facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ซย่าชูชีแพทย์หญิงในหน่วยลอบสังหารพิเศษแดงดันย้อนเวลามาอยู่ในร่างของคุณหนูเจ็ดที่มีรอยสักอยู่บนขมับ ช่างอัปลักษณ์นัก! แต่ช่างปะไร เธอขอแค่ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขก็พอ แต่โชคชะตากลับไม่ได้เป็นดั่งหวังเมื่อเธอดันไปขโมยตราพยัคฆ์ทองคำของจิ้นอ๋องเข้าให้ ความซวยจึงบังเกิด...

ตอนที่ 18 เหตุใดคนต้องไปคิดแค้นเคืองกับพวกต่ำช้า

ชื่อตอน : ตอนที่ 18 เหตุใดคนต้องไปคิดแค้นเคืองกับพวกต่ำช้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ธ.ค. 2563 14:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 18 เหตุใดคนต้องไปคิดแค้นเคืองกับพวกต่ำช้า
แบบอักษร

 

เอาเถอะ แปดสิบเหลี่ยงแลกกับ ‘ตำราชิงหนัง’ ก็ถือว่าคุ้ม วันนี้ถือว่าเธอมาลูบสุนัขก็แล้วกัน 

เธอรับตำรามาอย่างหักใจ แล้วขอบคุณในความเมตตาด้วยความเคียดแค้น 

“ข้าน้อยขอบพระทัยองค์ชายที่เข้าใจและเห็นใจ...” 

เมื่อรู้สึกได้ถึงกลิ่นหมึก เธอจึงดีใจเหมือนได้สมบัติ เลยอดพลิกดูหน้าต่อไปไม่ได้ 

วินาทีต่อมา ความรู้สึกหอมหวานในคอยิ่งเหนียวหนืด พร้อมกับนัยน์ตาจ้องถลน 

เธอไม่รู้จักตัวอักษรในหนังสือเลยสักนิด 

ซื้อตำราจากสวรรค์ด้วยเงินแปดสิบเหลี่ยง ไม่เท่ากับลงทุนเสียเปล่าเหรอ กับยุคที่ไร้พจนานุกรมเช่นนี้ 

จากนั้นเธอได้ยินเสียงนิ่งเรียบของเขาดังขึ้น “ตำราเล่มนี้ข้าจ่ายไปสิบเหลี่ยงตรงแผงลอยขายหนังสือเก่าตอนผ่านฮุ่ยชวนเว่ย[1] ข้าซื้อได้...” 

เติมเชื้อไฟ! ดวงตาของซย่าชูชีดำทะมึน 

ฮุ่ยชวนเว่ย? ความจริงคือแทงท้อง[2]... 

ไม่โมโห! ไม่โมโห... 

เหตุใดคนต้องไปคิดแค้นเคืองกับพวกต่ำช้า 

ซย่าชูชีซึ่งแอบปล่อยลมปราณเกือบโคจรพลัง ‘สายอธรรม’ ออกมา เธอสะกดความคิดที่อยากจะฆ่าคนลง แล้วแกล้งทำเป็นไม่ใส่ใจ ชู ‘ตำราชิงหนัง’ ในมือขึ้น ทำเสียงต่ำเอ่ยระมัดระวังว่า 

“ไม่ทราบว่าองค์ชายรู้ตัวอักษรด้านบนหรือไม่” 

ดวงตาของเขากรอกไปมา 

“เจ้าก็รู้ตัวหนังสือไม่ใช่หรือ มันเขียนว่า ‘ตำรากามสูตร’ แค่นี้ก็ไม่รู้หรือไร” 

หากซย่าชูชีไม่สนใจชีวิตตัวเองก็คงโพล่งด่าเขาไปแล้ว จึงได้แต่กลั้นหายใจ 

“องค์ชาย แบบอักษรเช่นนี้ไม่เหมือนกัน” 

