ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่เก้าสิบแปด เรื่องน้อยนิดที่เราไม่รู้ที่นอกด่าน

ชื่อตอน : ตอนที่เก้าสิบแปด เรื่องน้อยนิดที่เราไม่รู้ที่นอกด่าน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 359

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ธ.ค. 2563 19:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่เก้าสิบแปด เรื่องน้อยนิดที่เราไม่รู้ที่นอกด่าน
แบบอักษร

ตอนที่เก้าสิบแปด เรื่องน้อยนิดที่เราไม่รู้ที่นอกด่าน

แน่นอน ผมไม่ได้บอกว่าผู้อาวุโสของสำนักหัวซานไม่เก่ง แค่ไอ้พวกสำนักมารมันขี้โม้

เหมือนกับบอกว่า ให้เราจับหอกและไปขี่ม้าดวลกับลิโป้ กวนอู เตียวหุย นั่นล่ะ

ของที่ทำไม่ได้ก็คือทำไม่ได้

แต่แน่นอน ชาวหุยหมวกน้ำเงินที่ผมเคยรู้จักสอนผมเรื่องนี้มาแล้ว

ตำนานของลูกศิษย์ พาแรบไบไปดูฟุตบอลและแรบไบบอกว่า

“ชั้นแก้ปัญหาของเธอได้แล้ว ให้ลูกฟุตบอลทีมละหนึ่งลูกเท่านี้พวกนี้ก็ไม่ต้องแย่งกันแล้ว” คือตำนานที่เล่ากันแพร่หลายในหมู่ชาวหุยหมวกน้ำเงิน

เราอาจจะต้องมีแนวคิดที่เรียกว่าบ้าบอ จึงจะแก้ปัญหาบางอย่างที่เราเผชิญได้

ผมได้ประโยชน์จากแนวคิดของคนพวกนี้ ทำให้อาจจะมีความรู้ก้าวหน้านับพันปีในบางด้าน เพราะพวกนั้นต้องใช้เวลานับพันปีในการคิดจากอัจฉริยะหลายสิบหลายร้อยคนในการลองผิดลองถูก

แต่ให้ผมคิดอะไรที่เหนือกว่านั้นขึ้นมาเองก็อาจจะคาดหวังกับผมมากเกินไป

โชคดีที่ผมพอจะมีอัจฉริยะให้ทำงานได้โดยการค่อยๆแนะนำวิชาพวกเขาและให้พวกเขาแก้ไขปัญหาที่ผมเผชิญอย่างละเล็กละน้อยไปด้วย

ยิ่งพวกเขาเก่งขึ้นผมเองก็สามารถ”ปรับพื้นฐานอย่างหนักแน่น”ได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

หรืออีกอย่างคือ ช่วงนี้ผมไม่สามารถอัพเลเวลของตนเองได้เท่าที่คิด ผมก็พยายามจะอัพเลเวลของคนที่อยู่รอบข้างผมแทนไปพลางๆก่อน โดยรวมพวกเราก็จะแข็งแกร่งขึ้น

ถึงยังไม่น่าจะรอดจากพวกพรรคมารหากอี้จิงไม่อยู่ข้างๆก็เถอะ

จากการประเมินของผม อี้จิงน่าจะชนะนกปีศาจได้ด้วยพลังในตอนนี้แล้วล่ะ

...

สถานที่ออกไป ณ ท้องทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ใต้การปกครองของ อ้วนง้วนอากุกต้า

ผู้ยิ่งใหญ่แห่งทุ่งหญ้า

ดินแดนที่มีแต่ผู้เข้มแข็งเท่านั้นจึงจะอยู่รอดได้

ข่านผู้กระทืบเท้าหรือตวาดคราหนึ่งก็สั่นสะเทือนทั้งทุ่งหญ้ามาชุมนุมกันที่หุบเขาสุนัขป่าอันศักดิ์สิทธิ์

ข่านผู้นี้อายุหกสิบแต่ยังเข้มแข็งไม่ต่างกับวัยหนุ่ม ความทะเยอทะยานของเขากวาดล้างทั้งทุ่งหญ้า

