email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่19 : เคลียร์ใจ

ชื่อตอน : ตอนที่19 : เคลียร์ใจ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ม.ค. 2564 14:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่19 : เคลียร์ใจ
แบบอักษร

ตอนที่19 : เคลียร์ใจ

 

 

แดดยามเช้าที่สาดส่องกับคนบนเตียงที่นอนกอดกันแน่น ร่างสูงของธันวาค่อยๆรู้สึกตัวขึ้นเมื่อรู้สึกได้ถึงไอร้อนรุ่มๆจากคนในอ้อมกอด คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาเพื่อดูอาการของคนหน้าหวาน

"เซี้ย! ทำไมตัวร้อนขนาดนี้วะ" และเขาก็ต้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อเอาหลังมืออังหน้าผากเนียนแล้วปรากฏว่าร้อนมาก ใบหน้าหวานแดงก่ำเพราะพิษไข้ และตามลำคอขาวก็เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ

 

ใบหน้าหล่อแสดงสีหน้ากังวลออกมาอย่างเห็นได้ชัดเมื่อรู้ว่าหมอหนุ่มกำลังไม่สบาย เขารีบลุกจากเตียงแล้วเดินตรงไปยังห้องน้ำด้วยความร้อนรน ก่อนจะเอากะละมังกับผ้าขาวมาเพื่อเช็ดตัวให้คนป่วย สองมือแกร่งปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตขาวออกช้าๆ เผยให้เห็นแผงอกขาวที่เต็มไปด้วยรอยจ้ำแดงจากการกระทำของเขาเมื่อคืน

 

'เซี้ย! นี่กูทำขนาดนี้เลยเหรอวะ' ธันวาสบถถามตัวเองในใจอย่างไม่อยากเชื่อ เพราะเมื่อคืนเขาไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอทำรอยไว้เยอะขนาดนี้ ทั้งแผงอกขาวและลำคอต่างเต็มไปด้วยรอยจ้ำแดงจากการถูกดูด

"กูขอโทษนะไป๋ เมื่อคืนกูไม่น่าเอาแต่ใจขนาดนั้นเลย" ร่างสูงเอ่ยบอกคนป่วยอย่างรู้สึกผิด พร้อมกับใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดไปตามร่างกายของอีกฝ่ายอย่างเบามือ โดยเริ่มจากลำคอ แผงอกขาวและแขนทั้งสองข้าง

 

"อื้อ...หนาววว" เสียงประท้วงดังขึ้นมาเบาๆเมื่อผ้าเย็นถูโดนตัว ก่อนจะใช้มือสวยปัดป่ายไปมาเพื่อให้อีกฝ่ายหยุดการกระทำ ธันวาได้แต่มองคนป่วยด้วยความรู้สึกสงสาร แต่เขาก็รวบมือเล็กไว้แล้วเช็ดต่อให้จนเสร็จ หลังจากนั้นก็เดินไปเก็บกะละมังไว้ที่เดิมแล้วเดินกลับมาหาคนบนเตียงอีกครั้ง

 

สายตาคมจ้องมองคนป่วยด้วยสีหน้ากังวล เพราะตอนนี้เขารู้สึกเครียดและเป็นห่วงอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก ไม่คิดว่าความเอาแต่ใจของตนจะทำให้หมอหนุ่มเป็นหนักถึงขนาดนี้ ทั้งที่เมื่อคืนเขาก็พยายามออมแรงแล้วแท้ๆ แต่ก็ทำให้อีกฝ่ายป่วยจนได้

ร่างสูงเดินไปหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงเพื่อจะโทรหาเลขาหนุ่ม แต่สายที่ไม่ได้รับที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอกลับทำให้เขาต้องเครียดหนักกว่าเดิม เพราะทั้งเฟยหยางและเวลต่างโทรหาเขาเป็นสิบยี่สิบสาย แล้วไหนจะข้อความแชทที่ทั้งคู่ส่งเข้ามาแบบรัวๆนี่อีก ไม่รู้ว่าป่านี้ทั้งคู่จะหัวร้อนกันขนาดไหน ที่เขาหายหัวไปดื้อๆแบบนี้ แถมไม่พอยังพาพี่ชายสุดที่รักของพวกมันมาด้วยอีก เหมือนทั้งคู่จะพยายามติดต่อหาเขาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่เพราะเขาปิดเสียงโทรศัพท์ไว้จึงทำให้ไม่รู้ว่ามีคนโทรเข้ามา

 

 

"เอายังไงดีเนี่ย ถ้าสองผัวเมียนี่รู้เป็นเรื่องใหญ่แน่" ธันวาบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางหันกลับไปมองคนบนเตียงอีกครั้ง คนหน้าหวานยังหลับตาพริ้มและไม่มีท่าทีจะรู้สึกตัวเลยสักนิด แถมปากที่เคยอมชมพูกลับซีดเซียวจนทำให้เขาใจเสีย สุดท้ายธันวาจึงตัดสินใจโทรไปหาเลขาหนุ่มก่อน เพื่อให้อีกฝ่ายซื้อยากับโจ๊กมาให้เขาโดยเร็วที่สุด เพราะถ้าขืนปล่อยไว้นานกว่านี้มีหวังคนหน้าหวานของเขาได้อาการหนักกว่านี้แน่ๆ

 

