facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ซย่าชูชีแพทย์หญิงในหน่วยลอบสังหารพิเศษแดงดันย้อนเวลามาอยู่ในร่างของคุณหนูเจ็ดที่มีรอยสักอยู่บนขมับ ช่างอัปลักษณ์นัก! แต่ช่างปะไร เธอขอแค่ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขก็พอ แต่โชคชะตากลับไม่ได้เป็นดั่งหวังเมื่อเธอดันไปขโมยตราพยัคฆ์ทองคำของจิ้นอ๋องเข้าให้ ความซวยจึงบังเกิด...

ตอนที่ 29 หญิงสาวเจ้าเสน่ห์กับท่านอ๋องใจดำ!

ชื่อตอน : ตอนที่ 29 หญิงสาวเจ้าเสน่ห์กับท่านอ๋องใจดำ!

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ธ.ค. 2563 11:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 29 หญิงสาวเจ้าเสน่ห์กับท่านอ๋องใจดำ!
แบบอักษร

 

ทหารคนสนิททั้งสองนายชะงักฝีเท้า เหลียวหลังมองไปทางเขา 

“กลับมาให้หมด!” 

จ้าวจวินตะโกนสั่งด้วยความเย็นชาอีกหน พร้อมกับน้ำเสียงเฉียบขาดประดุจใบมีด ชุดเกราะดำทองสะท้อนประกายแสงจางๆ ซึ่งห่อหุ้มด้วยผ้าคลุมกันลมขอบทอง ความเย็นชาและความเย็นเยียบนั้น ส่งผลให้รู้สึกหนาวเหน็บจนปวดเข้ากระดูก 

“เจิ้งเอ้อร์เป่า!” 

“ท่านอ๋อง...” เจิ้งเอ้อร์เป่าเดินเข้ามาอย่างระมัดระวัง 

จ้าวจวินชำเลืองมองซย่าชูชีแวบหนึ่ง แล้วขมวดหัวคิ้วมุ่น พลางกล่าวอย่างเย็นชา “ส่งคนไปสอนกฎระเบียบนางเสีย” 

กล่าวจบ เขาก็สะบัดผ้าคลุมอย่างแรง แล้วควบม้านำกำลังทหารอารักขาจากไป 

ทิ้งไว้เพียงน้ำเสียงเย็นชาที่ดังก้องไปทั่วเรือนเบาๆ ช่างน่ากลัวเสียเหลือเกิน... 

 

หากไม่ขโมยพยัคฆ์ทองคำน้อยตัวนั้นมาตั้งแต่แรก เธอก็คงไม่ผิดใจกับเจ้าคนชั่วช้าแซ่จ้าว และไม่ซวยจนถึงขนาดนี้หรอก 

แต่พยัคฆ์ทองคำน้อยตัวนั้นอยู่ไหนกันแน่ 

ตอนนี้เจ้าทึ่มจะเป็นอย่างไรบ้าง คนต่ำช้านั่นจะกำจัดเขาทิ้งหรือไม่ 

ซย่าชูชีนั่งในห้องซึ่งก่อด้วยอิฐปูนของเรือนซีเพ่ย ระหว่างฟังเย่ว์หยู่กล่าวอธิบายหลักคุณธรรมสอนหญิงสมัยราชวงศ์ต้าเยี่ยน สมองของซย่าชูชีก็เอาแต่คิดเรื่องดังกล่าว ต้องการให้เธอเป็นแพทย์ทหารหญิงพิเศษที่เพียบพร้อมเลยต้องทำถึงขั้นนี้ เกรงว่าบรรดาบรรพบุรุษที่ข้ามกาลเวลามาคงเหยียดหยามเธอไปเสียแล้วกระมัง 

เหตุใดต้องลำบากลำบนอย่างนี้ด้วย ทำไมเล่า! 

