email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 8

คำค้น : เซียน่า , ร้อน , ฤดูร้อน , อิตาลี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 86

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ม.ค. 2564 20:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 8
แบบอักษร

สาวไทยขี้อายรู้สึกเหมือนที่พึ่งประจำใจอันตรธานไปต่อหน้าต่อตาเมื่อได้ยินคำบอกเล่านั้น เธอไม่ยักรู้มาก่อนว่าสามารถขอย้ายขึ้นไปเรียนระดับชั้นสูงกว่าได้ด้วย เพราะเท่าที่เธอจำได้ ครูวัฒน์เล่าว่ามีแต่คนขอย้ายลงไปเรียนระดับต่ำกว่า เพราะทนเรียนระดับความยากในระดับชั้นปัจจุบันของตนไม่ไหว  

แต่เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถิด ตอนนี้เธอคิดเพียงว่าจะทำอย่างไรเพื่อเหนี่ยวรั้งอินซุกไว้ที่ B2 ตามเดิม เธอไม่พร้อมจะทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ในเร็ววันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคนเหล่านั้นเป็นผู้ทำเธอเสียความมั่นใจขณะพูดกลางชั้นเรียน 

“เธอพูดจริงหรือ” อลิสาถามย้ำราวจะขอให้นั่นเป็นเพียงเรื่องโกหก 

“ก็ใช่น่ะสิ ฉันจะโกหกเธอไปทำไมกัน”  

แววความขึ้งโกรธวาววามขึ้นมาในดวงตาเรียวของเด็กสาวชาวกรุงโซลชั่ววูบ ก่อนที่เธอจะเสตีหน้านิ่งเฉย พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานดังปกติ  

“ฉันเหลือเวลาอยู่ที่นี่อีกแค่สามเดือนเองนะอาลิซ่า ถ้าเป็นไปได้ ฉันก็อยากสอบผ่าน A1 ได้เป็นอย่างน้อย อีกอย่างนึงนะ ห้องเรียน A1 อยู่ในเมือง และอยู่ใกล้หอพักพวกเรามากกว่า ฉันขี้เกียจถ่อมาเรียนไกลถึงนี่ทุกวันน่ะ” 

อลิสาพูดไม่ออก ไม่อยากนึกว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเธอบ้าง หากต้องตื่นแต่เช้า ต่อรถเมล์สองสายจากบนเขาลงมาเรียนที่นี่ตามลำพังต่อแต่นี้ไป 

“อย่าคิดมากเลยนะ อาลิซ่า ยังไงฉันก็ยัง...” รูมเมทคนสวยพยายามปลอบใจเธอ แต่ยังไม่ทันขาดคำ เด็กหนุ่มชาวเม็กซิกันร่างใหญ่ ไว้หนวดเคราเฟิ้ม ก็ก้าวออกมาจากห้องน้ำซึ่งอยู่ด้านหลังม้านั่งที่ทั้งสองกำลังเจรจากันอยู่ 

“มีอะไรกันหรือ” คนมาใหม่หรี่ตามองอลิสาด้วยสายตาประเมินการณ์ 

“เนียนเต - ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ” อินซุกกลบเกลื่อนหน้าร้อนวูบวาบ “ไปกินขนมหวานร้านนานนีนี่ด้วยกันมั้ยจ๊ะอาลิซ่า คือว่าฉันกำลังจะไปกับฆอร์เคอยู่พอดี...นี่คือฆอร์เคเพื่อนฉัน ส่วนนี่อาลิซ่า รูมเมทฉันเองน่ะจ้ะ” 

นิสิตชาวไทยจับมือกับเพื่อนของเพื่อนอย่างวางตัวไม่ถูก 

“ฆอร์เคมาจากเม็กซิโก เราเรียนห้องเดียวกันมาตั้งแต่เดือนแรกเลย” คนกลางยังไม่หยุดแนะนำ “ส่วนอาลิซ่ามาจากตายลานเดีย เพิ่งมาเดือนนี้” 

“เปียเชเร่” ฝ่ายชายเอ่ย “ยินดีที่ได้รู้จักเธอนะ อาลิซ่า” 