ปีศาจนาคา ก็อบลินดำ มนุษย์หมาป่า เผ่าพันธุ์อันป่าเถื่อนแห่งทุ่งหญ้าก็ได้ยอมสยบแก่ข่านผู้ยิ่งใหญ่แห่งต้ากิมผู้นี้

แต่ในวันนี้

ข่านผู้ยิ่งใหญ่ท่านี้ก็ทำได้แต่ยืนชม ณ บริเวณหน้าผาจันทร์เสี้ยวของหุบเขาหมาป่า

ตำนานของแหล่งกำเนิดเผ่าพันธุ์ของทุ่งหญ้า

ปรมาจารย์ เหยี่ยวคราม ตู้กู๋ก๊กเซี่ย กำลังเผชิญหน้ากับปรมาจารย์เช่นเดียวกันคือ นกปีศาจเขียว กู่จู๋

นกปีศาจเขียว เหยี่ยวคราม ที่เคยขนานนามร่วมกัน

ในวันนี้ต้องเหลือเพียงหนึ่ง

ตู้กู๋ก๊กเซี่ย ต่างกับนกปีศาจกู่จู่ที่ไปไหนมาไหนโดดเดี่ยวตามลำพัง

แต่ตู้กู๋ก๊กเซี่ย เหยี่ยวคราม เป็นปรมาจารย์ที่ได้รับการนับถือทั่วทุ่งหญ้า ฝึกอบรมศิษย์ที่สะท้านทั่วทุ่งหญ้ากลายเป็นขุนพลใต้ร่มธงของท่านข่านผู้ยิ่งใหญ่ อ้วนง้วนอากุกต้า

สิบสามอินทรีย์เหิน ยอดฝีมือด้านต่างๆที่ช่วยท่านข่านตีชิงแผ่นดินก็มาจากการฝึกอบรมของท่านปรมาจารย์ยุทธ ตู้กู๋ก๊กเซี่ย เหยี่ยวคราม ผู้นี้นั่นเอง

ชนเผ่านอกด่านไม่ว่าศัตรูหรือมิตร ยกย่องเทิดทูนเหยี่ยวคามผู้นี้ดุจเทพเจ้าแห่งท้องทุ่งหญ้านี้

ท่านคือตัวแทนของทุ่งหญ้าเขียวฟ้าคราม

นกปีศาจเขียวแม้กว้างใหญ่ดั่งหญ้า แต่ก็ไม่อาจเทียบกับฟ้าครามของท่านปรมาจารย์เหยี่ยวครามได้ นั่นคือสิ่งที่ทุกคนคิด

แต่ศึกระหว่างปรมาจารย์คือศึกระหว่างปรมาจารย์ สำหรับคนในทุ่งหญ้าที่บูชาผู้เข้มแข็งแล้ว

ยังให้เกียรติกับการประลองครั้งนี้ยิ่งนัก

ใบหน้าของท่านสงบดั่งแผนฟ้าไว้หนวดเรียวยาว ใส่เสื้อสีฟ้าดูปลอดโปร่งต่างจากพวกคนอื่นในทุ่งหญ้าที่ใส่หนังสัตว์ประดับเขี้ยวสัตว์ร้ายที่รอบคอ

ดูไป นกปีศาจกู่จู๋ ยังแฝงกลิ่นอายที่ป่าเถื่อนมากกว่า

ในเครื่องประดับขนนกและจมูกที่งองุ้มที่มีลักษณะของชนเผ่านอกด่าน

 

“ข้าให้เวลาเจ้าสิบหกปี เพื่อไม่อยากกำจัดคู่แข่งของข้า แต่ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าจะมาหาที่ตาย”

คำกล่าวอย่างปลอดโปร่งแต่ถ้อยคำกลับเชือดเฉือนของเหยี่ยวคราม

หาได้ทำให้นกปีศาจหวั่นไหวไม่กลับกล่าวอย่างเฉื่อยชา

“อีกสิบหกปีให้หลังฝีมือของข้าคงก้าวหน้าไปจนเจ้าไม่อาจตามทัน ไหนเลยจะสร้างความยุติธรรมอีกต่อไปได้ ข้ามาในวันนี้เพื่อให้เจ้ามีโอกาสได้ต่อสู้บ้าง

