีบไปจัดการเดี๋ยวนี้ ข้าจะไปรอพวกเจ้าที่เรือนของท่านแม่” หลินหวานหว่านเอ่ยขึ้นทั้งๆ ที่มือยังคงกุมใบหน้าของตัวเองอยู่แล้วมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเรือนหน่วนเก๋อของฮูหยินหลิน 

ความคิดเห็น