“เธอจะไปกับพวกเรามั้ยจ๊ะ อาลิซ่า” แม้จะเป็นการทวงคำตอบ แต่นิสิตชาวเกาหลีก็เอื้อนเอ่ยประโยคนั้นด้วยเสียงหวานเจื้อยผิดกับเวลาพูดกับเธอตามลำพัง จนอลิสาอดคิดในแง่ลบไม่ได้ว่าเป็นเพราะมีคนอื่นอยู่ด้วย 

“อืม...ไม่ดีกว่าจ้ะ” เธอสั่นหน้าพร้อมรอยยิ้มมุมปาก 

“อ้าวเหรอ น่าเสียดายจัง” อินซุกลดเสียงลงให้อยู่ในระดับที่มีแค่เธอกับรูมเมทที่ได้ยิน “ไหนๆเธอก็อยู่นี่แล้ว บอกเธอไว้เลยแล้วกัน คืนนี้ฉันจะไปค้างที่หอพักฆอร์เคที่ชานเมืองนะ ไม่ต้องประหลาดใจถ้าทั้งคืนนี้ไม่เจอฉัน” 

อลิสาเงียบงันกับการตัดสินใจของเพื่อนหญิงคนแรกในเซียน่า เธอไม่รู้ว่ามารยาททางสังคมของคนเกาหลี หรือคนในยุโรป เหมือนหรือต่างกับคนไทยมากน้อยเพียงไร อย่างไรเสีย เธอก็นึกไม่ถึงอยู่ดีว่าอินซุกจะเป็นผู้หญิงก๋ากั่นถึงเพียงนี้ 

“ตามสบายนะ” สาวผิวคล้ำฉายยิ้มให้ทั้งสองอีกที “พวกเธอไปกันเองเถอะ ฉันขอตัวไปหามื้อเที่ยงกินก่อนนะ” 

 

ผละจากคู่รักต่างทวีปมาแล้ว เด็กสาวเตร่ไปในเขตเมืองเก่าเพื่อหาซื้อตั๋วรถเมล์จากร้านบุหรี่สำหรับตุนไว้ใช้ในวันข้างหน้า จากนั้นจึงตัดสินใจจ่อมลงนั่งบนพื้นที่ลาดชันของจัตุรัสคัมโป เมื่อหมดความคิดจะไปที่อื่นต่อ 

หอนาฬิกาสูงตระหง่านยังอวดโฉมรับกล้องบันทึกภาพของนักท่องเที่ยวหลากสัญชาติเหมือนเช่นทุกคราวที่เธอผ่านมาที่นี่ ฝูงนกพิราบโผบินอลหม่านในบัดดลที่เด็กน้อยวิ่งเตาะแตะไล่ ในขณะที่ผู้ปกครองของเด็กพวกนั้นมัวเพลิดเพลินกับการนั่งรับประทานอาหารใต้กันสาดคาเฟ่รายรอบจัตุรัส ท่ามกลางความคึกคักจอแจของจัตุรัสรูปพัดอันเป็นแลนด์มาร์กประจำเมืองเซียน่า อลิสากลับรู้สึกเดียวดายอย่างถึงที่สุด จากการที่เธอถูกทิ้งให้ต้องโดดเดี่ยวโดยเพื่อนนิสิตคนเดียวที่มี 

เสียงพูดภาษาอิตาเลียนจากคนท้องถิ่น และอีกสารพัดภาษาจากชาวต่างชาติที่สัญจรผ่านไป ยังความรู้สึกอ้างว้างมาสู่หัวใจเธออย่างท่วมท้น ในเวลานี้สิ่งที่เธอต้องการที่สุดคือได้ยินเสียงพูดภาษาไทยจากใครสักคน 

ระฆังบนหอนาฬิกาดังขึ้นบอกเวลาบ่ายโมงตรงในระหว่างที่อลิสาควักโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจากกระเป๋าคล้องไหล่ใบเก่ง ครั้นบวกเวลาไปห้าชั่วโมงอันเป็นเวลามาตรฐานของไทย ก็เท่ากับหกโมงเย็นซึ่งเธอจำได้ว่าเวลานี้ครูวัฒน์มีคอร์สสอนภาษาอิตาเลียนให้กับบุคคลภายนอก ความคิดที่จะยิงสายถึงครูผู้แนะนำให้เธอมาเรียนที่นี่พร้อมทั้งคอยให้คำปรึกษาเรื่องการปรับตัวในอิตาลีจึงมีอันต้องพับไป อลิสานิ่งตรองอยู่พักหนึ่ง ก่อนเปลี่ยนใจโทรหาบุคคลสำคัญสูงสุดในชีวิตแทน 

“ฮัลโหล...” เสียงปลายสายอู้อี้จนฟังไม่ถนัดว่าใครเป็นคนพูด 

“ฮัลโหล แม่หรือคะ”  

“อือ นี่แม่เอง” เสียงเดิมยืนยัน “เป็นไงแล้วล่ะ สาวอิตาลี” 

เด็กสาวชาวสยามประเทศเงี่ยหูฟังเสียงพูดของแม่พลางจุดพรายยิ้มบนใบหน้าหมองคล้ำ ในชีวิตประจำวันที่ได้ยินแต่คนรัวภาษาอิตาเลียนใส่กัน เพียงได้ยินภาษาไทยไม่กี่คำก็สุขใจอย่าบอกใคร  

“อย่าเรียกสาอย่างนี้เลยแม่ อุตส่าห์สอบได้ตั้งระดับสี่จากทั้งหมดหกระดับ พอเข้าไปเรียนจริงดันสู้เพื่อนในห้องไม่ได้เลย” เธอหัวเราะขื่นๆ 

“คิดมากน่า อย่างแกสอบได้ขั้นนี้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว ไม่ต้องหวังเก่งกว่าเพื่อนหรอก” มารดาพูดด้วยสุ้มเสียงปลอบประโลมมากกว่าจะดูแคลนตามคำพูด 

“พ่ออยู่มั้ยคะ” 

“ไม่อยู่ พาลูกศิษย์กับเพื่อนครูไปหัดสเกตช์ภาพที่วัดไชยฯ จะมืดอยู่แล้วยังไม่รู้จักกลับมาอีก” สุ้มเสียงแม่บ่งบอกว่าอาจารย์วิเชียรของเหล่านักเรียนจิตรกรรมคงจะเลยไปก๊งเหล้าที่ไหนต่อตามวิสัยของพ่อผู้รักการสังสรรค์เป็นที่หนึ่ง “แกมีเรื่องจะคุยกับพ่อหรือ อีกสักชั่วโมงสองชั่วโมงมั้ง กว่าเขาจะกลับน่ะ” 

“ที่จริงคุยกับแม่ก็ได้ค่ะ” อลิสาพูดเสียงเครือ “แม่จำเพื่อนคนเกาหลีชื่อ อินซุก ที่เป็นรูมเมทของสาได้ใช่มั้ยคะ เขาทำเรื่องขอย้ายไปเรียนชั้นที่สูงกว่าสาแล้วนะ นั่นหมายความว่าจากนี้ไปสาต้องไปเรียนคนเดียว” 

“แล้วไง” แม่ถามแทรกอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่โตเช่นที่เธอรู้สึก 

“สาไม่ได้อยากมองเพื่อนอย่างนี้เลย แต่จากหลายๆอย่างที่เขาทำกับสา สารู้สึกว่าเขาเหมือนจะไม่ชอบสา เพราะเขาไม่ได้อยากเรียนชั้นเดียวกับสา ถึงได้ย้ายหนีไปชั้นเรียนอื่น ตอนนี้สาไม่มีเพื่อนอยู่เลยแม่ บางทีสาก็รู้สึกอยากกลับบ้าน...” 