หากสวรรค์ให้โอกาสเธอเลือกอีกครั้ง เธอจะพูดว่า...พยัคฆ์ทองคำน้อยน่ะ เมื่อควรค่าแก่การขโมยก็ต้องขโมยสิ ใครใช้ให้เธอคลั่งรักทรัพย์สมบัติเป็นพิเศษราวกับถูกธาตุไฟเข้าแทรกเช่นนี้เล่า 

“ในจวนแห่งนี้ ท่านอ๋องคืออาญาสวรรค์ นับแต่นี้ เจ้าคือบ่าวรับใช้ในวังจิ๋นอ๋องอย่างเต็มตัว ผู้ที่เป็นข้ารับใช้ หากนั่งต้องนั่งตามระเบียบ หากยืนก็ต้องยืนตามกฎ ไม่ว่าการเอ่ยวาจา การเดินเหินล้วนต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ! ในเมื่อท่านอ๋องได้มอบหมายให้ข้าจัดการดูแลเรื่องราวภายในวังอ๋อง ข้าเองก็ต้องสอนเจ้าให้มากกว่านี้ ฉู่ชี คำพูดร้ายกาจที่พ่นใส่หน้ากับความผิดในคราแรกนั้นถือเป็นความกรุณา ที่ท่านอ๋องไม่เอาความเจ้า อีกทั้งตอนนี้ด้านนอกยังมีการเคลื่อนพลทหารเพื่อกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้ หากเจ้าก่อเรื่องวุ่นวายอันใดอีก ถ้าไม่ตายก็ต้องถูกถลกหนัง” 

เย่ว์อวี้บรรจงนั่งลงบนเก้าอี้ดอกกุหลาบ รักษาภาพลักษณ์อย่างพอเหมาะเหมือนเช่นเคย เอ่ยพูดอย่างมีระเบียบแบบแผน 

ทว่าจิตวิญญาณของซย่าชูชีกลับลอยละล่องไปไหนแล้วก็ไม่รู้ 

“เวลานอน จำต้องมีท่วงท่าการนอน ลำตัวต้องตะแคงข้าง ท่อนขาต้องโค้งงอ” 

“...” 

“ห้ามส่งเสียงร้องไห้ทั้งต่อหน้าและลับหลังผู้อื่น ไม่เพียงแต่ไม่เหมาะสม หากยังเป็นการกระทบถึงโชคลาภวาสนาภายในวังอ๋องเช่นกัน” 

“...” 

“เวลาปรนนิบัติรับใช้ท่านอ๋อง ร่างกายต้องสะอาดเรียบร้อย ผมเผ้าห้ามยุ่ง ร่างกายห้ามส่งกลิ่นเหม็นกระทบท่านอ๋อง” 

“...” 

“ห้ามทานข้าวจนอิ่ม ทานได้มากสุดเจ็ดส่วน น้ำก็ต้องดื่มให้น้อย เพื่อหลีกเลี่ยงการถ่ายหนักเบา อันเป็นเหตุให้การงานของท่านอ๋องล่าช้า” 

“...” 

“วาจาท่าทางต้องเรียบร้อยไม่เลินเล่อ เดินเหินห้ามเหลียวหลังกลับ ยิ้มห้ามเห็นฟัน ใบหน้าสะอาดสะอ้านเป็นดี ห้ามเขียนคิ้วทาแก้ม ห้ามสวมเสื้อผ้าสีสด” 

“...” 

“ได้ยินว่าเจ้าอ่านหนังสือได้บางตัว แต่บรรพบุรุษกล่าวว่า ‘หญิงสาวที่รู้หนังสือมักมากไปด้วยตัณหา’ การที่เจ้ารู้ตัวหนังสือเหล่านั้น คงเป็นการดีกว่าหากลืมเลือนเสียให้สิ้น” 

โป๊ก 

เสียงหัวที่ราวกับไก่จิกข้าวเปลือกกระแทกโต๊ะดัง ขัดเย่ว์อวี้ที่กำลังร่ายกฎวังอ๋องอบรมหญิงสาวอย่างยืดยาว จึงเหลือบไปเห็นซย่าชูชีกำลังนอนหลับลึก 

“ฉู่ชี!” 

เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอย่างฉับพลัน ก็พบกับใบหน้าแสนงดงามเพียบพร้อมของเย่ว์อวี้ ซย่าชูชีอ้าปากหาวหวอดๆ พลางแคะหู ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าฟังอยู่ตลอดนะ ท่านพี่เย่ว์อวี้ ข้าคิดว่าสิ่งที่ท่านพูดน่าจะไม่ใช่คนหรอกนะ แต่เป็นสัตว์เลี้ยงมากกว่า ห้ามพูด ห้ามเดิน ห้ามยิ้ม ห้ามร้องไห้ แล้วไหนจะห้ามรู้หนังสืออีก” 

เย่ว์อวี้พยักหน้ารับ “ใช่ เราคือข้ารับใช้ เป็นสัตว์เลี้ยงของท่านอ๋อง” 

