facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ซย่าชูชีแพทย์หญิงในหน่วยลอบสังหารพิเศษแดงดันย้อนเวลามาอยู่ในร่างของคุณหนูเจ็ดที่มีรอยสักอยู่บนขมับ ช่างอัปลักษณ์นัก! แต่ช่างปะไร เธอขอแค่ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขก็พอ แต่โชคชะตากลับไม่ได้เป็นดั่งหวังเมื่อเธอดันไปขโมยตราพยัคฆ์ทองคำของจิ้นอ๋องเข้าให้ ความซวยจึงบังเกิด...

ตอนที่ 35 ใครกำลังยั่วเย้า (1)

ชื่อตอน : ตอนที่ 35 ใครกำลังยั่วเย้า (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ธ.ค. 2563 15:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 35 ใครกำลังยั่วเย้า (1)
แบบอักษร

 

เหมยจื่อบอกว่าองครักษ์เสื้อแพรฟังคำสั่งโดยตรงจากฮ่องเต้เท่านั้น ผู้บัญชาตงฟางชิงเสวียนจึงมีอำนาจและตำแหน่งสูง หัวหน้าองครักษ์ตูตูฝ่ายซ้ายคุมเรื่ององครักษ์เสื้อแพร ส่วนองครักษ์พิทักษ์ไท่จื่อ ปัจจุบันมอบหมายให้ฮ่องเต้และชายชุดแดงคนนั้น ต้าตูตูยังมีน้องสาวที่รูปโฉมดั่งเซียนสวรรค์ หลายปีก่อนนางถูกสั่งให้ขึ้นเป็นไท่จื่อเฟยของไท่จื่อจ้าวเจ้อซึ่งอายุเลยสี่สิบแล้ว แต่น้องสาวเขากลับอายุน้อยกว่านัดดารัชทายาทจ้าวเหมียนเจ๋อสองปี แต่ก็นะ เมื่อไท่จื่อได้สืบราชสมบัติ ไท่จื่อเฟยคนนั้นก็จะกลายเป็นฮองเฮามารดาแห่งแผ่นดิน เขาเองก็กลายเป็นพระญาติคนสนิทของฮ่องเต้ 

ครั้นพูดถึงตรงนี้ เหมยจื่อก็หยุดกะทันหัน พลางกดเสียงเบาลง 

“ฉู่ชี ยังมีอีกเรื่อง ข้าจะบอกกับเจ้า แต่เจ้าห้ามแพร่งพราย...” 

เรื่องซุบซิบของผู้หญิงมักชอบกำชับเช่นนี้ 

แต่ความเป็นจริง ไปพูดให้ใครฟังกี่ต่อก็ไม่รู้ 

ซย่าชูชีกะพริบตา แล้วบีบไหล่นาง “ข้ารับรอง” 

“ข้าเองก็ได้ยินหญิงรับใช้ชราปากเปราะหลายคนในจวนแอบเล่ากัน ไม่รู้จริงเท็จประการใด ได้ยินว่าน้องสาวของหนุ่มรูปงามสกุลตงฟาง เดิมทีต้องเป็นหวังเฟยของนายท่านเรา แต่ไม่รู้เหตุใด ภายหลังไท่จื่อเฟยจากไปได้ไม่นาน พระหมื่นปีก็ชื่นชมตัวสกุลเขา...” 

หา? 

จ้าวจวินยังมีเรื่องซุบซิบเช่นนี้ด้วย? 

ก็นะ จิ้นอ๋องเฟยจะสูงส่งกว่าไท่จื่อเฟยได้อย่างไร 

ซย่าชูชีฟังพร้อมยิ้มตาหยี เมื่อคิดได้ว่าองค์ชายสิบเก้าถูกพี่ใหญ่ตัวเองแย่งภรรยาไป ก็รู้สึกชื่นบานไม่น้อย จากนั้นก็ฟังเรื่องข่าวโคมลอยในวังหลวง ตอนตลก เธอก็หัวเราะร่าเริง ตอนเศร้า เธอก็แกล้งทำเป็นหน้าสลด หลอกเหมยจื่อจนนางแทบจะเปลือยหมดเปลือก แม้กระนั้นกลับไม่ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘คุณหนูเจ็ด’ 

ในเวลานี้เธอเอาแต่ทำเรื่องจิปาถะในที่พักแรมทั้งวัน 

เรื่องในหัวตอนนี้ทำเอาใจเธอไม่สงบ อยากจะพบจ้าวจวินโดยเร็ว 

แต่ดันแปลกอะไรขนาดนี้ 

ตอนไม่อยากเจอ ดันเจอบ่อย 

ตอนนี้เธออยากพบเขาแล้ว กลับไม่เห็นแม้วี่แวว 

ใต้เท้าหลายคนซึ่งมาที่พักแรม ได้ยินว่าเป็นใต้เท้าฟานไถ[1]ของสำนักกรมการมณฑลชวนส่าน และใต้เท้าฝู่ไถ[2]ของหัวเมืองจิ่นเฉิงและใต้เท้าคนอื่นๆ จ้าวจวินต้อนรับพวกเขาอยู่ในที่พักแรม ใต้เท้าเหล่านั้นดื่มเหล้าตอนยามเซิน[3]ถึงได้ขึ้นรถม้าออกจากที่พักแรม แต่เรื่องพวกนี้ซย่าชูชีไม่อาจแทรกแซงได้ แม้แต่หน้าของจ้าวจวินเธอยังไม่เห็นเลย 

ตกดึก ขณะกวาดใบไม้อยู่ในเรือน กำลังครุ่นคิดว่าจะไปดักเขาที่พลับพลาอวี้หวงดีหรือไม่ ก็มีคนด้านนอกมาเรียก 

“ฉู่ชี มีคนมาหา” 

ใครมาหาเธอกัน 

เธอวางไม้กวาดแล้ววิ่งไปทางประตูเมืองตะวันตกของที่พักแรม พอเธอเห็นว่าเป็นเจ้าทึ่มหลานต้าที่นั่งอยู่บนตอหินนอกประตู ใบหน้าหมองคล้ำเห็นรอยข่วนอยู่หลายแผล เสื้ออ๋าวที่เย็บใหม่ก็มีปุยสีขาวออกมาจากในรู ขยับไหวอยู่ท่ามกลางลมหนาว 

“เฉ่าเอ๋อร์...” ดวงตาแดงก่ำของเขามองมา 

“เจ้าทึ่ม? เจ้ามาได้อย่างไร” 

ซย่าชูชีทักทายกับทหารเฝ้ายามสองสามคน แล้วพุ่งออกไปดูแขนของเขาตรวจดูโดยรอบ 

“เกิดอะไรขึ้น ใครรังแกเจ้า” 

เจ้าทึ่มทำปากงอง้ำ พลันส่ายหน้าไม่กล้าสบตาเธอ 

“ข้าแค่คิดถึงเจ้า เฉ่าเอ๋อร์ ข้าจะไปขอร้องท่านอ๋อง ขอร้องเขาอย่าไล่ข้าไป เจ้าอยู่ไหนข้าอยู่นั่น” 

เมื่อสำรวจดูรอยแผลบนแก้มของเขา น้ำเสียงของซย่าชูชีก็เข้มขึ้นมาก 

“อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง! พูดมา ใครตีเจ้า” 

เพราะเจ้าทึ่มไม่ชินกับการโกหก และด้วยการบีบเค้นของเธอ เขาก็เผยออกมาอย่างรวดเร็ว 

ซย่าชูชีไม่ได้กลับหมู่บ้านหลิวเหนียนเลย จึงมีข่าวลือในหมู่บ้านมากขึ้น บ้างก็ว่าเธอหนีไปกับชายบ้านป่า บ้างก็ว่าเธอนอนกับคนอื่นแล้วท้องโต แอบไปทำแท้งจนตาย เจ้าทึ่มทนฟังไม่ได้เลยเข้าไปตีคนพวกนั้น นางปักปิ่น[4]ลิ้นยาวพวกนั้นทนโดนตีไม่ไหว สุดท้ายเลยพาผู้ชายมาแล้วล้อมชกเขาอย่างแรง 

เห็นท่าทางจนตรอกและน่าสงสารของเขาอย่างนี้ ใจซย่าชูชีก็อยากดวลกับพวกนั้นให้รู้แล้วรู้รอด 

“แค่นี้งั้นหรือ ไม่มีอะไรแล้ว?” 

เจ้าทึ่มตั้งหัวตรงได้แต่ส่ายหน้า หลบสายตาแต่ไม่อาจปิดบังสายตาของเธอได้ 

“บอกมา! ไม่งั้นข้าจะไม่เอาเจ้าแล้ว บอกมาดีๆ ข้าจะได้คิดหาวิธีให้เจ้าได้อยู่ข้างกายข้า” 

“ข้าพูดแล้ว ข้าพูดแล้ว คะ...คือพี่สะใภ้หลิว นาง...” เจ้าทึ่มพูดอ้ำๆ อึ้งๆ ใบหน้าคล้ำแดดนั่นแดงเล็กน้อย 

ซย่าชูชีมองเขาอย่างสงสัย 

พี่สะใภ้หลิวที่เขาว่าเป็นหญิงที่เล่นกับนางฟั่นอย่างเข้าขา ด้วยมีสายสัมพันธ์กับนางฟั่น สามีของนางจึงได้เป็นมือปราบในที่ว่าการอำเภอ จึงไม่กลับบ้านมานานแล้ว และแต่ไหนมานางไม่ค่อยสำรวมอยู่ในหมู่บ้านนัก... 