ฝั่งเลขาหนุ่มก็ได้แต่นึกสงสัยว่าเจ้านายเป็นอะไรถึงสั่งให้เขาซื้อยาพวกนี้ไปให้ด้วย ทั้งยาลดไข้ ยาแก้ปวด หรือแม้กระทั้งยาอักเสบ จะว่าอีกฝ่ายป่วยก็ไม่น่าใช่ เพราะเมื่อวานเขายังเห็นเจ้านายดีๆอยู่เลย แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรออกไปนอกจากเก็บความสงสัยไว้ในใจ แล้วทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย โดยขับรถออกจากบริษัทแล้วไปซื้อของตามที่เจ้านายสั่งทันที เพราะธันวาย้ำหนักแน่นว่าต้องการแบบเร่งด่วน แถมน้ำเสียงอีกฝ่ายยังดูร้อนรนจนเขาฟังแทบไม่เป็นศัพท์แล้วด้วยซ้ำ

 

 

หลังจากที่คุยกับเลขาหนุ่มเสร็จ ธันวาก็เลือกที่จะเดินออกไปนอกห้องนอนเพื่อจะโทรกลับไปหาเฟยหยาง เพราะเขาไม่อยากเสียงดังจนไปรบกวนคนป่วย และถ้าขืนเขายังไม่รีบติดต่อกลับไปมีหวังได้โดนทั้งคู่แหกอกแน่ๆ เพราะเขารู้ดีว่าทั้งเวลและเฟยหยางต่างรักและเป็นห่วงหมอไป๋มากแค่ไหน จึงไม่แปลกที่ทั้งคู่จะเป็นเดือดเป็นร้อนที่เขาไม่ยอมพาหมอไป๋ไปส่งที่บ้านตามที่บอกเอาไว้ และทันทีที่เขาโทรกลับไป รอเพียงไม่กี่วินาทีปลายสายก็กดรับ

 

 

"ฮัลโหลพี่ธัน! นี่พี่พาเฮียไปไว้ไหนเนี่ย! ไหนบอกจะพามาส่งบ้านไง" มาเฟียหนุ่มตวาดถามออกมาทันทีที่กดรับสาย เพราะตอนนี้เขาเป็นห่วงพี่ชายจนไม่เป็นอันทำอะไรแล้ว

"มึงใจเย็นๆ พี่มึงไม่เป็นไรหรอก มันแค่เมามากกูเลยให้มันนอนบ้านกูก็แค่นั้น" ธันวาพูดโกหกไปคำโต เพราะเขายังไม่อยากเฟยหยางรู้เรื่องที่เกิดขึ้น และเขาก็ไม่รู้ด้วยว่าหมอไป๋จะโอเคมั้ยถ้าเขาบอกเรื่องความสัมพันธ์ครั้งนี้ไป เขาจึงเลือกโกหกเพื่อรอเวลาที่หมอไป๋พร้อมและยอมรับรักเขาจริงๆ ถึงตอนนั้นค่อยให้อีกฝ่ายเป็นคนบอกทุกคนเอง เพราะสำหรับเขาแค่ได้รักและได้อยู่ใกล้ๆหมอไป๋ แค่นี้เขาก็มีความสุขมากแล้ว

 

"แล้วไป ผมก็คิดว่าทะเลาะกันจนเป็นเรื่องใหญ่โตไปซะละ " เมื่อได้ยินแบบนั้น มาเฟียหนุ่มถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งออก ส่วนคนที่ยืนฟังอยู่ข้างๆก็ได้แต่ทำหน้าลุ้น ทั้งเวล อี้จาง มีแต่หลงเว่ยที่นั่งหน้าเครียดเพราะโกรธแค้นธันวากับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำให้หมอหนุ่มร้องไห้ หรือเรื่องที่มันลากหมอหนุ่มออกไปต่อหน้าต่อตาเขาแล้วยังไม่ยอมพากลับมาส่งอีก เขาทั้งโกรธทั้งแค้นจนใบหน้าที่เคยนิ่งเฉยแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด แต่มันก็แค่นั้นแหละ เพราะตอนนี้เขาไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่ารอฟังข่าวอยู่ที่นี่อยู่แล้ว

 

 

"มึงก็เว่อร์เกินไป กูบอกแล้วไงว่าจะเคลียร์ เพราะฉะนั้นกูไม่มานั่งทะเลาะกับคนที่กูชอบทั้งคืนเพราะเรื่องเข้าใจผิดแบบนี้หรอกนะ" ธันวาบอกกลับเสียงจริงจัง เพื่อให้มาเฟียหนุ่มสบายใจว่าตอนนี้เขากับหมอไป๋ได้ปรับเข้าใจกันแล้ว ทั้งที่ความจริงเขายังไม่ได้อธิบายความจริงให้อีกฝ่ายฟังเลยด้วยซ้ำ เพราะเมื่อคืนหมอไป๋เมาจนไม่ยอมฟังอะไรเลย เขาจึงต้องใช้วิธีนี้เพื่อให้อีกฝ่ายยอมสงบลง และรอให้อีกฝ่ายหายเมาแล้วค่อยอธิบายทุกอย่างให้ชัดเจนอีกที

 

"ใครจะไปรู้ล่ะ ก็เล่นไม่รับสายกันทั้งคู่นิ พวกผมก็ต้องเครียดเป็นธรรมดาป้ะ อีกอย่างพี่ก็เป็นคนทำให้เฮียร้องไห้นะเว้ย จะให้ผมสบายใจได้ไง" มาเฟียหนุ่มบอกกลับเสียงแข็งพร้อมกับย้ำถึงสาเหตุของเรื่องทั้งหมด เพราะจนถึงตอนนี้เขายังคาใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่หายเลย

