email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 9

คำค้น : เซียน่า , ร้อน , ฤดูร้อน , อิตาลี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 73

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ธ.ค. 2563 01:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 9
แบบอักษร

เสียงนาฬิกาปลุกจากสมาร์ทโฟนบนหัวเตียงที่ดังเสียจนน่าหนวกหู ส่งผลให้เด็กหนุ่มหน้าเข้มรีบถ่างตาตื่นแม้ว่าทั้งกายและใจจะร่ำร้องขอนอนต่อ อุณหภูมิลดต่ำของยามเช้าบังคับให้เขาต้องรีบฉวยเสื้อกางเกงมาสวม หลังจากที่เขาได้ถอดพวกมันทิ้งเรี่ยราดไว้ใต้เตียง ก่อนจะเริ่มต้นกิจกรรมใต้ผ้าห่มเมื่อคืนวาน 

ใต้แสงแดดเลือนรางที่ลอดผ่านกระจกมัวด้วยไอหมอก คนนอนที่นี่ประจำแลเลยไปยังม้วนผ้านวมที่ห่มหุ้มร่างแบบบางของเด็กสาวผิวเหลืองแน่นหนาเหมือนตัวดักแด้ เสียงสูดหายใจดังขึ้นจากม้วนผ้านวมนั้นเป็นพักๆ พลันเธอก็ปรับเปลี่ยนอิริยาบถเมื่อตระหนักได้ว่าเรือนร่างที่ตนกกกอดตลอดทั้งคืนหายไปจากที่ที่เคยอยู่ 

“ตื่นเถอะ อินซุก” ฆอร์เคเอื้อมมือไปเขย่าร่างของคู่นอนที่ยังหลับไหลไม่รู้ตื่น “วันนี้เธอต้องไปเรียน C1 ในเมืองเก่าแล้วนะ หอฉันอยู่ตั้งไกลจากชั้นเรียนใหม่ของเธอ ถ้าตื่นสายกว่านี้เธอจะไปไม่ทันเช็คชื่อนะ” 

“ฉันฝากให้เพื่อนที่เรียน C1 ช่วยเช็คให้แทนก็ได้” เธอหาวหวอด “หนาวขนาดนี้...ใครจะไปตื่นไหว...เมื่อคืนก็นอนดึก” 

“เธอมีเพื่อนอยู่ C1 ด้วยหรือ” เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว 

“มีสิ...” น้ำเสียงนั้นเจือกระแสของการออดอ้อนออเซาะ “โอย หนาวชะมัดยาด...เธอช่วยส่งเสื้อผ้าของฉันให้หน่อยสิจ๊ะ ฆอร์เค” 

เจ้าของห้องเคราดกมองดูฝ่ายหญิงสวมใส่ชุดชั้นในอย่างเปิดเผย ใจหนึ่งนึกยินดีที่ได้เชยชมสาวพราวเสน่ห์เยี่ยงเธอ ทว่าอีกใจหนึ่งยังค้างคากับคำตอบของเธอไม่หาย เพราะเท่าที่จำได้ เพื่อนของพวกเขายังไม่มีใครผ่านขึ้นไปเรียน A1 สักคน 

“เพื่อนของพวกเรามีใครสอบได้ C1 แล้วเหรอ” 

“ยังหรอก ฉันน่าจะเป็นคนแรกและคนเดียว” อินซุกตอบอย่างมาดมั่น 

“แล้วเธอไปรู้จักคนเรียน C1 ได้ยังไง” เขายิ่งกังขากว่าเดิม 

“เขาเป็นคนฝรั่งเศส ฉันรู้จักกับเขาผ่านทางแอป...” คำตอบนั้นทำฆอร์เคสิ้นสงสัย เมื่อได้ยินชื่อแอปพลิเคชันยอดนิยมสำหรับหนุ่มสาวนักท่องราตรีแล้ว เขาก็สามารถเดาได้ทันทีว่าความสัมพันธ์ระหว่างอินซุกกับนิสิตชายคนนั้น คงไม่ต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาสักกี่มากน้อย 

“เมื่อคืนนี้สนุกมาก ขอบคุณที่ให้ฉันได้ค้างคืนที่นี่นะจ๊ะ” สาวมั่นเปลี่ยนเรื่องขณะสวมใส่กางเกงด้วยท่าทางเปี่ยมด้วยจริตจะก้าน 

“ฉันเองก็สนุกมากเหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่ฉันคงให้เธอมาที่นี่อีกไม่ได้ในเร็วๆนี้” ฆอร์เคแก้ตัวอ้อมแอ้ม “...พอดีฉันมีนัดแล้วน่ะ” 

