facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ซย่าชูชีแพทย์หญิงในหน่วยลอบสังหารพิเศษแดงดันย้อนเวลามาอยู่ในร่างของคุณหนูเจ็ดที่มีรอยสักอยู่บนขมับ ช่างอัปลักษณ์นัก! แต่ช่างปะไร เธอขอแค่ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขก็พอ แต่โชคชะตากลับไม่ได้เป็นดั่งหวังเมื่อเธอดันไปขโมยตราพยัคฆ์ทองคำของจิ้นอ๋องเข้าให้ ความซวยจึงบังเกิด...

ตอนที่ 25 อุบายลับ? ปกครองคน! (2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 25 อุบายลับ? ปกครองคน! (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ธ.ค. 2563 14:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 25 อุบายลับ? ปกครองคน! (2)
แบบอักษร

 

ซย่าชูชีขบฟันมองอย่างโมโห แต่เขากลับเรียกด้วยเสียงเย็นชาอย่างใจเย็น 

“เย่ว์อวี้” 

เขาสั่งเพียงครู่ บ่าวเย่ว์อวี้ที่งดงามสุภาพเรียบร้อย ก็ถือถาดคลุมผ้าโพกศีรษะเข้ามาในห้อง โค้งคำนับให้เขาด้วยความนอบน้อมเอ่ยน้ำเสียงอ่อนหวาน 

“นายท่าน เงินมาแล้วเจ้าค่ะ” 

จ้าวจวินยังคงทำเสียงเย็นชา “ให้ฉู่ชี” 

“เจ้าค่ะ” 

เย่ว์อวี้รับคำแล้วยื่นถาดมาตรงหน้าซย่าชูชี 

เธอมองถาดใหญ่ใบนั้น เห็นผ้าสีเหลือง 

ห้าร้อยเหลี่ยง คงไม่มีมั้ง 

ขณะครุ่นคิดซย่าชูชีก็เปิดผ้าสีเหลือง เธอก็อ้าค้างในชั่วพริบตา 

“นะ...นี่มันเท่าไร” 

เขาชำเลืองมองเธอแวบหนึ่ง จ้าวจวินยกแขนเสื้อเบาๆ จุ่มหมึกตวัดพู่กันในสัญญาขายตัวต่ออย่างแช่มช้า ใบหน้าหล่อเหลาน่าโมโหทำหน้าไร้อารมณ์ และเอ่ยน้ำเสียงเย็นเข้ากระดูก 

“หกเหลี่ยง” 

“หกเหลี่ยง? บ้าอะไรเนี่ย” ซย่าชูชีโมโหจนเสียงเสียดแก้วหู 

“หากเจ้าอายุยืนถึงร้อยปี ก็ยังทำงานได้อีกแปดสิบห้าปี เป็นเช่นนี้แล้ว ได้ห้าเหลี่ยงแปดทุกปี หกเหลี่ยงให้เจ้า ไม่ต้องเพิ่มแล้ว” 

“เจ้า... ไอ้คนสารเลว ข้าจะสู้กับเจ้า!” 

อาการโมโหที่ถูกสบประมาทสติปัญญาทำให้เธอเกือบหยุดหายใจ เธอควบคุมตัวเองไม่ได้ไปชั่วขณะ กลายร่างเป็นสัตว์ป่าตัวเมียดุร้าย ลืมไปเลยว่าจะต้องเก็บกิริยาหญิงยุคโบราณที่ ‘แกล้งว่าง่ายหัวทึบอยู่กับการใช้ชีวิต’ เธอโถมเข้าใส่ร่างของจ้าวจวินราวกับสายฟ้าฟาด ด้วยท่าทางราวกับเหยี่ยว เธอเกลียดเลยกัดเขาให้ตายอย่างเสียไม่ได้ 

แต่ มันก็เท่านั้น 

เพราะหัวเธอเล็กไปหน่อยจึงกัดได้แค่ไหล่ของเขาเท่านั้น ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คู่ปรับของเขา จากนั้นก็กระโจนไปจับมือข้างที่เขียนตัวหนังสือของเขาแล้วกัดหลังมืออย่างแรง 

“อ๊าย! นายท่าน!” 