 

"ก็กูปิดเสียงไว้เลยไม่ได้ยิน ส่วนพี่มึงก็เมาขนาดนั้นคงจะรับสายมึงได้หรอกนะ แล้วเรื่องที่พี่มึงร้องไห้อ่ะกูบอกเลยว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิด กูไม่มีทางทำร้ายคนที่กูรักหรอกนะ โอเค๊!" ธันวาตอบกลับเสียงหนักแน่น เพราะรับรู้ได้ว่าเฟยหยางเองก็ซีเรียสกับเรื่องนี้มากเช่นกัน เขาจึงต้องทำให้มาเฟียหนุ่มมั่นใจว่าเขาไม่มีวันทำร้ายพี่ชายสุดที่รักของอีกฝ่ายแน่นอน เพราะไม่อย่างงั้นมีหวังได้ถูกเฟยหยางกีดกันทุกวิถีทางแน่ๆ ซึ่งเขาไม่มีวันยอมให้มันเป็นแบบนั้นเด็ดขาด

 

"ถ้ามันเป็นอย่างที่พี่ว่าก็ดี! แต่คราวหลังก็หักเปิดเสียงบ้างนะพี่ พวกผมจะได้ไม่ต้องมานั่งเครียดกันแบบนี้อีก" มาเฟียหนุ่มบ่นออกมาอย่างเหลืออด เพราะตั้งแต่เมื่อคืนพวกเขาว้าวุ่นใจจนนอนไม่หลับเลยทั้งคืน ไม่ว่าจะเป็นเวล เขา และบอดี้การ์ดคนสนิทอย่างอี้จางและหลงเว่ยก็ด้วย

 

"เออๆ ขอโทษละกัน แต่...กูยังไม่พาพี่มึงไปส่งวันนี้หรอกนะ กูจะพามันไปเที่ยวต่างจังหวัดสักสองสามวัน มึงคงไม่ว่าอะไรใช่ปะ" ธันวาหาข้ออ้างเพื่อให้หมอหนุ่มอยู่กับตนต่อ เพราะถ้าใครเห็นสภาพร่างกายของหมอไป๋ตอนนี้เป็นต้องตกใจแน่นอน เพราะขนาดเขาเป็นคนทำตอนแรกยังตกใจเลย แล้วถ้าคนอื่นเห็นจะขนาดไหนล่ะคิดดู แล้วอีกอย่างเขาก็อยากดูแลคนป่วยอย่างใกล้ชิดด้วย เพราะทั้งหมดเป็นความผิดของเขา เขาจึงอยากรับผิดชอบและดูแลหมอไป๋ให้ดีที่สุด

 

"พี่ไม่ต้องถามมาผมหรอก ไปถามเจ้าตัวเองเถอะ ถ้าเฮียยอมไปผมก็ไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว" มาเฟียหนุ่มบอกกลับตามความจริง เพราะเขาไม่คิดจะห้ามหรือขัดใจความต้องการของพี่ชายอยู่แล้ว ถ้าอีกฝ่ายว่าโอเคเขาก็พร้อมจะสนับสนุนเสมอ

"โอเค งั้นแค่นี้แหละ กูจะไปดูมะ...พี่มึงละ" ธันวาเกือบหลุดคำว่าเมียออกมาให้เฟยหยางได้ยิน แต่เขาก็ไหวตัวทันและรีบเปลี่ยนคำพูดทันที

"เดี๋ยว! เมื่อกี้พี่พูดว่าไงนะ ขออีกทีดิ้!" และแน่นอนว่าคำเด็ดๆแบบนี้มีหรือที่คนอย่างเฟยหยางจะไม่ระเคะระคาย เขาถามกลับทันควันก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้กดวาง

 

"เปล่า กูแค่บอกว่าจะไปดูพี่มึงละ เหมือนมันจะตื่นแล้วอ่ะ แค่นี้แหละบายยย" พูดจบก็รีบกดวางทันที ไม่ปล่อยให้ปลายสายได้มีโอกาสถามอะไรต่อ

 

"เดี๋ยว! พี่ธัน! เดี๋ยว! ...เหอะ อย่าให้รู้นะว่าทำอะไรพี่ผมอ่ะ ไม่งั้นผมเอาพี่ตายแน่" มาเฟียหนุ่มตะโกนเรียกปลายสายเสียงดัง แต่ก็เหมือนจะช้าเกินไปซะแล้ว เพราะตอนนี้สายได้ถูกตัดไปเรียบร้อยแล้ว เขาบ่นพึมพำกับโทรศัพท์อย่างขัดใจ ก่อนจะหันไปหาทุกคนที่รอฟังสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตั้งใจ

 

"เฮียไม่เป็นไรแล้วล่ะ พี่ธันบอกเฮียเมาเลยไม่ได้พามาส่ง พวกนายไปพักผ่อนได้เถอะ ไม่มีอะไรให้ต้องเป็นห่วงแล้ว" มาเฟียหนุ่มพูดบอกทุกคนด้วยสีหน้าที่ดีขึ้น ก่อนจะหันไปหาอี้จางกับหลงเว่ยแล้วบอกให้ทั้งคู่กลับไปพักผ่อน

