facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

นอกจากจะต้องข้ามเวลามาอยู่ในยุคไดโนเสาร์ที่แสนกันดารแล้ว ยังต้องได้สามีสุดหล่อที่เกลียดร่างนี้เข้ากระดูกดำพ่วงติดมาด้วยอีก ชีวิตเธอจะมีอะไรที่ซวยกว่านี้อีกมั้ย

ตอนที่ 27 วางแผน

ชื่อตอน : ตอนที่ 27 วางแผน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.6k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ธ.ค. 2563 16:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 2,000
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 27 วางแผน
แบบอักษร

 

พี่สาวร้องไห้ไปรอบหนึ่ง ต่อมาก็พูดน้อยลง หลังจากนั้นก็ไม่ยิ้มแล้ว แต่กับข้าวยังคงทำอยู่ แล้วทำไมตอนหลังถึงได้หายตัวไปล่ะ 

พี่สาวหายตัวไป แต่คนที่บ้านยังต้องกินข้าว  

ตอนเที่ยง แม่ไม่ทำกับข้าว เนี่ยเสี่ยวซานจึงได้แต่กินหมั่นโถวเย็นๆ ของเมื่อวาน เขารู้สึกว่าท้องว่างเปล่า และเอาแต่ส่งเสียงดังโครกคราก 

“แม่ ผมหิวแล้ว กลางคืนทอดแป้งกินกันเถอะ” 

“หิวแล้วๆๆ รู้จักแต่กิน ไม่ทำงาน ในบ้านเหลือแต่แป้งข้าวโพดครึ่งถุง จะกินแป้งทอดอะไรฮึ”  

เดิมทีป้าหวังเอนหลังอย่างซังกะตายอยู่บนเตียง ตอนนี้พอได้ยินเนี่ยเสี่ยวซานพูดว่าจะกินแป้งทอด ก็เหมือนได้สติ หยิบไม้กวาดสั้นบนเตียงอิฐขึ้น แล้วตีไปตามตัวของเนี่ยเสี่ยวซานพลางว่า 

“ฉันให้แกกินแป้งทอด ฉันให้แกกินแป้งทอด บอกมานะ พี่สาวแกรู้ได้ไงว่าพี่ใหญ่บ้านหลัวอยู่ไหน แกไปถามให้ใช่มั้ย กินรึ ยังจะกินอีก กินไม้แทนแล้วกัน” 

ไม้กวาดสั้นตีถูกศีรษะ ใบหน้า และลำตัวของเนี่ยเสี่ยวซาน ซึ่งจริงๆ แล้วตีไม่แรง แต่ทำให้เนี่ยเสี่ยวซานมึนงงชั่วขณะ เขามีประสบการณ์จากการถูกตีมาหลายครั้งจึงรีบร้องคร่ำครวญ 

“แม่ แม่ อย่าตีๆ ผมไม่กินแล้วๆ” 

ลุงเนี่ยก็เข้ามาขวางเมียที่กำลังคลุ้มคลั่ง ปกตินางโอ๋ลูกชายมาก ตอนนี้กลับไม่สนใจอะไร ลูกชายพูดคำเดียวก็ตีไม่ยั้ง นี่ก็เกินไปแล้ว 

“พอๆๆ เธอระบายอารมณ์กับลูกทำไม” 

มือทั้งสองข้างของป้าหวังถูกจับไว้ ไม้กวาดสั้นถูกยึด แต่อารมณ์ยังไม่เย็นลง  

“แกก็อีกคน ตอนนั้นฉันพูดว่าอะไรหา ฉันบอกว่าเสียวอวี่น่ะหัวสูง คนบ้านหลัวเพิ่งแต่งไปได้ไม่นาน แกก็หมั้นให้ลูกแล้ว แถมเป็นช่างไม้หวังอีก ซึ่งลูกไม่เอาแน่ ฉันเลยบอกให้ใจเย็นๆ รออีกสองปีค่อยว่ากัน เสียวอวี่ก็ไม่ใช่คนไร้การศึกษา ลูกคนรองของนายบัญชีหวังยังไม่แต่งไม่ใช่รึ ไม่แน่ว่าอาจฝากฝังงานในเมืองให้ได้ แต่แกสิดี๊ดี จะหมั้นก็แต่ช่างไม้หวัง ตอนนี้เป็นไง คนทั้งหมู่บ้านเห็นบ้านเราเป็นตัวตลกไปหมดแล้ว” 

