ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Epilogue...บทส่งท้าย

ชื่อตอน : Epilogue...บทส่งท้าย

คำค้น : รักปีนเกลียว

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ม.ค. 2564 20:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 400
× 0
× 0
แชร์ :
Epilogue...บทส่งท้าย
แบบอักษร

Epilogue 

 

               “พี่ศิลาครับ”

 

               “อะไร มึงจะเรียกกูไปตลอดทางเลยรึไงไอ้โอบ”

 

               “ก็ผมตื่นเต้นนี่ครับ ใกล้ถึงบ้านพี่รึยังอ่ะ”

 

               “ถึงแล้ว เนี่ยหลังนี้แหละ” พี่ศิลาพูดพร้อมกับที่หักพวงมาลัยรถเลี้ยวเขาไปจอดในโรงรถที่มีรถยนต์ยนต์จอดเรียงอยู่อีกสามคัน รวมรถพี่ศิลาด้วยก็เป็นสี่

 

               ผมตื่นเต้นชะมัด มือไม้ชื้นเหงื่อไปหมดแถมยังเย็นเหมือนผมเพิ่งจะไปจับน้ำแข็งมา

 

               “ป่ะ”

 

               “ผมหล่อยังอ่ะพี่”

 

               “เออ ไหนมึงเคยมั่นหน้านักหนา ทำไมวันนี้มึงดูเสียอาการ”

 

               “แหมพี่ ตั้งแต่เกิดมาเนี่ย เคยไปไหว้ผู้ใหญ่เสียที่ไหนล่ะ ถ้าไม่รับพี่จอมทัพ ผมก็ไม่มีญาติแล้วนะ”

 

               “ไอ้ทัพมันนับมึงเป็นญาติรึเปล่าเถอะ” พี่ศิลาย้อนถามก่อนที่เขาจะหันไปเปิดประตูแล้วก้าวหนีผมลงจากรถ

 

               ผมส่องกระจกเช็คหน้าผมอีกนิดหน่อยก่อนจะก้าวตามลงมา สายลมที่พัดโชยมากระทบกับผิวครั้งแรกทำเอาผมเหมือนจะรู้สึกหนาว

 

               พี่ศิลาหันมามองหน้าผมแล้วคอยแต่จะอมยิ้มเหมือนผมทำอะไรตลกๆ เขาพยักพเยิดใบหน้าให้ผมเดินตามเขาเข้าไปซึ่งผมก็พยายามจะเดินตามมาอย่างเรียบร้อยที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้

 

               ผมไม่ได้อยากจะเรียบร้อยหรอก จริงๆ แล้วอยากจะเป็นตัวของตัวเองให้ได้มากที่สุดด้วยซ้ำติดตรงที่มันอดจะเกร็งไม่ได้

 

               “สวัสดีครับพ่อ สวัสดีครับแม่” เสียงพี่ศิลาดังแว่วมาจากเบื้องหน้าดึงสติของผมให้กลับมาหลังจากที่กำลังมองสำรวจบรรยากาศภายในบ้านของเขา

 

               “ไอ้โอบ นี่พ่อกับแม่กู พ่อกับแม่ครับ นี่ไอ้โอบ แฟนผม”

 

ผมรีบยกมือประนมขึ้นกลางหน้าอก ใจสั่นชะมัดตอนที่ได้ยินพี่ศิลาแนะนำผมกับพ่อแม่ของเขาว่าผมเป็นแฟน และยิ่งหายใจไม่ทั่วท้องตอนที่ต้องสบตากับพ่อกับแม่ของพี่ศิลาอีกครั้ง ซึ่งพ่อของเขาก็ดูเหมือนจะยิ้มให้ผมอยู่หรอกนะ แต่แม่ของเขานี่สิ สายตาดูเหมือนครูประถมวัยที่ใกล้เกษียณ

 

“หิวรึยังล่ะ ไปเถอะ แม่เขาเตรียมอาหารเสร็จตั้งแต่เย็นแล้ว”

 

“คุณก็ ฉันก็เตรียมของฉันแบบนี้เป็นเรื่องปกติ” แม่ของพี่ศิลาทำเหมือนจะรีบปฏิเสธ แต่สังเกตจากรอยยิ้มของพี่ศิลาที่แอบหันมายิ้มให้ผมแล้วผมว่าน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีนะ

 

เอาวะ เป็นไงเป็นกัน สู้โว้ยไอ้โอบเอื้อ!