"ครับนาย/ครับนายใหญ่" ทั้งคู่ตอบรับออกมาพร้อมกัน ก่อนก้มหัวให้นายใหญ่แล้วเดินออกไปจากห้องรับแขก โดยอี้หยางเดินออกไปด้วยสีหน้าที่อ่อนล้าเนื่องจากไม่ได้นอนทั้งคืน แต่หลงเว่ยกลับเดินออกไปด้วยใบหน้าเรียบเฉยแต่แววตากลับดูแววโรจน์จนลูกน้องที่เดินผ่านไปมารู้สึกได้

 

 

"หยาง พี่ธันว่าไงบ้างอ่ะ" เวลเดินเข้ามาถามคนรักด้วยสีหน้ากังวล เพราะถึงเฟยหยางจะบอกว่าไม่มีอะไรแล้ว แต่เขาก็ยังเป็นห่วงพี่หมอของเขาอยู่ดี เพราะจากเหตุการณ์เมื่อคืนมันเหมือนทั้งคู่จะทะเลาะกันหนัก

"พี่ธันบอกเฮียเข้าใจผิดอ่ะ แต่ก็ไม่รู้ว่าเข้าใจผิดเรื่องอะไรนะ เราปล่อยให้มันเป็นเรื่องของเขาสองคนดีกว่าน้อ ส่วนเราสองคนอ่ะไปนอนกันได้แล้ว เนี่ยดูสิ้...ไม่ได้นอนจนตาโบ๋หมดแล้วเนี่ย" มาเฟียหนุ่มบอกคนรักด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนจะรั้งเอวบางเข้ามาหาแล้วใช้มือแกร่งเกลี่ยแก้มเนียนเบาๆ

"ก็กูเป็นห่วงพี่หมอนี่นา แต่มึงก็เหมือนกันแหละ โทรมจนดูไม่ได้แล้วเหมือนกันเนี่ย" เวลบอกกลับเสียงอ้อนพร้อมกับลูบใบหน้าหล่อของคนรักกลับเบาๆ ทำให้เฟยหยางอดไม่ได้ที่จะก้มลงไปจูบคนรักอย่างมั่นเขี้ยว

"กูดูไม่ได้แล้วจริงเหรอ?" มาเฟียหนุ่มเอ่ยถามเมื่อละริมฝีปากออกมาแล้ว ทำให้เวลถึงกับเสียอาการเมื่อโดนจู่โจมกระทันหันแบบนี้

"มึงแม่ง! กูไม่คุยกับมึงเล่า" พูดจบก็เดินหน้าแดงออกไปจากห้อง ปล่อยให้คนหล่อมองตามด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม

 

 

ทางฝั่งของธันวา เขากำลังนั่งรอเลขาหนุ่มอยู่ข้างเตียงคนป่วยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด สายตาคมก็จดจ่ออยู่ที่ใบหน้าหวานด้วยความกังวล เพราะจนถึงตอนนี้หมอไป๋ก็ยังไม่ยอมฟื้นขึ้นมาสักที จนกระทั่งเสียงกดกริ่งหน้าบ้านดังขึ้น เขาจึงรีบลุกเดินออกไปอย่างรวดเร็ว

 

 

"นี่ครับนาย โจ๊กกับยาที่นายสั่ง" เจตบอกพร้อมกับยื่นถุงโจ๊กกับยาให้ธันวาเมื่ออีกฝ่ายเดินมาถึงหน้าบ้าน

"ขอบใจ สองสามวันนี้ฉันอาจจะไม่เข้าบริษัทนะ ถ้ามีงานอะไรก็เอามาให้ฉันที่นี่ได้เลย" ร่างสูงบอกพร้อมกับยื่มมือไปรับของไว้

"มีใครเป็นอะไรเหรอครับ ทำไม..." เลขาหนุ่มหยุดพูดไว้แค่นั้น แล้วใช้สายตามองถุงยาเป็นเชิงถามแทน

"นายไม่ต้องรู้หรอก รีบกลับไปทำงานได้แล้วไป ถ้ามีอะไรก็เดี๋ยวฉันจะติดต่อกลับไป" ธันวาบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจแล้วเดินกลับเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว ทำให้เลขาหนุ่มได้แต่ยืนงงกับพฤติกรรมของผู้เป็นนาย แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เพราะถือว่ามันเป็นเรื่องของเจ้านาย เขาแค่ถามเพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของอีกฝ่ายเท่านั้น แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่เป็นอะไรเลขาหนุ่มที่พ่วงตำแหน่งบอดี้การ์ดอย่างเขาก็ไม่มีอะไรให้ต้องเป็นห่วงแล้ว

 

 

"อือ..." เสียงครางอื้ออึงดังออกมาเบาๆ ก่อนที่ดวงตาหวานจะค่อยๆเปิดขึ้นมาช้าๆ แล้วความรู้สึกแรกที่แล่นเข้ามาในหัวคือความหนักอึ้ง หมอหนุ่มแทบจะยกหัวไม่ขึ้นเพราะรู้สึกปวดมาก มันปวดตูบๆเหมือนจะระเบิดออกมาอย่างไงอย่างงั้น แล้วคอที่แห้งผากก็ทำให้เขาแทบไม่มีเสียง เพราะเมื่อคืนเขาใช้เสียงเยอะเกินไปนั่นเอง

 

"ไป๋! มึงตื่นแล้ว!" ธันวาร้องออกมาด้วยความดีใจเมื่อเห็นคนหน้าหวานของเขาฟื้นขึ้นมาสักที เขารีบวางถาดอาหารที่ถือเข้ามาลงบนโต๊ะ แล้วพุ่งเข้าไปจับมือสวยของอีกฝ่ายไว้อย่างรวดเร็ว

"ออกไป! อย่ามายุ่งกับกู!" แต่หมอไป๋กลับสะบัดมือแกร่งทิ้งอย่างไม่ใยดี ก่อนจะค่อยๆพยุงตัวเพื่อจะลุกขึ้น แต่เพราะความระบมของช่องทางหลังทำให้เขาต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

"โอ้ย!"