หลังการต่อสู้วันนี้ คนที่เป็นนกที่เหินบินบนท้องฟ้าได้ จะเหลือเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น”

เหยี่ยวครามยิ้มอย่างสงบ

“ข้ามีเมตตาเพราะไม่อยากรู้สึกโดดเดี่ยว แต่เมื่อข้ามีเมตตาเจ้ากลับคิดว่าข้าอ่อนแอ ดังนั้นวันนี้ข้าจะให้เจ้ารู้ว่าที่เจ้าหนีได้เมื่อคราก่อน ไม่ใช่เพราะเจ้าใช้พลังเอาตัวรอดได้ แต่เพราะข้าปล่อยเจ้าไปเพราะไม่อยากเงียบเหงาเท่านั้น”

ทันใดนั้นลมฝนก็ราวกับตั้งเค้าอยู่ด้านหลัง

“ลมฝนตั้งเค้า วิหคบินกลับรัง ท่านอาจารย์สำแดงวิชานี้เลยหรือนี่”

หนึ่งในสิบสามอินทรีย์เหินกล่าว

“นกปีศาจ ถึงแม้จะด้อยกว่าท่านปรมาจารย์เหยี่ยวคราม แต่ก็นับเป็นปรมาจารย์ผู้หนึ่ง การต่อสู้ระดับปรมาจารย์ไหนเลยออมแรงไว้ได้ หากพลาดไปเพียงนิดเดียวการพลิกกลับคืนก็ยากนัก นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าควรจะเข้าใจยุติการต่อสู้ให้เร็วที่สุดเพื่อมิให้วิกาลยาวนานฝันยุ่งเหยิง”

พี่ใหญ่ให้สิบสามอินทรีย์เหินกล่าวอย่างสุขุมวิเคราะห์

ทำหน้าที่บรรยายการต่อสู้ให้คนที่มีพลังขั้นต่ำกว่าฟังอย่างผู้บรรยายที่ดี

และทั้งบริเวณก็กลั้นใจเมื่อมองดูสองยอดฝีมือเกร็งพลังจะหักหาญกัน

ถึงกับทำให้สัตว์เดรัจฉานที่มีพลังขั้นต่ำรอบข้าง แม้ไม่ได้สัมผัสด้วยพลังที่ออกมา แต่ก็หวาดกลัวโดยสัญชาตญาณ

มีแต่ความมีวินัยของทหารของท่านข่านสวรรค์ อ้วนง้วนอากุกต้าเท่านั้นที่หยุดม้าที่ตื่นกลัวไว้ได้

ปึง ปึง

หมัดของทั้งสองต่อยอย่างสุดกำลังแทบจะในวินาทีเดียวกันแต่หาได้ต่อใส่ฝ่ายตรงข้ามไม่แต่ต่อยใส่เงาที่ผนังตรงผาจันทร์เสี้ยว

“เงา”นั้นราวกับจะรู้จักลี้หลบ เปลี่ยนรูปร่างและทิศทางจากเงาตรงหน้าผา กลายมาเป็นเงาตรงปลายหินและ”เงา”สีดำนั้นนอกจากกระอักโลหิตมาคำหนึ่ง

โลหิตอันเป็นสีคล้ำดำ ก็ไม่ได้ส่งเสียงอะไรอีก

มาแบบไร้ร่องรอย

จากไปแบบไร้ถ้อยคำ

“เฮอะ เฮอะ เฮอะ เงาปีศาจเจ้าเล่ห์นัก ที่จะคอยจ้องอยู่ด้านข้าง แต่ข้าเป็นชนชั้นใด ถึงจะเปิดโอกาสให้เจ้าฉกฉวยได้”

“เงาปีศาจ”

เสียงซุบซิบกระจายไปทั่ว

แต่ผู้ที่ไม่ซุบซิบได้แต่สบตากันคือ เหล่าสิบสามอินทรีย์เหินที่พอฟังตำนานของสำนักศักดิ์สิทธิ์มาบ้าง

เงาปีศาจคือ นักฆ่าลึกลับของนักฆ่าลึกลับของสำนักศักดิ์สิทธิ์

มีตำนานกล่าวว่า วิชาเงาสังหารนั้นคือวิชาของท่านปรมาจารย์ผู้ให้กำเนิดสำนัก

ผู้ที่มีวิชานี้คือ คนที่จะดำเนินการลอบสังหารผู้ที่ไม่ยอมทำตามคำสั่งท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนัก

แต่เวลาที่ผ่านไป เริ่มจากฆ่าสังหารผู้ทรยศ ทดสอบศิษย์ในสายวิชาอื่นๆ ความขัดแย้งที่ผันแปรไป กลายเป็นหน้าที่หรือความหมายของการมีชีวิตอยู่ของเงาปีศาจที่จะฆ่าคนในสำนักมารด้วยวิชาที่ฝึกมา

“ฮืม จักจั่นลอกคราบอันยอดเยี่ยม สละสังขารเพื่อลอบสังหารและหลบหนี ข้ายอมรับว่ามิอาจทำเช่นนั้นได้”

นกปีศาจถอนหายใจออกมา

แต่นี่กลับทำให้เหยี่ยวครามเกิดความระวังตัวขึ้น

“เจ้า..ก้าวหน้าขึ้นมาจริงๆในสภาพจิตใจ ถึงกับถ่อมตัวลงได้ขนาดนี้ เหอะ เหอะ หากข้าไม่ออมแรงไว้สู้กับเจ้า ไม่แน่ว่าข้าก็ยังสามารถรั้งตัวเงาปีศาจเอาไว้ได้”

“เพ้ย ข้าไม่จำเป็นต้องออมแรงไว้ เพราหลังจากจัดการกับเจ้าแล้ว ข้ายังสามารถจัดการกับเจ้าเงาปีศาจที่สละพลังชีวิตหลบหนีไปได้อย่างเหลือเฟือ”

ฝ่ามือที่มีเกล็ดราวกับนกของนกปีศาจแทนที่จะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วกลับเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าราวกับภาพหลอน

เหยี่ยวครามก็รวบรวมลมจากทุ่งหญ้าหน้าผามาไว้ใต้แขนเสื้อสีฟ้าของเขาราวกับเหบี่ยวที่สยายกลางปีออก

“เจ้าก้าวหน้ามากขึ้น แต่ข้าก็มิได้หยุดนิ่งเช่นกัน”

ลมแปรปรวนอยู่ในแขนเสื้อเหยี่ยวครามอย่างอัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ

เหยี่ยวครามกำลังสร้างพลังสภาวะที่ลงมือคราหนึ่งก็จะสะท้านทั้งแผ่นดิน

กรงเล็บของนกปีศาจเคลื่อนไหวเชื่องช้ายิ่งราวกับเวลาเคลื่อนช้าลงเตรียมเข้าปะทะกับแขนเสื้อที่โป่งพองด้วยลมปราณของเหยี่ยวคราม

แต่ไม่ว่าเชื่องช้าเพียงไหน ระยะทางห่างเท่าใด

การปะทะสัมผัสกันของยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ทั้งสองก็มาถึงในที่สุด

เปรี้ยง

กรงเล็บและแขนเสื้อที่ปะทะกันสร้างแรงสั่นสะท้านจนหน้าผาจันทร์เสี้ยวที่มามายาวนานนับหมื่นปีถึงกับปริแตก

ผลลัพธ์ของการเมืองในทุ่งหญ้าก็เปลี่ยนไปหลังจากการต่อสู้นี้ยุติลง

แต่หวังลี่ไม่ได้รู้เรื่องนี้เลย

ในขณะที่เขากำลังเฝ้าดูศิษย์ร่วมสำนักห้าขุนเขากระบี่ที่ฝึกซ้อมร่วมกัน

เขาก็ขยับนิ้วไปมาใช้อักขระในการควบคุมเงาและทดลองดูว่าเงาสามารถเก็บของและย้ายสถานที่ได้อย่างไรกัน มันมีนินจาในโลกนี้ที่แฝงเงาได้

แต่เขายังไม่อยากทดลองวิชาที่อาจทะเขาติดอยู่ในโลกแห่งเงาไปตลอดกาลแบบหนังไซไฟเลยค่อยๆทดลองจากการใช้อักขระควบคุมเงาและพลังพิเศษของเงาก่อน

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว