email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Episode 8 สายลมที่เริ่มเปลี่ยนทิศ

ชื่อตอน : Episode 8 สายลมที่เริ่มเปลี่ยนทิศ

คำค้น : เซฟแมงป่อง ตบหลุมรัก My heart November นิยายวาย ตบจูบ ฟิวกูดรักมหาลัย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 32.9k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ธ.ค. 2563 17:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Episode 8 สายลมที่เริ่มเปลี่ยนทิศ
แบบอักษร

Episode 8  

สายลมที่เริ่มเปลี่ยนทิศ 

[The Scorpion King]  

 

 

 

“ปะ...ป๊า...ปะป๊า” เห็นไอ้พี่มังกรพยายามสอนให้สกอร์เรียกตัวเองอยู่นานจนเด็กมันเริ่มพูดตามก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ 

 

บ้านที่เคยแสนเงียบเหงาไร้ร่องรอยแห่งความสุขมาหลายปีตอนนี้มันช่างดูอบอุ่นขึ้นมาอีกครั้ง แต่ถึงภาพตรงหน้าจะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะมากเพียงใด สายตาของผมกลับเอาแต่มองหาเด็กคนนั้นทุกครั้งที่มีรถแล่นผ่านหน้าบ้าน ทั้งที่เซฟเป็นคนบอกเองว่าจะรีบไปรีบมาแต่นี่ก็เกือบสองชั่วโมงแล้วยังไม่มีวี่แววว่าเขาจะกลับมาเลย 

 

“พี่ฝากดูสกอร์ด้วยนะ ผมจะไปอุ่นกับข้าวก่อน” มังกรพยักหน้าให้แล้วโอบมือไปกอดสกอร์โยเยไปมา เดี๋ยวก็ฟัดแก้ม เดี๋ยวก็หอมจนผมต้องดันตัวลุกจากโซฟาเดินเข้าไปในครัวหยิบถุงอาหารสำเร็จรูปที่เพิ่งแวะซื้อจากตลาดขึ้นมาเทใส่ชามเอาเข้าไมโครเวฟ 

 

กริ๊ง...กริ๊ง! 

 

เสียงกระดิ่งแขวนหน้าประตูร้านบ่งบอกว่ามีใครเข้ามาจนผมเองต้องรีบวิ่งออกไปชะโงกหน้ามอง ถึงแม้คนที่เข้ามาจะไม่ใช่เซฟแต่มันก็ทำให้ผมต้องประหลาดใจไม่ต่างกัน 

 

“ขอโทษนะครับพี่ ที่นี่ใช่บ้านของแมงป่องรึเปล่า?” หนุ่มร่างสูงมันยกมือไหวแล้วเอ่ยถามพี่มังกรที่ยังคงนั่งตะลึงกับหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาตรงหน้า ขนาดผมเองเคยเห็นคนหน้าตาดีมาเยอะแต่เมื่อเทียบกับไอ้หมอนี่น่าจะใช้คำว่าคนละโลกได้เลยมั้ง ยังไม่ทันที่พี่มังกรจะได้ตอบผมกลับเป็นฝ่ายร้องถามออกมาเสียเอง 

 

“พลัง! ...มึงมาที่นี่ได้ยังไง?” เพื่อนสนิทผมมันเดินผ่านสองคนที่ยังนั่งอยู่ที่พื้นปรี่มาประชิดตัวผมในทันที 

 

“กูน่ะโทรหามึงจะเป็นร้อยรอบแล้วมั้งไอ้ห่าแมงป่อง ดีนะที่เคนมันมีเบอร์ของไอ้เซฟไม่งั้นกูเนี่ยได้ล่องลอยเป็นสัมภเวสีอยู่แถวนี้ชัวร์” 

 

กะพริบตามองมันแบบไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ “แล้วมึงมาหากูถึงนี่ทำไม?” 

 

“เมื่อเช้าตอนไปเก็บภาพสตาฟพวกไอ้เคนมันเล่าให้ฟังว่ามึงกับไอ้เซฟกลับบ้านมาพร้อมกัน กูก็เป็นห่วงมึงไง โทรหาก็เสือกไม่ยอมรับสายจนกูต้องลำบากลำบนมาตามดูมึงถึงนี่” ซาบซึ้งจนน้ำตาจะไหล! 

 

“เออ ขอโทษทีพลังเวลาอยู่บ้านกูไม่ค่อยพกโทรศัพท์ติดตัว แล้วเมื่อคืนก็เกิดเรื่องหายอย่างจนกูลืมเรื่องมือถือไปเลย” 

 

“มึงสองคนนี่ก็แปลกว่ะ เวลาต่างคนต่างอยู่ก็เห็นดี ๆ แต่พออยู่ด้วยกันทีไรมีปัญหาตามมาตลอดหัดเข้าวัดทำบุญกันบ้างนะ” ถึงจะรู้ว่าพลังมันแกล้งแซวก็เถอะแต่อาจจะจริงอย่างที่มันพูดก็ได้ “อะนี่ ไอ้เซฟมันฝากให้เอามาให้มึง” พลังยื่นเป้ใบใหญ่ส่งมาให้ ผมรับแล้วรีบเปิดดูข้างในทันที เป็นเสื้อผ้าเด็กของเล่นแล้วก็พวกข้าวของเครื่องใช้บางส่วน 

 

“เจอมันที่ไหนพลัง!” 

 

“ก็กูโทรหามึงไม่ติด เลยโทรหาไอ้เซฟแทนมันก็เลยขอร้องให้กูไปส่งมันที่บ้านเพื่อเอาของใช้มาให้มึงไง” พลังมันเริ่มกอดอกพิงก้นไปกับเคาน์เตอร์ 

 

“แล้วมันไม่ได้กลับมาพร้อมมึงเหรอ?” สายตาผมมันลอดผ่านตัวพลังไปที่หน้าร้าน ที่ไหนสักแห่งในตัวผมหวังว่าจะเห็นเด็กคนนั้นตามเข้ามา 

 

“อุวะ! เพื่อนกู! สรุปคือมึงอยากให้มันกลับมาด้วย?” ดวงตากลมโตของไอ้พลังจ้องมองผมเหมือนขอคำตอบที่ดีกว่าคำว่า เปล่า “กูพอจะมองมึงออกมาสักพักแล้วล่ะแมงป่อง ไม่ใช่แค่กูคนเดียวนะแม้แต่เมจิกับแอร์มันยังดูออกเลยว่ามึงคิดยังไงกับไอ้เด็กเซฟนั่น” 

 

“...” อยากจะเถียงแต่พอเพื่อนมันพูดแบบนี้ก็ไปไม่ถูก 

 

พลังมันหันไปมองทางน้องสกอร์กับพี่มังกรแล้วถามออกมาด้วยสีหน้าจริงจังอีกครั้ง “นั่นพี่ชายมึงใช่รึเปล่าวะ ถ้ากูเดาไม่ผิดพี่มึงคงเลือดกรุ๊ป B หรือไม่ก็ AB ล่ะสิ” 

 

“มึงรู้ได้ไง?” 

 

“ความหล่อเป็นเหตุสังเกตได้” มันยักคิ้วสองส่งมาจึกก็อยากจะแหวะแต่มันก็หล่อจริงแหละเลยต้องยอม “ไม่ใช่แค่กูที่รู้ว่าเด็กนั่นไม่ใช่ลูกมึงแม้แต่ไอ้เซฟมันก็รู้แล้ว ตอนนี้มันคงกำลังข้ามไปหาปู่มันที่เกาะเสม็ดแล้วมั้ง” 

 

“เซฟบอกอะไรมึงพลัง...มันบอกอะไร!” หัวใจมันร้อนรุ่มจนเก็บอาการไม่อยู่ก้าวเข้าหาพลังแล้วเขย่าไปที่แขนของมันเหมือนคนบ้า 

 

พลังมันจับมือผมออกแล้วถอนหายใจออกมาเสียงดัง “เซฟมันไม่ได้เล่าอะไรให้กูฟังหรอกน่า แต่มันน่าจะรู้อะไรเกี่ยวกับมึงมาบ้างแล้วถึงได้พยายามตามหาความจริงขนาดนั้น กูจะบอกให้เอาบุญนะแมงป่องที่เซฟมันรู้แน่ ๆ ตอนนี้คือเรื่องที่มึงไม่ใช่พ่อเด็ก กรุ๊ปเลือดระหว่างมึงกับเด็กน้อยนั่นมันเป็นไปไม่ได้เลยมึงอาจจะยังไม่รู้ก็ได้ว่าหลานมึงมีเลือดกรุ๊ป AB น่ะ” 

 

“มึงเล่าให้กูฟังได้นะแมงป่องไม่งั้นกูก็ไม่รู้ว่าควรจะช่วยมึงยังไงดีหรือถ้าอยากจะให้กูกับไอ้เซฟตามสืบเองก็ตามใจมึงละกัน ยังไงไอ้เซฟมันก็คงไม่หยุดตามหาความจริงอยู่แล้ว” 

 

“นี่มึง...” จะบอกว่าตื้นตันกับความห่วงใยของเพื่อนคนนี้ก็คงไม่ผิด...หล่อและแสนดีเหลือเกิน 

 

“ใช่...กูอยากเสือก ทำใจเถอะเพราะกูเสือกเรื่องของมึงมาตั้งนานแล้วล่ะ!” สัด! 

 

“เออ” ปวดหัวตุบ ๆ ทำไมความลับมันถึงไม่มีในโลกวะ กลับตัวมาที่ถุงแกงบนโต๊ะจัดการแกะเทใส่ชามเอาเข้าไมโครเวฟก่อนจะหันมาเผชิญหน้าไอ้พลังอีกครั้ง “กูขอขึ้นไปเอาของบนห้องก่อนนะ เอาไว้จะเล่าให้ฟังบนเรือละกันตอนนี้เราต้องรีบไปกันแล้ว” 

 

“ไปไหนวะ?” 

 

ผมไม่ได้ตอบอะไรพลังมันอีกเลยหลังจากที่เอากับข้าวออกมาตั้งไว้บนโต๊ะก็สาวเท้ารีบขึ้นมาเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเผื่อทั้งของตัวเองและของพลังแต่พอก้าวลงมาถึงชั้นล่างเสียงจอแจก็ดังระงมด้วยน้ำเสียงแห่งความยินดีสายตาของคนทั้งบ้านหันมองมาที่ผม 

 

“เอ้า จะรีบไปไหนป๊าม๊าเพิ่งกลับมาไม่คิดจะอยู่คุยกันก่อนรึไง” 

 

“ป๊าม๊า สวัสดี...เอาไว้ค่อยคุยกันที่หลังนะครับตอนนี้ผมรีบ” เดินไปคว้าแขนไอ้พลังพร้อมกับบอกพี่ชาย “พี่มังกรผมฝากสกอร์สักคืนนะพี่ กินข้าวอาบน้ำแล้วพี่ก็พาน้องเข้านอนเลยนะ” 

 

“แล้วแกจะไปไหนแมงป่องมานั่งคุยกับป๊าให้รู้เรื่องก่อน แล้วจิตใจไม่คิดจะแนะนำเพื่อนให้ป๊าม๊ารู้จักเลยรึไง” พ่อตบมือลงบนโซฟาหลุยส์หุ้มเบาะลวดลายสีแดงสด ส่วนแม่เองก็เดินไปอุ้มเจ้าสกอร์ขึ้นมานั่งบนตักจนผมเองก็ต้องยอมทำตามเดินไปนั่งขั้นกลางระหว่างพ่อกับแม่ส่วนไอ้พลังก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยนอกจากหัวเราะเหมือนเป็นเรื่องสนุก 

 

“ป๊าม๊าไอ้นี่มันชื่อพลังเป็นเพื่อนที่คณะเดียวกันแล้วก็แชร์คอนโดอยู่ด้วยกันครับ” พลังมันยกมือไหว้ 

 

“นี่ป๊าคิดว่าลูกป๊าหล่อมากแล้วซะอีก เหนือฟ้าก็ยังมีฟ้าเนอะ” 

 

“ลำบากใจจังเลยครับป๊าแต่ผมเองก็พูดโกหกไม่เก่งซะด้วยสิ คงต้องขอน้อมรับแต่โดยดี” ขอถีบสักเปรี้ยงเถอะ จะมั่นหน้ามั่นโหนกไปไหนวะ? 

 

“เออ ว่าแต่เราเถอะแมงป่องเก็บกระเป๋าจะไปไหน?” 

 

“ใช่ ๆ จะไปไหนเหรอเพื่อน” เกลียดหน้ายิ้ม ๆ ของไอ้พลังฉิบหายรู้อยู่แล้วยังจะกวนน้ำให้ขุ่นทำไม? 

 

“เฮ้อ...ผมจะข้ามไปเกาะเสม็ดว่าจะพาพลังมันไปเที่ยวสักคืน” ตอนนี้โกหกไปก่อนละกันขืนบอกว่าจะไปตามน้องชายแซนกลับมามีหวังแม่ต้องกริ้วแน่ 

 

“จริงเหรอ? ทำไมกูไม่เคยรู้มาก่อนเลยวะแล้วนี่ลูกสุดที่รักมานอนค้างบ้านทั้งทีใจคอจะทิ้งน้องแล้วพากูไปเที่ยวอะนะ” 

 

พลั่ก! คราวนี้ตีนมันลอยไปเองจนพ่อกับแม่ยังสะดุ้งไปตาม ๆ กัน 

 

“เอาเถอะแกไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร ป๊าเองก็พอจะเดาออกอยู่แล้วว่าจะรีบร้อนข้ามเกาะไปทำไม ที่ถามน่ะเพราะอยากให้แมงป่องแน่ใจในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำหวังว่าจะไม่มานั่งเสียใจทีหลังอีกนะ” 

 

“จะไปก็รีบไปสิ คืนนี้ม๊าจะได้มีเวลานอนกอดหลานนาน ๆ ให้หายคิดถึงแบบไม่ต้องมีใครแย่ง” 

 

“เดี๋ยวสิม๊าลูกต้องนอนกับผมดิ” สองแม่ลูกทุ่มเถียงกันแย่งน้องสกอร์ในขณะที่พ่อเองก็ได้แต่ยิ้มแล้วบีบมาที่หลังมือ 

 

“แมงป่องเรื่องบางอย่างก็ไม่ต้องไปทำให้มันยุ่งยาก เหมือนปมเชือกที่มันเริ่มคลายแล้วก็ไม่จำเป็นต้องดึงให้มันแน่นขึ้น ทั้งที่บ้านเราให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้ชีวิตคู่แท้ ๆ แล้วลูกจะทำให้มันซับซ้อนไปทำไม”  

 

แปะ...แปะ ไอ้พลังมันถึงกับตบมือออกมาเสียงดัง 

 

“จริงป๊า...แมงป่องมันคงนึกว่าตัวเองเป็นโศรยาในละครจำเลยรักมั้งครับเอาซะเหมือนชีวิตจริงเลย” ยัง...ยังเล่นกูไม่หยุดอีกนะไอ้พลัง! 

 

“พูดมาก!”  

 

ผมพาพลังมาลงเรือที่ท่าเรือศรีบ้านเพทั้งที่รีบใจจะขาดแต่ไอ้พลังมันกลับอยากนั่งเรือชมวิวสุดท้ายก็ต้องตามใจมันฉงนราคาไป-กลับแค่เพียง 120 บาทแต่มีข้อเสียคือต้องเดินจากท่าเรือไปหน้าหาดเองหรือไม่ก็เหมารถสองแถวไป 

 

สายตาของบรรดานักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศต่างจับจ้องมองมาที่เราทั้งคู่ ไอ้ผมน่ะมันคนพื้นที่รู้ว่าควรจะทำตัวยังไงถึงจะไม่กลายเป็นจุดสนใจแต่ไอ้พลังมันไม่ใช่ ใครยิ้มให้มันก็ยิ้มตอบ ใครโบกมือให้มันก็โบกมือตอบ ระวังไว้เถอะจะโดนลากไปข่มขืนแบบไม่รู้ตัวนักท่องเที่ยวเองก็มีหลายแบบ บางคนก็มาเพื่อพักผ่อนสัมผัสบรรยากาศ บางคนก็มาเพื่อเล่นน้ำแต่ก็มีบางคนที่มาเพื่อหาคู่นอนแบบไม่อ้อมค้อม 

 

ตามคำพูดติดปากที่ว่า *ไปเสม็ด...เสร็จทุกราย* ก็ไม่รู้ที่เสร็จนี่เพราะติดใจในบรรยากาศหรือติดใจคนที่มาเที่ยวกันแน่ 

 

“เอาล่ะแมงป่องไหนมึงเล่ามาซิ ว่าเรื่องระหว่างมึงกับไอ้เซฟมันคืออะไร” 

 

“อืม” ผมเริ่มเล่าทุกอย่างให้พลังฟังตั้งแต่ตอนที่อยู่ม.1 

 

เรื่องราวมันเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนั้น หลังจากย้ายโรงเรียนมาชั้นมัธยมต้นผมก็ได้พบกับเพื่อนใหม่ภายในห้องและหนึ่งในนั้นคือ แซน เด็กสาวแสนสวยหน้าตาน่ารักที่มักจะมีเด็กหนุ่มรายล้อมเธออยู่เสมอ แซนเองก็ดูจะไม่ค่อยสุงสิงกับเด็กสาวคนอื่นภายในห้องเสียเท่าไหร่แต่เธอกลับเล่นและพูดคุยกับเด็กผู้ชายได้อย่างเป็นธรรมชาติรวมถึงผมด้วยอีกคน  

 

แซนเป็นคนพูดเพราะยิ้มหวานจนแม้กระทั่งผมเองก็อดที่จะชอบเธอไม่ได้และแซนเองก็ดูมีท่าทางสนใจในตัวผมมากเช่นกัน จากที่สังเกตแซนพยายามทำทุกอยู่เพื่อให้อยู่ในสายตาของครูเสมอ การเรียนก็โดดเด่นจนเป็นที่ชื่นชมแต่ที่ผมไม่เข้าใจเลยคือเพื่อนหญิงหลายคนเลือกที่จะไม่เฉียดเข้าใกล้เธอเลยแม้แต่น้อยเคยคิดว่ามันคือการอิจฉา ริษยาของเด็กในวัยเดียวกันจนกระทั่งเราทั้งคู่เริ่มสนิทกันผมถึงเริ่มเห็นอะไรบางอย่าง 

 

ผมไม่เคยได้ยินแซนพูดเรื่องของครอบครัวตัวเองเลยแม้แต่ครั้งเดียว เธอไม่เคยเอ่ยถึงพ่อแม่ราวกับแซนอยู่ตัวคนเดียวมาตลอดมีเพียงบางครั้งที่เธอมักจะมองดูเด็กคนหนึ่ง เด็กอ้วน ตัวดำ ที่ยังน่าจะอยู่เพียงชั้นประถมกับคำพูดพึมพำที่ผมเองยังต้องรู้สึกแปลกใจ “น่าเกลียด น่ารำคาญ” มันเป็นคำพูดที่มักได้ยินอยู่บ่อยครั้งมาตลอดหนึ่งปี บางครั้งแซนก็เอาเด็กคนนี้มาพูดล้อเรียนในกลุ่มเพื่อนผู้ชายพอไอ้พวกนั้นอยากทำให้เธอพอใจก็พากันไปแกล้งน้องล้อน้องเหมือนเป็นเรื่องขบขัน  

 

จนผมเองก็เริ่มทนไม่ไหวบอกไม่ชอบที่เธอทำแบบนี้แซนก็ดูหงุดหงิดที่ผมไม่เห็นด้วยกับเธอ 

 

เวลาเริ่มผ่านไปเป็นปีจนพวกเราทั้งคู่ขึ้นม.2 แซนก็ยังไม่หยุดพูดถึงเด็กคนนี้สักทีนั่นเลยเป็นเหตุให้ผมเริ่มถอยห่างจากเธอ หนำซ้ำแซนยังตั้งตัวเป็นหัวหน้าหาเรื่องเล่นพิเรนทร์ด้วยการท้าทายให้เพื่อนในห้องทำอะไรสนุก ๆ จากการกลั่นแกล้งเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างขัดขาน้องบ้าง ผลักน้องบ้างก็กลายเป็นเอาขยะมาเทใส่และที่แย่ไปกว่านั้นคือการเอาไข่มาปาเขา เด็กคนนั้นเองก็ไม่ได้โต้ตอบอะไรก้มหน้าก้มตารับความเลวร้ายจนผมเองยังต้องแอบตามไปดูอยู่เสมอ 

 

เสียงร้องไห้มักได้ยินดังมาจากห้องน้ำเก่าหลังห้องพักครูเกือบทุกวัน อาคารเก่าหลังนี้ถูกปิดร้างรอวันซ่อมแซมข่าวลือเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับที่ยังบอกเล่าปากต่อปากจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ สิ่งที่น่าอัปยศอดสูที่สุดคือการที่บรรดาครูทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไล่ จากที่เคยตักเตือนทำโทษพวกเด็กเกเรก็เริ่มวางเฉย ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะน้องเองไม่เคยมีผู้ปกครองเข้ามาเอาเรื่องด้วย  

 

นับวันมันก็หนักขึ้นไปทุกทีจากที่น้องถูกแกล้งจากคนไม่กี่คนก็ขยายใหญ่ขึ้นเหมือนไฟลามทุ่ง เด็กคนนี้กลายเป็นตัวตลกอย่างรวดเร็ว แม้บางคนจะพยายามช่วยน้องแต่ก็ทำได้ไม่นานเพราะน้องเองก็ไม่มีทีท่าจะต่อต้านจนถึงจุดหนึ่งก็ไม่มีใครช่วยน้องอีกเลย 

 

ข่าวลือเริ่มหนาหูเกี่ยวกับเด็กคนนี้มากขึ้นทุกวัน เพื่อนผู้หญิงหลายคนต่างเล่าให้ผมฟังว่าเด็กคนนี้แท้จริงแล้วเป็นน้องชายแท้ ๆ ของแซนและนั่นคือจุดแตกหักที่ทำให้ผมเกลียดผู้หญิงคนนี้ในทันที ในโลกนี้มันไม่ควรมีพี่สาวที่คิดจะทำร้ายน้อง ทั้งที่ตัวเองก็มีทุกอย่างทั้งความสวย ความฉลาดแต่กลับมีจิตใจที่ต่ำช้าเกินคน ไม่ปกป้องเขาแล้วยังยุยงส่งเสริมให้คนอื่นทำร้ายน้องตัวเองอีก ต้องเลวขนาดไหนถึงคิดจะทำแบบนี้กับคนในครอบครัววันนั้นผมตัดสินใจที่จะถามแซนออกมาตรง ๆ  

 

“แซน...จริงรึเปล่าที่เด็กคนนั้นเป็นน้องชายเธอ” พวกเราอยู่บนทางเดินอาคารเรียนชั้นสี่ ผมชี้นิ้วไปเบื้องล่างมองดูเนื้อตัวน้องที่เต็มไปด้วยร่องรอยรองเท้าอยู่เต็มชุดนักเรียน แซนหันไปมองแล้วยิ้มแบบพึงพอใจกับภาพที่เห็น 

 

“จะว่าใช่ก็ใช่นะแมงป่อง เซฟน่ะเป็นลูกเมียน้อยพ่อเราเองดูจากหน้าตาก็น่าจะรู้ใช่ไหม?” วินาทีนั้นผมไม่อยากเชื่อสิ่งที่แซนพูดออกมาเลย ผู้หญิงคนนี้ยังตอแหลแม้กระทั่งเรื่องที่น้องเป็นลูกเมียน้อย ทำไมผมถึงมั่นใจน่ะเหรอเพราะหลายคนที่อยู่ละแวกบ้านแซนต่างเล่าให้ผมฟังว่าแซนกับเซฟเป็นพี่น้องแท้ ๆพ่อแม่เดียวกันแต่ทั้งคู่และคุณย่าเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตตั้งแต่ทั้งสองคนยังเป็นยังเล็ก จากนั้นปู่ก็เป็นคนเลี้ยงดูพวกเขามาตลอด 

 

“เหรอ? ถึงจะเป็นอย่างนั้นจริงก็เลิกแกล้งเขาไม่ได้รึไง” เด็กสาวตรงหน้าผมมีสีหน้าเรียบเฉยไม่รู้สึกรู้สาอันใด เท้ามือไปตามขอบที่นั่งยาวทิ้งคางลงไปยังหลังมือมองเด็กด้านล่างกับคำพูดเสียงเบาที่ทำให้ผมต้องขนลุกไปทั้งตัว 

 

“มีแค่เราคนเดียวก็พอ...ไม่จำเป็นต้องมีมันหรอก”  

 

ส่วนหนึ่งในใจผมลึก ๆ มันกลับเดือดดาลออกมาแบบไม่รู้ตัว “พอเถอะ!” ตอนนั้นผมพูดแค่คำสั้น ๆ คำนั้นออกมาเพียงคำเดียวจากนั้นก็หันหลังเดินลงจากตึกโดยไม่คิดจะกลับไปมองผู้หญิงคนนี้เลย 

 

...แม้แต่ความเป็นเพื่อนผมก็ให้แซนไม่ได้ 

 

เดินวนเวียนตามหาน้องอยู่นานก็ไม่ได้คิดอะไรมากกว่าคำว่า เป็นห่วงและสงสารเท่านั้น จนเดินมาถึงห้องน้ำหลังอาคารเก่าจุดประจำที่เด็กคนนั้นชอบมาแอบร้องไห้แต่ครั้งนี้มันกลับไม่เป็นอย่างที่ผมคิด  

 

ภาพที่เห็นมันทำให้ผมแทบช็อกจนทำอะไรไม่ถูก เด็กคนนั้นกดคัตเตอร์ปาดไปที่ข้อมือของตัวเองครั้งแรกแม้จะไม่ลึกอะไรมากแต่นั่นหมายถึงจุดเริ่มต้นการเตรียมใจพร้อมจะตายของเด็กคนหนึ่ง เสียงร้องของเขามันดูเจ็บปวด มันไม่ใช่เสียงที่เกิดจากบาดแผลแต่เป็นเสียงที่เกิดจากความบอบช้ำภายในจิตใจที่ถูกกลั่นแกล้งมาตลอด 

 

ในขณะที่เขากำลังกรีดมีดลงไปอีกครั้งกลับเป็นผมเองที่วิ่งเข้าไปแล้วคว้าเอาไว้แล้วกระชากมันออกก่อนจากเขวี้ยงจนหายไปในพงหญ้า ความรู้สึกเจ็บแป๊บที่ฝ่ามือและนิ้วมันทำให้ผมรับรู้ถึงสิ่งที่น้องกำลังทำ ผมได้แต่กำมือเอาไว้แน่นพยายามซ่อนมือตัวเองไม่ให้น้องเห็น อย่างน้อยเขาจะได้ไม่รู้สึกกังวลมากไปกว่าเดิม 

 

เสียงโห่ร้องของน้องดังขึ้นอีกครั้ง จนผมเองต้องใช้มืออีกข้างลูปไปที่หัวกับที่หลังของเขา เวลานี้มันไม่ควรจะตำหนิในสิ่งที่น้องกำลังทำแต่มันควรปลอบประโลมเขามากกว่า รออยู่พักใหญ่กว่าเขาจะเริ่มสงบลงมีเพียงเสียงสะอื้นออกมาแผ่วเบาแทน 

 

“พี่ชื่อแมงป่องนะน้องคงเป็นน้องชายของแซนที่ชื่อเซฟใช่ไหม?” นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ เซฟพยักหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา น้ำมูกเต็มไปหมด ผ้าเช็ดหน้าสีครีมถูกหยิบขึ้นมาเช็ดหน้าเช็ดตาให้เขา 

 

ในตอนนั้นผมรู้สึกว่าเขาเองก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไรเลย อาจจะดูอ้วนตัวใหญ่เกินอายุไปบ้าง...ก็ไม่บ้างอะนะน่าจะเกือบร้องกิโลได้มั้ง  

 

...แก้มตุ้ยนุ้ยเหมือนการ์ตูนชินจังจอมแก่นที่ชอบดูน่ารักดีออก 

 

เซฟรับปากสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายตัวเองอีกซึ่งนั่นก็ทำให้ผมสบายใจขึ้นมาเปาะหนึ่ง แต่เรื่องการกลั่นแกล้งนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ผมเลยสร้างข่าวลือเรื่องที่น้องพยายามฆ่าตัวตายและเรื่องมันยิ่งน่าเชื่อถือขึ้นเมื่อเด็กคนนั้นพันแผลที่ข้อมือมาด้วย จนเรื่องนี้ดังไปถึงหูของครูปกครองและเหล่าผู้บริหารโรงเรียนคำสั่งขั้นเด็ดขาดถูกส่งลงมาหากมีการกลั่นแกล้งภายในสถานศึกษาอีกจะลงโทษด้วยการไล่ออกสถานเดียว  

 

ถ้ามีเวลาผมก็ยังคงแอบตามดูเขาห่าง ๆ อยู่เสมอ ผ่านไปเกือบเดือนหน้าตาเซฟมันดูอิดโรยแบบผิดปกติก้าวขาเดินแต่ละทีเหมือนกับคนไร้เรี่ยวแรงจนต้องไปซุ่มมองว่าเขากำลังทำอะไรอีก สุดท้ายไอ้เด็กบ้านั่นก็แอบมานั่งกินยาอะไรบางอย่างแล้วก็หงายท้องล้มแน่นิ่งจนผมแทบจะประสาทเสีย ต้องไปตามภารโรงถึงสองคนมาช่วยกันแบกไอ้เด็กยักษ์ไปห้องพยาบาล 

 

“ฮึก...ฮึก...” ไอ้พลังอยู่ ๆ มันก็หยิบกระดาษทิชชูขึ้นมาซับที่หางตา 

 

“เป็นอะไรของมึงวะ?” 

 

“ชีวิตน้องแม่งโคตรเศร้าเลยว่ะ ถึงว่าทำไมมึงไม่ยอมเล่าความจริงให้มันฟังสักทีที่แท้มึงคงไม่อยากให้พี่น้องต้องเกลียดกันสินะ แต่มึงลืมไปรึเปล่าว่ายัยพี่มันที่ชื่อแซนเนี่ยแม่งเกลียดน้องนะเว้ย กูเชื่อมาตลอดว่าถ้าเราคิดดีทำดีกับใครเราจะได้ความดีนั้นกลับคืนมาแต่ในโลกของความเป็นจริงมันสอนให้รู้ว่า จะดีกับใครก็ต้องดีให้ถูกคนด้วยนะมึง 

 

“ตอนนั้นกูคิดว่าจะเปลี่ยนใจแซนได้ไงแต่กูคิดผิด...ที่จริงจะว่ากูเป็นสาเหตุของเรื่องทั้งหมดก็ได้”

 

“ยังไงวะ? เล่าต่อซิ”

 

ด้วยความอ่อนเพลียที่ต้องแบกร่างน้องมาที่ห้องพยาบาล พอได้นั่งลงเท่านั้นแหละอยู่ ๆ มันผล็อยหลับคาเก้าอี้ไปเลย พอตื่นขึ้นมาก็เห็นมันนอนตะแคงมองตรงมา แล้วสายตาน้องมันอ้อนวอนประมาณว่าอย่าด่ามันเลยพร้อมกับคำพูดขอโทษขอโพย บอกตรง ๆ ว่าโกรธนะแต่พอเห็นแบบนี้มันก็ต่อว่าไม่ลง 

 

เหตุผลก็ตลกสิ้นดีเพราะอยากผอมเหมือนผมก็เลยหันไปเพิ่งยาลดความอ้วน ไม่รู้ว่าควรจะดีใจรึเปล่าแต่มันกลับรู้สึกภูมิใจที่ตัวเองสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กคนหนึ่งได้ คิดแต่ว่าอยากจะช่วยเขาไปให้ถึงฝันเลยสัญญาว่าจะพาไปออกกำลังกายด้วยทุกวันเพราะยังไงช่วงนั้นผมก็ต้องไปเรียนคาราเต้ที่ศูนย์เยาวชนอยู่แล้ว 

 

หลังจากนั้นทุกวันผมก็เริ่มมารับเขาตอนเย็นไปสนามกีฬาช่วงแรกกว่าจะเคี่ยวเข็ญให้ออกกำลังกายได้เนี่ยเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา แต่พอเริ่มให้เปลี่ยนจากวิ่งอย่างเดียว เป็นเล่นบาสกับเขาบ้าง ตะกร้อบ้าง เล่นเวทยกน้ำหนักบ้างเขาก็เริ่มน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว พอเซฟน้ำหนักเริ่มลดกำลังใจก็เริ่มมาเขาออกกำลังกายหนักขึ้น คุมอาหารได้ดีขึ้นแบบแทบจะไม่แตะต้องขนมหวานกับของทอดเลย 

 

แต่ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่ผมทำเพื่อช่วยเซฟมันกลับกลายเป็นการก่อความเกลียดชังในใจแซนเช่นกัน 

 

ผมกับแซนแทบจะไม่ได้คุยกันอีกเลยแม้ว่าเราทั้งคู่จะไม่ได้ทะเลาะกันก็ตามทีแต่ระยะห่างระหว่างเราก็ดูเหมือนจะห่างไกลกันออกไปทุกขณะ พฤติกรรมของแซนเองก็ดูเปลี่ยนไปเป็นนิ่งขึ้นเงียบขึ้นในขณะที่เซฟกลับมาร่าเริงแบบผิดหูผิดตา 

 

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งคือเซฟมันมีโครงสร้างร่างกายที่ดี พอมันเริ่มลดน้ำหนักลงได้เกือบสามสิบกิโล รูปร่างมันก็เปลี่ยนไปจนแทบจะเป็นคนละคนสูงขึ้น ดูดีขึ้นจนไม่น่าเชื่อว่าเวลาแค่สองปีเขาจะเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้ 

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเซฟทำให้ใครต่อใครเริ่มเข้าหาเขามากขึ้นทั้งในโรงเรียนและที่สนามกีฬาเพียงแค่จบมัธยมต้นก็มีส่วนสูงเกือบจะร้อยแปดสิบแล้วสูงกว่าผมในตอนนั้นซะอีก เวลาที่มีคนพูดจาชื่นชมรูปร่างเซฟไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ผมถึงรู้สึกขัดใจไปเสียทุกที ทั้งที่เด็กนั่นก็แทบจะไม่คุยหรือคบกับใครเลยแต่ความรู้สึกตัวเองในตอนนั้นมันกลับบอกไม่ถูก 

 

...เหมือนกับกำลังตั้งตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของอะไรสักอย่าง ไม่อยากให้ใครมาแตะต้องของเรา ไม่อยากให้ใครมาชื่นชม ความคิดมันเริ่มสับสนจนไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าเด็กคนนั้นตรง ๆ  

 

นั่นคงเป็นจุดเริ่มต้นของความรู้สึกที่เปลี่ยนไปล่ะมั้ง จากที่เคยเห็นเป็นแค่น้องชายแต่ตอนนี้อยากให้เป็นมากกว่านั้น... 

 

“โอ๊ย ชีวิตมึงนี่ละครน้ำเน่าฉิบหายเลย เอาไว้มึงค่อยเล่าต่อทีหลังละกันเผลอแป๊บเดียวเรือแม่งมาถึงฝั่งล่ะ” 

 

“...” เรื่องแบบนี้ไม่ใช่อยู่ ๆ จะเล่าก็เล่าได้นะโว้ย! ช่างเถอะเวลานี้ผมควรจะรีบไปตามเซฟก่อนที่เรื่องทั้งหมดมันจะแย่ลงดีกว่า 

 

ผมพาพลังวิ่งมาตามถนนเล็ก ๆ จากท่าเรือหน้าด่าน สองข้างทางก็รายล้อมไปด้วยร้านค้า โรงแรมที่พักเป็นแนวยาว ระยะทางเองก็ไม่ได้ไกลมากจะถึงช้าถึงเร็วกว่านี้ก็คงมีค่าไม่ต่างกัน เวลาตอนนี้ก็เกือบทุ่มกว่าป่านนี้เซฟน่าจะได้คุยกับปู่ไปแล้วด้วย มองเห็นแสงไฟสีส้มอ่อน โยงเป็นเส้นยาวจากร้านของปู่นานแค่ไหนแล้วที่มันไม่ได้มาที่นี่ เวลานี้ลูกค้าส่วนใหญ่มักจะมานั่งทานอาหารค่ำรับลมเย็นคลอเคลียเสียงคลื่นทะเล 

 

“คุณปู่สวัสดีครับ” ปู่เงยหน้าขึ้นมองมาที่ผมด้วยแววตาที่ค่อนข้างประหลาดใจ 

 

“อ้าว! ไอ้หนุ่มไปไงมาไงวะ ถึงมาหากูถึงที่นี่ได้แล้วพ่อรูปหล่อนี่แฟนเอ็งรึ?” นิ้วมือชี้ไปที่พลัง 

 

“ไม่ใช่ครับปู่! ไอ้นี่มันชื่อพลังเป็นเพื่อนร่วมห้องร่วมคณะของผมเอง” เสียงถอนหายใจโล่งอกของชายชราตรงหน้าดังออกมาจนเราทั้งคู่ต้องหันมามองหน้ากัน 

 

“ดีแล้วล่ะไอ้หนุ่ม ไอ้เซฟหลานกูมันจะได้ไม่อกหักดังป๊อก พวกเอ็งกินอะไรกันมารึยังอยากกินอะไรเดี๋ยวกูทำให้เอาเป็นข้าวผัดสับปะรดดีไหม? ใส่กุ้งกับหมูหย็องเยอะ ๆ เป็นไง” 

 

“หูยยยย...กำลังหิวเลยแต่กับไอ้หมอนี่มันเอาข้าวนิดเดียวก็พอครับ โง่ ๆ อย่างไอ้แมงป่องใส่แห้วมาเยอะ ๆ แทนดีกว่าครับปู่” 

 

ผลัก! เท้าผมมันไปไวกว่าสมองสั่งการเสียอีก 

 

“โอ๊ย! ไอ้เถื่อน” พลังมันหันมาแยกเขี้ยวใส่ก่อนจะหันไปถามชายชราตรงหน้าต่อ “แถวนี้พอจะมีห้องพักว่างบ้างรึเปล่าครับปู่” 

 

“พวกเอ็งไม่ต้องไปเปิดห้องกันหรอกเอากุญแจนี่ไปเลยที่จริงกูเหมาห้องเอาไอ้ให้ไอ้สกอร์มันนอนอยู่ด้านหลังนี่เอง” แกชี้ไปที่บังกะโลด้านหลังร้าน “แล้วตอนนี้ใครอยู่ดูแลสกอร์มันวะ?” 

 

“ไม่ต้องห่วงแล้วปู่...คืนนี้น้องสกอร์นอนกับพ่อมันครับแถมพ่อแม่แมงป่องมันก็เห่อหลานสุด ๆ” พลังมันช่างพูดคุยได้แนบเนียนเหลือเกิน ถาม-ตอบแทนผมไปซะหมด สองมือมันก็คว้ากุญแจราวกับปู่เป็นเพื่อนสนิทมันอย่างงั้นแหละ “งั้นเดี๋ยวกูเอากระเป๋าไปเก็บในห้องก่อนนะมึงกับปู่จะได้มีเวลาคุยกัน” มันคว้ากระเป๋าในมือผมแล้วเดินหายไปทางห้องพัก 

 

“ปู่ครับคือ...” 

 

“เอ็งมาตามไอ้เซฟล่ะสิ ไอ้ลูกหมานั่นมายืนจ้องหน้ากูไม่พูดไม่จาเป็นชั่วโมง จนกูไล่ให้มันไปเตรียมตัวมาเล่นโชว์คืนนี้น่ะสักพักเดี๋ยวมันก็มามั้ง ว่าแต่เอ็งเถอะสบายดีรึเปล่าตั้งแต่ตอนนั้นก็หายหน้าหายตาไม่ยอมติดต่อกลับมาอีกเลย” 

 

“ผมสบายดีครับ...ปู่ยังไม่ได้เล่าอะไรให้เซฟฟังใช่ไหม?” 

