facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ซย่าชูชีแพทย์หญิงในหน่วยลอบสังหารพิเศษแดงดันย้อนเวลามาอยู่ในร่างของคุณหนูเจ็ดที่มีรอยสักอยู่บนขมับ ช่างอัปลักษณ์นัก! แต่ช่างปะไร เธอขอแค่ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขก็พอ แต่โชคชะตากลับไม่ได้เป็นดั่งหวังเมื่อเธอดันไปขโมยตราพยัคฆ์ทองคำของจิ้นอ๋องเข้าให้ ความซวยจึงบังเกิด...

ตอนที่ 26 เสี่ยวหนูเอ๋อร์!

ชื่อตอน : ตอนที่ 26 เสี่ยวหนูเอ๋อร์!

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ธ.ค. 2563 14:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 26 เสี่ยวหนูเอ๋อร์!
แบบอักษร

 

เธอขำพรืด กลั้นเสียงหัวเราะจนใบหน้าเล็กบิดเบี้ยว 

สีหน้าของจ้าวจวินดำทะมึนทันที “เรียนมาจากที่ใด สืบทอดจากบรรพบุรุษอีกแล้ว?” 

เหอะ เธอจะบอกว่าครูฝึกหน่วยรอบสังหารแดงเป็นคนถ่ายทอดการสร้างอาวุธพื้นบ้านได้หรือเปล่าล่ะ 

วันนั้นเธอหาช่างตีเหล็กทำอุปกรณ์ที่สะสมก๊าซมีเทนกลั่นผ่านการกรอง ส่วนประกอบของก๊าซมีเทนคือสารมีเทน ชื่อทั่วไปคือก๊าซ อานุภาพการระเบิดก๊าซ สิ่งที่พบเห็นได้บ่อยคือระเบิดเป็นหลุมลึก สิ่งที่พบเห็นได้น้อยคือ เธอใส่ขี้ลงไป เดิมทีเธอเตรียมไว้ให้คนชั่วช้าแซ่จ้าว ไหนดันไปทำร้ายคนอื่นได้ 

ริมฝีปากเธององ้ำ พลางครุ่นคิดครู่หนึ่งถึงได้มองมา ใช้น้ำเสียงโม้ให้เขาได้ยินเพียงคนเดียว 

“ข้าพูดจริงๆ นะ ข้าเป็นหญิงสาวผู้มีจิตใจดี ถึงได้ใช้ระเบิดปู้ดๆ ทักทายพวกเจ้า หากเปลี่ยนไปใช้ระเบิดปรมาณู ระเบิดไฮโดรเจน...พวกเจ้าไหนเลยจะมารังแกข้าได้ ระเบิดปรมาณูเจ้าเข้าใจหรือไม่” 

สายตาของเขาเยียบเย็น ทั้งใบหน้ามีแต่คำถาม 

เธอรู้สึกพอใจยิ่งนัก ซย่าชูชีตั้งใจกะพริบตา พูดจาเยาะเย้ย “น่าเสียดาย ด้วยสติปัญญาของเจ้า คงยากจะเข้าใจ” 

ใบหน้าของจ้าวจวินดำทะมึน “กลับไปค่อยจัดการเจ้า” 

การปกครองกองทัพมีความเข้มงวดเคร่งครัด การรักษาทางการทหารก็ให้ความสำคัญมากเช่นกัน แค่ค่ายยุทโธสวรรค์ก็จัดให้มีท่านหมอสองคน 

มีคนเข้าไปในกระโจมไม่กี่คน เมื่อเข้าไปเห็นเพียงชายที่นอนบนเตียงจีนโบราณ เนื้อตัวสกปรกคล้ายกับถูกคนสาดอุจจาระ มีกลิ่นอุจจาระที่ไม่อาจเอ่ยออกมาได้ อบอวลในห้องจนต้องขมวดคิ้ว แต่ด้วยไม่กล้าเสียมารยาทปิดจมูกต่อหน้าท่านอ๋อง 

แม้กลิ่นอุจจาระทั่วห้อง แต่จ้าวจวินกลับยังคงความสูงศักดิ์ 

เขาหยุดลงเพียงชั่วครู่ แล้วเอามือไพร่หลังพลางเหลือบมองซย่าชูชี 

“ไป ดูอาการบาดเจ็บตรงขาเขาว่าเป็นอย่างไร” 

ซย่าชูชีตะลึงไปครู่หนึ่งถึงได้ตอบรับอย่างว่าง่าย “ขอรับ” 

เธอนึกไม่ถึงว่าจ้าวจวินจะให้เธอมาดูอาการ แต่ข้ามเรื่องตัวเธอเป็นหมอไปก่อน ตอนนี้พูดได้เพียงว่าระเบิดปู้ดๆ ที่เธอเป็นคนสร้างได้ทำร้ายคนบริสุทธิ์ แถมยังระเบิดจนขาขาด เธอเองก็รู้สึกเสียใจไม่น้อย 