พอพูดถึงเรื่องลูกสาวหนีออกจากบ้าน สีหน้าลุงเนี่ยก็หมองหม่นลง  

“ฉันก็นึกไม่ถึงว่า นังหนูจะคิดแบบนี้ นึกอยู่แต่ว่า ขืนรอต่ออีกสองปีก็หง่อมกันพอดี ปีนี้เสียวอวี่อายุยี่สิบสอง สาวบ้านอื่นยี่สอบสองก็อุ้มลูกไว้ในมือแล้ว” 

“แล้วตอนนี้ดีมั้ย คนทั้งหมู่บ้านรู้กันหมด จะเถียงเขายังไง แกไม่รู้หรอกว่าคนเขาพูดกันน่าเกลียดแค่ไหน” ป้าหวังนั่งละเหี่ยใจอยู่ริมเตียงอิฐ พลางปาดน้ำตา 

“ตอนนี้ก็เจอลูกแล้วนี่ ปากของพวกแม่บ้านก็แบบนี้แหละ เธอจะสนใจไปทำไมว่าพวกเขาพูดอะไรกัน” 

ลุงเนี่ยรู้ว่าคราวนี้ลูกสาวทำให้ผู้ใหญ่อับอายขายหน้า แต่พอนึกถึงเมื่อหลายวันก่อนที่ตื่นตกใจเพราะหา 

ลูกสาวไม่เจอ พอได้รับโทรเลข และรู้ว่าลูกสาวปลอดภัย ก็เบาใจลงไม่น้อย  

“ฉันไม่สนละ ลูกหนีไปหาคนบ้านหลัว เรื่องนี้คนบ้านหลัวต้องชดใช้ให้เรา” 

ลุงเนี่ยขมวดคิ้ว  

“อย่าทำขายหน้าอีกเลย พี่ใหญ่บ้านหลัวแต่งงานแล้ว จะให้ชดใช้ยังไง ไม่ได้ตกลงกันไว้นี่” 

“ขายหน้าอะไร ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะทุกครั้งที่เห็นเสียวอวี่ พวกเขาเป็นต้องดึงมือเธอเข้าไป แล้วว่าเสียวอวี่สวยน่ารัก ขยันขันแข็ง ถ้าได้ลูกสะใภ้แบบนี้ คงจะมีความสุขมาก ทำให้เสียวอวี่ตั้งความหวังไว้ แต่สุดท้าย ลูกชายคนโตของพวกเขาก็ไต่เต้าขึ้นไป แล้วทิ้งเสียวอวี่ไว้ ลูกสาวบ้านเราทำไมถึงได้อาภัพแบบนี้นะ”  

ป้าหวังนึกถึงก็เริ่มปาดน้ำตาอีก 

พอเนี่ยเสี่ยวซานได้ยินคำพูดของแม่ ก็แย้งว่า “พี่ต้าอวี่ไม่ใช่คนแบบนั้นสักหน่อย พี่ต้าอวี่เป็นคน เป็นคน” เขาพยายามนึกคำพูดที่หลัวเฮ่าพูดกับเขา “ใช่แล้ว พี่ต้าอวี่ถูกบังคับ” 

“ไปเลยๆ ผู้ใหญ่กำลังคุยกัน เด็กกลับห้องไปเลยไป” ป้าหวังในตอนนี้ไม่อยากได้ยินคำว่าต้าอวี่อีก เด็กคนนี้เดิมทีดูดีมาก แต่ตอนนี้ดูๆ ไปก็น่าเบื่อ 

เสี่ยวซานเดินนวยนาดไปทางห้องตะวันออกของตน อาเฮ่าบอกเขาว่า พี่ชายถูกบังคับแน่ๆ เดิมทีพี่ชายจะแต่งกับพี่เสียวอวี่ แต่ลูกสาวเจ้าใหญ่นายโตแทรกเข้ามาเป็นมือที่สาม ตอนนี้พี่เสียวอวี่จึงคิดแย่งพี่ต้าอวี่กลับคืนมา พี่ต้าอวี่เป็นคนดี ทุกครั้งที่กลับมา จะมีของฝากมาด้วยเสมอ ครั้งก่อนยังให้กางเกงทหารกับเขามาตัวหนึ่ง เขานำไปซักเสียจนสะอาดสะอ้านแล้วพับเก็บไว้ในตู้ ไม่อยากเอามาใส่เพราะเสียดาย 

พอได้ยินเสียงปิดประตูห้องของเนี่ยเสี่ยวซาน ป้าหวังค่อยพูดต่อ 

“เรื่องของวันก่อนผ่านไปแล้ว เราอย่าไปพูดถึงมันอีก คนบ้านหลัวแต่งแล้วก็แต่งไป เดิมทีเราก็ไม่หวังอะไร แต่เสียวอวี่หนีไปหาเขาแล้ว กลับมาจะแต่งกับใครได้อีก เรื่องนี้ไม่ว่ายังไง บ้านหลัวต้องชดใช้ ยังมีหน้าส่งโทรเลขกลับมาอีกว่า ไม่เป็นไรแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง ก็ใช่สิ คนไปถึงแล้วนี่ ตอนนี้อยู่ที่บ้านเขา ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี รออีกสักพัก ให้เสียวอวี่คิดตกแล้ว ค่อยส่งเธอกลับบ้าน แกฟังดูสิ นี่ใช่คำพูดที่คนเขาพูดกันไหม ผู้หญิงตัวคนเดียวไปอยู่ที่บ้านเขา ยังจะส่งกลับมาอีก คิดกำจัดให้พ้นทางรึ ไม่มีทาง เสียวอวี่ของเราอยู่ที่นั่น ไม่รู้ว่าถูกรังแกยังไง แกว่ามั้ย ลูกเราเป็นเด็กบ้านนอก แต่เมียเขาเป็นคนปักกิ่งนะ” 

ลุงเนี่ยนั่งลงริมเตียงอิฐ เคาะดินที่ติดมากับรองเท้า พลางคิด พูดอะไรออกมา เขาไม่ได้ขอให้ไปสักหน่อย เสียวอวี่น่ะแจ้นไปหาเขาเอง แล้วจะโทษเขาได้ไง 

“ไม่กลับมาแล้วจะทำอะไรได้ คนเขาแต่งงานแล้ว”  

คำพูดที่เหลืออีกครึ่ง ลุงเนี่ยกลืนเข้าไป ไม่ได้พูดออกมา ถ้าเป็นช่วงที่คนเขายังไม่แต่งงาน แล้วเสียวอวี่กล้าทำแบบนี้ เขายินดีเสียหน้า เป็นตัวแทนฝ่ายหญิงไปขอฝ่ายชาย อย่างไรก็ต้องตกลงเรื่องแต่งงานให้ได้ ซึ่งแรกเริ่มเดิมที เขาคิดอยู่แต่ว่าฝ่ายหญิงไม่ควรรีบร้อน บ้านหลัวแม้ไม่ได้แสดงเจตนาอย่างชัดเจน แต่พูดไปพูดมาก็รู้สึกพอใจในตัวเสียวอวี่ ใครจะคิดเล่าว่า จู่ๆ จะเกิดเหตุพลิกผันแบบนี้ 

“นี่แกคิดอะไรอยู่ เสียวอวี่ของเราเป็นคนแบบนั้นรึ คนเขาแต่งแล้วหรือยังไม่แต่ง เกี่ยวอะไรกับเสียวอวี่ 

เรา ลูกสาวเราไม่ใช่ไปขอเป็นเมียเขาสักหน่อย” 

ทำไมจะไม่ใช่ ลุงเนี่ยพูดประโยคนี้ไม่ออก ที่ผ่านมา เขาออกจากบ้านทุกวัน ยังไม่มีหน้าไปทักใครเลย  

“พูดแบบนี้ ยังเห็นเสียวอวี่เราเป็นผู้เป็นคนอยู่หรือเปล่า” ป้าหวังค้อนขวับให้ลุงเนี่ย นางครุ่นคิดมาทั้งวัน ถึงพูดประนีประนอมแบบนี้ออกมาได้ 

“เสียวอวี่เราไม่เคยคิดแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร ไม่งั้นตอนที่รู้ว่าเขาจะแต่งงาน ไม่แจ้นไปหาแล้วรึ ครั้งนี้เป็นเพราะได้ยินว่าพี่ต้าอวี่ของเธอกับอาซ้ออยู่ทางใต้ ต้าอวี่ก็ได้เป็นผู้พันแล้ว จึงไปเยี่ยมพวกเขาดู และไปดูด้วยว่าพอจะหางานทำสร้างอนาคตได้มั้ย” 

ขณะฟังน้ำเสียงของป้าหวัง ลุงเนี่ยก็คิดว่า คำพูดพลิกกลับมาแบบนี้ได้อย่างไรกัน เขาฟังไม่เข้าใจ 

พอป้าหวังเห็นสายตาของลุงเนี่ย ก็รู้ว่าเขาฟังไม่รู้เรื่อง สมองมีอยู่แค่นี้ ข้างในมีรอยหยักรอยเดียว  

“เรื่องนี้เอาแบบนี้แหละ ใครถามก็พูดแบบนี้ รู้เรื่องมั้ย” 

“รู้เรื่อง รู้เรื่อง” ลุงเนี่ยผงกศีรษะ ขืนไม่ผงกสิ ไม่รู้ว่าจะบ่นอะไรออกมาอีก อย่างไรเสียขัดหน้าให้ขาวไว้ก่อนเป็นดี แม้พูดแบบนี้คนเขาจะไม่เชื่อก็เหอะ 

“แต่ถ้าเป็นแบบนี้ ก็เท่ากับยอมรับคำพูดที่แจ้งมาในโทรเลขสิ ผ่านไปสักระยะ เสียวอวี่ก็ต้องถูกส่งกลับอยู่ดี แต่เธอบอกว่าไม่เห็นด้วยไม่ใช่หรือ ก็ต้องให้บ้านหลัวเป็นคนอธิบายเรื่องนี้” 

“แน่นอน ไม่ใช่กลับมาแบบนี้อยู่แล้ว กลับมาทำไม กลับมาทำไร่ กลับมาแต่งงานรึ”  

ป้าหวังพูดไปๆ ความเสียใจเมื่อครู่ก็ผ่านเลยไป “เมื่อเข้าเมืองแล้ว ก็ให้พี่ใหญ่บ้านหลัวหางานให้ทำสิ ใหญ่โตขนาดนั้น หางานให้เสียวอวี่ทำเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย พูดอีกอย่าง นี่เป็นสิ่งที่บ้านหลัวติดค้างเรา ถ้าพวกเขาไม่เห็นด้วย คนบ้านพวกเขากับลูกสาวหัวหน้านั่นก็ไม่มีทางมีความสุขหรอก” 

ลุงเนี่ยกลับไม่ทันสังเกตเห็นว่า ป้าหวังกัดฟันกรอดๆ ขณะพูดประโยคสุดท้าย ความคิดของเขาถูกคำพูดประโยคแรกพาไปไกลเสียแล้ว ก็จริง หลัวต้าอวี่ใหญ่โตขนาดนั้น เขากับเสียวอวี่สนิทกันแต่เด็ก ให้เขาหางานให้เสียวอวี่ทำ พูดคำเดียวก็เรียบร้อยไม่ใช่หรือ ถ้าได้ทำงานในเมือง ต่อไปก็เป็นคนในเมืองแล้ว ได้ทั้งคูปองอาหารและเงินเดือน 

“แกว่าจริงมั้ย พอเสียวอวี่ตั้งรกรากในเมืองได้ ก็หาใครสักคน แต่งงานในเมืองเลย ไม่ดูดีกว่าหรือ ได้ยินว่าคนทางใต้มีเงินมากกว่าพวกเราที่นี่เยอะ ถึงตอนนั้นค่าสินสอด ก็ต้อง...” ป้าหวังยิ่งพูดก็ยิ่งฮึด 

“อย่าเพิ่งพูดเรื่องค่าสินสอดเลย พูดเรื่องที่ว่าจะตอบโทรเลขกลับไปยังไงก่อน เรื่องหางานยังคงต้องบอกคนที่บ้านหลัวก่อน”  

พอลุงเนี่ยได้ยินเรื่องสินสอด ก็นึกถึงช่วงแรก ถ้าไม่ใช่เพราะช่างไม้หวังบอกว่าจะให้สินสอดห้าร้อยหยวน พวกเขาก็ไม่มีทางเห็นด้วยหรอก 

“ถูก ตอบโทรเลขก็พอ แต่เรื่องหางานไม่ต้องบอกคนที่บ้านหลัวนะ แกไม่รู้จักพวกเขาหรือ ถ้าเราคิดไปหาต้าอวี่ พวกเขาต้องไม่เห็นด้วยแน่ บอกต้าอวี่คนเดียวพอ เรื่องนี้แกไม่ต้องยุ่ง ฉันมีแผนในใจละ”  

ป้าหวังคิดคำนวณเรียบร้อย พี่ใหญ่บ้านหลัวยังมีน้องชายคนนึง กับน้องสาวอีกคนนึง ซึ่งขนาดน้องทั้ง 

สอง เขาก็ยังไม่ได้หางานให้ ขืนบอกบ้านเขา คนที่บ้านก็ต้องไม่ให้ต้าอวี่จัดการแน่ เรื่องแบบนี้ต้องบอกต้าอวี่ 

โดยตรง เด็กคนนี้รู้คุณคน หลายปีมานี้บ้านตนดีกับเขามาก และไม่เคยขอให้ช่วยอะไร การขอในครั้งนี้ เขาจึงต้องใส่ใจ 

 

ตอนโทรเลขของบ้านเนี่ยส่งมาถึง หลัวต้าอวี่กับเฉินเสวี่ยล้วนอยู่บ้าน วันนี้เฉินเสวี่ยมีนัดกับคนส่งของที่สหกรณ์ร้านค้า จึงเก็บกวาดที่ทางในบ้านแต่เช้า ว่าตรงไหนวางตู้เย็น ตรงไหนวางเครื่องซักผ้า เธอวัดขนาดเครื่องไว้ก่อนแล้ว ตอนนี้จึงได้แต่รอคนส่งของมา 

ส่วนเนี่ยเสียวอวี่ก็กำลังยุ่งเข้ายุ่งออก กวาดพื้นถูพื้น และนำเสื้อผ้าที่ซักเมื่อเช้าไปตากที่ระเบียง จัดเสื้อผ้าให้ดี จะได้ไม่เกิดรอยยับ วันนี้เฉินเสวี่ยบอกแล้วว่าจะติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า หลัวต้าอวี่จึงลาหยุดหนึ่งวัน และกลับมาแต่เช้า  

เนื่องจากหลัวต้าอวี่อยู่บ้าน เนี่ยเสียวอวี่จึงแสดงให้เห็นว่าเธอตื่นเต้นเป็นพิเศษ โดยมีท่าทางขยันขันแข็งอย่างเห็นได้ชัด พูดก็มากด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนพูดกับเฉินเสวี่ย 

“อาซ้อ ไม้ถูพื้นนี่ใช้ดีจริงๆ พอถูปุ๊บ พื้นก็สะอาดสะอ้าน ฝุ่นสักนิดก็ไม่มี” 

“อาซ้อ หมู่นี้พี่ต้าอวี่ต้องฝึกหนักแน่ๆ เห็นเสื้อกล้ามมีแต่คราบเหงื่อ” 

“อาซ้อ มื้อเที่ยงเรากินอะไรดี ฉันเอาเนื้อที่ซื้อมาเมื่อวานไปอุ่นก่อน เดี๋ยวค่อยผัดกับข้าวอีกสองอย่าง พักนี้อาซ้อออกไปทำธุระนอกบ้านบ่อยๆ เหนื่อยแย่เลย ต้องบำรุงหน่อย” 

เฉินเสวี่ยหัวเราะ วางหนังสือในมือลง  

“เสียวอวี่อย่าเพิ่งทำก่อน ทำไม่หยุดตั้งแต่เช้าแล้ว นั่งพักสักพักเถอะ พี่ต้าอวี่ของเธอนานๆ จะกลับมาที คุยกับเขาหน่อยสิ” 

