facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ซย่าชูชีแพทย์หญิงในหน่วยลอบสังหารพิเศษแดงดันย้อนเวลามาอยู่ในร่างของคุณหนูเจ็ดที่มีรอยสักอยู่บนขมับ ช่างอัปลักษณ์นัก! แต่ช่างปะไร เธอขอแค่ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขก็พอ แต่โชคชะตากลับไม่ได้เป็นดั่งหวังเมื่อเธอดันไปขโมยตราพยัคฆ์ทองคำของจิ้นอ๋องเข้าให้ ความซวยจึงบังเกิด...

ตอนที่ 21 ใครหน้าหนากว่ากัน (1)

ชื่อตอน : ตอนที่ 21 ใครหน้าหนากว่ากัน (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ธ.ค. 2563 14:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 21 ใครหน้าหนากว่ากัน (1)
แบบอักษร

 

“ท่านแม่ ฮือ เหตุใดท่านจึงจากไปกะทันหันเช่นนี้ ทิ้งให้ลูกอยู่คนเดียวโดนคนบนโลกใบนี้รังแก ท่านพ่อจากไปตอนอายุสามขวบ ท่านพี่ก็ไปแล้วตอนอายุเจ็ดขวบ แม้แต่ท่านก็ยังทิ้งข้า...ฮือ ข้าสู้ สู้ตายไปยังจะดีเสียกว่า...” 

เธอพูดถึง ‘ประสบการณ์ชีวิต’ ที่ทำเอาคนน้ำตาร่วงจบก็หยิบกริชมาจะปาดคอ 

วินาทีต่อมา กริชนั่นก็ตกลงไปยังพื้นอย่างไม่ทันคาดคิด 

“ท่าน...” 

เธอเงยใบหน้าน้อยๆ ร้องไห้คร่ำครวญจากการสูญเสีย ใช้การคำนวณมุมสี่สิบห้าองศาอันแม่นยำ แสดงให้เห็นถึงใบหน้าใสซื่อ กระดากอาย น่าสงสารสุดๆ เรียกความเห็นใจอย่างสุดซึ้ง เธอสูดจมูกมองผู้ชายหล่อเหลาเอาการคนนั้น แสดงสีหน้ากระซิกๆ ด้วยความเศร้าเสียใจ 

“ไปซะ ซวยแต่เช้าเลย! จะตายยังไม่เลือกที่อีกงั้นหรือ” 

คุณชายน้อยคนนั้นตะโกนเสียงแข็งได้ไม่นาน ใบหน้าซย่าชูชีกลับมืดมน จากเศร้ากลายเป็นประหลาดใจ ยืนขึ้นดึงแขนเสื้อของเขา 

“ท่านพี่ คือท่านใช่ไหม ท่านพี่ ใช่ท่านจริงๆ ใช่หรือไม่ ขะ..ข้า...” 

เขาเหล่มองเธอแวบหนึ่งอย่างคนทำอะไรไม่ถูก ทหารกลุ่มขนน้ำกลับขำพรืดจนตัวโยน 

ซย่าชูชีไม่สนศีลธรรมอะไรนั่นของพวกเขา เธอตื่นเต้นจนพูดไม่ออก 

“ท่านพี่ ลืมข้าแล้วหรือ ข้าคือลูกพี่ลูกน้องอาชีที่พลัดพรากจากท่านไปหลายปีก่อนอย่างไรเล่า!” 

“...” 

“ท่านพี่ ทะ..ท่านแม่ข้าบอกว่า เมื่อข้าโตจะขอให้ท่านแต่งข้า...” 

ชายรูปงามหัวเราะหยันเบาๆ นิ้วจับดาบคาดเอวครู่หนึ่ง แล้วทำสายตาอำมหิต 

“เจ้าหนูคงจะจำคนผิดแล้วมั้ง น้องสาวข้ามีเยอะมาก แต่ลูกพี่ลูกน้องผู้หญิงน่ะไม่มี” 

“จำผิด?” ชูชีมองเขาอย่างน่าสงสาร ในใจก็คิดเปลี่ยนวิธี “ท่านพี่ ข้าจำได้ หน้าอกของท่านมีปานเท่าฝ่ามือ ข้าขอดูหน่อยว่ายังอยู่หรือไม่” ไม่รอให้เขาได้สติ เธอก็เริ่มเปิดเสื้อผ้าของเขา แล้วสบโอกาสลูบๆ คลึงๆ บนร่าง 

ในใจก็คิดว่า เจ้าหมอนี่ถึงไม่เหมือนของดีอะไรมาก แต่กล้ามก็ไม่เลว คิกๆ ได้แต๊ะอั๋งเขานี่ช่างดีจริงๆ ... 