 

ผมยิ้มบางเมื่อบังเอิญสบตากับแม่ของพี่ศิลาโดยไม่ทันตั้งตัว ค่อยๆ นั่งลงข้างพี่ศิลาและพยายามจะเก็บอาการประหม่าอย่างสุดความสามารถ

 

บ้านพี่ศิลามีห้องกินข้าวแยกจากห้องครัวด้วยอ่ะ หรูหราหมาเห่ามาก เพราะแบบนี้รึเปล่าเวลาที่ผมพกขนมขึ้นไปกินบนเตียงพี่เขาถึงชอบมองตาขวางๆ ถูกเลี้ยงมาดีแบบนี้นี่เอง

 

Rrrr~

 

ไม่ทันได้เริ่มตักอาหาร โทรศัพท์ของพี่ศิลาก็สั่นขึ้นมาเสียก่อน เขาหันมามองหน้าผมนิดๆ พออ่านสายตาของเขาออกว่าเขาไม่ได้อยากจะลุกออกไปรับสายเพราะนั่นเท่ากับว่าเขาทิ้งให้ผมนั่งอยู่ตรงนี้คนเดียว แต่จะทำยังไงได้ล่ะ ปล่อยให้มันดังอยู่แบบนี้ได้ซะที่ไหน

 

“ผมขอตัวแป๊บหนึ่งครับ”

 

หัวใจจะวายตาย ฮืออ พี่อย่าทิ้งโผ้มมม

 

ผมนั่งเกร็งยิ่งกว่าเดิมเมื่อพี่ศิลาลุกออกไปแล้ว สายตาที่พ่อพี่ศิลามองผมเหมือนจะตลกกับท่าทีเกร็งๆ ของผมนั่นแหละ แต่อย่างน้อยท่านก็ยังยิ้มให้ผมบ้าง ไม่เหมือนแม่ของพี่ศิลาที่จนป่านนี้แล้วก็ยังไม่ยิ้มให้ผมเลย

 

“เราทานกันเลยมั้ยครับ”

 

“รอตาศิลาเขาก่อนสิ” โดนไปหนึ่งดอก แต่ผมหายใจไม่ออกนี่นาถ้าต้องมานั่งมองหน้ากันไปมองหน้ากันมาอย่างนี้ อย่างน้อยถ้าได้เริ่มกินผมก็ยังมีอะไรทำ

 

“ผมหิวแล้วนี่ครับ อาหารฝีมือคุณป้าน่าทานมากเลยครับ กลิ่นก็หอมมากด้วย ถ้าผมเป็นพี่ศิลา ผมจะกลับมากินข้าวบ้านทุกวันเลย”

 

“เหอะ!” พ่อของพี่ศิลาแค่นหัวเราะทำไมกันนะ ผมพูดเรื่องจริงทั้งนั้นเลยนะ

 

“ตักข้าวหน่อยนงค์ มีเด็กหิวโซรออยู่”

 

เอาเถอะ ผมยอมเป็นเด็กหิวโซดีกว่าถูกจ้องจะงาบหัวน่ะนะ

 

แล้วข้าวสวยร้อนๆ ก็ถูกตักมาเสิร์ฟ ว่าแต่ผมจะเริ่มตักอะไรก่อนดีนะ ต้องรอให้ผู้ใหญ่ตักก่อนรึเปล่า ปกติแล้วไม่ว่าผมจะนั่งกินข้าวกับใคร ผมเป็นคนเปิดตลอดเลย และดูเหมือนว่าตอนนนี้ไม่ว่าจะพ่อหรือแม่พี่ศิลาก็ไม่มีใครคิดจะหยิบช้อนขึ้นมาสักคน

 

เอาวะ!