หญิงสาวตรวจสอบขาของคนเจ็บครู่หนึ่ง แล้วกดลงช้าๆ “เจ็บตรงไหนหรือไม่” 

“อึก...อ๊าก...” คนคนนั้นคร่ำครวญเบาๆ “เจ็บ” 

เมื่อเสียงครวญครางนั้นดังขึ้น ซย่าชูชีเกือบจะกรีดร้อง 

รองแม่ทัพอู๋คนนี้เป็นหนึ่งในชายรักชายตรงคอกม้าในคืนนั้น 

เธอแทบจะมีปฏิกิริยาตอบกลับในทันที หญิงสาวหันควับมองจ้าวจวิน แต่เขากลับทำสีหน้าเรียบเฉย เลือดเย็นหนาวเหน็บ ราวกับดูไม่ออกว่ารองแม่ทัพหักหลังเขา 

เธอกลับรู้สึกในทันทีว่า... 

เธอรู้ เขาต้องรู้แน่ 

เขาไม่สะดวกจะลงมือในที่แจ้ง ถึงได้ตั้งใจใช้กลอุบายลับ 

ถือโอกาสเตือนเธอว่าอย่าได้หักหลัง 

ตั้งแต่กลับมาจากค่ายยุทโธสวรรค์ จ้าวจวินก็ไปเรือนพักแรม 

เรือนพักแรมเป็นลานเรือนแถวสามที่เรียงเป็นแนวตั้งอยู่ทิศเหนือใต้ ห้องใหญ่ที่เป็นห้องหลักกลายเป็นห้องหารือชั่วคราว 

ตอนนี้ซย่าชูชีเปลี่ยนเป็นชุดทำงาน สวมชุดคลุมสีดำเรียบๆ พร้อมหมวกใบหนึ่ง ใส่รองเท้าผ้า มัดผ้าผูกเอว แต่งตัวเป็นบ่าวรับใช้ชายแบบดั้งเดิม ยืนอยู่ข้างจ้าวจวิน และกลายเป็นบ่าวของจิ้นอ๋องอย่างเป็นทางการ 

สีหน้าของจ้าวจวินเย็นเยียบ ขมวดคิ้ววางแผนป้อมปราการที่ชายแดนแคว้นอูน่า 

รองนายทหารใต้บังคับบัญชาสิบกว่าคนนั่งนิ่งหลังตรง 

เรื่องที่ทำให้ซย่าชูชีอึดอัดก็คือ โต๊ะเล็กตรงหน้าพวกเขาวางถาดผลไม้ กลิ่นหอมของมันแทบจะดึงดูดความหิวกระหายในท้อง แต่เธอได้แต่ยืนนิ่ง ส่วนท้องก็ร้องจ๊อกๆ  

ตั้งแต่เธอลงนามสัญญาขายตัว ซย่าชูชีก็กลายเป็นคนของเขา และต้องเตรียมตัวพูดว่า กลายเป็นบ่าวรับใช้ของเขา 

สังคมศักดินาเธอไร้อำนาจจริงๆ! 

เธอกลืนน้ำลายที่ไหลออกมาอย่างน่าสงสาร บีบนวดนิ้วมืออยู่ตลอดพลางถูฝ่ามือ หญิงสาวรู้สึกว่าเวลาเดินช้ากว่าเต่าคลานเสียอีก 

ตอนที่เท้าของเธอใกล้จะปวดหนึบจนชา ‘มัจจุราชเย็นชา’ ก็กวาดมองแวบหนึ่งนิ่งๆ 

ดวงตาซย่าชูชีวาววับ 

คงไม่ได้เห็นว่าเธอน่าสงสารเลยให้เธอกินผลไม้ใช่ไหม 

แต่ ‘นิสัยพื้นเพของเจ้าคนต่ำช้าหากเปลี่ยนไป กระบุงก็คงครอบมหาสมุทรได้’ จ้าวจวินเพียงชี้ไหล่ของตัวเอง พลางใช้สายตาบอก แล้วเอี้ยวหน้าถกแผนกับเหล่าทหารต่อ สนความเป็นความตายเธอที่ไหนกันละ ซย่าชูชีโกรธจนหายใจเข้าลึกๆ ทักทายบรรพบุรุษสกุลจ้าวอยู่หลายรอบ ถึงได้กางสองมือบีบนวดไหล่เขา 

เธอผิดหวังจริงๆ! ซย่าชูชีเป็นคนมีความสามารถนะ 

วิชาแพทย์ การทหาร วิชารบ... เธอทำได้หมด 

หรือเขาไม่สังเกตเห็นเลย 

หรือเขาซื้อเธอกลับมา ก็เพื่อให้เธอมาเป็นบ่าวทำงานหนักเช่นนี้ 

เธอนวดๆ บีบๆ จนอดบี้ไหล่ของเขาไม่ได้ การประชุมการทหารของพวกเขาเพิ่งสรุปเสร็จสิ้น เหล่าทหารที่สวมชุดเกราะเหน็บดาบสิบกว่าคนก็ล่าถอยออกจากห้องใหญ่ จ้าวจวินดูเมื่อยล้า จึงพิงเก้าอี้หนานกวนเหมา[1]อย่างเกียจคร้าน เจิ้งเอ้อร์เป่าเม้มปากเบาๆ พลางยื่นชาเขียวให้เขา ชายหนุ่มหลับตาพักผ่อนราวกับลืมไปนานแล้วว่ามีเธออยู่ 

ใบหน้าซย่าชูชีดำทะมึนอย่างอดกลั้นไม่ไหว 

“นี่!” 