"มึงอย่าเพิ่งขยับนะ เดี๋ยวกูไปเอาหมอนมารองให้" ร่างสูงบอกพร้อมกับวิ่งไปหยิบหมอนที่วางอยู่บนโซฟา จากนั้นก็เดินอ้อมไปอีกฝั่งเพื่อพยุงให้อีกฝ่ายลุกขึ้น

"อย่ามาแตะต้องตัวกู!" แต่คนป่วยกลับไม่ยอมให้เขาแตะตัว แถมยังฝืนความเจ็บแล้วเอ่ยบอกเขาด้วยน้ำเสียงเย็นชา แต่ใบหน้าหวานกลับดูอิดโรยจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ ร่างสูงจึงต้องรีบเข้าไปช่วยประคองไว้

 

"อย่าเพิ่งดื้อได้มั้ยครับ มึงไม่สบายอยู่นะ" ธันวาบอกกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนจะค่อยๆพยุงให้อีกฝ่ายลุกช้าๆ จากนั้นก็เอาหมอนมารองให้อีกฝ่ายนั่ง หมอหนุ่มพยายามขัดขืนอย่างเต็มที่แต่ก็สู้แรงของธันวาไม่ได้ จนในที่สุดเขาก็ถูกอีกฝ่ายพยุงให้นั่งพิงขอบเตียงจนได้ แถมหมอนที่รองก็ช่วยลดความเจ็บให้เขาได้เยอะเลยทีเดียว

 

"มึงกินข้าวหน่อยนะ เดี๋ยวจะได้กินยา" ธันวาเอ่ยบอกด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะหันไปตักโจ๊กที่วางอยู่ข้างเตียงมาป้อนให้คนป่วย

 

"มึงทำแบบนี้ทำไม? สนุกมากใช่มั้ยที่ได้ข่มแหงรังแกกูแบบนี้" คนหน้าหวานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบสั่น ก่อนที่หยดน้ำสีใสจะค่อยๆไหลออกมาจากตาคู่สวยช้าๆ พร้อมกับความเจ็บหนึบที่แล่นเข้าใส่อีกครั้งเมื่อนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืน

 

ทำไมมึงน่าสมเพชขนาดนี้วะไป๋ มึงปล่อยให้มันทำร้ายจิตใจไม่พอ ยังปล่อยให้มันมาทำร้ายร่างกายได้อีก มึงนี่มันโง่จริงๆเลยว่ะ... หมอไป๋ได้แต่ก่นด่าตัวเองในใจด้วยความรู้สึกเจ็บปวด เพราะไม่ว่ายังไงเขาก็ยังเป็นไอ้หน้าโง่ที่ปล่อยให้ผู้ชายคนนี้ทำร้ายอยู่ดี

 

"ไป๋...กูขอโทษ กูขอโทษที่ต้องทำแบบนนี้ แต่กูรักมึงนะ กูทนไม่ได้จริงๆที่เห็นมึงเข้าใจผิดแบบนั้นอ่ะ มึงอย่าร้องไห้อีกเลยนะ กูไม่อยากเห็นมึงร้องไห้อีกแล้ว" ธันวาตกใจที่อยู่ๆอีกฝ่ายก็ร้องไห้ออกมา เขารีบวางช้อนไว้ที่เดิมแล้วเข้าไปกุมมือสวยของหมอหนุ่มไว้ แค่เห็นน้ำตาของอีกฝ่ายเขาก็กระวนกระวายแทบจะเป็นบ้าแล้ว เขาทนไม่ได้จริงๆที่ต้องเห็นน้ำตาจากใบหน้าหวานนี้

 

"รักงั้นเหรอ? คนรักกันเขาทำกันแบบนี้เหรอ" หมอหนุ่มถามออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมกับหันมามองใบหน้าหล่อด้วยแววตาเจ็บปวด ความเจ็บปวดทางกายตอนนี้มันไม่เจ็บเท่าอกข้างซ้ายที่เหมือนจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆหรอก เขาทั้งเจ็บทั้งจุกจนอยากหายออกไปจากตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย มันคงดีกว่านี้ถ้าเขาไม่ต้องพบเจอผู้ชายคนนี้อีก และมันคงดีกว่านี้ถ้าพวกเขาไม่ได้รู้จักกันตั้งแต่แรก

 

"ก็มึงเข้าใจกูผิดอ่ะ แล้วเมื่อคืนกูอธิบายยังไงมึงก็ไม่ยอมฟังไง " ธันวาพูดออกมาด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าหล่อที่ดูยิ้มแย้มก่อนหน้านี้ดูสลดลงอย่างเห็นได้ชัด ถึงเขาจะมีความสุขที่ได้ครอบครองคนหน้าหวาน แต่เขาก็ไม่โอเคที่ต้องเห็นอีกฝ่ายเจ็บปวดแบบนี้

 

