facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ซย่าชูชีแพทย์หญิงในหน่วยลอบสังหารพิเศษแดงดันย้อนเวลามาอยู่ในร่างของคุณหนูเจ็ดที่มีรอยสักอยู่บนขมับ ช่างอัปลักษณ์นัก! แต่ช่างปะไร เธอขอแค่ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขก็พอ แต่โชคชะตากลับไม่ได้เป็นดั่งหวังเมื่อเธอดันไปขโมยตราพยัคฆ์ทองคำของจิ้นอ๋องเข้าให้ ความซวยจึงบังเกิด...

ตอนที่ 20 ข้าจะจัดการเจ้า

ชื่อตอน : ตอนที่ 20 ข้าจะจัดการเจ้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ธ.ค. 2563 14:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 20 ข้าจะจัดการเจ้า
แบบอักษร

 

เธอควานหาเงินสองสามเหลี่ยงจากใต้หมอนที่รวบรวมมาได้สองสามวันนี้ แล้วออกมาจากโรงยาไป ซื้อน้ำตาลสองจิน[1] แผ่นผลไม้แห้งเชื่อมหลายถุง ผ้าซงเจียงหลายฉื่อ เธอซื้อเนื้อหมูสองจินในตลาด ก่อนจะจ้างรถลาคันหนึ่ง ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วยาม ก็รีบกลับหมู่บ้านหลิวเหนียน 

เมื่อเข้าไปถึงตะวันออกของหมู่บ้าน เธอไม่ได้ให้รถลาหยุด และไม่สนใจชาวบ้านซึ่งกำลังพูดถึงเธอตรงสองข้างทาง เมื่อขับตรงมาถึงหัวสะพานยังบ้านฟางสองสามห้องนั้น ตอนแรกนึกว่าอาสะใภ้สามคงจะไปนา แต่ตอนที่เธอกระโดดลงมาจากรถลา กลับเห็นนางนั่งอยู่ตรงประตูวงเดือนที่ผุพังด้วยตาแดงก่ำ เมื่อเห็นเธอสายตาก็ดูงุนงง 

“เจ้าหนุ่ม มาหาใครหรือ” 

ซย่าชูชีกำชับรถลาให้รอตัวเองก่อน เธอไม่ได้คุยเล่นกับนางอยู่หน้าประตู ได้แต่เรียก ‘อาสะใภ้สาม’ เสียงเบาแล้วจูงมือนางเข้าห้อง 

“อาสะใภ้ ข้าเอง...” 

ไม่ทันให้เธอได้พูดจบ อาสะใภ้สามทั้งดึงเธอ นวดเธอ บีบเธอ แล้วน้ำตาก็ไหลลงมา 

“เจ้าเด็กคนนี้นี่ เจ้าพาจู้จื่อของข้าไปไหน ไปในเมืองไม่กลับบ้าน ทำเอาข้าร้อนรนแทบตาย” 

ใจของซย่าชูชีก็กลัดกลุ้มเมื่อนึกถึงเจ้าทึ่มคงจะกินอยู่อย่างลำบาก ณ ที่นั่นก็เจ็บปวดใจยิ่งนัก 

แต่เธอไม่สะดวกจะอธิบายเรื่องพวกนั้น กลัวว่าหากนานไปจะเกิดเรื่องมากมายตามมา จึงตบแขนของนางอย่างปลอบประโลม 

“เจ้าทึ่มเขาสบายดี อาสะใภ้วางใจ ข้าจะพาเขากลับมาแน่ ท่านหยุดร้องไห้ก่อน ข้าเตรียมของมาให้ท่านอยู่บนรถลาข้างนอก ท่านเอาไปกินก่อนนะ แล้วก็เรื่องที่ข้ากลับหมู่บ้าน อย่าเอ่ยไปเด็ดขาด หากมีใครถาม ท่านก็บอกว่าหลานชายคนโตจากต่างถิ่น มาเยี่ยมท่านไม่นานก็ไป” 

อาสะใภ้สามเป็นคนเฉลียวฉลาด ดวงตาบวมเป่งจากการร้องไห้ที่จ้องมองซย่าชูชีเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด นอกจากพยักหน้าแล้วนางจะพูดอะไรได้อีก 

รอนางเก็บของข้างนอก ซย่าชูชีก็เข้าห้องฟางเล็กๆ ที่ตัวเองเคยอยู่ เมื่อเห็นว่าสภาพภายในห้องยังคงเหมือนตอนไป ก็รู้สึกวางใจเล็กน้อย 