อิม อินซุก ถลึงตาใส่อย่างไม่สู้พอใจนักที่คู่ขาของตนมีคนอื่นมาแทนที่เธอ เพียงชั่วอึดใจสั้นๆก็กลับมาตีสีหน้าราบเรียบเป็นปกติ เธอเข้าใจในวิถีคนรักสนุกดี ไม่มีใครอยู่กับใครจีรัง แล้ววันหนึ่งเธอก็ต้องหา ‘คนใหม่’ อยู่ดี 

“ช่างเถอะ แค่นี้ฉันก็พอใจแล้ว” เธอบิดริมฝีปากอย่างสะอิดสะเอียน “ขอแค่ได้อยู่ห่างๆจากนังผู้หญิงไทยคนนั้นสักพัก ฉันก็ดีใจจะตายอยู่แล้วล่ะ” 

 

ฤดูใบไม้ผลิปีนี้ท่าทางจะกินเวลายาวนานเกินคาด แม้จะล่วงเข้าเดือนมิถุนายนซึ่งนับเป็นช่วงฤดูร้อนของประเทศแถบยุโรปมาได้สามวันแล้ว แต่ตัวเลขอุณหภูมิเป็นองศาเซลเซียสบนหน้าจอโทรศัพท์ก็ยังเกาะเลขสิบต้นๆอยู่ทุกเช้า จนบางครั้งอลิสาก็เริ่มไม่แน่ใจว่าตนมาเรียนภาคฤดูร้อนหรือฤดูหนาวกันแน่ 

เป็นอีกเช้าหนึ่งที่นิสิตสาวผู้มาจากประเทศเขตร้อนตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นของอากาศเย็นฉ่ำชนิดที่ไม่มีวันได้รับจากจังหวัดบ้านเกิดซึ่งเป็นที่ราบตอนกลางของประเทศ ระยะทางจากหอพักไปป้ายรถเมล์ที่ใกล้ที่สุดมีความยาวเพียงไม่กี่ร้อยเมตร แต่เป็นเส้นทางที่ต้องเลาะเลียบเชิงเขา มองเห็นท้องทุ่งเวิ้งว้างเต็มตา 

ทุ่งหญ้าที่มีภูมิทัศน์แบบเนินลูกคลื่นแบบฉบับของอิตาลีภาคกลางยังจมอยู่ในม่านหมอกยามเช้าตรู่ มองไปทางใดก็เห็นเพียงหมอกหนาทึบราวกับว่าปุยเมฆทั้งก้อนลอยเรี่ยพื้นดิน กลิ่นน้ำค้างที่เกาะอยู่บนต้นไม้ใบหญ้าพาความชุ่มชื้นมายังจิตใจของผู้สูดดมมันอย่างเต็มปอด ด้วยทัศนยภาพทางธรรมชาติที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้ อลิสาก็ไม่นึกแปลกใจเลยว่าเหตุใดแคว้นตอสกานาหรือทัสคานีแห่งนี้ถึงเป็นแคว้นที่มีผืนป่าอุดมสมบูรณ์เป็นลำดับต้นๆของแดนรองเท้าบู๊ต 

อลิสาเอาแต่ชื่นชมทิวทัศน์ของเนินเขากับพืชตระกูลสนในดงหมอกพลางครุ่นคิดถึงเรื่องโน่นนี่จนลืมตัว ครั้นได้สติกลับคืนมา เธอจึงเห็นว่ารถประจำทางสาย 3 คันใหญ่ที่เธอโดยสารมาก็จอดเทียบท่าที่จัตุรัสกรัมชี ท่ารถประจำทางขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งของเมืองเซียน่า ที่ซึ่งมีรถบัสแล่นเข้าออกตลอดทั้งวันทั้งคืน ทั้งรถประจำทางที่วิ่งเฉพาะในเมือง รถประจำทางที่วิ่งระหว่างเมือง แม้กระทั่งรถประจำทางข้ามพรมแดนไปต่างประเทศก็ยังมีให้บริการที่ท่ารถประจำจัตุรัสแห่งนี้ 

“ถ้าสถานีรถไฟเปรียบเสมือนหัวลำโพง จัตุรัสกรัมชีก็เปรียบได้กับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินั่นแหละ” เด็กสาวรำพึงตามคำบอกเล่าของคุณครูผู้เป็นอดีตนิสิตเมืองเซียน่า พร้อมด้วยรอยยิ้มมุมปากที่หุบไม่ลง นึกขันกับคำเปรียบเปรยที่ให้ภาพแสนจะชัดระหว่างสถานที่ที่ถูกใช้งานแบบเดียวกันของทั้งสองประเทศ ด้วยจำนวนรถนับสิบคันที่จอดเป็นพรวนรอเวลาออกชวนให้นึกถึงคิวรถตู้ที่เธอชอบนั่งจากกรุงเทพกลับบ้านเสียนี่กระไร ที่ต่างกันก็มีแค่รถประจำทางของที่นี่เป็นรถบัสชั้นเดียว หากสภาพม้านั่งหรือผู้โดยสารที่นั่งๆนอนๆคอยเวลาออกเดินทาง ไม่ว่าที่กรุงเทพ เซียน่า โรม หรือแห่งหนใดในโลกนี้ก็ไม่เห็นจะผิดแผกกันนัก 

ผู้โดยสารที่ก้าวลงไปจากรถนับสิบชีวิตได้รับการทดแทนด้วยผู้โดยสารกลุ่มใหม่ที่มีจำนวนไล่เลี่ยกันซึ่งเฮละโลขึ้นมาอย่างไม่เป็นระเบียบ เพียงไม่กี่พริบตาให้หลัง รถเมล์คันนี้ก็คับคั่งด้วยผู้คนตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยชรา ทว่าแทนที่คนขับจะเปลี่ยนเกียร์เพื่อนำรถออกจากป้าย เรื่องน่าเหลือเชื่อประจำเช้านี้ก็เกิดขึ้น เมื่อชายหญิงในเครื่องแบบคู่หนึ่งสั่งให้คนขับหยุดรถ พลันก้าวขึ้นมาทางประตูหน้าและประตูกลางบานละคน ด้วยท่าทางแสดงการวางมาด ชวนสะพรึงในความขึงขังดุดัน 

“นำตั๋วโดยสารขึ้นมาแสดงด้วย” ฝ่ายชายออกคำสั่งเฉียบขาด ขณะที่ฝ่ายหญิงไล่ต้อนหญิงชราคนหนึ่งที่ตั้งท่าเหมือนจะหนีลงจากรถ 

“ไม่ทราบคุณผู้หญิงจะไปไหนคะ” ประโยคนั้นเข้มข้นด้วยหางเสียงของการข่มขู่ มิได้ไถ่ถามดังเช่นความหมายของรูปคำ 

“อย่าลืมตีตั๋วทุกครั้งที่ขึ้นรถเมล์นะอาลิซ่า เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่มีคนตรวจตั๋วขึ้นมาเจอว่าเธอไม่ได้สแกนตั๋วกับเครื่องนั้นแล้วล่ะก็ เธอจะรู้ซึ้งถึงความหมายของคำว่า ‘แพงหูฉี่’ เลยทีเดียว” ประโยคนั้นของอินซุกวาบขึ้นมาในมโนคติ 

“คนตรวจตั๋ว” อลิสาอุทานกับตัวเองเป็นภาษาไทยทันใดที่ตาทั้งสองข้างมองเห็นสัญลักษณ์ติดอกเสื้อเชิ้ตลายเส้นของคนทั้งคู่ได้ชัด 

พนักงานตรวจตั๋วโดยสารทั้งสองคนไล่พิสูจน์เครื่องหมายการตีตั๋วบนตั๋วโดยสารของทุกคนบนรถโดยละเอียด ไม่แยแสว่าเจ้าของใบนั้นเป็นหญิงหรือชาย เด็กหรือแก่เพียงใด บางคนแสดงบัตรในซองเคลือบใสที่พกติดตัวไปทุกที่ บางคนยื่นตั๋วกระดาษแบบที่มีจำหน่ายทั่วไปในตาบัคคี่หรือร้านบุหรี่ ไม่ว่าผู้โดยสารคนนั้นจะเป็นใคร ทุกคนล้วนมีหลักฐานการใช้บริการรถประจำทางเที่ยวนี้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย พานให้เด็กสาวชาวต่างชาติคนเดียวบนรถตกประหม่าหนัก เธอพยายามล้วงกระเป๋าครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่พบว่าตนเก็บตั๋วที่เพิ่งใช้ไปไว้ที่ไหน 

“ซวยแล้วสิเรา” อลิสาบ่นงึมงำ สองมือยังควานหาตั๋วในกระเป๋าคล้องไหล่อย่างต่อเนื่อง กายละเอียดของนิสิตสาวชาวไทยคิดจะบีบคอหรือทึ้งผมตัวเองเพื่อลงทัณฑ์ให้สาสมกับความป้ำเป๋อของตัวเองที่ชักนำภัยมาถึงตัวไม่ขาดสาย แต่แล้วในที่สุดเธอก็เห็นทางรอดเมื่อพบตั๋วใบที่ต้องการเสียบติดอยู่ที่ก้นกระเป๋า 

“เจอแล้ว” เธอเค้นเสียงออกมาด้วยความยินดี ประจวบกับพนักงานตรวจตั๋วหัวโล้นวาดปลายเท้ามาจรดปลายเท้าเธอ 

“ดัมมี อิล ตูโอ บิลเญตโต” ชายผู้นั้นสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดพานให้นึกถึงโจรผู้ร้ายปล้นรถเมล์ “ส่งตั๋วของเธอมาให้ฉัน” 

“นี่ค่ะ อยู่นี่” อลิสาส่งภาษาอิตาเลียนกระท่อนกระแท่น มือที่ยื่นตั๋วสั่นเทาตามจังหวะการเต้นตุ๊มๆต่อมๆของหัวใจ  

“เธอจะรู้ซึ้งถึงความหมายของคำว่า ‘แพงหูฉี่’ เลยทีเดียว” สมองเธอกำลังจะระเบิดด้วยคำเตือนปนขู่ของเพื่อน “...อยู่ๆไปแล้วเธอก็จะเข้าใจเอง ฉันน่ะเคยลักไก่ขึ้นรถเมล์โดยที่ไม่มีตั๋ว เสียค่าปรับไปตั้ง 42 ยูโร หลังจากนั้นมาก็ไม่กล้าตุกติกตอนขึ้นรถสาธารณะอีกเลย” 

นานร่วมสิบวินาทีที่ชายศีรษะล้านเลี่ยนคนดังกล่าวจ้องมองตั๋วกระดาษในมือตนด้วยแววตาชี้ชัดถึงการตรวจสอบสืบค้น ซึ่งแน่นอนว่าจิตใจของคนต่างถิ่นที่เพิ่งมีประสบการณ์ตรวจตั๋วในอิตาลีครั้งแรกย่อมรู้สึกนานยิ่งกว่า คนไทยรู้สึกเหมือนกาลเวลาผ่านไปนับปีแสงเลยทีเดียว กว่าที่อีกฝ่ายจะเอ่ยปากออกมาว่า... 

“จ่ายค่าปรับมา 42 ยูโร”  

“อะไรนะคะ” อลิสาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเธอโพล่งคำถามนั้นออกมาด้วยภาษาอะไรระหว่างไทย อังกฤษ กับอิตาเลียน ที่รู้ๆอยู่ก็คือใจเธอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเสียแล้ว มันจะหล่นลงไปที่ตาตุ่มอย่างสำนวนไทย หรือหลุดลอยไปที่ไหนก็สุดรู้  

“เร็วๆ จ่ายมา เธอถูกปรับ 42 ยูโร” หมอนั่นย้ำประโยคเดิม 

“เรื่องอะไรล่ะคะ” เธอสวนคำ “คุณจะปรับฉันเรื่องอะไร” 

“เธอหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าโดยสารด้วยการตีตั๋วซ้ำบนตั๋วใบเดิม” 

อาลิซ่าของทุกคนที่นี่งงเป็นไก่ตาแตก เขากำลังพูดเรื่องอะไรของเขา หลีกเลี่ยงการจ่ายค่าโดยสารด้วยการตีตั๋วซ้ำบนตั๋วใบเดิม 

“แม่เจ้า!” เด็กสาวต้องใช้อุตสาหะมากที่สุดในชีวิตเพียงเพื่อเก็บกลั้นเสียงกรีดร้องไม่ให้เล็ดลอดจากลำคอ ในพลันที่คู่กรณีพลิกหน้าตั๋วกระดาษมีรอยตรวจด้วยเครื่องดิจิทัลซ้อนกันสองรอย เธอรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร ที่แท้ตอนที่เธอเปลี่ยนสายรถเมล์จากสาย 52 มาขึ้นสาย 3 เธอมัวแต่ยลภาพหมอกคลุมเนินเขาเพลินจนลืมทิ้งตั๋วใบที่ใช้แล้ว และดันสอดตั๋วใบเดิมใส่เครื่องตรวจซ้ำสองนั่นปะไร 