“โอ๊ย ปีนี้แกยี่สิบแล้วนะสา ไม่ใช่เด็กสองขวบ จะได้มาโยเยเป็นเด็กอ่อนต่อโลกแบบนี้” เจ้าของร้านขายของที่ระลึกใกล้วัดใหญ่ชัยมงคลสวนคำอย่างขี้เกียจจะฟังลูกในไส้พร่ำพรรณนาต่อ “คิดมากน่าสา โตแล้วยังไม่เลิกเก็บนู่นเก็บนี่มาคิดให้ปวดหัวอีก เพื่อนแกเขาก็คงมีเหตุผลของตัวเขาเอง ถึงได้ทำแบบนั้น แกอย่าเพิ่งไปคิดมองใครในแง่ร้ายเลย มันจะพานทำให้แกเป็นทุกข์เองเปล่าๆ” 

“เขาบอกสาว่าอยู่ที่นี่อีกแค่สามเดือน อยากเร่งเรียนให้ได้ระดับสูงๆ” เด็กสาวไล่เรียงความจำจากตอนที่คุยกันเมื่อชั่วโมงที่แล้ว 

“นั่นปะไร เห็นไหมล่ะ เขาก็มีเหตุผลส่วนตัวเขา ไม่ได้เกี่ยวกับว่าเขาไม่ชอบแกเลย” คุณนายบงกชผู้มีใจใฝ่ธรรมะเทศน์เข้าให้ “แกจะคิดเยอะไปทำไมนะสา ถ้าเขาไม่ชอบแกจริง มันก็ดีแล้วไม่ใช่หรือที่เขาจะไปให้ไกลจากตัวแก แต่ถ้าเขาไม่ได้ไม่ชอบแกอย่างที่แกคิด คนที่ทุกข์ใจที่สุดก็คือตัวแกเองที่ไปตั้งแง่กับเขาก่อน พระท่านว่าถือไว้ก็หนักเปล่า ปล่อยวางเสียดีกว่า จะได้สบายใจขึ้น”  

“แต่สาก็ยังต้องพึ่งเขาอยู่หลายเรื่องนะคะ” 

“ใจคอแกคิดจะพึ่งแต่เพื่อนคนนี้ไปตลอดสองเดือนเลยหรือไง” ข้อโต้แย้งนั้นทำให้เธอเริ่มตาสว่าง “ถ้าเพื่อนคนนี้ไม่ดี แกหาเพื่อนใหม่ก็ได้นี่ แกบอกแม่ว่าวันแรกแกยังไม่มีเพื่อน แล้วที่ผ่านมาตอนแกย้ายโรงเรียน เข้ามหาลัย แกมีเพื่อนเยอะแยะตั้งแต่วันแรกแล้วหรือไง อยู่นานๆไปค่อยมีเพื่อนไม่ใช่หรือ” 

อลิสานึกจะแย้งอะไรอีกอย่าง แต่คำอรรถาธิบายของแม่มีน้ำหนักมากจนเธอเลือกจะสดับฟังด้วยความคล้อยตาม 

“ที่ว่าอยากกลับบ้านน่ะ แกเคยได้ยินที่ฝรั่งเขาพูดกันมั้ยว่า จะ ‘โกฮาร์ด’ หรือ ‘โกโฮม’ แกอุตส่าห์เป็นคนไทยคนเดียวที่มีโอกาสไปเรียนถึงโน่นแล้ว อดทนหน่อยสิ ถ้าเกิดแกชิ่งกลับบ้านมาก่อน คนอื่นเขาจะมองคนบ้านเรายังไงกัน” 

บงกชเว้นวรรคเพื่อร้อยเรียงคำพูดแวบสั้นๆ ขณะที่ลูกสาวของนางอดคิดไม่ได้ว่ามารดาตนไปเรียนรู้สำบัดสำนวนภาษาฝรั่งมาจากไหน 

“แกถามใจตัวเองดูแล้วกันนะสา ว่าอยากโกฮาร์ดหรือโกโฮมมากกว่ากัน เข้มแข็งหน่อยสิ เชื่อใจในตัวเองให้มากขึ้น แล้วก็อย่าลืมเชื่อใจเพื่อนเกาหลีของแกด้วย เพื่อที่แกจะได้สบายใจและมีแรงสู้ต่อ” 

คราวนี้เองที่เด็กสาวเริ่มยิ้มออก จริงอยู่ที่เธอออกจะเป็นคนขี้กลัวและคิดลบอยู่มาก แต่เพราะได้พ่อกับแม่ที่มองโลกในแง่ดีคอยช่วยปรับความคิดให้อยู่สม่ำเสมอ เธอจึงข้ามพ้นอุปสรรคปัญหาที่รุมเร้ามาได้เรื่อยไป 

“ขอบคุณนะคะแม่ที่รับฟังสา ช่วยสอนให้สาคิดได้”  

“มีอะไรก็โทรมาระบายให้แม่กะพ่อฟังได้ตลอดนะ นี่มันสมัยไหนต่อไหนเข้าไปแล้ว จะโทรศัพท์ทีก็ใช้ไลน์โทรหากันก็ได้ ถึงพ่อแกจะไม่ว่างรับสาย แต่ยังไงแม่ก็เฝ้ามือถืออยู่ที่ร้านตลอด” คำกล่าวนั้นช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้นก็จริง แต่ประโยคถัดมากลับตรงกันข้าม “อย่าเที่ยวเก็บอมพะนำอย่างเทอมที่แล้วก็พอ น้าจี๊ดเล่าว่าแกดูซึมๆยังไงไม่รู้ ถามเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตอบว่าเป็นอะไร” 

ราวกับมีสายฟ้าแล่นปรูดไปทั่วร่างโดยไม่ทันตั้งตัว เธอไม่ยักรู้ว่าน้าของเธอได้รายงานเรื่องเมื่อเทอมที่แล้วให้แม่บังเกิดเกล้าฟังด้วย แต่ไม่ว่าสองพี่น้องจะคุยอะไรกัน เธอก็มั่นใจได้อย่างหนึ่งว่าทั้งสองคงไม่รู้ความจริงที่ว่าต้นเหตุของความทุกข์ครั้งนั้น เกิดขึ้นจากการที่เธอถูกหักอกโดยผู้ชายที่คิดไม่ซื่อ 

“ค่ะแม่ แค่นี้ก่อนนะคะ” อลิสาวางสายทันทีที่ต่างฝ่ายต่างเอ่ยคำอำลาเสร็จ เธอตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่า หากเป็นความช้ำใจมีบ่อเกิดมาจากความรัก เธอจะกล้าเล่ามันให้แม่ผู้คอยช่วยคิดแก้ไขปัญหาสารพันให้เธอฟังหรือไม่ 

 

ภายในคอกม้าที่ก่อปูนอย่างแน่นหนาเพื่อรองรับอากาศหนาวจัดของฤดูหนาวอันทารุณ ชายหนุ่มในชุดเสื้อยืดสีขาวมอๆกับกางเกงหูรูดเลอะๆยกลำแขนขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลเยิ้มทั่วหน้า ก่อนลงมือโกยเศษมูลม้าอย่างไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับกลิ่นเหม็นอับของซากปฏิกูลที่คละคลุ้งอยู่ในที่อับทึบแห่งนั้นเหมือนดังครั้งแรกๆที่มาที่นี่ 

มัตเตโอ กัปเปลลี ก้มลงดูพื้นปูนที่ตนลงมือขัดจนสะอาดด้วยความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยระคนสมเพชกับชะตาชีวิตตน ถ้าหากเขามีฐานหรือเพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติอันบรรดาฟานตีโนหรือนักแข่งม้าทั่วไปพึงมี เขาอาจไม่ต้องลงเอยด้วยการทำงานต่ำต้อยรับใช้เจ้าของคอกม้าเป็นกิจวัตรเยี่ยงนี้ 

ความคิดคำนึงของฟานตีโนมือใหม่ไหลย้อนลงสู่อดีตอันขื่นขมเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาซึ่งเขาบ่ายหน้าไปสมัครตัวกับคอนตราดาแห่งหนึ่ง 