เฉินเสวี่ยไม่ค่อยได้พูดอะไรกับหลัวต้าอวี่ แต่กลับเต็มใจเปิดโอกาสนี้ให้กับเนี่ยเสียวอวี่เต็มที่ 

เนี่ยเสียวอวี่จึงปาดเหงื่อที่ไม่มีอยู่จริง แล้วนั่งพักบนเก้าอี้ตัวเล็กข้างๆ 

“ไม่เป็นไรอาซ้อ ฉันไม่เหนื่อยหรอก คุยกับอาซ้อเดี๋ยวเดียว อาซ้ออ่านหนังสือหรือ” 

“อืม อ่านเล่นน่ะ” เฉินเสวี่ยวางหนังสือลง  

พักนี้เธอผอมลงเรื่อยๆ รู้สึกว่าตัวเองใกล้แตะหกสิบกิโลกรัมแล้ว ตามความสูงของเธอในตอนนี้ เป้าหมายสุดท้ายก็คือห้าสิบห้ากิโลกรัม แต่ห้ากิโลกรัมสุดท้ายไม่น่าจะลดได้เร็ว ต้องรวมการลดไขมันกับการควบคุมรูปร่างให้เป็นหนึ่งเดียวกัน  

รอให้ถึงหกสิบกิโลกรัม เธอก็สามารถโละเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ในตอนนี้ทิ้งได้ บอกตามตรง แต่ไหนแต่ไรมาเฉินเสวี่ยจัดเป็นแฟชั่นนิสต้าตัวยงคนหนึ่ง ค่อนข้างใส่ใจกับเสื้อผ้าหน้าผม ในระดับที่ถือว่าสามารถโพสต์บทความชี้นำลงบนวีแชตสาธารณะแล้วถูกแชร์ต่อๆ กันไปอย่างกว้างขวาง แต่แล้วกลับตกอยู่ในสภาพต้องสวมเสื้อผ้าที่ทั้งใหญ่ทั้งเชยติดต่อกันหลายเดือน เธอทนอยู่นานมาก 

ตอนนี้ใกล้ถึงเป้าหมายเต็มที ถ้ากระบวนการลดน้ำหนักเสร็จสิ้น เฉินเสวี่ยย่อมไม่คิดที่จะสวมเสื้อผ้า 

แบบเก่าๆ ของยุคนี้อีก ถ้ายุคสมัยที่ข้ามเวลามาเร็วกว่านี้ห้าปี เธออาจกังวลใจอยู่บ้าง ตอนนั้นถ้าแต่งตัวโดดเด่น 

เกิน ย่อมถูกหาว่าแต่งตัวแปลกประหลาด ดีไม่ดีอาจถูกจับเข้าคุก  

แต่ตอนนี้คือยุค 80 อีกไม่นานก็จะสามารถตัดผมทรงแอฟโฟร ใส่กางเกงขากระดิ่งเดินกรีดกรายบนท้องถนนแล้ว ต่อมายังสามารถสรรเสริญความอิสรเสรีได้ทุกเมื่อ ถ้าเธอใส่เสื้อผ้าที่ทันสมัยหน่อย ก็ไม่น่าจะมีปัญหา ดีไม่ดีอาจทำให้เกิดเป็นกระแสขึ้นมา  

เฉินเสวี่ยเคยเรียนการออกแบบเสื้อผ้ามาบ้าง แต่ไม่ได้ลงลึก หยุดอยู่แค่ระดับสเก็ตรูปได้ คล้ายกับการวาดภาพสามมิติในงานตกแต่ง แต่ภาพที่วาดก็ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ในการลงมือตกแต่งจริง ดังนั้นหนังสือที่เธอกำลังอ่านในตอนนี้ก็คือ หนังสือเกี่ยวกับการตัดเย็บเสื้อผ้า เสื้อหนึ่งตัวต้องแบ่งเป็นกี่ชิ้น แล้วค่อยเย็บเข้าด้วยกัน ชิ้นหน้าชิ้นหลังควรมีขนาดต่างกันเท่าไหร่ เธอล้วนต้องเสริมความรู้พื้นฐานเหล่านี้ไว้ ถึงจะสามารถตัดเสื้อเองได้ 

ความคิดเห็น