 

“เรื่องของพวกเอ็งน่ะกูไม่ไปยุ่งหรอก แล้วไอ้ลูกหมาหลานปู่มันไปทำอะไรเอ็งรึเปล่าทำไมไม่บอกความจริงให้มันจบ ๆ ไปวะ” 

 

“ถ้าความจริงมันจะทำร้ายเซฟก็ปล่อยเอาไว้แบบนี้เถอะครับ” ปู่ถึงกับยกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งแล้วหรี่ตามองมาที่ผม 

 

“นี่เอ็งยังไม่เลิกรักมันอีกรึ?” 

 

“...ผมคงเป็นคนโง่อย่างที่เพื่อนมันว่าไว้จริง ๆ นั่นแหละปู่” 

 

 

[Part Playsave]  

 

“ไปนั่งรอที่โต๊ะหน้าหาดก่อน...เดี๋ยวกูทำอะไรไปให้กิน” 

 

“ครับ” เสียงของคนตอบเงียบหายไปพักใหญ่ก่อนที่อีกเสียงจะดังขึ้นตามมา 

 

“ไอ้ยินแล้วใช่ไหม? เมื่อไหร่มึงจะเลิกบ้าสักที!” ปู่กดตาลงมองมาที่ผม ที่ยังคงนั่งหลบอยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์ไม้สีขาว ในขณะที่นิ้วบนมือกำลังสั่นไหวด้วยความรู้สึกหลากหลายในเวลาเดียวกัน “ถ้าอยากรู้เรื่องยัยแซนมึงก็ไปหาคำตอบเอาเองเพราะกูสัญญากับไอ้หนุ่มนั่นไว้แล้วว่าจะไม่พูดเรื่องนี้” 

 

ผมเงยหน้าจ้องมองปู่ที่ยังไม่ยอมเล่าอะไรให้ฟังแม้แต่เรื่องที่แซนหายไป 

 

“ไอ้หนุ่มนั่นมันดีนะ ไม่ว่าเมื่อไหร่มันก็ไม่เคยเปลี่ยนยังคงเอาแต่คอยห่วงมึงมาตลอด แล้วมึงล่ะไอ้เซฟตอบแทนสิ่งที่เขาทำให้ด้วยอะไร?” ไม่คิดเลยว่าคำพูดไม่กี่ประโยคมันจะบีบหน้าอกให้รู้สึกเจ็บปวดได้ขนาดนี้ 

 

“แล้วผมต้องทำยังไงล่ะปู่ ในเมื่อไม่มีใครยอมบอกความจริงให้ผมฟังสักคน” 

 

“รู้อดีตที่ผ่านไปแล้วจะได้อะไรวะเซฟ ทั้งที่ปัจจุบันอยู่ตรงหน้ามึงแล้ว มึงยังรักษาไว้ไม่ได้เลยถ้าไม่อยากเสียไอ้หนุ่มนั่นไปอีกเป็นครั้งที่สองก็เลิกตามหาความจริงได้แล้ว” ปู่วางมือของแกมาขยี้หัวของผมอย่างอ่อนโยนแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน “เข้าใจแล้วก็รีบไปเตรียมตัวโชว์กูจะไปทำข้าวให้ไอ้สองหนุ่มนั่นกิน” 

 

ผลัก! ตีนปู่ถีบมาที่ไหล่ผมด้วยแววตาหมั่นไส้ก่อนจะถลาตัวหนีไปยังห้องครัวหลังบาร์ 

 

ก้มตัวให้ต่ำคลานเข่าออกจากหลังเคาน์เตอร์บาร์ไปยังหลังร้านจัดการเปลี่ยนเป็นกางเกงเล (กางเกงขาก๊วย) สีเข้มแบบสามส่วนขึ้นมาสวมผูกตรงเอวด้วยเชือกป่านอีกทีเพื่อไม่ให้หลุดโชว์กระบอกข้าวหลามระหว่างการแสดง ถอดเสื้อยืดออกเพื่อเปลือยท่อนบน ใช้สีเรืองแสงป้ายไปตามหน้าอกและแขน 

 

นำ Fire Poi (โซ่ไฟ) ขึ้นมาสวมที่นิ้วกลางทั้งสองมือนี่อาจไม่ใช่การโชว์ครั้งแรกในชีวิตสำหรับผมแต่ครั้งนี้ผมจะแสดงเพื่อแมงป่องเพียงคนเดียว 

 

สองเท้าก้าวเดินออกมาผ่านโต๊ะของแมงป่องและพี่พลังท่ามกลางแสงไฟที่หรี่ลง เสียงเพลงจากลำโพงเริ่มดังขึ้นมาพร้อมกับไฟที่ถูกจุดขึ้นจากปลายโซ่ ทุกครั้งที่หมุนควงลูกตุ้มด้วยท่วงท่าทั้งหมดที่เคยเรียนรู้มาดวงตาผมกลับจ้องมองไปที่แมงป่องเท่านั้นท่ามกลางเสียงตบมือจากนักท่องเที่ยวมากหน้าหลายตา 

 

หลังจากเสียงเพลงจบลงผมถอดโซ่ที่นิ้วลงกับพื้นทรายก้าวเท้าตรงไปยังโต๊ะที่แมงป่องนั่งอยู่ เขาหันซ้ายแลขวาแล้วขมวดคิ้วมองมาอย่างงุนงง ผมไม่รอช้าก้มหน้าลดตัวลงจูบไปที่ปากคนที่ผมอยากเป็นเจ้าของมาตลอดหลายปีเพียงแต่จูบหนนี้ผมได้ใส่หัวใจที่ยังคงรักชายตรงหน้าเข้าไปด้วย 

ความคิดเห็น