เห็นได้ชัดว่าจ้าวจวินยังหาพยัคฆ์ทองคำน้อยไม่พบ จึงได้ใช้วิธีเลวทรามจับเจ้าทึ่มไป บีบเธอให้เอาของมา 

แต่เอาของมาคืนแล้ว เขาจะปล่อยเจ้าทึ่มไปไหม ก็พูดยาก 

ทำอย่างไรถึงจะได้สองอย่าง 

ไม่สนแล้ว เอาของมาก่อนค่อยว่ากัน 

เธอย้ายหม้อปั้นตรงหน้าต่าง แล้วใช้ฟืนไม้แข็งขุดพื้นอย่างแรง 

ครืดดด 

เธอขุดชั้นแล้วชั้นเล่า ชั้นแล้วชั้นเล่า 

ข้างในกลับไร้ผ้าขาดๆ ที่ห่อพยัคฆ์ทองคำน้อย 

และแน่นอนว่าพยัคฆ์ทองคำน้อยก็ไม่มี 

วิ้งงง 

เธอได้ยินเสียงวิ้ง ดังขึ้น พลันสีหน้าซีดเผือด คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นผลเช่นนี้ 

เธอซ่อนมิดชิดขนาดนี้ ใครเอาไปกัน 

“อาสะใภ้~~ 

อาสะใภ้สามเข้ามาในห้อง หันหน้ามาสำรวจเธอ ในตายังคงมีประกายน้ำตา 

“เฉ่าเอ๋อร์มีอะไรงั้นหรือ”  

เมื่อบังคับให้ตัวเองใจเย็นลงแล้ว ซย่าชูชีถึงถามเสียงเรียบ “มีใครมาแตะต้องของในห้องข้าหรือไม่” 

อาสะใภ้สามทำท่าทางดูไม่รู้เรื่องแล้วส่ายหน้า “ไม่มีนะ วันนั้นเจ้ากับจู้จื่อไปเมือง ข้าก็ไม่ได้เข้ามาในห้องนี้อีก เจ้ามีของอะไรหายงั้นหรือ” 

ใจเย็น! ต้องใจเย็น! 

เธอนวดจมูกเบาๆ ซย่าชูชีคิดไม่ออกถึงมูลเหตุ จึงได้แต่หัวเราะแห้ง 

“ไม่มีอะไรสำคัญ ไม่ต้องกังวล” 

อาสะใภ้สามถอนหายใจโล่งอก นางสะอึกสะอื้นแล้วเช็ดน้ำตาอีกครั้ง 

“เฉ่าเอ๋อร์ เจ้าอย่าได้หลอกจู้จื่อเลยนะ เขาเป็นเด็กที่โชคชะตาไม่ดี ตอนแรกข้าหวังให้พวกเจ้าไปกันได้ดี มีลูกชายลูกสาวอยู่อย่างสงบ และเจ้าเป็นภรรยาที่เขาวาดหวัง แต่ตอนนี้...เขาเกิดเรื่องร้ายขึ้น ข้าจะอธิบายให้กับแม่ของเขาที่จากไปได้อย่างไร...” 

“อาสะใภ้!” เธอไม่มีเวลาฟังนางพูดคร่ำครวญแล้ว “ข้าต้องไปก่อน ท่านอย่ากังวลเลย เจ้าทึ่มต้องกลับมาอย่างปลอดภัย ข้ารับรอง!” 

พยัคฆ์ทองคำน้อยหายไป เธอจะเอาอะไรไปรับประกันล่ะ 

เธอนั่งรถลาซึ่งมุ่งหน้าไปชิงกั่ง อารมณ์ของซย่าชูชีในตอนนี้ไม่อาจบรรยายมาเป็นคำพูดได้... 

ดูท่าสวรรค์จะบีบบังคับเธอแล้ว 

บีบบังคับเธอต้องใช้วิธีต่ำทราม กับคนชั่วช้าคนนั้น 

ขอแค่ไม่ถูกคนยั่วโมโห ซย่าชูชีเป็นคนดีเสมอ 

แต่เธอใครแรงมาแรงกลับ เธอไม่ใช่พูดเล่นๆ 

เรื่องความไร้เหตุผลน่ะ พวกท่านอ๋องธรรมดาๆ ไม่โหดร้ายเท่าเธอหรอก 

ซย่าชูชีครุ่นคิดตั้งแต่หมู่บ้านหลิวเหนียนจนกลับโรงยา เธอหาวิธีช่วยเจ้าทึ่ม และแล้วแผนในหัวของเธอก็เป็นรูปเป็นร่าง 