“เจ้าหนูทำอะไร ทำข้าตกใจหมด เจ้าจะรับผิดชอบอย่างไร” 

ชายหนุ่มถูกหญิงสาวให้ท่าเช่นนี้ เขาเองก็เพิ่งเจอเป็นครั้งแรก แม้คำพูดแอบเกี้ยว เขากลับลนลานเล็กน้อย ทหารส่งน้ำข้างๆ หลายคน ก็แอบหัวเราะกันเกรียวกราว 

“ท่านแม่ทัพโย่ว ท่านก็รับนางเป็นลูกพี่ลูกน้องเถิด ให้นางได้ลูบไล้...” 

อยู่ค่ายทหารไม่ได้เจอหญิงสาวเป็นเวลานาน คนส่วนมากก็ชอบกินเนื้อกันทั้งนั้น มีเรื่องสนุกเช่นนี้ ใครจะปล่อยไปเล่า 

“อ๊ายยย” 

ขณะกำลังหัวเราะกันเป็นบ้าเป็นหลัง จู่ๆ ซย่าชูชีก็ร้องตะโกนด้วยความตกใจ 

“ท่านพี่ มีตัวอะไรวิ่งเข้าไปในถังน้ำ... บนรถหรือไม่” 

“ตัวอะไร” 

ความสนใจของพวกเขาเมื่อครู่ตกอยู่ที่เธอ จะมีตัวอะไรเข้าไปได้อย่างไร 

ซย่าชูชีลากท่านพี่ที่ทำสีหน้าไม่จริงจัง เดินไปจับถังน้ำถังนั้น “ที่นี่ ข้าเห็นมัน เป็นตัวดำๆ” 

เธอพูดอย่างกับทำให้เป็นเรื่องใหญ่ คนพวกนั้นล้อมรอบอย่างเชื่อไม่เชื่อครึ่ง เปิดถังน้ำออก ข้างในกลับเป็นน้ำใสสะอาดเห็นถึงก้นถัง จะมีตัวอะไรได้อย่างไร 

เธออึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วชี้ไปทางถังน้ำข้างๆ 

“งั้นก็เป็นถังใบนี้ ท่านพี่ ข้าเห็นตัวดำๆ จริงๆ นะ ลองปีนขึ้นไปสิ” 

“จะเป็นไปได้อย่างไร” 

ทหารคนหนึ่งเปิดฝาอีกถังขึ้นพลางพูดพึมพำ 

สุดท้ายก็ไม่มีอะไรตามคาด 

“เอาละน้องข้า เจ้าอย่าสร้างความวุ่นวายที่นี่อีก” ชายหนุ่มมองหญิงสาวที่จำว่าเขาเป็นท่านพี่อย่างเสียสติ ใบหน้าหล่อเหลาของเขายิ้มกว้าง แต่น้ำเสียงกลับทนไม่ค่อยไหวแล้ว “หลีกทางให้ข้าไปดีๆ รอข้ากลับจากรายงานผล ค่อยคุยเรื่องอดีตกัน” 

มือเล็กๆ ของซย่าชูชีจับแขนเสื้อ มองเขาน้ำตานอง 

“หรือข้าจะจำคนผิดจริงๆ” 

เขาเหลือบตามองอย่างสับสนแวบหนึ่ง หนุ่มรูปงามยกมุมปากขึ้น “อาจจะ...” 

เธอมองขบวนรถที่เคลื่อนช้าๆ แล้วซย่าชูชีก็เป่าปาก 

“เฮ้อ ข้ามันเป็นผู้หญิงที่ทุกข์ระทมที่สุดในโลก” 

เพิ่งผ่านเที่ยงวัน อำเภอเชียงกั่งก็มีข่าวลือแพร่สะพัด 

ซย่าชูชีซึ่งกลับมาโรงยาตั้งแต่เช้าก็เอาแต่ยุ่งอยู่กับงาน ระหว่างทางเธอได้ยินคนจัดยาพูดคุยกัน ด้านในที่พักแรมคล้ายกับเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น ทหารมากมายเป็นโรคประหลาด มีอาการอาเจียนท้องเสีย ท่านหมอตรวจชีพจรกลับหาสาเหตุไม่เจอ ทำเอาจิ้นอ๋องโมโหหนักลงโทษคนพวกนั้น 

