facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ซย่าชูชีแพทย์หญิงในหน่วยลอบสังหารพิเศษแดงดันย้อนเวลามาอยู่ในร่างของคุณหนูเจ็ดที่มีรอยสักอยู่บนขมับ ช่างอัปลักษณ์นัก! แต่ช่างปะไร เธอขอแค่ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขก็พอ แต่โชคชะตากลับไม่ได้เป็นดั่งหวังเมื่อเธอดันไปขโมยตราพยัคฆ์ทองคำของจิ้นอ๋องเข้าให้ ความซวยจึงบังเกิด...

ตอนที่ 32 ปั่นหัว? เพลงกล่อมเด็ก (2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 32 ปั่นหัว? เพลงกล่อมเด็ก (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ธ.ค. 2563 09:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 32 ปั่นหัว? เพลงกล่อมเด็ก (2)
แบบอักษร

 

จ้าวจวินนอนหลับแล้ว ส่วนเสียงภายในภายนอกห้องนอนก็เงียบสงัด 

ทุกครั้งที่เธอคิดว่าเขาหลับสนิท เตรียมจะคลานออกมา ด้านบนก็เกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดไม่เป็นไปตามที่เธอคิด จนเธอไม่กล้าประมาท และขยับแม้แต่น้อย เวลาผ่านไปเชื่องช้าราวกับหอยทาก ในค่ำคืนที่ลมพัดเย็น เธอซึ่งอยู่ใต้เตียงก็ได้รับความหนาวเหน็บสุดแสนทรมาน ไม่รู้ว่าตัวเองหมอบไปนานเท่าใด แต่ก็รับรู้ได้ว่าร่างกายใกล้จะแข็งแล้ว เจ้าคนชั่วช้านั่นเหมือนป่วยเป็นโรคหลับไม่สนิท พลิกตัวไปมาตลอดเวลา 

ยังดีที่เธอได้รับการฝึกทหาร ไม่งั้นละก็ต้องเป็นบ้าแน่ 

เคาะเครื่องเคาะสามครั้ง... เป้ง! เป้ง! เป้ง!  

เคาะเครื่องเคาะสี่ครั้ง... เป้ง! เป้ง! เป้ง! เป้ง!  

เคาะเครื่องเคาะห้าครั้ง... เป้ง! เป้ง! เป้ง! เป้ง! เป้ง!  

เมื่อเธอมั่นใจว่าชายที่อยู่บนเตียงเข้าสู่นิทราแล้ว ถึงได้คลานออกมาอย่างเชื่องช้า 

เธอจึงคลำหมอนของเขาดู ไม่มี 

เธอคลำผ้านวมของเขาดู ก็ไม่มี 

คลำเสื้อคลุมยาวที่เขาถอดไว้ ก็ไม่มีอีก 

หรือจะอยู่บนตัวเขา? 

เธอยันคางอยู่นอกผ้าม่านเตียง พลันรู้สึกว่าความเป็นจริงมันช่างโหดร้ายอะไรขนาดนี้! 

เอาละ อย่างน้อยเจ้าคนชั่วช้าแซ่จ้าวก็ขังเธออยู่ในห้องเก็บฟืน 

ทหารหญิงในทีมหน่วยรบสังหารพิเศษแดง มีวิธีการเด็ดขาดอำมหิต ชูชีจึงไม่มีความลังเลอะไรอีก เธอดึงผ้าม่านออกอีกครั้ง ก็เห็นชายหนุ่มเอามืออังศีรษะอย่างยากจะได้เห็น หันหน้าไปทางด้านใน เธอจึงยื่นมือเข้าไป 

ลูบ! หา! ลูบแล้ว! ลูบอีก! ลูบเข้าไปในอกเขา 

แต่นอกจากมัดกล้ามน่าหม่ำของเขาแล้ว ก็ไม่มีของอื่นใดอีก 

พังหมดแล้ว มันอยู่ไหนกันแน่นะ 

เมื่อเห็นว่าจ้าวจวินหลับเป็นตาย และนึกถึงความลำบากที่ตัวเองหมอบใต้เตียงหลายชั่วยาม จึงเกิดความคิดพิเรน ลูบคลำหาทางกลับไปยังโต๊ะที่อยู่ในห้อง เค้นสมองหาพู่กันพร้อมกับจุ่มหมึกให้ชุ่ม จากนั้นเดินกลับมาด้วยท่าทางน่าสะพรึง 

ใครจะรู้ได้ยังไม่ทันที่เธอจะลงพู่กัน ข้อมือของเธอกลับถูกบีบไว้ แล้วชายหนุ่มก็พลิกตัวดึงเธอ ทำให้ร่างของทั้งสองแนบชิด เขากระซิบราวกับเสียงอยู่ข้างหู 

“นอกจากเขียนตัวอักษร ก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่เลยหรือ” 

ความเดือดพล่านราดอยู่บนหัวเธอ หมายความว่าอย่างไร เขารู้แต่แรกแล้วงั้นหรือว่าเธออยู่ในห้องนอน? 