จ้าวจวินไม่ได้ลืมตา น้ำเสียงแหบพร่านั้นเหนื่อยล้าเล็กน้อย “เรียกนายท่าน” 

เธอแอบเข่นเขี้ยวฟันครู่หนึ่ง ถึงได้ยอมแพ้ทำตามด้วยท่าทีอ่อนน้อม “นายท่าน” 

“อืม” ราวกับเจ้าคนชั่วจ้าวจวินพอใจ จึงเอ่ยเสียงเรียบ “เสี่ยวหนูเอ๋อร์ เจ้ามีอะไรจะถามงั้นหรือ” 

ซย่าชูชีไม่ค่อยชินกับคำเรียกใหม่อันเวอร์วังที่น่าขนลุกนัก ขนเธอลุกเกรียวถึงได้เอ่ยเสียงเข้มว่า “ข้าอยากรู้ ท่านทำเรื่องตั้งมากมายเช่นนี้ บีบให้ข้าลงนามในสัญญาขายตัวนั่น ท่านต้องการให้ข้าทำอะไรกันแน่” 

จ้าวจวินถามกลับเสียงเบา “เจ้ากำลังทำอยู่ไม่ใช่หรือ” 

“บีบไหล่? นวด?” ซย่าชูชีขึ้นเสียงสูง “ข้าหมายถึงท่านทำถูกแล้วหรือ... ความสง่างามของข้า มีค่าแค่นี้เองหรือ” เธอเหล่ตากวาดมองดวงตาที่มองไม่เห็นก้นบึ้งนั่นมีความถากถางอยู่ในที ซึ่งเธอคุ้นเคยมันดี 

“แล้วอย่างไร ให้เจ้ารับใช้ในห้องนอน?” 

ซย่าชูชีแอบด่าเขาว่าไอ้ระยำ แล้วโมโหในใจ แต่เธอเข้าใจดีกับไอ้คนชั่วช้าแซ่จ้าว ต้องชั่วช้ากว่าเขาถึงจะถูก เธอกระตุกรอยยิ้มชั่วร้ายยั่วเย้า บีบน้ำตาคลอพลางก้มหน้าเข้าใกล้เขา “นายท่าน ความจริงแล้วสิ่งที่ข้าถนัดที่สุดไม่ใช่การนวด แต่เป็น...” 

เธอไม่ทันพูดจบ ก็มีเสียงม้าร้องจากข้างนอกดังขึ้น เพียงครู่เดียวก็มีเสียงดังกังวานจากอาวุธกระทบกัน พูดคำว่า “รายงาน” จากด้านนอกด้วยเสียงอันดัง จากนั้นก็มีคนคนหนึ่งเดินสับเท้าเข้ามาอย่างรีบร้อน ทำความเคารพพอเป็นพิธี แล้วค่อยมอบหนังสือราชการที่ประทับตราครั่งให้ 

“องค์ชาย เร่งแปดร้อยลี้ รับสั่งฝ่าบาท!” 

ทหารอยู่ข้างนอก พิธีรีตองจึงน้อย 

จ้าวจวินคุกเข่ารับราชโองการ เมื่อส่งคนส่งสาส์นแล้วถึงให้เจิ้งเอ้อร์เป่าเปิดครั่งออก เผยให้เห็นราชโองการเหลืองอร่ามด้านใน “โองการสวรรค์ ด้วยพระเมตตาโปรดเกล้า องค์ชายสิบเก้าจ้าวจวินใช้ปัญญา องอาจกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ฉลาดเฉลียวทุ่มเทแรงใจเพื่อรักษาดินแดน ด้วยเพราะอูน่านำกำลังทหารสามแสนก็ราวกับไร้คน ตีอูน่าแตกพ่ายอย่างราบคาบ หนึ่งปลอบประโลมแผ่นดิน สองปลอบโยนประชาราษฎร์ เรารู้สึกวางใจนัก...” 

ซย่าชูชียืนอ่านข้างเขาไปพลางๆ 

 

------

[1] เก้าอี้หนานกวนเหมา (南官帽椅) เป็นเก้าอี้แบบราชวงศ์หมิง ด้วยเอกลักษณ์ที่พนักพิงแขนและที่รองศีรษะไม่ยื่นออกมา ที่ยันส่วนพนักพิงแขนโค้งงอคล้ายตะขอ ส่วนที่ยันส่วนอื่นตั้งตรง

ความคิดเห็น