อลิสาได้แต่อ้ำอึ้งพูดไม่ออกเมื่อรู้ตัวว่าตนกำลังถูกคาดคั้นจะเอาเงินก้อนใหญ่สุดนับแต่มาอยู่ประเทศนี้ได้ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์เต็ม เธอเงยใบหน้าเหลอหลาขึ้น บัดนี้พนักงานหญิงที่เสร็จสิ้นภารกิจของตนได้มายืนสมทบกับเพื่อนร่วมงานตน ทั้งสองกำลังขู่กดดันให้เธอจ่ายค่าปรับอันเกิดจากความสะเพร่าของเธอเอง 

“ฉันได้...ไม่ตั้งใจนะคะ...ไม่รู้ว่าเผลอ...ตั๋วใบเดิม...” นิสิตไทยเพียรชี้แจงเป็นภาษาของอีกฝ่าย แม้จะพูดถูกบ้างผิดบ้าง เธอก็หาได้ใส่ใจ อย่างเดียวที่เธอคิดและตั้งใจในตอนนี้คือจะทำอย่างไรก็ได้ให้ฝ่ายนั้นยอมยกโทษ 

“ไม่ได้ค่ะ ครั้งนี้คุณได้ก่อความผิดไปแล้ว ต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย เพื่อที่ครั้งหน้าคุณจะได้หลาบจำ” พนักงานหญิงใช้ระดับคำพูดที่สุภาพกว่า แต่ลงท้ายความหมายก็ไม่ต่างกับเพื่อนร่วมงานต่างเพศของเธออยู่ดี 

“ได้โปรดเถอะนะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันไม่รู้ ฉันเป็นนักเรียน ฉันเป็นคนต่างชาติ...” อลิสากระพุ่มมือวอนขอความเห็นใจ ไม่รู้หรอกว่าชักแม่น้ำทั้งห้าอย่างนี้จะได้ผลหรือไม่ แต่เธอเคยได้ยินว่าคนอิตาเลียนกับคนไทยมีอุปนิสัยคล้ายคลึงกัน ฉะนั้นความใจอ่อนก็น่าจะมีอยู่ในกมลสันดานคนชาตินี้ด้วยกระมัง 

เด็กสาวเปิดกระเป๋าอวดตั๋วกระดาษราคา 1 ยูโรนับสิบใบที่ยังไม่ได้ใช้ และเริ่มวิงวอนเป็นภาษาสากลเพราะสมองมึนตึ้บจนคิดศัพท์ภาษาอิตาเลียนไม่ทัน “นี่ค่ะ ฉันซื้อมาไว้หลายใบ ไม่ได้มีเจตนาจะหลีกเลี่ยงจ่ายเงินเลยนะคะ” 

ชายศีรษะล้านเลี่ยนอ้าปากจะเถียงด้วยใบหน้าที่แดงดุจผลมะเขือเทศสุก หากยังช้ากว่าที่เขาจะทันเค้นเสียงออกมา คนหนึ่งก็ทะลุขึ้นมากลางปล้อง 

“พวกคุณทั้งสองคนน่าจะฟังเหตุผลของเธอสักหน่อยนะครับ” เสียงทุ้มๆของคนวัยหนุ่มพูดขึ้นท่ามกลางอารมณ์อลหม่านของคนในรถ “เธอเป็นชาวต่างชาติ เป็นนิสิตมหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติ เพิ่งมาอยู่นี่ได้ไม่นาน ยังไม่น่าที่จะรู้เรื่องระบบการใช้เจ้าเครื่องตีตั๋วบ้าบอของประเทศเรา” 

“นายเป็นใคร” พนักงานชายเขม้นมองด้วยสายตาที่ไม่สู้จะพอใจที่มีคนอื่นเสนอหน้ามาขวางการทำงานของตน ขณะที่ผู้โดยสายซึ่งเขาตั้งข้อหาหลีกเลี่ยงค่าโดยสารกำลังสะกดชื่อชายคนนั้นในใจด้วยความตะลึงลาน 

“เป็นพลเมืองดีคนหนึ่งที่ไม่อยากให้ภาพลักษณ์ของรถเมล์อิตาลีดูแย่” มือที่สามเล่นแง่ “เธอยังไม่ค่อยรู้ภาษาอิตาเลียนเท่าไหร่ ผมว่าทางที่ดีพวกคุณทั้งสองคนอย่าได้คาดคั้นเอาอะไรกับเธอเลย ปรานีเธอเถอะครับ” 