"งั้นมึงก็อธิบายมาสิ อธิบายมาว่าทุกอย่างที่กูเห็นมันคืออะไร! อธิบายมา!" หมอหนุ่มตวาดออกมาเสียงดังลั่น เพราะความรู้สึกอัดอั้นที่อยู่ในใจมันได้ระเบิดออกมาแล้ว เขาไม่สามารถทนเก็บความรู้สึกนี้ได้อีกต่อไป และเขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าเรื่องมันมาถึงขนาดนี้แล้ว ผู้ชายคนนี้ยังจะเอาเรื่องอะไรมากโกหกเขาอีก

 

"ได้! กูจะอธิบายให้มึงฟัง ผู้หญิงที่มึงเจออ่ะชื่อลลิน เป็นคนที่พ่อแม่กูเคยจับคู่ให้ แต่กูกับเขาต่างก็มีคนรักอยู่แล้วไง กูรักมึง ส่วนเขาก็มีแฟนของเขา ไม่มีทางที่เราสองคนจะเป็นอะไรกันได้ แล้วที่มึงเห็นเมื่อวานอ่ะกูแค่ไปช่วยเขาเลือกนาฬิกาให้แฟนเขาเฉยๆ มันไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้นเลยนะเว้ย" ธันวาพูดอธิบายออกมาอย่างยาวเหยียด โดยที่ยังไม่ยอมปล่อยมือจากมือสวย สายตาคมจ้องมองดวงตาหวานไม่กระพริบ เพื่อย้ำเตือนให้อีกฝ่ายรู้ว่าทุกอย่างที่เขาพูดนั้นเป็นความจริง

 

"..." หมอหนุ่มเงียบเมื่อได้ยินแบบนั้น เขาได้แต่คิดและไตร่ตรองกับคำพูดของอีกฝ่าย ดวงตาหวานไหววูบเหมือนกำลังสับสน เพราะไม่มั่นใจว่าควรเชื่อหรือไม่เชื่อคำพูดของผู้ชายคนนี้ดี

 

ติ้ง! ติ้ง! ติ้ง!

แต่แล้วอยู่ๆก็มีข้อความแชทจากมือถือของธันวาดังขึ้นมา และพอหยิบขึ้นมาดูชายหนุ่มถึงกับเผยรอยยิ้มดีใจออกมาทันที เพราะคนที่ทักเข้ามาเป็นคนที่พวกเขากำลังพูดถึงอยู่นั่นเอง

 

ลลิน วิโรจน์โอภาสภรณ์

พี่ธันคะ ลินขอบคุณพี่ธันมากเลยนะคะ

แฟนลินดูชอบมันมากเลยค่ะ :)

(แนปรูปภาพ)

 

"แต่ถ้ามึงยังไม่เชื่อ กูมีหลักฐานให้ดูนะ" ไม่พูดเปล่า แต่ร่างสูงยังยื่นโทรศัพท์ของตนให้หมอหนุ่มด้วย เพื่อให้อีกฝ่ายมั่นใจว่าเขาไม่ได้โกหก

 

"นี่มัน..." หมอหนุ่มพูดไม่ออกเมื่อได้เห็นรูปในมือถือธันวาชัดๆ มันเป็นรูปของเธอกับแฟนหนุ่มที่ส่งมารายงานผลกับธันวาว่าเซอร์ไพส์แฟนหนุ่มได้สำเร็จ และเป็นข้อความขอบคุณที่เธอส่งมาขอบคุณธันวา ส่วนแฟนหนุ่มของเธอก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย แต่เป็นดาราดังที่ทุกคนต่างรู้จักกันดี และรวมถึงตัวเขาด้วยเช่นกัน

 

"ทีนี้เชื่อกูได้รึยัง" ธันวาเอ่ยถามเสียงอ่อนโยน ก่อนจะยื่นมือแกร่งไปลูบไล้แก้มเนียนเบาๆ

"..." แต่หมอหนุ่มก็เอาแต่เงียบ เพราะไม่รู้จะตอบกลับไปยังไงดี เหมือนทุกอย่างมันกลับตาลปัตรจนเขาตั้งตัวไม่ทัน

 

นี่มันอะไรกัน ทุกอย่างเป็นเรื่องเข้าใจผิดงั้นเหรอ นี่กูหึงมันจนไม่มีเหตุผลขนาดนี้เลยเหรอ...

 

"คราวหลังมีอะไรก็ถามกูตรงๆนะ ไม่ใช่เอาไปคิดเองจนกลายเป็นเรื่องใหญ่โตแบบนี้ เข้าใจมั้ย?" ร่างสูงบอกพร้อมกับยีหัวคนหน้าหวานอย่างเอ็นดู ใบหน้าหล่อเผยรอยยิ้มกว้างจนคนมองถึงกับตกตะลึงกับรอยยิ้มนี้

 

ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก

 

"กะ...ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะ กูไม่เคยเห็นมึงยิ้มแบบนั้นให้ใครนิ แถมพวกมึงยังดูสนิทกันขนาดนั้นเป็นใครก็ต้องคิดอยู่แล้วปะ" หมอหนุ่มพูดติดขัดเมื่อได้มองสบตาอีกฝ่ายใกล้ๆ เขารีบหลบสายตาคมแล้วเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันที

 

โอ้ย! ทำไมกูต้องมาใจเต้นเพราะรอยยิ้มบ้าๆของมึงด้วยเนี่ย ไม่ๆๆ กูต้องไม่ใจอ่อนให้มึงเด็ดขาด กูไม่มีทางใจอ่อนเรื่องที่มึงฉวยโอกาสกับกูเมื่อคืน... หมอหนุ่มกรีดร้องกับตัวเองในใจ เพราะรอยยิ้มและการกระทำของธันวาเมื่อกี้ส่งผลต่อหัวใจของเขามากจริงๆ