เย่ว์อวี้กับเหมยจื่อตกใจ 

พวกนางไหนเลยจะคาดคิด ว่าผู้หญิงคนหนึ่งจะกล้ากัดท่านอ๋อง 

จ้าวจวินยังคงนิ่งเฉย ดวงตาเย็นเยียบมองกระหม่อมของเธอ โดยไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่ 

หนาวเหน็บ! ในห้องก็เกิดความเยือกเย็นระลอกหนึ่ง 

กระทั่งซย่าชูชีได้กลิ่นคาวเลือดในปากถึงได้มีสติ นี่ไม่ใช่สังคมกฎระเบียบในยุคปัจจุบัน แต่เป็นยุคราชวงศ์ที่ฮ่องเต้กุมอำนาจ และคนที่เธอกัดยังเป็นชินอ๋องแม่ทัพทหารผู้สูงศักดิ์ เธอจึงปล่อยด้วยความโมโห แล้วชำเลืองมองเขาด้วยใจที่เต้นตุบตับ กลับเห็นเขาหดมือกลับด้วยความเชื่องช้า ดวงตาดำขลับราวกับน้ำในบ่อโบราณไม่ขยับไหวใดๆ 

“เป็นสุนัขมาเกิดจริงๆ” 

ซย่าชูชีเดาความคิดเขาไม่ออก ด้วยคำนึงชีวิตตัวเองและเจ้าทึ่มน้ำเสียงจึงอ่อนลง ทำท่าทางต้อยต่ำ มือเล็กลูบหลังมือเขาอย่างเอาใจ ทำตัวว่าง่ายคล้ายแมว “นายท่าน ไม่เป็นไรนะเจ้าคะ บาดแผลเล็กน้อย บาดแผลเล็กน้อย...แฮะๆๆ เข้าใจผิด เข้าใจผิดหมด...” 

“ครั้งหน้า...” เขาพูดเสียงเบาหวิว น้ำเสียงคลุมเครือยากจะเข้าใจ “ไม่ปล่อยไปง่ายๆ แน่” 

เอ๋! 

ไม่ถือสา? 

ยังอนุญาตให้มีครั้งหน้าด้วย? 

ไม่ทันให้เธอครุ่นคิดให้ดี เสียงหอบหายใจของเจิ้งเอ้อร์เป่าก็ดังจากข้างนอกกะทันหัน 

“ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องแล้วว!” 

คนคนนั้นพุ่งเข้ามารวดเร็วราวกับลม มีเหงื่อผุดพรายตรงใบหน้า 

“ท่านอ๋อง ระเบิดแล้ว ระเบิดแล้ว ของประหลาดที่ส่งไปถึงค่ายยุทโธสวรรค์ มันระเบิดแล้ว ยังทำคนบาดเจ็บด้วย~~”  

ใจซย่าชูชีเต้นตึกตัก นึกถึงของสุดรักที่ตัวเองสร้างขึ้น ในใจก็ยิ่งหนักอึ้ง 

จ้าวจวินกลับไม่ค่อยตกใจนัก เขาแค่วางมือลงนิ่งๆ 

“เตรียมม้า ไปค่ายยุทโธสวรรค์” 

มันจบแล้ว จ้าวจวินเห็นเธอตะลึงอยู่กับที่ไม่ขยับ จึงหันหน้าขมวดคิ้วตะโกนว่า “ตามมา!” 

“อื้อ...” 

ซย่าชูชีตอบกลับเลื่อนลอย 

ท่านอ๋องขี่ม้าองอาจผ่าเผย ส่วนบ่าวก็วิ่งไปอย่างน่าสงสาร 

จ้าวจวินพาทหารคนสนิทสิบกว่าคนออกจากซีเฮ่า เดินทางไปยังค่ายยุทโธสวรรค์ซึ่งตั้งห่างจากฝั่งตะวันออกของที่พักแรมประมาณสามลี้ ซย่าชูชียังสวมชุดชายแปลกประหลาดที่มัดน่อง ตามหลังตูดม้าของท่านอ๋อง เธอผ่อนเท้าลงถึงตามจังหวะเขาทัน 

เหงื่อเปียกชุ่มสาบเสื้อยิ่งทำให้เธออึดอัด 

แต่นี่ก็เป็นการเตือนเธอ ว่าต่อไปจะต้องออกกำลังเพิ่มขึ้น ร่างกายนี้เป็นร่างของเธอแล้ว จะรับความทรมานแบบนี้ได้อย่างไร 

กลุ่มคนเพิ่งเข้าฐานตั้งมั่นของค่ายยุทโธสวรรค์ ก็เห็นทหารสวมผ้าคลุมชุดเกราะหลายร้อยคนรออยู่สนามฝึกก่อนแล้ว เห็นได้ชัดว่าได้รับข่าวจากองค์ชายตั้งนานแล้ว เพียงแต่รอจ้าวจวินขี่ม้ามาเท่านั้น พวกเขาคุกเข่าคำนับอย่างเป็นระเบียบ 

“ถวายบังคมจิ้นอ๋อง” 

จ้าวจวินนั่งอยู่บนหลังม้าอย่างเย็นเยียบ ด้วยท่าทางองอาจสูงส่ง 

“ลุกขึ้น” 

“ขอบพระทัยองค์ชาย!” 