วันนี้ค้าขายไม่ค่อยดีนัก เมื่อทำงานเรียบร้อยแล้ว เธอได้แต่รีบกินอาหารไปคำหนึ่ง แล้วหาข้ออ้างบอกพ่อลูกสกุลกู้ พลางหยิบเงินไปร้านหลอมโลหะ ณ ประตูเมืองตะวันออก เผชิญหน้ากับช่างตีเหล็กซึ่งตีเหล็กมาทั้งชีวิต เธอได้วาดแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งเปรียบเทียบและวางแผนอยู่นาน จนสุดท้ายก็อธิบายของที่จะสร้างจนเข้าใจ 

จากนั้นก็ไปเดินเล่นร้านรวงอีกมาก ทำตัวเหมือนคนว่างงานแล้วกลับมา รับมือกับลูกค้าด้วยใบหน้าชื่นมื่น 

เช้าวันต่อมา เธอลุกขึ้นตั้งแต่ตอนที่ฟ้ายังไม่สาง 

ปล่อยผมยาวถึงเอวลงมา จากนั้นมวยผมปักด้วยปิ่นไม้ลวกๆ เปลี่ยนเป็นชุดสีเขียว สวมรองเท้าผ้าปักลายดอก ดูเหมือนเด็กสาวที่งดงาม เธอมองกระจกดูตัวเองครู่หนึ่ง ก็เบ้ปากอย่างไม่พอใจนัก เติมคิ้วซ้ำ ผลัดแป้งแต่งหน้า แล้วใช้ขี้ผึ้งกลบรอยที่เธอศึกษาสองสามวันมานี้ทารอยสักตรงขมับ กระทั่งสีใกล้เคียงจนแทบมองจุดด่างพร้อยไม่ออกนั้น ถึงได้ยิ้มกว้างใส่กระจก 

แล้วแอบออกจากประตูหลังโรงยา จากนั้นก็เดินไปยังที่พักแรม 

ประตูร้านแต่ละร้านยังคงปิดสนิท ลมหนาวพัดเย็นถึงกระดูก ได้กลิ่นอายของตลาดสมัยโบราณ เมื่อคิดถึงเจ้าทึ่มผู้น่าสงสารซึ่งถูกท่านอ๋องต่ำช้านั่นกักขัง เธอก็ไปดักทางที่ต้องผ่านประตูทิศเหนือของที่พักแรมอย่างรวดเร็ว 

ผ่านไปครู่หนึ่ง... 

รถขนน้ำสองสามคัน ที่ประดับธงสามเหลี่ยมรายทางมีอักษรเขียนบนธงว่า ‘น้ำ’ เคลื่อนเข้ามาพร้อมเสียงล้อเอี๊ยดๆ  

ก่อนหน้านี้เธอเดาไว้แล้ว แม้ที่พักแรมมีบ่อน้ำ แต่ทหารมากมายเช่นนี้เข้าไปในที่พักแรมต้องไม่พอใช้ ต้องลากน้ำจากนอกเมืองมาใช้แน่ ตอนกลางวันที่เธอออกมา ได้เข้าไปสอบถามสถานการณ์ของคนที่ลากกากอาหารในที่พักแรมและก็เป็นตามคาด 

ใกล้เข้ามาแล้ว 

เธอหรี่ตาเล็กน้อย คล้ายกับสัตว์ป่าตัวน้อยจำศีล 

กลุ่มรถขนน้ำค่อยๆ ใกล้เข้ามา 

เจ้าหน้าที่ขนส่งน้ำซึ่งเดินด้านหน้าสุดคาดดาบซึ่งมีฝักสีดำไว้ตรงเอว สวมชุดเกราะบาง ช่างหล่อเหลางดงาม ใบหน้ากลับมีกลิ่นอายชั่วร้ายของคุณชายเอาแต่ใจที่เห็นได้บ่อย ลักษณะเฉพาะตัวนั้นทำให้เธอตกใจเล็กน้อย แม่ทัพจ้าวจวินมีคนเก่งเยอะจริงๆ หนุ่มรูปงามนี่ก็เยอะเหมือนเมฆสินะ แม้แต่ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ส่งน้ำ ยังหล่อขนาดนี้ได้ 

น่าเสียดาย...เธอไม่มีเวลามาชื่นชม 

หญิงสาวส่งรอยยิ้มน่าหลงใหลให้ พลางร้องไห้งอแงนั่งยองๆ กลางถนน 

 

 

------

[1] จิน (斤) หน่วยวัดน้ำหนักของจีน 1 จินเท่ากับ 0.5 กิโลกรัม

ความคิดเห็น