ต่ำช้า! 

หากระจกไม่เจอไม่พอ เธอยังห่วงเจ้าทึ่มที่อยู่หมู่บ้านหลิวเหนียนด้วย ตอนหยิบพู่กันจะวาดเต่าตัวใหญ่ให้เขา ซย่าชูชีก็ไม่ได้มีแผนคิดหนีอีกต่อไป เธอซึ่งถูกเขาจับไว้ในตอนนี้จึงไม่ได้ลนลานขนาดนั้น 

“หึ ที่ข้าบอกไง มาถอดชุดอาบน้ำต่อหน้าข้า ไม่ใช่กำลังยั่วยวนข้าหรอกหรือ ตอนนี้ข้าติดกับแล้ว พอใจหรือไม่” 

เขาไม่ตอบ แต่ริมฝีปากล่างงอง้ำ ซย่าชูชีหดแขนไม่สำเร็จ แต่ก็พยายามดิ้นรนถึงที่สุด หญิงสาวจึงล้มตัวลงเสียเลย พลางหาวหวอดๆ นอนอยู่ข้างกายเขา พูดยิ้มๆ อย่างหน้าไม่อาย 

“ตามหลักแล้ว ข้าเป็นหญิงที่ยั่วยวนเก่งคนหนึ่ง เจ้าทำสำเร็จแล้ว มาสิ ท่านจอมยุทธ์!” 

ชายหนุ่มปล่อยมือเธอด้วยความรังเกียจ แล้วเอ่ยเสียงเย็น “คนดื้อด้านเช่นเจ้า ช่างไม่เหนียมอายเอาเสียเลย” 

ความหมายในคำพูดของเขาค่อนข้างคลุมเครือ แต่ที่ชัดๆ คือกำลังด่าเธออยู่ ราวกับผู้ใหญ่โมโหเด็กน้อยที่ซุกซน ทำเอาซย่าชูชีตกตะลึงด้วยใบหน้าเห่อร้อน บอกไม่ถูกว่าเป็นความรู้สึกเช่นไร เธอเป็นพวกหยอกเล่นไม่คิดอะไร ซ้ำไม่ได้มองเขาเป็นบุรุษจึงพูดออกมา แต่เมื่อเขาพูดประโยคนี้ กลับเรียกสติให้เธอเกิดความเหนียมอายเป็นกุลสตรีที่ดีอย่างแปลกประหลาด หญิงสาวลุกขึ้นนั่งพรึบคิดจะกระโดดลงจากเตียง 

ก็เกิดเสียงดังเพล้ง ขึ้น 

“นายท่าน...!” เสียงแตกตื่นของใครหลายคนดังขึ้นจากด้านนอกทันใด 

เย่ว์อวี้พุ่งเข้ามาคนแรก เธอถือกระบอกไฟสว่างวาบเข้ามา เมื่อเห็นว่าบนเตียงมีเงาร่างสองร่างทับกันบนเตียง นางก็อ้าปากไม่พูดจา 

เจิ้งเอ้อร์เป่าและทหารอีกหลายคนตามหลังนางเข้ามาก็เกิดอาการตกตะลึงเช่นเดียวกัน 

“ขอโทษที พอดีข้าป่วยเป็นโรคเดินละเมอ เลยมาอยู่ที่นี่ แหะๆๆ ข้ากลับไปห้องเก็บฟืนก่อนนะ!” ซย่าชูชีเห็นใบหน้าขมุกขมัวของเย่ว์อวี้วินาทีนั้น ก็ตบอกพูดอย่างคนสัตย์ซื่อบริสุทธิ์ใจ เหมือนกับว่าเธอหล่นลงมาจากฟ้าจริงๆ 

จ้าวจวินเงียบกริบ จึงไม่มีใครกล้าเอ่ย 

มีเพียงซย่าชูชีพูดอยู่คนเดียว “เอ๋ พวกเจ้าจ้องข้าทำไมกัน ไม่เคยเห็นคนอื่นเดินละเมอหรือ ไม่ค่อยพบเจอก็เลยรู้สึกแปลกน่ะสิ” 