ซย่าชูชีก็เอาแต่สำรวจค่ายยุทโธสวรรค์ ขณะมีเสียงทรงพลังดังขึ้น 

คำพังเพยกล่าวว่า คนไร้ประสบการณ์เห็นเพียงผิวเผิน คนเชี่ยวชาญเห็นเนื้อใน ตั้งแต่เตรียมอาวุธจนระเบียบวินัย เธอมั่นใจว่า นี่เป็นกองทหารที่มีความเข้มงวดเคร่งครัดกองหนึ่ง ในยุคสงคราม ระเบียบวินัยของกองทหารแทบจะตัดสินความสามารถการรบได้เลย จากที่เห็นเจ้าคนต่ำช้าแซ่จ้าวไม่ได้มีดีแต่เปลือกนอก แม้แต่การปกครองทหารยังมีศักยภาพอีกด้วย 

“เฉินต้าหนิว สถานการณ์เป็นอย่างไร” 

น้ำเสียงเย็นเอ่ยจบเพียงครู่ คนด้านหน้ากองทัพคนหนึ่งก็เดินออกมาด้านหน้า รูปร่างสูงใหญ่แข็งแกร่ง สวมชุดเกราะสีดำประกายเย็นวาบน่าเกรงขาม พู่แดงบนหมวกขยับตามการก้าวเดิมและสายลม เขากดดาบคาดเอวคุกเข่าลงข้างหนึ่ง เอ่ยพร้อมกับกำมือประสาน 

“เรียนองค์ชาย ระเบิดนั่นระเบิดเป็นหลุมลึกสามฉื่อ ขาข้างหนึ่งของรองแม่ทัพอู๋โดนระเบิดกระจุย” 

จ้าวจวินหรี่ตาเล็กน้อย กระโดดลงจากหลังม้า ไม่ได้มองซย่าชูชีสักนิดแต่กลับยื่นแส้ให้เธออย่างรวดเร็ว 

“ไป ไปดูรองแม่ทัพอู๋” 

ใบหน้าดำทะมึนของเฉินต้าหนิวแดงบวมขึ้นเล็กน้อยแล้วกำมือประสานอีกครั้ง 

“องค์ชาย กระหม่อมดูแลได้ไม่ดี ขอรับการโบยยี่สิบที” 

จ้าวจวินชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง สะบัดชายเสื้อด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ 

“นำทางไป!” 

“ขอรับ!” 

เฉินต้าหนิวเป็นคนสัตย์ซื่อ ยืนหยัดในเหตุผล แม้ไม่รู้หนังสือ แต่เขาเข้ามาอยู่ในค่ายตั้งแต่อายุสิบห้าปี เคลื่อนพลรบต่อสู้ชัดเจน ต่อมาได้ติดตามจ้าวจวินไปรบหลายแห่ง ชนะการรบราหลายครั้ง ทั้งอาศัยบารมีราวกับพยัคฆ์ของเขาจึงได้นั่งตำแหน่งแม่ทัพฝ่ายซ้ายของทหารหลวง 

“ดื้อด้าน” 

เขาแค่นเสียงเย็น จ้าวจวินเดินผ่านตัวเขา ไม่ได้สนท่าทางที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีของเฉินต้าหนิว แล้วสาวเท้ายาวไปทางกระโจม 

ซย่าชูชีก็เดินตามไปติดๆ เห็นทหารรอบๆ ทยอยก้มหน้า ไม่กล้ามองเขาตรงๆ ก็อดเศร้าใจไม่ได้ 

เป็นมัจจุราชที่ยังหายใจจริงๆ 

ขณะกำลังครุ่นคิดกลับได้ยินเสียงเย็นชาของ ‘มัจจุราช’ ดังขึ้น “ของชิ้นนั้นเรียกว่าอะไร” 

เธอไอแค่กเบาๆ เกือบสำลักน้ำลาย กดเสียงตอบว่า “ระเบิดปู้ดๆ” 

“ระเบิด...ปู้ดๆ?” 

เขาหยุดเดินครู่หนึ่ง จ้าวจวินไม่ค่อยเข้าใจนักพร้อมกวาดสายตามองมา “พูดให้ชัด” 

พูดให้ชัด พูดกับเขาแล้วจะเข้าใจหรือไง 

“ความจริงมันคือ นั่นน่ะ...ขี้...พรูด...” 

ความคิดเห็น