ซย่าชูชีลูบใบหูทั้งยังแย้มยิ้ม “ท่านยินดีเป็นสัตว์เลี้ยง มันก็คือเรื่องของท่าน เหตุใดต้องดึงข้าไปร่วมชะตากรรมด้วยเล่า” 

เย่ว์อวี้เป็นสาวรับใช้อาวุโสที่คอยปรนนิบัติจ้าวจวินตั้งแต่อายุสิบกว่าปี อายุมากกว่าเขาถึงสามปี แม้จะยังไม่ได้อุ่นเตียง แต่เมื่ออยู่ในวังจิ๋นอ๋อง มีผู้ใดไม่เคารพนางกัน ใครเห็นต่างได้รับการโปรดปราน ไม่ว่าจะเป็นอาหารเนื้อสัตว์ หรือจำพวกผัก นางมักแสดงท่าทางว่า ฟังไม่เข้าใจ 

เย่ว์อวี้ยกน้ำชาบนโต๊ะขึ้นดื่ม รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้านาง “ในเมื่อเจ้าเป็นข้ารับใช้ในวังอ๋อง จึงจำเป็นต้องเรียนรู้กฎระเบียบเอาไว้” 

ซย่าชูชีไม่เคยคิดมาก่อนว่า หญิงสาวนางนี้ไม่เพียงแต่มีรูปร่างหน้าตางดงาม ความคิดความอ่านยังดีมากถึงเพียงนี้ รอยยิ้มพลันผุดขึ้นที่มุมปากโดยไม่รู้ตัว ชำเลืองมองตั้งแต่ใบหน้าเกลี้ยงเกลาดุจหยกมันแพะของนาง ไล่เลื้อยมายังหน้าอกกับบั้นเอวอันแสนวิจิตรเย้ายวน ลากจรดข้อนิ้วนวลใส มองจนกระทั่งตนเริ่มรู้สึกถึงอารมณ์พิศวาส รอยยิ้มมาดร้ายก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้า 

“พี่เย่ว์ ข้ามองการแต่งตัวของท่านแล้ว แต่เหมือนทำผิดกฎไปแล้วกี่ข้อนะ ทั้งเขียนคิ้ว ทาแก้ม ทั้งสวมเสื้อผ้าสีสด...อ่า แต่ข้าว่า ท่านอาจจะอยากยั่วยวนท่านอ๋องของเรามากกว่าใช่ไหมนะ” 

เย่ว์อวี้มองนางโดยไร้ความรู้สึกโกรธเคือง เพียงแค่ยิ้มบางๆ เท่านั้น 

“เจ้ากีบเท้าหมู[1] หากเจ้าไม่แกว่งปากหาเสี้ยน เหตุใดจำต้องมาทนทรมานเรื่องพวกนี้เล่า!” 

“นี่ ท่านพี่เย่ว์ เราสองคนน่ะไม่จำเป็นต้องเสแสร้งใส่กันหรอก ท่านก็รู้ว่าข้าฉู่ชีเป็นหมอเทวดา หมอเทวดาน่ะรู้จักไหม แค่ดูหน้าก็วินิจฉัยโรคได้แล้ว ข้าเห็นลิ้นท่านเป็นฝ้าขาวซีด นั่นแปลว่าพลังหยินไม่เพียงพอ ระหว่างหางตากับจมูกมีสีเข้ม แล้วยิ่งอาการแน่นหน้าอกกับเต้านมเพราะความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ ถูกต้องไหมล่ะ ที่จริงโรคนี้น่ะ คืออาการขาดผู้ชายคอยหล่อเลี้ยงเติมเต็ม พอคิดดูแล้ว ท่านคงนอนวิตกกังวลเปล่าเปลี่ยวหัวใจอยู่ในห้องมาหลายคืน ในฝันก็คงเฝ้าคิดถึงท่านอ๋องของท่านอย่างหนัก พลิกตัวกระสับกระส่ายเพราะนอนไม่หลับหลายหน ป่วยทางใจเข้าให้แล้วล่ะสิ” 

เธอเอ่ยพูดเรื่องเหล่านี้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย กระนั้นกลับตรงยิ่งนัก เพราะมันทั้งโหดร้ายและเจ็บแสบในคราเดียวกัน เย่ว์อวี้ดูเหมือนหาได้เก็บมาใส่ใจไม่ แม้แต่อารมณ์ขุ่นเคืองบนใบหน้าก็ยังไม่ปรากฏให้เห็น 