เขาตอบอืมเสียงเบา จ้าวจวินเหลือบมองครุ่นคิดครู่หนึ่ง ไม่ได้มีกระแสความเยียบเย็นในนัยน์ตา คล้ายกับเพิ่งรู้ว่าแบบอักษรต่างกัน จึงขมวดคิ้วด้วยใบหน้าเรียบเฉย 

“นี่มันอักษรจงติ่ง[3]” 

“องค์ชายรู้หรือ” 

เขากวาดสายตามองเธอที่ ‘ไม่รู้หนังสือ’ แล้วเอ่ยตอบด้วยเสียงดังทุ้มต่ำ 

“ในใต้หล้านี้ เกรงว่าจะมีเพียงข้าคนเดียวที่รู้” 

หลอกลวง! หลอกหลวง! ...เขามันคนหลอกลวง เธอลงทุนแปดสิบเหลี่ยงไปเปล่าประโยชน์แล้วยังตกหลุมพรางอีก 

“เช่นนั้นองค์ชาย...” 

จ้าวจวินหรี่ตาเล็กน้อย “เกรงว่าเจ้าจะจ่ายค่าตอบแทนไม่ไหว” 

บัดซบ! 

ซย่าชูชีเกิดความสงสัยอย่างหนักว่าท้องพระคลังของราชวงศ์ต้าเยี่ยนมันร้างแล้วหรือไง แม้แต่อาหารท่านอ๋องยังไม่พอกิน ไม่อย่างนั้นด้วยตำแหน่งชินอ๋องซึ่งกุมอำนาจทหารไว้ในมืออย่างเขา ทำไมถึงได้ต่ำต้อยขนาดนี้ล่ะ ครั้งแรกเบี้ยวค่ารักษาของเธอ ถ้าเกิดนั่นเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย แล้ววันนี้แม้แต่ค่าแรงของเธอแปดสิบเหลี่ยงยังยึดไป ถ้าไม่ใช่จนเกินไป ก็ได้แต่พิสูจน์ว่าไอ้เจ้าคนกินถ่านหินนี่... ใจดำตั้งแต่เกิด 

“นายท่าน อาหารจัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว เชิญทานก่อนเถิด” 

เจิ้งเอ้อร์เป่าโค้งตัวเข้าห้องหน่วนเก๋อ ขัดบทสนทนาอันแปลกประหลาดของทั้งคู่ 

ความเป็นจริงได้พิสูจน์แล้วว่าคำตอบคือข้อสอง 

เขาจนกับผีน่ะสิ! 

ข้าเป็นคนของฮ่องเต้ ท้องเป็นทองคำล้ำค่า อย่าดูแคลนที่พักในเมืองเล็กๆ อันห่างไกลนี้เชียว จะมีใครกล้าให้เขากินอยู่ขัดสน แค่เห็นโต๊ะเล็กสลักรูปโบตั๋น น้ำแกงข้นปลาเงินสามเส้นที่อวบอิ่มนุ่มละมุนสดใหม่ กลิ่นกระเพาะแพะผัดระเบิดอันชุ่มฉ่ำ กุ้งแดงตัวใหญ่หมักเกลือจนเปื่อยนุ่มหยุ่นอย่างน่ากิน ขนมแผ่นฟักทองกรอบนอกนุ่มในแผ่นนั้น ยิ่งไก่เผาบ้านๆ อันหอมกรุ่นตัวนั้น ทำให้ซย่าชูชีซึ่งหิวโหยกลืนน้ำลายอึกๆ สายตาวาววับจ้องเขม็งไปยังของกินบนโต๊ะ 

ถึงอย่างนั้นเจ้าคนต่ำช้านั่นกลับไม่สนใจเธอสักนิด ขณะที่เจิ้งเอ้อร์เป่ารับใช้ เขาก็กินอาหารอย่างเชื่องช้า 

ก็ได้ ยั่วโมโหไม่ขึ้น ยังจะหลบไม่ได้อีกเหรอ 

เธอไม่อยากหิวแล้วเห็นคนกินอาหารเลิศรสอยู่ที่นี่หรอกนะ เธอเตรียมจะแวบออกไปแล้ว 

“องค์ชาย...” 