เสียงหัวเราะดังระเบ็งเซ็งแซ่ที่ประชุมประจำหมู่บ้านนั้น ปะปนกับคำวิจารณ์ เสียดสี ตลอดจนเสียงซุบซิบนินทาของคนที่ยืนอยู่ติดๆกัน สองตาของชายหนุ่มจากแดนใต้หยัดนิ่ง ยืนกรานถึงจุดประสงค์ที่ตนมุ่งมั่นจริงจัง เมื่อเขาช้อนมองขึ้นไปยังบัลลังก์ที่ซึ่งเทศมนตรีและคณะผู้บริหารคอนตราดาพากันนิ่งขรึม 

“ไสหัวไปเลยไป ที่นี่ไม่ต้อนรับพวกมือใหม่” ชาวคอนตราดาคนหนึ่งตะโกนไล่ด้วยสุ้มเสียงแสดงความดูหมิ่นอย่างไม่ไว้หน้า 

“ไปเลย ไปเลย จะไปที่ไหนไปเลย” หลายคนผสานเสียงร้องเพลงไล่ 

“เธอคิดดีแล้วหรือ ที่จะมาเป็นฟานติโนให้พวกเราในปาลิโอครั้งที่จะมาถึงนี้” เทศมนตรีถามอย่างจะให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้มาอำเล่น  

“ผมคิดดีแล้ว และจะไม่เปลี่ยนใจเป็นอันขาด” มัตเตโอเน้นคำ ท่ามกลางเสียงโห่ไล่ก่นด่าที่ทวีความดังขึ้นโดยลำดับ 

“ไสหัวกลับใต้บ้านนายไปเลยไป” เสียงยั่วยุยังดังขึ้นไม่ลดละ  

“คอนตราดาของพวกเราเป็นคอนตราดาใหญ่ ลุ้นครองแผ่นผ้าไหมปาลิโอทุกปี ฟานตีโนหลายคนอยากได้รับเลือกจากพวกเรา เพราะอะไรพวกเราถึงต้องรับเธอที่ยังไม่เคยลงแข่งมาก่อน ทั้งๆที่เรามีโอกาสเลือกคนเจนจัดในศึกปาลิโอ” 

“เพราะว่าผมเป็นชาวเซเนเซ่เหมือนกับทุกคน” เขาประกาศลั่น  

“แล้วนายได้รับล้างบาปที่โบสถ์ของพวกเรารึเปล่า” พวกปากมากอีกคนขัด “น้ำหน้าอย่างนายเนี่ยนะ เป็นคนเซียน่าอย่างพวกเรา ตัวนายยังเหม็นกลิ่นสาบควายน้ำซาแลร์โนอยู่เลย การพูดก็ติดสำเนียงใต้ นี่น่ะเหรอคนเซียน่า” 

“ผมเป็นลูกชายของ อิล ฟูลมีเน” คำกล่าวอ้างนั้นได้ผลโดยชะงัด เมื่อคนหลายสิบชีวิตในที่ประชุมนั้นสงบปากสงบคำลงโดยพร้อมเพรียง “นักแข่งฉายา ‘เจ้าสายฟ้า’ ที่พวกคุณทุกคนภูมิใจเป็นคุณพ่อของผมเอง พ่อของผมเป็นคนคอนตราดานี้ ผมจึงอยากเจริญรอยตามพ่อผู้ล่วงลับของผมครับ” 

เกิดเสียงวิจารณ์ระเบ็งเซ็งแซ่ขึ้นอีกยก ขณะที่เหล่าผู้บริหารนั่งหน้าเครียด  

“แต่ว่าตอน อิล ฟูลมีเน ยังมีชีวิตอยู่ เขาไม่เคยบอกสักคำว่าเขามีลูกอยู่ด้วย” เทศมนตรีแย้งขึ้นหลังจากปรึกษาผู้ช่วยคนอื่นๆ “นอกจากนี้เธอยังไม่เคยมีประสบการณ์ในปาลิโอมาก่อน เราให้เธอเป็นตัวแทนคอนตราดาเราไม่ได้หรอก” 

“มัตเตโอ” เสียงเรียกชื่อเขาดังขึ้นพร้อมเสียงแง้มบานประตูไม้ที่ผุกร่อนตามอายุการใช้งาน “เธอยังไม่หายเครียดจากเรื่องนั้นอีกหรือ” 