 

"มึง...หึงกูใช่ปะ!" ธันวายิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อเห็นอีกฝ่ายเสียอาการ เขาเดินอ้อมไปอีกฝั่งแล้วกระซิบถามข้างหูเบาๆ ทำให้คนที่ไม่ทันตั้งตัวถึงกับสะดุ้งจนตัวโย่ง

"บะ...บ้า!! คะ...ใครเขาหึงมึง หลงตัวเอง" หมอไป๋ตอบกลับเสียงตะกุกตะกัก ก่อนจะหลบใบหน้าหล่อไปอีกฝั่ง แต่ครั้งนี้ร่างสูงไม่ปล่อยให้เขาได้ทำแบบนั้น เพราะเขาใช้มือแกร่งยึดใบหน้าหวานไว้ไม่ให้ขยับหนีไปไหน

 

"มองตากู แล้วตอบกูชัดๆว่ามึงไม่ได้หึงกูอย่างที่พูดจริงๆ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยบอกด้วยสีหน้าจริงจัง พร้อมกับใช้สายตาคมจ้องมองลึกลงไปข้างในตาของอีกคน

"..." หมอหนุ่มพูดไม่ออกเมื่อโดนธันวาจ้องมองอย่างไม่วางตา เขาเหมือนโดนสะกดจนไม่สามารถละสายตาจากคนหน้าหล่อได้ แถมใจที่เต้นแรงก่อนหน้านี้ก็เต้นแรงขึ้นยิ่งกว่าเก่า

 

"หึ มึงตอบไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ ยอมรับมาเถอะว่ามึงหึงกูอ่ะ" ร่างสูงแสยะยิ้มแล้วเอ่ยบอกด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม ทำให้คนที่หลุดเข้าไปในภวังค์ค่อยๆได้สติกลับมาอีกครั้ง

"ไม่ กูไม่...อื้อ..." ไม่ทันที่หมอหนุ่มจะได้ปฏิเสธ ริมฝีปากบางก็ถูกฉกฉวยไปซะแล้ว ธันวากดจูบปากบางแรงๆหนึ่งที ก่อนจะขบเม้มเบาๆแล้วผละออกมาอย่างน่าเสียดาย

 

"หึงก็บอกว่าหึงสิ พูดความจริงมันจะไปยากอะไร ขนาดกูรักมึงกูยังบอกว่ารักเลย" ร่างสูงบอกยิ้มๆ ทำให้คนที่เพิ่งโดนจูบหน้าแดงก่ำเพราะความเขิน เขารีบผลักร่างสูงออกไป ก่อนจะหันหน้าหนีไปอีกทางแล้วเผลออมยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว

 

"เออๆ หึงก็หึงโว้ย พอใจมึงยัง" หมอหนุ่มตอบออกมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ทั้งที่ความจริงเขาเขินจนแทบจนมุดแผ่นดินหนีอยู่แล้ว ทำให้คนที่ได้ยินตาโตแล้วถามออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เพราะเมื่อกี้เขาแค่แกล้งแหย่อีกฝ่ายเล่นเฉยๆ แต่ไม่คิดว่าคนหน้าหวานของเขาจะยอมรับมันออกมาจริงๆ

 

"มะ...เมื่อกี้มึงว่าไงนะ พูดอีกทีได้ปะ ขออีกทีนะไป๋ นะๆ" ธันวาทำเสียงอ้อน พร้อมกับใช้มือเขย่าแขนอีกฝ่ายเบาๆเหมือนเด็กน้อย

"โอ้ย! กูไม่พูดอะไรแล้ว กูจะกินข้าว" หมอไป๋โวยวายออกมาเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน แต่นั่นกลับยิ่งทำให้ธันวารู้สึกดีใจมากกว่าเดิม เพราะแค่นี้ก็ทำให้เขาได้รู้แล้วว่าหมอไป๋มีใจให้เขาแล้วจริงๆ พอคิดได้แบบนั้นเขาก็มีความสุขและยิ้มหน้าระรื่นออกมาทันที

 

"มาๆ เดี๋ยวกูป้อนเอง มึงจะได้ไม่ต้องขยับเยอะ" ร่างสูงบอกพร้อมกับลุกกลับไปนั่งเก้าอี้ข้างเตียงเหมือนเดิม ทำให้หมอหนุ่มนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน แล้วจู่ๆหน้าที่ร้อนเพราะพิษไข้ก็ทวีความร้อนขึ้นกว่าเดิม

 

"มะ...ไม่ต้อง! กูยังไม่ยกโทษให้มึงนะ อย่ามาเนียน" หมอหนุ่มพูดติดขัดแล้วพยายามหลบสายตาคม ก่อนจะทำทีเป็นตักโจ๊กขึ้นมากิน

"โถ่ไป๋ มึงก็รู้ความจริงแล้วนิ ทำไมยังไม่ยกโทษให้กูอีกอ่ะ"

"มะ...ไม่ใช่เรื่องนั้น"