ไม่ทันพูดจบ สายตาเจิ้งเอ้อร์เป่าก็ตวัดมาบ่งบอกว่า...องค์ชายเสวยอยู่ ห้ามพูด 

ขันทีเจ้าคนไร้น้ำยา! 

ซย่าชูชีสาปแช่งชาติหน้าก็ขอให้เขาไม่มีน้องชายอย่างอำมหิต จากนั้นเธอปลุกใจใหม่แล้วเปลี่ยนน้ำเสียงให้เบาหวิว 

“องค์ชาย กินไม่ได้...” 

จ้าวจวินหันหน้ามา 

ซย่าชูชีก้มหน้าลง “องค์ชายอาจไม่ทราบว่า กุ้งแดงตัวใหญ่กับฟักทองเป็นของแสลงกัน กินเข้าไปแล้วทำให้ท้องร้องท้องเสีย แล้วยิ่งกินร่วมกับเนื้อไก่ไม่ได้ จะเกิดตุ่มฝีหนองยาว ลามไปเป็นตุ่มหนองเน่าเปื่อยกระจายทั่วตัว ไอเป็นเลือด อาการซุนซย่า[4]...” 

กินสิกิน! ดูซิเจ้าจะยังกินลงหรือไม่ 

เขาหมดความอยากอาหารด้วยความสะอิดสะเอียนอย่างเห็นได้ชัด จ้าวจวินเม้มปากที่เย็นเยียบนั่น แล้วขมวดคิ้ว ครุ่นคิดถึงอาหารสองสามจานที่เหลืออยู่อย่างถี่ถ้วนแล้วมองเธอนิ่ง 

“เอากุ้งหมักไปแกะ” 

เดี๋ยวสิ 

หรือให้เธอลองกินดูว่าอาหารมีพิษหรือเปล่า 

ไอ้คนใจโฉด แต่เธอชอบ! 

นับถือสมองอันชาญฉลาดของตัวเองจริงๆ ทำให้เขาสะอิดสะเอียนได้ ยังกินกุ้งได้ด้วย หญิงสาวยื่นมือไปหยิบกุ้งแดงตัวใหญ่ที่ได้มาด้วยวิธีสกปรกอย่างมีความสุข 

เนื้อ! เนื้อกุ้ง! ในที่สุดก็ได้กินเนื้อแล้ว! 

เธอปลอกเปลือกกุ้งหมักออกเตรียมจะเอาเข้าปาก กลับได้ยินเสียงเขาไอค่อกแค่กเบาๆ 

“รู้ความจริงๆ ปอกได้ไม่เลว” 

ห๊า? 

มือใหญ่ข้างหนึ่งยื่นเข้ามา และแล้วกุ้งหมักหอมฉุยของเธอก็ตกไปอยู่ในปากของเจ้าคนเลวนั่นอย่างรวดเร็ว แต่เจ้าคนต่ำช้าสูงศักดิ์นั้นกลับขมวดคิ้วนิดๆ กัดไปเพียงคำเดียวก็ราวกับทนไม่ได้แล้วคายออกมา 

“เค็มจริงๆ เจิ้งเอ้อร์เป่า อีกประเดี๋ยวหักเงินเดือนนี้ของโรงครัวด้วย” 

นิ้วของซย่าชูชีเกร็งอยู่กับที่ จ้องปีศาจในคราบเทวดาอย่างโกรธเกลียดด้วยตาไม่กะพริบ 

เขาชอบแกล้งคนมากนักใช่ไหมห๊ะ 

เขาให้เธอหยิบกุ้งมาช่วยเขาปอก? 

เขาไม่ได้รู้สึกสะอิดสะเอียนกับพวกตุ่มหนองที่เธอพูด? 