 

“กุ้งตัวใหญ่ๆ ครับคุณป้า ผมคิดว่ามันจะต้องอร่อยแน่ๆ แต่คุณป้าทานน้อยหน่อยก็ดีนะครับ คอเลสเตอรอลมันเยอะ เดี๋ยวจะไม่สบาย”

 

“ปกติแล้วฉันไม่ค่อยกินกุ้งเท่าไหร่หรอก แต่ตาศิลาเขาชอบต่างหาก”

 

ดอกที่สองผ่านไป

 

“อ้อ ครับ ผมจะได้จำไว้ เขาไม่เคยบอกผมเลยครับว่าชอบอะไรบ้าง วันๆ พูดแค่เสร็จรึยัง กับหุบปากสักที” ผมแกล้งทำเสียงเข้มเลียนแบบเสียงของพี่ศิลาจนพ่อของเขาแทบสำลักน้ำเพราะเพิ่งจะยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม

 

“ตัวนี้ของคุณลุงครับ ทานน้อยๆ เหมือนกันน่ะครับ คุณป้าเขาตั้งใจทำพิเศษให้แค่เฉพาะพี่ศิลา”

 

“เอ๊ะ เด็กคนนี้นี่!”

 

ดอกที่สามทำเอาแอบสะดุ้งเหมือนกันนะ เกือบทำช้อนหลุดออกจากมือแน่ะ โชคดีที่พี่ศิลาเดินกลับเข้ามาพอดี สายตาที่เขามองผมดูจับผิดเพราะคงสงสัยว่าผมลุกขึ้นทำไม

 

จะอะไรเสียอีกล่ะ ผมลุกตักกับข้าวให้พ่อกับแม่ของเขาน่ะสิ

 

“คุยอะไรกันอยู่รึเปล่าเหรอครับ” พี่ศิลาถามเสียงเครียด แต่ผมไม่ได้ตอบหรอก กำลังกินอยู่ ข้าวเต็มปาก พูดไปเดี๋ยวจะโดนมองไม่ดี

 

“ท่าทางแฟนลูกจะหิวนะตาศิลา บอกให้รอเราก่อนก็ไม่รอ”

 

อ่า…แบบนี้ถือว่าดีหรือไม่ดีนะ ถึงน้ำเสียงจะตึงๆ แต่แม่ของพี่ศิลาก็เรียกผมว่าแฟนพี่ศิลาแหละ หุหุ

 

“อ้อ ครับ ผมกับโอบเวลาไม่ค่อยตรงกันเท่าไหร่ เขาเป็นบาร์เทนเดอร์ ทำงานกลางคืน นอนพักตอนกลางวัน กว่าเขาจะได้กินข้าว ผมก็อิ่มจนง่วงแล้ว” พี่ศิลาอธิบาย ข้ามเส้นคำว่าเถียงไปนิดๆ

 

“แล้วแบบนี้จะเข้ากันได้เหรอ”

 

“เอ่อ…”

 

“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาครับคุณป้า ผมกับพี่ศิลาแบ่งเวลาได้ นี่พี่ศิลาเขาก็ตั้งใจว่าถ้าตอนนี้คุณป้าไม่พยายามจะแนะนำสาวๆ ให้เขารู้จัก เขาก็จะกลับมาทานข้าวที่บ้านกับคุณป้าบ่อยๆ นะครับ”

 

“ไอ้โอบ!”

 

“ก็จริงนี่พี่ ไม่ต้องมาเนียนเลย ทำเหมือนคุณป้าเขาไม่รู้ จริงมั้ยครับ”

 

“หึ่ย” แม่ของพี่ศิลาถอนใจก่อนจะมองค้อนใส่พี่ศิลาไปหนึ่งที

 

“เดี๋ยวเถอะนะมึง” พี่ศิลาหันมาขู่ ผมฉีกยิ้มกว้างๆ แทนคำพูดก่อนจะนั่งทานข้าวต่อไปเงียบๆ

 

“แกงส้มอร่อยมากเลยครับ ของโปรดผมเลย”

 

“งั้นก็กินเยอะๆ ล่ะ”

 

“ครับคุณลุง รับรองไม่มีเหลือ”

 

“น้อยๆ หน่อย”

 

“พี่จะหวงทำไม พี่ไม่กินก็เรื่องของพี่สิ แม่พี่อุตส่าห์ตั้งใจทำนะครับ อร่อยกว่าร้านที่พี่ซื้อไปกินวันนั้นเสียอีก” ผมรีบบอก อันนี้ไม่ได้เยินยอแต่เพราะอร่อยกว่าจริงๆ นี่แหละเขาถึงได้บอกว่ากับข้าวฝีมือแม่นี่คือที่สุดในโลกของลูก น่าเสียดายที่ผมคงไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสชาติกับข้าวฝีมือแม่ของผมอีกแล้ว

 

