facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ซย่าชูชีแพทย์หญิงในหน่วยลอบสังหารพิเศษแดงดันย้อนเวลามาอยู่ในร่างของคุณหนูเจ็ดที่มีรอยสักอยู่บนขมับ ช่างอัปลักษณ์นัก! แต่ช่างปะไร เธอขอแค่ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขก็พอ แต่โชคชะตากลับไม่ได้เป็นดั่งหวังเมื่อเธอดันไปขโมยตราพยัคฆ์ทองคำของจิ้นอ๋องเข้าให้ ความซวยจึงบังเกิด...

ตอนที่ 34 ข่าวโคมลอยขององค์ชายสิบเก้า

ชื่อตอน : ตอนที่ 34 ข่าวโคมลอยขององค์ชายสิบเก้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ธ.ค. 2563 15:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 34 ข่าวโคมลอยขององค์ชายสิบเก้า
แบบอักษร

 

ดวงตาเย้ายวนของเขาหรี่ลง ริมฝีปากค่อยๆ หยักขึ้น “ประมาณปีก่อน ข้าทำภารกิจสำคัญที่เมืองหลวง...” 

ทำภารกิจ? 

สายตาของซย่าชูชีหลุบมองแผ่นป้ายสีทองตรงเอวของเขาทันที ‘องครักษ์เสื้อแพร’ ป้ายนี้ตรงกับสายตาของเธอพอดี 

มิน่าเล่า! 

เครื่องแบบมัจฉาเหินชุดขุนนางสีแดง มีดเหน็บ ดาบซิ่วชุน[1]ที่เรียวบางโค้งงอเล็กน้อย แล้วยังมีคนเรียกเขาว่าต้าตูตู เขาก็คือหัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรที่อาภรณ์งดงามตามเล่าขาน เป็นหัวหน้าหน่วยภารกิจพิเศษทางการทหารที่สามารถจับกุมนักโทษด้วยตัวเอง ลงโทษและจัดการนักโทษด้วยวิธีทรมานงั้นเหรอ  

“เจ้านี่ ช่างโง่เขลานัก!” 

เสียงเขาเบาลงอย่างเดาทางไม่ถูก ท่าทางเกียจคร้านนั้น แฝงความเหยียดหยันไว้มาก ดาบซิ่วชุนที่เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวกำลังจ่ออยู่ตรงคอของเธอ และผู้ชายชั่วร้ายคนนี้รูปลักษณ์ราวดอกไม้ราวหยก แต่เรี่ยวแรงกลับมหาศาล แขนข้างหนึ่งกดเธอกับต้นไม้ใหญ่อย่างแรง ทำให้เธอขยับไม่ได้ 

เมื่อคิดๆ ดู ริมฝีปากเธอก็หยักขึ้น ราวกับว่าจะยิ้มแต่ก็ไม่ “เปลี่ยนมาใส่เสื้อกั๊กเช่นนี้ เกือบจำเจ้าไม่ได้แหนะ” 

หางคิ้วเขาเลิกขึ้น “หรือเจ้ายังจำข้าได้” 

“แน่นอน วิธีขอความรักของเจ้าน่ะ กินใจเสมอนี่นา จริงสิ แม่เจ้ารู้หรือไม่” 

เขางุนงงเล็กน้อย “หืม?” 

ซย่าชูชีเอียงหน้าก้มลง ดวงตาแจ่มชัด มองเขาอย่างคนใสซื่อ 

“เจ้ารู้นี่ ข้างามขนาดนี้ มีเสน่ห์ให้คนจดจำเสมอ เอาเถอะ เมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว ข้าก็จะไม่ขัดขืนอีก เจ้าปีศาจ เจ้าว่ามาตอนนี้เจ้าจะขายศิลปะหรือขายร่างกายกัน” 

หางตาเขายกขึ้น ร่างสูงงดงามนั่นขยับเข้ามาอีกหนึ่งชุ่น[2] ก้มหน้าลงฉับพลัน แล้วจ้องมองดวงตาของเธอ 

“แกล้งทำตัวบ้าบอ?! แล้วนิสัยยังเปลี่ยนด้วยหรือ” 

“ชิ บทพูดแก้เขินเช่นนี้ของเจ้าแย่ซะไม่มี อยากแตะต้องตัวข้าก็พูดมาตรงๆ เหตุใดต้องทำเช่นนี้” 

ซย่าชูชียิ่งเกิดสงสัยเรื่องราวของร่างนี้เพิ่มขึ้น แต่ฉากเลือดสาดเมื่อครู่ทำให้เธอไม่อาจครุ่นคิดความหมายในคำพูดเขา ได้แต่พูดอ้อมพูดบทตลกกับเขา เพราะเธอรู้ว่าตอนนี้ภารกิจสำคัญที่สุดก็คือหนี 

“คุณหนูเจ็ด...” 