สีหน้าของคนในนั้น จากตกใจแปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจ 

ไม่สิ พวกเขาต่างมองว่าเธอเป็นนางปีศาจ 

นับว่าน้อยมากที่มีคนหน้าด้านหน้าทนในโลกเช่นนี้ 

สีหน้าของจ้าวจวินเย็นเยียบก็คลายลงเล็กน้อย จากนั้นโบกมือ “ไปซะ” 

“ได้ๆๆ จะไปเดี๋ยวนี้” ซย่าชูชียิ้มหวานหยดย้อย 

“เจ้าอยู่!” จ้าวจวินเอ่ยเน้นย้ำ น้ำเสียงกลับมาเย็นชาอีกครั้ง 

ใบหน้าของซย่าชูชีดำคล้ำในทันที 

คำพูดของนายท่านถือเป็นกฎ จึงไม่มีใครกล้าถามอะไรอีก และไม่มีใครกล้าพูดนินทาแม้แต่น้อย พวกเขาทยอยกันออกไป จึงเหลือเพียงจ้าวจวินและซย่าชูชีในห้อง เมื่อเธอประจันหน้ากับรูปปั้นน้ำแข็งคนนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าหัวโดนไฟลวก เธอคิดว่าบทพูดหวานหูพวกนั้น ใช้กับเขาไม่ได้ผลนัก 

“เจ้าอยากได้กระจกคืน?” เขาลังเลครู่หนึ่ง ก็เอ่ยออกมา 

“ไร้สาระ!” ซย่าชูชีถอนหายใจ 

จ้าวจวินนอนตะแคงบนเตียง เอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ก็ใช้การกระทำของเจ้ามาแลก” 

“หืม?” เธอไม่เข้าใจนัก 

“ใช้การกระทำของเจ้า ทำให้ข้าพอใจ” 

“เจ้าจะให้ข้า... ถวายตัว?” 

เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาสูงศักดิ์นั่น ฟันของซ่าชูชีก็คันยิบ 

“ได้ หากเจ้าไม่พอใจไปชั่วชีวิตล่ะ” 

เขามองเธอแล้วเอ่ยว่า “เจ้าก็เป็นเสี่ยวหนูเอ๋อร์ของข้าไปชั่วชีวิต” 

ย่ำรุ่ง ซย่าชูชีตื่นขึ้นมาจากห้องบ่าวรับใช้ในเรือนซีเพ่ย 

เธอไม่สนสายตาเคลือบแคลงสงสัยของคนข้างๆ ที่จับจ้องมองมา ซย่าชูชีก้าวออกจากที่พักแรมอย่างมั่นใจ ไปยังโรงยาของเฉิงตง ยามรุ่งสางเธอหารือกับจ้าวจวินอย่างเรียบง่าย เลยได้ชั่วโมงอิสระชั่วคราว ไม่ต้องโดนขังในห้องเก็บฟืนเล็กๆ อีก แต่นั่นก็เพื่อเจ้าทึ่ม และกระจกของเธอ จึงยอมเป็นสาวรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ให้เขา 

เธอไม่ได้โง่ 

แม้เธอจะรู้ ว่าจ้าวจวินชอบในฝีมืออันแปลกใหม่ของเธอ 

แต่ด้วยพิษสงของชายผู้หยิ่งทระนงเย็นชาคนนั้น กลัวว่าเธอจะไม่ยอมรักษา จึงใช้ทุกวิถีทางเพื่อจะบอกเธอว่า ต่อให้เธอเป็นลิงหงอคงปลิ้นปล้อนอย่างไร ก็หนีฝ่ามือของพระยูไลไม่พ้น จงยอมรับชะตาชีวิตเสียเถอะ 

ในเมื่อทำงานพิเศษ จะซ้ายจะขวาก็เหมือนกัน เธอคิดออกได้เพียงเท่านี้ในตอนนี้ 

ติดตามท่านอ๋องชั่วช้านี่ ก็ได้รับถึงบรรยากาศกำลังกองทัพของยุคปัจจุบันในค่ายไม่มากก็น้อย อีกอย่างสถานการณ์ราชสำนักในปัจจุบันเคร่งเครียดเช่นนี้ ชีวิตต้องมีสีสันแน่ สำหรับเธอแล้ว ‘น้ำยิ่งขุ่นยิ่งครึกครื้น ชีวิตยิ่งขมขื่นก็ยิ่งรุ่งโรจน์’ วันเวลาแบบนี้ก็ถือว่าดี พอที่จะปลอบประโลมหัวใจอันเงียบเหงาอ้างว้างของเธอ 

ความคิดเห็น