“นี่ แม่ถามจริงๆ เถอะนะตาศิลา วางแผนอนาคตไว้ยังไงกันบ้าง หรือไม่คิดอะไรกันเลย จะคบกันเล่นๆ แบบเด็กๆ แบบนี้ไปเรื่อยๆ งั้นเหรอ”

 

“แค่กๆๆๆ” ผมถึงกับสำลักน้ำแกงส้มกันเลยทีเดียว

 

“ผมยังไม่คิดขนาดนั้นหรอกครับแม่ ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ดีอยู่แล้ว”

 

“แล้วแบบนี้จะไม่ให้แม่ห่วงได้ยังไง เราน่ะอายุไม่ใช่น้อยแล้วนะ คบกันเล่นๆ ไม่จริงจัง ไม่มองอนาคตมันจะมีประโยชน์อะไร เสียเวลาเปล่าๆ”

 

สถานการณ์เริ่มไม่บันเทิงแล้วล่ะ หาจุดเข้าไปสร้างความครื้นเครงไม่ถูกเลย

 

“ผมไม่ได้คิดจะคบกับโอบเล่นๆ ครับ แต่ที่บอกว่ายังไม่คิดไกลถึงอนาคตก็เพราะผมไม่ได้รู้สึกว่าตอนนี้ผมกับโอบขาดอะไร ต่างคนต่างทำงาน แบ่งเวลาให้กันบ้าง แวะกลับมาหาพ่อกับแม่บ้างก็มีความสุขดีอยู่แล้ว”

 

“แล้วแฟนแกล่ะ” แม่ของพี่ศิลาเขาถามผมรึเปล่านะ หรือถามพี่ศิลา

 

ปั่ก!

 

อ้อ ถามผมนี่แหละเพราะพี่ศิลาเตะเท้าผมส่งสัญญาณให้ผมตอบแล้ว

 

“ผมคิดเหมือนพี่ศิลาครับคุณป้า เราสองคนไม่ได้รีบเพราะจริงๆ ก็เพิ่งจะคบกันไม่นานด้วยซ้ำ คุยกันไปเรื่อยๆ ก่อน เอาไว้ถ้าอนาคตผมพร้อมมากกว่านี้ ผมจะขอพี่เขาแต่งงานเองครับ”

 

“ไอ้เชี่ยโอบ”

 

“ผมพูดจริงๆ นะครับพี่ จริงๆ นะครับคุณลุงคุณป้า ผมรู้ว่าตอนนี้ผมยังไม่ดีพอสำหรับพี่ศิลาเขาสักนิด ไม่ว่าจะหน้าตา ฐานะ การศึกษา หรือว่าอาชีพ รายได้เขามากกว่าผมไม่รู้กี่เท่า ผมดูด้อยกว่าเขาไปหมด แต่ผมจะพยายามครับ”

 

“แล้วเราจะพยายามยังไง” แม่ของพี่ศิลาย้อนถามขึ้นมาทันที

 

“ผมพยายามดูแลเขาให้ดีไงครับ ถ้าเป็นเรื่องอื่นผมแก้ไขไม่ได้แล้วครับเพราะต้นทุนผมมีเท่านี้จริงๆ ที่ผมทำได้ก็แค่ไม่ทำให้เขาหนักใจ แล้วก็ดูแลเขาเหมือนที่เขาเองก็ดูแลผมมาตลอด คุณป้าสบายใจได้ครับ ผมจะไม่เป็นภาระให้พี่เขาเด็ดขาด” ผมยิ้มกว้างอยากภาคภูมิใจ แม้ว่าพูดจนจบแล้วบรรยากาศบนโต๊ะอาหารจะเงียบกริบลงทันทีก็ตาม

 

เอายังไงต่อดีนะ ผมพูดอะไรผิดรึเปล่า ก็ไม่เห็นจะมีนี่นา ทั้งหมดที่ผมพูดออกไปคือความจริงล้วนๆ เลยนะ เพราะจะให้ผมพยายามทำอย่างอื่นมากกว่านี้ ผมก็ไม่มีปัญญาแล้ว จะไปเริ่มต้นเรียนใหม่เอาความรู้มาเทียบกับพี่เขา กว่าผมจะเรียนจบพี่เขาก็แก่พอดี จะให้ผมหางานอื่นที่รายได้สูงเท่าพี่เขา ผมก็ไม่มีปัญญาหรอก หรือจะให้ย้อนไปจนถึงเรื่องของชาติตระกูล ผมมันก็แค่ลูกที่พ่อแม่ไม่รักนี่นา