ซย่าชูชีแอบยกนิ้วให้นางลับๆ 

ก่อนหน้านี้ระหว่างทางไปเรือนซีเพ่ยเหมยจื่อเคยนินทาให้เธอฟังว่า องค์ชายสิบเก้าผู้นั้นทรงเข้าพิธีสมรสพระราชทานทั้งหมดสามครั้ง พระชายาทั้งสามนางไม่ทันเข้าเรือนหอต่างก็ดับสลายไปแล้ว หากแต่สนมอิงเซี่ย[2]ที่แต่งตามมาด้วยก็อยู่ในวังจิ๋นอ๋องที่เมืองหลวงไม่น้อยเลย สนมอิ้งเซี่ยรูปโฉมสวยสดงดงาม ทว่าองค์ชายสิบเก้าผู้นี้กลับนำทัพทำสงครามอยู่ด้านนอกเป็นเวลาหลายปี จึงไม่มีเวลาสนใจบรรดาหญิงสาวเหล่านี้ และมอบหมายเรื่องตำหนักหลังให้เย่ว์อวี้จัดการ 

ด้วยความที่เหมยจื่อเข้าจวนมาทีหลัง จึงไม่รู้ภูมิหลังของเย่ว์อวี้เท่าไรนัก รู้แต่เพียงว่าท่านอ๋องให้ความสำคัญกับนางมากเป็นพิเศษ แม้ยังไม่เคยรับใช้บนเตียง ทว่าคนใต้บัญชาต่างรู้กันดีว่า จะช้าหรือเร็วก็ต้องเกิดขึ้นแน่นอน ไม่เพียงเท่านี้ แม้แต่ก้งเฟย[3]พระมารดาขององค์ชายสิบเก้าที่อยู่ในวังก็ยังชื่นชอบนางอย่างมาก มักชื่นชมนิสัยใจเย็นของนาง กล่าวกันว่าที่พวกเขาจากเมืองหลวงเพื่อมารับท่านอ๋องกลับเมืองในครานี้ ก้งเฟยก็ยังขานชื่อเย่ว์อวี้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการสื่อให้เห็นว่านางเป็นคนในครอบครัว อนาคตคงได้รับความโปรดปรานจนถึงขั้นยกเป็นเซ่อเฟย[4]แน่แท้ คนเช่นนี้ ใช่ว่าสามารถรับมือได้ง่ายๆ ที่ไหนกัน 

ในเมื่อไม่อาจรับมือได้ง่ายๆ งั้นก็เอามาใช้ประโยชน์ให้กับตนเองเสียเลยสิ 

ในเมื่อตอนนี้เธอยังไปไหนไม่ได้ และเพื่อความปลอดภัยของเจ้าทึ่ม ทั้งยังต้องอยู่ข้างกายคนชั่วช้าแซ่จ้าวคนเลวอีก 

เยี่ยงนั้นแล้ว... 

เธอดีดนิ้วเสียงดังพร้อมหยัดยิ้มอย่างเหลี่ยมจัด เดินมาหยุดยืนข้างเก้าอี้เย่ว์อวี้ พอก้มศีรษะลงต่ำ ความรู้สึกจริงใจพลันแต่งแต้มทั่วใบหน้า 

“ข้าว่าพี่เย่ว์อวี้ ท่านปฏิบัติต่อท่านอ๋องของเราอย่างดีจนหาที่เปรียบมิได้ แต่ชายผู้นั้นน่ะ...จุ๊ๆ ...” 

 

 

------ 

[1] กีบเท้าหมู หมายถึง คนหลอกลวง พูดจาเฉไฉ 

[2] สนมอิ้งเซี่ย (滕妾) คือเด็กสาวที่แต่งตามพระชายาไปด้วย อาจเป็น พี่สาว น้องสาว หรือ ข้ารับใช้ สนมอิ้งเชี่ยมีฐานะสูงกว่าสนม มีฐานะเป็นทางการ เข้าร่วมงานเลี้ยงทางการต่างๆ ได้ 

[3] ก้งเฟย (贡妃) คือ สนมบรรณาการ 

[4] เซ่อเฟย (侧妃) สนมที่อยู่ต่ำกว่าหวังเฟยในวังอ๋องขั้นหนึ่ง 

ความคิดเห็น