ซย่าชูชีก็รู้สึกสุขล้นกับเรื่องน่าเวทนาสุดๆ เช่นนี้ 

ตอนที่ซุนเจิ้งเยี่ยเข้ามา ก็เตรียมตัวจะปิดโรงยาแล้ว เห็นเขาเข้าประตูมาอย่างเร่งรีบ ท่านกู้ก็เอ่ยปากถามขึ้นทั้งๆ ที่รู้ 

“นี่ ท่านซุน เห็นท่านเดินเหงื่อท่วมเช่นนี้ เกิดเรื่องอะไรหรือ” 

“อย่าพูดเลย! ในหมู่ทหารเกิดโรคติดต่อกัน ทหารจำนวนมากไอหอบหายใจถี่ อ้วกและท้องเสีย ข้านี่มัน...เฮ้อ พูดยาก!” ซุนเจิ้งเยี่ยส่ายหน้าอย่างเอือมระอา หยิบใบสั่งยาที่ตนเขียนให้ซย่าชูชีไปจัดยา “เจ้าหนุ่ม เจ้ารีบหน่อย ด่วน” 

“อื้อ!” 

ซุนเจิ้งเยี่ยไม่ได้คุยเล่นเหมือนอย่างเคย จัดยาแล้วก็นำทหารน้อยคนหนึ่งกลับด้วยกัน 

“ฉู่ชี เจ้ายิ้มอะไร” 

กู้อาเจียวถามด้วยเสียงอ่อนโยนทำให้ซย่าชูชีหุบมุมปาก 

“ข้ายิ้มแล้ว?” 

กู้อาเจียวพยักหน้าแรง 

ซย่าชูชีเบ้ปากอย่างเกียจคร้าน แล้วรวบใบสั่งยาหลายแผ่นนั่น 

“แม่นางคนสวย สายตาเจ้าใช้การไม่ได้แล้วละ ให้ท่านลุงกู้สั่งยาให้เจ้าดีไหม” 

เมื่อคิดถึงจ้าวจวินเจ้าคนต่ำช้าซึ่งนั่งไม่ติดในเวลานี้ แม้ทหารพวกนั้นจะไม่รู้เรื่องอะไรด้วย แต่ซย่าชูชีก็โล่งอกอยู่หลายส่วน 

หึ นี่ขนาดแค่น้ำจิ้ม ก็ทำให้เขาลนลานได้แล้ว 

วันนี้คงไม่มีเวลาอ่านตำราประโลมโลก ทรมานเจ้าทึ่มแล้วมั้ง 

เฮ้อ เธออารมณ์ดีสุดๆ ไปเลย 

ถ้าเกิดเพิ่มยาอีกสักนิด วันนี้ร้านขายโลงศพในเมืองชิงกั่งคงร่ำรวยกันแล้ว 

เมื่อกินข้าวเสร็จเธอก็เดินทอดน่องออกมา ท้องฟ้ามืดครึ้ม บนถนนหลายร้านยังคงจุดตะเกียง 

ซย่าชูชีเดินเข้าไปยังร้านหลอมโลหะ แล้วศึกษาอยู่ประมาณชั่วยามหนึ่งถึงออกมา 

ตกดึก 

รอให้เสียงเคาะดังยามสามเกิง เธอถึงได้แอบออกไปจากโรงยา 

ครั้งนี้ เธอสวมชุดพร้อมรบ 

กางเกงใช้ผ้าพันตรงน่อง มัดสายคาดเอวหนาๆ ส่วนท่อนบนห้อยของอย่างดีที่เตรียมไว้ให้คนต่ำช้านั่นโดยเฉพาะ 

จ้าวจวิน ข้ามาจัดการเจ้าแล้ว... 

ณ ที่พักแรม 

จิ้งหรีดร้องจิ๊ดๆ แสงจันทร์ส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้า 

ด้วยที่พักแรมชิงกั่งเป็นเมืองยุทธศาสตร์ทางการทหารของราชวงศ์ต้าเยี่ยน กำแพงเมืองจึงก่อสร้างแข็งแกร่งกว่าปกติ ความสูงสิบกว่าเมตรสร้างขึ้นโดยใช้หินยาวและอิฐเทา ประตูเมืองและช่องกำแพงล้วนมีทหารเฝ้ายามในแต่ละส่วน 

ซย่าชูชีแอบสำรวจอยู่ในกอหญ้าครู่หนึ่ง แล้วเอาป้ายห้อยเอวที่ได้มาจากหนุ่มหล่อส่งน้ำเก็บไว้ในอก เธอเสี่ยงโชคเหมือนอย่างเคย ค่อยๆ ลอดช่องหมาลอดที่คลานออกมาเมื่อสองสามวันก่อน 

ความคิดเห็น