"หมายความว่าไงไม่ใช่เรื่องนั้น หรือมึงหมายถึง.... ออ ก็เมื่อคืนกูห้ามใจตัวเองไม่ไหวจริงๆนี่นา มึงอย่าโกรธกูเลยนะไป๋ กูสัญญาว่าต่อไปกูจะไม่ทำรุนแรงกับมึงแบบนี้อีก นะๆ ยกโทษให้กูนะ" ชายหนุ่มทำหน้าครุ่นคิดเมื่ออีกฝ่ายพูดแบบนั้น แต่แล้วเขาก็เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา แล้วพูดถึงสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาหน้าตาเฉย ทำให้คนที่เขินอยู่แล้วเขินหนักเข้าไปใหญ่ เพราะไม่คิดว่าธันวาจะกล้าพูดเรื่องแบบนี้ออกมาตรงๆ

 

"ไอ้เหี้ยธัน!! มึงนี่มันหน้าไม่อายจริงๆ ออกไปให้พ้นหน้ากูเลยนะ ไป๊! ออกไป!!" หมอหนุ่มหยิบหมอนใบใหญ่ข้างตัวมาขว้างใส่ธันวาเต็มแรง พร้อมกับไล่ตะเพิดให้อีกฝ่ายออกไปให้พ้นๆ เพราะถ้าธันวายังอยู่ที่นี้มีหวังเขาได้อกแตกตายแน่ๆ

คนอะไรไม่รู้ พูดเรื่องแบบนี้ออกมาได้หน้าตาเฉย หน้าไม่อายจริงๆ หมอหนุ่มได้แต่สบถด่าอีกฝ่ายในใจ พร้อมกับจ้องใบหน้าหล่อเขม็งอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ

 

"ฮาๆๆ เขินก็บอกว่าเขินดิ ไม่เห็นต้องใช้ความรุนแรงแบบนี้เลย" ธันวาหัวเราะร่าออกมาพร้อมกับเอ่ยแซวคนหน้าหวาน ทำให้คนที่เขินถึงกับปรี๊ดแตกด้วยความโมโห เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกวนบาทาได้ขนาดนี้

"ไอ้..ไอ้...โอ้ย ไอ้เหี้ย! มึงจะไปไหนก็ไปเลยนะ ออกไปให้พ้นหน้ากูเลยนะ ไป๊! ...จะไปมั้ยห้ะ!" เมื่อด่ายังไงอีกฝ่ายก็ไม่สะทกสะท้าน เขาจึงหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาอาวุธ จนสุดท้ายสายตาหวานก็ไปสะดุดกับแจกันขนาดกลางที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง หมอหนุ่มไม่รอช้ารีบคว้ามันมาเพื่อจะเขวี้ยงใส่อีกคน ทำให้ธันวาตกใจตาโตรีบร้องห้ามขึ้นมาทันที

 

"อย่านะไป๋ ใจเย็นๆก่อนนะ มึงใจเย็นๆก่อน ออกแล้วครับ กูยอมออกไปแล้ว" ธันวาใช้มือห้ามอีกฝ่ายพลาวัน ก่อนจะเดินถอยห่างแล้ววิ่งหน้าตั้งออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว เพราะถ้าขืนช้ากว่านี้มีหวังเขาได้หัวแตกแน่นๆ

 

 

"โอ้ยยย! ไอ้ธัน! ไอ้บ้า ไอ้โรคจิต! ทำไมกูต้องมาเจอผู้ชายอย่างมึงด้วยวะเนี่ย "และเมื่อร่างสูงวิ่งออกไปจากห้อง หมอหนุ่มก็ตะโกนด่าไล่หลังอีกฝ่ายเสียงดัง แต่ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนก็แวบขึ้นมาในหัว ทำให้เขาสะบัดหัวไปมาเพื่อไล่ให้ภาพพวกนั้นออกไป แต่แปลกที่ยิ่งทำแบบนี้ภาพเหตุการณ์มันก็ยิ่งชัดเจนขึ้น จนเขาต้องใช้มือทั้งสองข้างตบใบหน้าเบาๆเพื่อเรียกสติตัวเองกลับมา

 

 

แปะ แปะ แปะ!

"ไม่ๆๆ มันจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก ไม่อีกเด็ดขาด" ปากบอกแบบนั้น แต่ใจกลับเต้นแรงอย่างน่าประหลาด และความเจ็บปวดที่มีก่อนหน้านี้ก็ได้มลายหายไปหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความเขิน ความอาย และอาการใจเต้นที่ยังไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น ใบหน้าหวานเห่อร้อนเพราะความเขิน พร้อมกับรอยยิ้มหวานที่ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าโดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ตัว...

 

 

 

To be continued...

 

มาต่อให้แล้วค้าบบบ อย่าพึ่งทิ้งเค้าไปไหนน๊า ตอนนี้เค้าไม่ค่อยมีเวลาว่างเลยจริงๆ นี่ก็ใช้เวลาพักผ่อนที่มีอันน้อยนิดมาแต่งให้เลย หวังว่าทุกคนคงจะไม่โกรธกันนะคะ เทอมนี้ไรท์เรียนหนักมากๆ จะนอนยังไม่ค่อยได้นอนเลย ขอโทษทุกๆคนด้วยนะคะที่ให้รอ แต่ไรท์จะพยายามหาเวลามาต่อให้ค่ะ หวังว่ารีดที่น่ารักจะไม่ทิ้งกันไปไหนนะคะ รอเค้าหน่อยนะ เค้าจะสัญญาว่าจะไม่ทิ้งไปไหนแน่นอน แต่อาจจะมาช้าหน่อยแค่นั้นเอง เข้าใจเค้าหน่อยนะ พลีสสส! 🙏

*รักทุกคนนะครับ แล้วจะกลับมาเมื่อมีเวลา 😘💗

 

 

ความคิดเห็น