เขาเห็นเธอเป็นคนใช้หรืออย่างไร ถึงได้เรียกเป็นธรรมชาติขนาดนี้ 

เธอหิวจนท้องร้องจ๊อกๆ มองกุ้งมันๆ ตัวใหญ่โอชานั้นถูกทิ้งในจานเคลือบด้วยความน่าสงสาร แล้วจ้องไปยังจานอาหารเลิศล้ำแต่ละจานซึ่งกินไปได้นิดหน่อยก็ถูกขจัดทิ้ง แล้วแอบพูดพึมพำว่า “กลางวันแดดแผดเผา ชาวนายังตรากตรำ[5]” เธอเชื่อว่าคนคนนี้จะต้องถูกสวรรค์ลงโทษแน่ 

เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว เขาก็นั่งสบายๆ อยู่บนเก้าอี้ไต้ซือ[6] ถึงได้สนใจเด็กร้านโรงยาผู้น่าสงสารอย่างเธอด้วยความเย็นชา 

“หิวแล้วหรือ” 

เหลวไหล! 

ใจของซย่าชูชีอยากจะทักทายบรรพบุรุษของเขาเสียหน่อย แต่ในใจกลับยิ้มเล็กๆ 

“ข้าน้อย... ไม่หิวแล้ว เพียงเห็นองค์ชายอิ่มก็พอแล้วขอรับ” 

จ้าวจวินมองเธอทะลุทะลวงคล้ายกับไม่สังเกตเห็นอะไร เขาฉาบความรู้สึกเย็นเยียบนิ่งๆ แล้วสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า มองจนเธอขนลุกซู่ถึงถามเสียงเรียบ 

“แต่อยากรู้ว่าตำราชิงหนังเขียนอะไร” 

เธออยากรู้แน่อยู่แล้ว 

เสียเปรียบครั้งหนึ่ง เธอจะไม่ยอมเสียเปรียบอีก 

เธอเชื่อหมดใจ ถ้ายังเล่นกับองค์ชายศักดินานี่ ไม่แน่อาจต้องจ่ายแปดสิบเหลี่ยง 

เธอก้มหัวส่ายหน้า เอ่ยเสียงเบาแกล้งทำเสียงราบเรียบ “หากองค์ชายไม่มีข้อกำชับอื่นแล้ว ข้าน้อยขอกลับโรงยา นายท่านยังรอข้าน้อยกลับไปตำยา” 

เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย “ไม่ต้องให้ข้าแปลให้เจ้าแล้ว?” 

อะไรนะ เธอยอมเชื่อว่าหมูเพศเมียปีนต้นไม้ ดีกว่าเชื่อว่าเขาจะใจดีแปลให้เธอ แต่ด้วยแรงดึงดูดอันมหาศาลของ ‘ตำราชิงหนัง’ เธอไม่อยากถามแต่ก็ยังถามออกไป 

 

 

------

[1] ฮุ่ยชวนเว่ย (会川卫) คือระบบการทหารเว่ยสั่วที่จัดตั้งในสมัยราชวงศ์หมิง

[2] แทงท้อง (会穿胃) ในภาษาจีนพ้องเสียงกับคำว่า ฮุ่ยชวนเว่ย ซึ่งผู้เขียนต้องการเล่นคำ

[3] อักษรจงติ่ง (钟鼎文) หรืออักษรจิน คืออักษรที่สลักหรือหลอมบนเครื่องสำริด

[4] อาการซุนซย่า (飧泄) อาการอุจจาระเป็นของเหลว และมีเศษอาหารที่ไม่ได้ย่อย

[5] กลางวันแดดแผดเผา ชาวนายังตรากตรำ มาจากบทกวีฉูเหอ (锄禾) เขียนโดย หลี่เซิน (李绅)

[6] เก้าอี้ไต้ซือ (太师椅) เป็นเก้าอี้ที่มีพนักผิง ที่พิงแขน มีฐานรองนั่งกว้าง

ความคิดเห็น