เขาเพิ่งพูดออกมาเสียงเบาเพียงสามพยางค์ เสียงชิ้ว ธนูดอกเล็กที่ประกายวาบเย็นเยือกดอกหนึ่งก็ยิงออกมาจากป่าลึก เขาเสมองทันใด พร้อมกับมือคลายออก ดวงตาที่ใสซื่อบริสุทธิ์ของซย่าชูชีก็แปรเปลี่ยน เธอยกรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ซย่าชูชีไม่รู้ว่าใครช่วยเธอจึงอาศัยวินาทีนั้น ใช้มือเล็กบีบหน้าอกของเขาแล้วผลักเขาออก 

“คนงาม ไว้มาเล่นกันใหม่นะ” 

ฟิ้ว... 

ควันผงสีขาวก็สาดออกมาจากนั้นก็มีคนร้องว่า 

“ต้าตูตู ระวังขอรับมีพิษ...” 

ซย่าชูชีสับเท้าทะยานไปอย่างรวดเร็ว ยิ้มกว้างอย่างพอใจ “เจ้าโง่ มีพิษน่ะอยู่นี่ย่ะ ลองชิมผงอัสนีเพลิงของข้าหน่อยเป็นไง” 

ผลัวะ! 

จู่ๆ ก็มีแสงไฟกระจุกหนึ่งพุ่งเข้ามาในหมอกควัน เกิดเสียงระเบิดดังขึ้น 

เหล่าองครักษ์เสื้อแพรใช้แขนเสื้อปิดปากปิดจมูกแน่น แล้วเดินไปยังนอกป่าไม้ กระทั่งควันสลายแล้วจะมีคนอยู่ได้อย่างไรกัน หนุ่มรูปงามสวมชุดขุนนางสีแดงมองไปยังทางเมืองชิงกั่ง ก็แย้มยิ้มช้าๆ หันกลับไปแล้วไปทางใต้ต้นไม้ใหญ่ หยิบธนูดอกเล็กที่ไม่ได้เสียบลำต้นขึ้นมา หรี่ตาเป่าเบาๆ แล้วรอยยิ้มชั่วร้ายก็เผยกว้าง 

“ที่แท้คุณหนูเจ็ดสกุลซย่าติดตามเขางั้นหรือ มีเรื่องน่าสนุกให้ดูแล้วสิ”  

ซย่าชูชีแทบจะทยานกลับโรงยา คนที่จัดหายาและตรวจรักษามีไม่มาก พ่อลูกกู้อาเจียวจึงต่างยุ่งกับงาน เธอเลยไม่ได้พูดอะไรมากนักนอกจากคำขอบคุณ แล้วหยิบห่อสัมภาระตัวเองรีบบึ่งไปที่พักแรม 

เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ตอนนี้คนที่เธออยากเจอก็คือจ้าวจวิน  

ที่พักแรมก็ยังเป็นที่พักแรมเดิม บางทีเรื่องที่เธอปรากฏตัวอยู่บนเตียงของจ้าวจวินเมื่อคืนกลางดึกคงได้ถูกแพร่ออกไป เมื่อเดินเข้าไปด้านใน สายตาทุกคู่จึงมองเธอแปลกๆ เด็กสาวรับใช้สองสามคนยังเผยอารมณ์อิจฉาริษยาอย่างปิดไม่มิด สายตานั้นราวกับมีดเย็นๆ จนอยากจะเฉือนเนื้อของเธอออกมา 

เมื่อวางห่อสัมภาระแล้ว เธอก็ฟังข่าวจากเหมยจื่อแล้วไปทางเรือนพักแรม แต่เธอยังไม่ทันได้เดินเข้าใกล้แท่นของห้องใหญ่ ก็ถูกเย่ว์อวี้ขวางไว้ตรงหน้าประตู 

“ฉู่ชี เจ้ามีเรื่องอันใด” 

ซย่าชูชีเอียงหน้าอย่างรีบร้อนมองเข้าไปข้างใน “นายท่านอยู่หรือไม่ ข้ามีเรื่องด่วนต้องพบเขา” 

“คือ...” ใบหน้างดงามของเย่ว์อวี้ลำบากใจ “วันนี้มีใต้เท้าหลายคนมาจากหัวเมืองจิ่นเฉิง นายท่านคุยเรื่องงานกับพวกเขาอยู่ เกรงว่าจะไม่สะดวกพบเจ้า” 

“อ้อ” 

กฎข้อนี้ซย่าชูชีรู้ดี 

อย่างไรเสียช้าเร็วก็ได้เจออยู่ดี เธอจึงไม่รีบร้อนค่อยมาใหม่อีกหน แล้วส่งยิ้มให้ “ได้ งั้นข้าค่อยมาใหม่” 

เย่ว์อวี้ยิ้มตาม “เดี๋ยวนายท่านก็เรียกข้าแล้ว ข้าจะบอกเขานะ” 

เธอเป็นหญิงงามที่เพียบพร้อม ไม่เพียงแค่รูปร่างดี พูดจายังสุภาพเรียบร้อย ความเร็วเชื่องช้า พูดชัดถ้อยชัดคำ มีการอบรมสั่งสอนมาดีอย่างเห็นได้ชัด แต่รอยยิ้มอ่อนโยนของนางวันนี้ กลับหนาวเย็นหลายส่วนดูไม่ชัดเจนเท่าใดนักจนซย่าชูชีขนหัวลุก 

ดูท่าเรื่องเมื่อคืน จะทำให้สาวรับใช้อาวุโสคนนี้เกิดความเกลียดชังนึกว่าเธอจะยั่วยวนจ้าวจวิน 

แม้เธอจะเคยมี... 

แต่ ไม่สำเร็จไหม 

ชิ มันต้องถึงขนาดนั้นเลยหรือไง ก็แค่ผู้ชายคนเดียว 

เธอแอบกรอกตามองบน แล้วทำความเคารพนางจากกฎระเบียบที่เรียนรู้ใหม่อย่างไม่สบอารมณ์ หันหลังไปยังห้องบ่าวที่เรือนซีเพ่ย วันนี้เหมยจื่อเองก็ไม่ได้เข้าเวร เวลานี้กำลังศึกษาขวดยาพวกนั้นที่เธอนำกลับมาในห้อง 

“นี่ อย่ามือบอนสิ” 

ซย่าชูชีหยุดนางไว้ แล้วสับเท้าเดินเข้าไป “จับสุ่มสี่สุ่มห้า เดี๋ยวได้พบยมบาลหรอก เจ้าไม่อยากตายหรอกใช่ไหม” 

เมื่อขู่เหมยจื่อไปแล้ว ก็เห็นใบหน้าเคร่งเครียดหวาดกลัวของนาง เธอเลยขำขึ้นจมูก แล้วนำกระเป๋ายาจีนที่เธอเลือกไว้ให้นางออกมา เมื่อให้นางเคี่ยวยาครู่หนึ่งแล้ว ก็ให้นางดื่ม เสร็จแล้วก็ควักขวดเคลือบเล็กออกมาจากห่อสัมภาระพลางชี้ไปยังเตียง 

“นอนลงซะวันนี้พี่สาวจะปรนนิบัติเจ้าสักรอบ” 

เพราะเรื่องที่ตีเหมยจื่อสลบ แล้วยังถอดชุดของนางในห้องเก็บฟืนอีก ซย่าชูชีเลยทำความสะอาดใบหน้า พอกหน้า ทายา ตอนอธิบายอาหารดื่มกินต้องห้าม และการรักษาตุ่มแดงเธอก็ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ส่วนเหมยจื่อก็เป็นพวกพูดมาก พูดไปพูดมากลับพูดถึงเรื่องเพลงกล่อมเด็ก ทำเอาซย่าชูชีสะดุ้งโหยง 

“อะไรหรือ นายท่านรู้เรื่องนี้แล้วหรือยัง” 

“อืม” เหมยจื่อหรี่ตาอย่างสบายตัว เอาแต่พยักหน้า 

“เขามีท่าทีอย่างไร” ซย่าชูชีไม่สงสัยเลยว่าเรื่องวิธีวางยาด้วยเพลงกล่อมเด็ก จ้าวจวินรู้ตั้งแต่นาทีแรก 

“ไม่มีท่าทีอะไร” เหมยจื่อพูดจบ แต่เมื่อคิดดูแล้วก็ขมวดคิ้ว “เอ ก็ใช่นะ จะว่าไปแล้วทุกคนต่างก็ชื่นชมนายท่าน นายท่านของเราคงชอบนะ” 

สำหรับสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวอยางนาง ทำให้ซย่าชูชีไม่อาจอธิบายให้ฟังได้ หญิงสาวครุ่นคิดเล็กน้อยก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา 

“เหมยจื่อ เจ้าเคยได้ยินเรื่องใต้เท้าผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรหรือไม่” 

“ต้าตูตู?” เหมยจื่อตาสว่างวาบจากนั้นก็กระตือรือร้นขึ้นทันใด “เขาเป็นชายรูปงามผู้โด่งดังเชียวนะ เพียงแต่ข้าไม่มีวาสนาได้เห็น” 

 

 

------

[1] ดาบซิ่วชุน (绣春刀) ดาบประจำกายขององครักษ์เสื้อแพร

[2] ชุ่น (寸) คือ มาตรวัดความยาวของจีนหรือก็คือ นิ้ว

ความคิดเห็น