 

“อ่ะ”

 

หัวใจผมแทบกระดอนออกมาเต้นด้านนอกเมื่อแม่ของพี่ศิลาตักกุ้งมาใส่ถ้วยให้ผมหนึ่งตัว

 

“แบ่งของตาศิลาไปก็แล้วกัน ไหนๆ เขาไม่ค่อยกินอยู่แล้ว เดี๋ยวมันจะเหลือ”

 

ถึงแม่ของพี่ศิลาจะพูดอย่างนั้นแต่เชื่อมั้ยว่าน้ำตาผมนี่แทบไหล

 

“ไม่เหลือหรอกครับคุณป้า ถ้าต่อไปนี้พี่เขาไม่กิน เดี๋ยวผมกินเอง ถ้าคุณป้าไม่รำคาญผมเสียก่อน ผมจะมาทุกวันเลย”

 

“เหอะ ตาศิลาเขาคงมีเวลาหรอก”

 

“เรื่องของเขาสิครับ ผมมาเองก็ได้ ผมมาถูกแล้ว”

 

“น้อยๆ หน่อยมึง นี่แม่กู”

 

“แน่ะ ทีตอนนี้มาทำเป็นหวง ใช่มั้ยครับคุณป้า” ผมแสร้งประจบ หัวใจค่อยๆ พองโตขึ้นทีละนิดๆ เมื่อเห็นว่าแม่ของพี่ศิลาค่อยๆ ระบายยิ้มออกมาได้สักที

 

“นงค์ ตักข้าวให้ตาโอบหน่อย”

 

แล้วสรรพนามของผมก็เปลี่ยนไป พี่ศิลานี่ถึงกับหันมามองผมตาขวางเหมือนกลัวว่าผมจะแย่งความรักจากแม่ของเขาไปจริงๆ

 

“คุณป้าครับ พี่ศิลามองตาขวาง เขากลัวว่าคุณป้าจะรักผมมากกว่าเขาน่ะครับ ขี้อิจฉาจัง”

 

“ไอ้เชี่ยโอบ”

 

“พูดไม่เพราะด้วยครับคุณป้า มึงกูกับผมตลอดเลย”

 

“มึงนี่มัน…”

 

“ตาศิลา”

 

เยส! ผมชนะ โฮะๆ

 

“ฝากไว้ก่อนเถอะมึง กลับเมื่อไหร่มึงโดนแน่”

 

“คุณป้าครับ โอ๊ย พี่ศิล้า!!!!” ผมร้องลั่นเมื่อพี่ศิลากระทืบเท้าของผมใต้โต๊ะมาเต็มแรง สีหน้าของพ่อกับแม่ของเขาในเวลารู้มีความสุขแต่ผมนี่สิ เท้าจะหัก

 

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงร้องของผมเมื่อถูกพี่ศิลาทำร้ายร่างกายแทบจะตลอดเวลา พ่อของเขานั่งอมยิ้มตลอดแต่ไม่พูดอะไรสักคำ ส่วนแม่ของเขาก็ตักกับข้าวให้ผมจนท้องผมจะแตก สรุปแล้วผมเติมข้าวไปสี่รอบ ชนะพี่ศิลาที่เติมไปสามรอบทั้งที่ปกติแล้วคุณป้าบอกว่าเขาแทบไม่เคยเติมข้าวเลย รีบมา รีบกินแล้วก็รีบกลับ

 

“อิ่มมากเลยครับคุณป้า” ผมบอกพลางยกมือขึ้นลูบท้อง ข้าวหมดหม้อ กับข้าวทุกอย่างก็หมดไม่มีเหลือ

 

“พรุ่งนี้อยากกินอะไรล่ะเรา”

 

“มาได้เหรอครับ”

 

“ได้สิ ถ้าตาศิลาเขาไม่ว่าง เราก็นั่งแท็กซี่มา หรือไม่ก็ลงบีทีเอสแล้วเรียกวินมอเตอร์ไซค์เข้ามาส่ง ค่ารถไม่น่าจะกี่บาทหรอกมั้ง ในรถตาศิลาเขาชอบเก็บเหรียญเอาไว้ เขาไม่เห็นหรอกว่าแอบหยิบมาน่ะ”