“คุณรู้จักกับเธอหรือคะ” พนักงานหญิงตั้งข้อสังเกต 

“รู้จักสิ รู้จักดีทีเดียวเชียวล่ะ” ‘พลเมืองดี’ เอ่ยอ้าง “ผมเป็นผู้ดูแลหอพักที่เธอพักอาศัยอยู่ เธอมาอยู่เมืองเราได้ไม่กี่วัน ยังไม่เคยขึ้นรถเมล์ด้วย” 

ชายหนุ่มเอียงศีรษะไปทางเด็กสาว ตายังสบตาคนจ้องจะเล่นงานเธออยู่ “ตอบฉันทีซิ อาลิซ่า ประเทศของเธอไม่มีเครื่องตรวจตั๋วแบบนี้ใช่มั้ย” 

“ซ...ซิ” อลิสาลนลานผงกศีรษะรับ 

“พวกคุณให้อภัยเธอเถอะครับ ถือว่าผมขอร้องก็แล้วกัน ตอนนี้ผมว่าเธอคงได้รับบทเรียนราคาแพงจากพวกคุณเป็นที่เรียบร้อยแล้วล่ะ” 

ชาวอิตาเลียนทั้งสามคนเจรจาอะไรต่อไปอีกหลายประโยค ทว่าสมองส่วนที่ใช้ในการแปลภาษาของนิสิตใหม่เหมือนจะชำรุดและหยุดค้างแต่เพียงนั้น สิ่งสุดท้ายที่เธอรับรู้คือพนักงานตรวจตั๋วโดยสารทั้งสองละทิ้งความตั้งใจจะคิดค่าปรับกับเธอ และผละลงจากรถไปเมื่อคนขับนำรถเข้าจอดที่ป้ายถัดมา 

 

คู่กรณีในเครื่องแบบจากไปนานแล้วก็จริง แต่สิ่งที่พวกเขาฝากไว้ให้กับนิสิตชาวต่างชาติยังคงอยู่จวบจนเธอและผู้กอบกู้สถานการณ์ลงจากรถพร้อมกันที่ป้ายสถานีรถไฟฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัย อลิสากลัวจนตัวสั่น เพิ่งจะมาพูดคำแรกได้เอาตอนที่สองเท้าก้าวย่างไปบนพื้นบาทวิถีที่คลาคล่ำด้วยผู้คนหลากผิวพรรณและภาษา 

“กรัซซีเย มัตเตโอ” คือวาจาแรกที่อลิสาเอ่ยเอื้อนออกมา “ขอบคุณมากนะคะ มัตเตโอ ที่มาช่วยฉันไว้ ถ้าไม่ได้เธอ ฉันคงสูญเงินไป 42 ยูโรแล้ว” 

ทว่าผู้ดูแลหอพักเลือกจะไม่กล่าวถึงเหตุการณ์นั้น “ทางที่ดีเธอน่าจะทำตั๋วเดือนไปเลย จะได้ไม่ต้องทยอยซื้อตั๋วเที่ยวเดียวตุนไว้อย่างนี้” 

“จริงสินะ” เด็กสาวเพิ่งนึกได้ว่าอินซุกก็เคยเตือนให้เธอทำตั๋วรถเมล์รายเดือนใช้เช่นกัน “ยังไม่ได้ถามเธอเลย เธอจะไปไหนหรือ มัตเตโอ ทำไมเธอถึงมาเจอฉันบนรถเมล์คันนั้นได้ล่ะ” 

“ฉันมีธุระต้องรีบไป เห็นเธอนั่งพิงหน้ากับหน้าต่างรถคันนั้น แล้วก็เอะใจว่าต้องเกิดเรื่องกับเธอแน่ๆ” มัตเตโอพูดเหมือนจะประชดนิดๆ “ฉันต้องรีบไปแล้ว ส่วนเธอก็รีบหาอาหารเช้าใส่ท้องได้แล้ว ใกล้จะเข้าเรียนแล้วนี่” 

“จริงด้วย” อลิสามองดูนาฬิกาที่เข็มสั้นใกล้จะชี้เลขแปดรำมะร่อ “ใกล้จะได้เวลาเข้าเรียนแล้ว กรัซซีเย มิลเล...ขอบคุณมากๆนะคะ” 

ชายหนุ่มทำหน้านิ่งเฉยตามประสา เอ่ยคำอำลา แล้วจึงหันหลังให้เธอด้วยความรู้สึกเบิกบานอย่างที่เขาไม่เคยมีต่อหญิงสาวคนใดมาก่อน 

ความคิดเห็น