นางทำอะไรเจ้าทึ่ม 

เห็นเขาไม่พูดออกมา เธอก็กัดฟันบิดหูเขาแรงๆ 

“เจ้าสมองทึบ พูดสิ นางทำอะไรเจ้ากันแน่” 

หัวของเจ้าทึ่มพยายามหลบเบี่ยง เขาถูกบิดจนเจ็บก็ไม่ร้องออกมาสักแอะ ผ่านไปนานถึงได้ส่งเสียงงึมงำขุ่นเคืองออกมา 

“นางบีบก้นข้า แล้วยัง ยังบีบ... บีบ... ของข้า” 

เขาไม่ต้องพูด ซย่าชูชีก็เข้าใจ 

เจ้าทึ่มของนางรูปลักษณ์ไม่เลว รูปร่างบึกบึนเลยถูกหญิงหื่นกามนั่นลวนลามอย่างไม่ต้องสงสัย 

มารดามันเถอะ! 

ความโกรธพุ่งเข้ามา แต่เธอกลับไม่ได้คิดหัวร้อน 

ยิ่งโกรธยิ่งโมโหไม่ได้ คนพวกนี้ต้องโดนจัดการให้หมด! 

เรื่องต่างๆ แวบผ่านเข้ามาในหัวรอบหนึ่ง เธอหรี่ตาเล็กน้อยแล้วยกมุมปากเบาๆ พลางยิ้มอย่างมีแผนการ 

“มา เจ้าทึ่ม พวกเราไปหาท่านอ๋องกัน...” 

เธอมีแผนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวในใจ ฝีเท้าของซย่าชูชีเร็วขึ้นอีกหลายส่วน ปรารถนาจะพบจ้าวจวินให้เร็วขึ้น แล้วลากแขนเจ้าทึ่มไปด้วย เพิ่งเข้าประตูเมืองตะวันตกที่พักแรมได้ไม่เท่าไร ก็ได้ยินเสียงมึนเมาเล็กน้อยของใครคนหนึ่งดังขึ้น 

“นั่นใคร หยุดเดี๋ยวนี้” 

เธอเหล่ตามอง 

ชายคนนั้นเป็นคนหน้าตาหล่อเหลา ดวงตาหงส์คู่นั้นแฝงรอยยิ้ม ผมยาวดำขลับที่ไร้รัดเกล้าก็แผ่สยายลาดไหล่ สวมชุดคลุมกระเรียนสีน้ำเงินหลวมๆ ดูท่าทางเป็นคุณชายเจ้าสำราญ 

ทำไมถึงพบคนคนนี้ได้เล่า 

ซย่าชูชีปล่อยเจ้าทึ่ม แล้วทักทายเขาอย่างมีมารยาท “ทำความเคารพคุณชาย” 

“ข้าไม่เอาด้วย” หยวนโย่วบีบคางเดินนวยนาดเข้ามา ดวงตาหรี่เล็กจับจ้องเธอ พลางเอ่ยหยอกเหย้า “น้องข้า สองสามวันไม่พบหน้า ยิ่งงดงามนัก” 

“สายตาของคุณชายคงฝ้าฟางแล้ว” 

“เหอะ...” 

หยวนโย่วยิ้มด้วยความสนใจมากขึ้น 

“น้องข้า วันนั้นบอกข้าว่า เมื่อโตแล้วจะแต่งกับข้าไม่ใช่หรือ เหตุใดวันนี้ถึงได้ยั่วยวนคนอื่นเสียแล้ว” 

ซย่าชูชีมองเขายิ้มตาหยี แต่กลับไม่ได้รู้สึกหวาดกลัว “คุณชายพูดเป็นเล่น ฉู่ชีในตอนนี้เองก็เป็นชายแล้วนะขอรับ” 

หยวนโย่วเอียงหน้าก้มมองชุดบ่าวรับใช้ชายสีเขียวของเธอแวบหนึ่ง จากนั้นลูบจมูกหัวเราะ “ปากจิ้มลิ้มของเจ้านี่พูดเป็นจริงได้ ในเมื่อเจ้าเองก็เป็นชาย เช่นนั้น...” เมื่อพูดถึงตรงนี้ แขนของเขาก็พาดมาบนไหล่ซย่าชูชี พูดประโยคโลมเลียว่า “ข้าชอบชายบำเรอที่สุด มา จูบข้าแล้วข้าจะปล่อยเจ้าเข้าไป” 

 

 

------

[1] ฟานไถ (藩台) ชื่อเรียกขุนนาง ทำหน้าที่ควบคุมดูแลเรื่องเงินทอง ความมั่งคั่ง เรื่องคนเป็นต้น

[2] ฝู่ไถ (府台) ชื่อเรียกขุนนาง ผู้มีอำนาจปกครองสูงสุดของเมืองท้องถิ่น

[3] ยามเซิน (申时) ช่วงเวลา 13:00-15:00

[4] นางปักปิ่น ในที่นี้หมายถึง หญิงที่แต่งงานแล้ว

ความคิดเห็น