 

“ฮั่นแน่” ผมล้อเลียน ทุกคนขำพรืดยกเว้นพี่ศิลาที่นั่งหน้าบอกบุญไม่รับ

 

“แม่ครับ อย่าไปตามใจมันมากนักเลยน่า มันเสียการปกครองนะครับแม่”

 

“หึ่ย เรานี่จะไปรู้อะไร การปกคงปกครองอะไร แค่นี้ก็ดูไม่ออกเหรอว่าใครปกครองใคร”

 

“อันนี้ผมเปล่านะ คุณป้าพูดเอง” ผมรีบโบ้ยแล้วหัวเราะเสียงดัง ดีใจที่อย่างน้อยวันนี้ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี และหลังจากนี้ชีวิตผมคงได้พบกับความสุขและความสงบสุขที่แท้จริงสักที

 

หลังจากที่พวกเรากินกันจนอิ่มแปล้ ก็พากันลุกออกมาจากห้องทานอาหาร ผมกับพี่ศิลาจะต้องกลับเลยเพราะพรุ่งนี้พี่ศิลามีนัดประชุมกับทีมเรื่องแผนการตลาดของคอลเลคชั่นหน้าแต่เช้า เหมือนว่าเขาจะบอกพ่อกับแม่ของเขาล่วงหน้าเอาไว้แล้วเพราะพอเราลุกออกมาจากโต๊ะอาหาร พวกท่านก็พร้อมกับใจกันมาส่งผมกับพี่ศิลาที่หน้าบ้าน

 

“เร็วๆ นี้ผมจะแวะมาอีกนะครับแม่ แล้วผมจะโทรบอกอีกทีครับว่าวันไหน” พี่ศิลาหันกลับมาบอกแม่ของเขาก่อนจะเดินเข้าไปสวมกอดและหอมแก้มแม่ของเขาไปฟอดใหญ่ เห็นแล้วเขินแทน แต่อีกใจก็สัมผัสได้ว่าเขาเป็นผู้ชายที่อบอุ่นเพราะว่าโตมากับความรักของครอบครัวแบบนี้นี่เอง

 

“ทีนี้ก็คงกลับมาหาแม่บ่อยๆ ได้แล้วสินะ”

 

“โธ่ แม่ก็ ผมก็อยากจะกลับมาให้ได้บ่อยๆ ตลอดนั่นแหละครับ” พี่ศิลารีบแก้ตัว

 

ผมยิ้มกว้างก่อนจะยกมือไหว้พ่อกับแม่ของพี่ศิลาอีกครั้ง รู้สึกสบายใจขึ้นมาที่พวกท่านยิ้มตอบแบบที่ทำให้หัวใจของผมฟูคับอก

 

“ถ้าพี่เขาไม่ว่าง ผมขอมาแทนนะครับคุณป้า” ผมบอกยิ้มๆ พูดไม่ทันจบดีก็ถูกพี่ศิลาผลักหัวทิ่มมาหนึ่งที

 

“พี่ศิลาอ่ะ ทำร้ายผมอีกแล้วนะ จะฟ้องคุณป้า”

 

“มึงฟ้องเลย นี่แม่กู”

 

“คุณป้าครับ พี่ศิลาทำร้ายผม ผมขอกอดคุณป้าหน่อยได้มั้ยครับ เจ็บตรงนี้อ่ะ กระซิกๆ” ผมแสร้งบีบน้ำตาแล้วเดินตรงเข้าไปสวมกอดคุณป้าที่อีกด้านตรงกันข้ามกับที่พี่ศิลากอดเอาไว้อย่างเหนียวแน่น คุณป้าหัวเราะจนตัวโยน เหมือนน้ำตาจะไหลออกมาเพราะตั้งแต่นั่งทานอาหารกันมาคุณป้าก็ยังขำไม่หยุดเลย

 

“คุณลุงครับ มัวยืนอิจฉาอยู่ทำไมล่ะครับ มากอดกันครับ” ผมรีบหันไปบอกเพราะเห็นพ่อของพี่ศิลายังเอาแต่ยืนยิ้มท่าเดียว พอเห็นว่าท่านเขินๆ ผมก็เลยเดินไปรั้งท่านมากอดด้วยกัน

 