“โปรเฟสซอเร” หนุ่มหน้าคมที่เพิ่งสะดุ้งตื่นจากความหลังรีบบอกปัด “เปล่าหรอกครับ ผมไม่ได้คิดถึงมันแล้ว” 

“เธออย่าปิดบังฉันเลย ฉันรู้จักนิสัยเธอดี” ชายสูงอายุแย้งด้วยสีหน้าระอิดระอา “ที่จริงฉันเห็นเธอยืนซึมผ่านทางช่องโหว่ของบานประตูนี่แล้ว แต่เห็นเธอนิ่งอยู่นานผิดธรรมชาติ เลยพอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ” 

มัตเตโอฝืนยิ้มด้วยสีหน้าของคนยอมจำนนต่อหลักฐาน ขณะที่เจ้าของคอกม้าผู้เอื้อเฟื้อไล่สายตาไปรอบเนื้อที่อับชื้นแห่งนั้นราวจะตรวจตราความเรียบร้อยของงานที่ตนมอบหมายให้ผู้อ่อนวัยทำ 

“เธอไม่ลืมเทน้ำในรางให้พวกม้าดื่มใช่มั้ย” 

“เรียบร้อยแล้วครับ ผมเทก่อนจะเริ่มล้างพื้นเสียอีก” 

“วันนี้เธอเก็บงานได้เรียบร้อยดี” ผู้ฝึกสอนออกปากชมพลันให้แง่คิด “อย่ามัวจมปลักกับเรื่องในอดีตเลย ถึงอย่างไรเธอก็แก้ไขมันไม่ได้แล้ว อยู่กับปัจจุบันและทำมันให้ดีเข้าไว้ดีกว่า เชื่อฉันสิว่าอนาคตของเธอจะดีขึ้นเอง” 

“แต่ถ้าอดีตมันดีด้วยเสียอย่าง ผมก็อาจจะมีปัจจุบันที่ดีกว่านี้...” ชายหนุ่มเผลอค้านเสียงดัง “ไม่รู้สิครับ หลายๆครั้งผมก็น้อยใจในโชคชะตาของตัวเอง น้อยใจในพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงลิขิตให้ผมมีเส้นทางชีวิตที่ขรุขระกว่าคนอื่น” 

“คนอื่นที่ว่านี่เจาะจงถึงเพื่อนรักของเธอหรือเปล่า” ผู้สูงวัยถามเพื่อลองใจลูกศิษย์ในสังกัด และเขาก็ได้รับคำตอบที่พึงพอใจเมื่อฝ่ายนั้นโคลงศีรษะ 

“ผมหมายถึงฟานตีโนทั่วๆไป” มัตเตโอเบือนหน้าหลบมาทางที่ไม่มีสายตาของคู่สนทนา “ไม่ใช่เฉพาะเจ้าซิโมเน่คนเดียวหรอก” 

“เธอกำลังรู้สึกว่าพระเจ้าทรงลำเอียงต่อเธองั้นสินะ” คนผมหงอกดอกเลาเอื้อมมือมาตบบ่าชายหนุ่มด้วยท่าทางประหนึ่งพ่อทำต่อลูก “ถ้าใช่แล้วล่ะก็ ฉันก็อยากจะบอกเธอว่าพระเจ้าอาจไม่ได้ทรงกำหนดชีวิตมนุษย์ทุกคนให้เท่าเทียมกันก็จริง แต่ในบั้นปลายชีวิตมนุษย์ที่ผ่านการบ่มเพาะมามากกว่า ย่อมเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์พูนพร้อมกว่ามนุษย์ที่ไม่เคยต้องฝ่าฟันอะไร...” 

ฟานติโนฝึกหัดระบายลมหายใจโดยไม่แสดงความคิดเห็น 

“...และหากวันใดที่เธอได้รับการบ่มเพาะมามากพอ วันนั้นพระเจ้าก็จะทรงลิขิตให้ชัยชนะเป็นของเธอเอง ฉันเชื่ออย่างนี้เสมอนะ มัตเตโอ” 

ความคิดเห็น