นานแล้วที่ผมไม่ได้รู้สึกว่ายิ้มกว้างได้แบบนี้ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่น มันเหมือนความรู้สึกที่ผมขาดหายไปแสนนานกำลังถูกเติมเต็ม

 

“ผมกลับก่อนนะครับพ่อ ไปนะครับแม่”

 

“กลับก่อนนะครับคุณลุงคุณป้า พรุ่งนี้มาแน่นอน”

 

“ไอ้เชี่ยโอบ พรุ่งนี้กูต้องเขียนแบบ”

 

“เรื่องของพี่สิ ผมมารถไฟฟ้าก็ได้”

 

“ไม่ได้ นั่นแม่กู”

 

“แม่ผมด้วยเหมือนกัน แบร่!” ผมแลบลิ้นใส่พี่ศิลาก่อนจะวิ่งหนีเขามาขึ้นรถท่ามกลางเสียงหัวเราะของคุณป้าที่ดังขึ้นทุกที

 

ผมว่าคืนนี้ผมต้องทำให้คุณป้านอนละเมอแน่ๆ เลย จนป่านนี้แล้วท่านก็ยังหัวเราะไม่หยุด ขนาดผมที่อายุน้อยกว่ายังรู้สึกเหนื่อย

 

“เฮ้อ โคตรเหนื่อยเลยครับพี่ศิลา แต่พ่อกับแม่ของพี่น่ารักจัง”

 

“มึงนี่ชักจะทะเล้นเกินเบอร์ ไว้หน้ากูบ้างเถอะ” พี่ศิลาบ่นอุบหลังจากที่เข้ามานั่งประจำที่คนขับพร้อมกับสตาร์ทรถและขับออกมาจากบ้านของเขาเรียบร้อย

 

การเดินทางของผมกับเขาเริ่มต้นอีกครั้งแล้วสินะ และครั้งนี้มันก็เริ่มต้นอย่างจริงจังและอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่เสียด้วย ผมตื่นเต้นจัง

 

“พี่ศิลาครับ”

 

“อะไรอีก”

 

พี่จะขานผมเพราะๆ ไม่ได้รึไงนะ แต่เอาเถอะ ถ้าเขาขานเพราะขึ้นมาก็จะดูผิดวิสัยน์ไปอีก

 

“ผมรักพี่นะ”

 

“พูดแบบนี้อยากโดนล่ะสิมึง”

 

“พี่ก็ ผมแค่บอกรักพี่เฉยๆ”

 

“เออ กูก็รักมึง” พี่ศิลาบอกเหมือนไม่เต็มใจ แต่เชื่อเถอะว่าเขาพูดแค่นี้ก็ดีแล้ว

 

พี่ศิลาเอื้อมมือมาจับมือของผมเอาไว้ข้างหนึ่ง ผมรีบขยับเข้าไปใกล้เขาเอียงหัวซบบ่าเขา กอดแขนเขาเอาไว้แบบที่ชอบทำ

 

“ผมปีนเกลียวสำเร็จแล้วนะพี่” ผมบอกยิ้มๆ อย่างภาคภูมิใจ พี่ศิลาไม่ได้ตอบอะไร เขาแค่นั่งยิ้มไปตลอดทาง ยกมือขึ้นมาเขี่ยแก้มผมเล่นบ้าง ยีหัวผมเล่นบ้างกระทั่งเรากลับถึงสตูฯ และผมคิดว่าหลังจากวันนี้ไป การเดินทางของผมกับพี่ศิลา ก็จะอบอวลไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ

 

ทั้งนี้หากว่าผมทำให้ใครสำลักความรัก…ก็ช่วยไม่ได้อ่ะนะ ฮ่าๆๆ

 

---The end--- 

PinkPen talk : 

จบแล้วค่าาา ขอบคุณที่ทุกคนที่ติดตามกันมาตลอดเลยนะคะ ขอบคุณที่รักและเอ็นดูไอ้โอบของขุ่นเจ้ หวังว่าไอ้โอบจะทำให้ทุกคนยิ้มได้นนะคะ  

สุดท้ายนี้ถ้าใครพอมีเวลาอย่าลืมรีวิวเพื่อเป็นกำลังใจให้ขุ่นเจ้ด้วยนะคะ แล้วเจอกันเรื่องหน้าจ้า 

รัก 

ขุ่นเจ้ 

ความคิดเห็น